เพราะอุบัติเหตุวันนั้นที่ทำให้เขาและเธอได้เจอกัน ทำให้ทุกวันมีเหตุผลให้พยายามเพื่ออีกฝ่าย และในการเอาชนะอุปสรรคทั้งหลาย เขาอยากให้เธอระลึกเอาไว้ว่า เราไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว
[Starting Yudai Part : ]
เวลา 18 นาฬิกา...
โชคดีที่แม่กลับบ้านแล้ว พอโทร.ไปหา เขาจึงมารับญาญ่าได้ ส่วนตัวผมต้องนั่งในรถพยาบาลที่พาร่างหมดสติของปลายฝนไป
เธอหยุดหายใจชั่วขณะหนึ่ง เพราะอาการช็อก
ผมได้แต่กุมมือและภาวนาให้เธอปลอดภัย
ผู้หญิงที่อยู่ในเหตุการณ์ซึ่งยอมสละเวลานั่งรถมาด้วยเพราะความเป็นห่วงพร้อมกับผมเล่าให้ฟังว่า หล่อนเห็นปลายฝนท่าทางไม่ดีหลังจากที่โทรศัพท์มือถือดัง และเหมือนจะอาการหนักยิ่งขึ้น เมื่อในบริเวณนั้นมีผู้ใช้โทรศัพท์ส่งเสียงออกมามากมาย
‘ฉันเคยได้ยินมาค่ะ บางทีเธออาจจะเป็นโรคกลัวแบบจำเพาะค่ะ หรือที่เรียกว่าโฟเบีย’ ที่จริง ผมเองก็สงสัยอยู่พอสมควร ตั้งแต่ครั้งแรกที่เราเจอกันแล้ว
ตอนนั้น เธอใส่หูฟังปฏิเสธการรับเสียงอยู่...
“พี่ครับ!” เสียงตึงตังดังมาตามทางเดิน ก่อนใบหน้าที่คุ้นตาจะปรากฏขึ้น ต้นหนาวกำลังวิ่งมาด้วยความรีบร้อน ข้างหลังมีคนวิ่งตามมาอีกสองคน
“แกทำอะไร!” อีกฝ่ายกระชากคอเสื้อผมอย่างแรงให้ลุกขึ้น แววตาก้าวร้าวบ่งบอกชัดเจนว่าไม่ให้อภัยต่อใครก็ตามที่มาทำร้ายครอบครัว
แววตา...แบบเดียวกับที่ผมเคยเห็นเมื่อปีก่อน ตอนที่เราทะเลาะกัน
“ต้นหนาว ควบคุมตัวเองด้วยอย่าเสียมารยาท ปล่อยมือซะ” ผู้ชายที่วิ่งตามหลังมาพร้อมกับอาหมวยเอ่ย แม้จะมีท่าทีฮึดฮัด ทว่าอดีตเพื่อนของผมก็ยอมปล่อยมือ
“แต่ว่าพี่หมอ!”
“ขอโทษด้วยครับ คุณเป็นคนที่อยู่กับฝนตอนหมดสติรึเปล่า?” เขาเริ่มซักถามอย่างสุภาพ แต่แฝงไปด้วยความร้อนรน ผมได้แต่ส่ายหน้าตอบกลับไป
“ไม่ใช่ผมครับ แต่เป็นสุภาพสตรีท่านนี้” เมื่อผายมือไปด้านข้าง ชายหนุ่มใส่แว่นจึงก้าวผ่านไปเพื่อซักถามรายละเอียดโดยไม่สนใจผมอีก
“ยูได น้องนายล่ะ” เพื่อนสนิทของปลายฝนถามพลางมองซ้ายมองขวา
“ให้แม่รับกลับบ้านไปแล้วล่ะ” ผมปรายตามองไปทางคนไม่คุ้นหน้า ขณะคุยกับเธอ
“ขอบคุณมากครับ ที่เหลือผมจะรับช่วงต่อเอง ผมเป็นหมอประจำตัวของเธอครับ” อาจจะเพราะผมจ้องมากไป คนข้างตัวก็เลยทักขึ้นมา
“นั่นพี่หมอปราชญ์… หมอประจำตัวของฝน แล้วก็…”
“คู่หมั้น” เสียงห้าวแทรกขึ้นมากลางคัน ต้นหนาวสะบัดหน้ามาจ้องผม โดยไม่สนเสียงร้องจากเพื่อนพี่สาวของมัน
“ไอ้ต้น!”
“ฉันไม่มีวันยอมยกฝนให้แก...ไม่มีวัน” เรารู้จักกันมานานมากพอที่มันจะรู้ว่าช่วงเวลาที่ผมแอบเจอปลายฝนนั้น ผมได้ทำอะไรลงไปบ้าง และหวังผลอะไรไว้
“อ้าว หมอปราชญ์...วันนี้ไม่ได้เข้าเวรนี่คะ มาทำอะไรเหรอ”
“คนไข้ฉุกเฉินที่เพิ่งเข้ามาเป็นยังไงบ้างครับ?” เสียงคุณพยาบาลที่เดินมาจากห้องไอซียูดังพอที่จะเรียกสติทุกคนตรงนั้น ให้หันไปโฟกัสกับสถานการณ์ตรงหน้า
“หรือว่า...คนรู้จักหมอเหรอคะ! ขอโทษค่ะ... แต่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ นี่หมอสุรภพก็ให้มาตามคุณหมอท่านอื่นมาช่วยอยู่ค่ะ” หล่อนทำท่าจะผละออกไป ทว่าผู้ชายที่ต้นหนาวบอกว่าเป็นคู่หมั้นของสาวที่ผมกำลังจีบอยู่กลับรั้งไว้
“ระหว่างมาโรงพยาบาลเกิดอะไรขึ้นครับ?”
“เอ่อ…” เธอเหลือบตามายังพวกผม ซึ่งน่าจะเป็นญาติในความคิดของเธอ
“บอกมาเถอะครับ”
“...คนไข้หัวใจหยุดเต้นค่ะ เลยCPR* ไปหนึ่งครั้ง ตอนนี้ความดันเลือดก็ต่ำมาก” ผมรู้อยู่แล้ว เพราะนั่งมาในรถคันนั้นด้วย แต่คนข้าง ๆ ที่เพิ่งรู้เป็นครั้งแรกถึงกับเบิกตากว้าง
(*CPR หรือ Cardiopulmonary resuscitation คือการกู้ชีพ หรือการช่วยเหลือปฐมพยาบาลผู้ที่หัวใจหยุดทำงานไปชั่วขณะ กระตุ้นให้รีบกลับมาทำงานอีกครั้ง)
“บอกหมอสุรภพเลยเดี๋ยวผมเข้าไป คุณไม่ต้องไปตามใครแล้ว”
“จะดีเหรอคะ วันนี้ไม่ใช่เวรคุณหมอ…”
“ผมไม่เป็นไร รีบไปเถอะครับ” คุณพยาบาลคล้อยหลังไปไม่เท่าไหร่ ก่อนที่ใครจะห้ามได้ทัน เสียงต่อยผนังก็ดังสั่นสะเทือนลั่นไปทั้งโรงพยาบาล
ปึง!
“ต้นหนาว!” สาวหมวยร้อง ผมรีบปรี่เข้าไปกระชากมือมันออกมาดู ผิวหนังถลอกปอกเปิก เลือดสดๆไหลซึมออกมาตามรอยแผล
“แกทำอะไร!” กลายเป็นผมที่ต้องถามคำถามนั้นกลับไป คนตรงหน้าตัวสั่น พึมพำเหมือนคนประสาทเสีย สติหลุด ใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
“ทำไม...ทำไมถึงเป็นแบบนี้ทุกที… ทำไม...ทุกครั้งที่เกิดเรื่องฉันถึงไม่ได้อยู่กับพี่ทุกที!” เหมือนสวรรค์กลั่นแกล้งพี่น้องคู่นี้ พอมานึกดูดี ๆ แล้วก็เป็นจริงอย่างที่เจ้าตัวว่า เวลาเกิดเรื่องกับปลายฝนทีไร
ต้นหนาวไม่เคยมาทันเลยสักหน
“หมวย…”
“ค่ะพี่หมอ” เจ้าของชื่อหันไปตามเสียงเรียก คนใส่แว่นมองมาทางผมเพียงครู่เดียวก็ออกคำสั่ง
“พาต้นหนาวกลับบ้านไปก่อน ถ้าฝนออกจากไอซียูแล้วพี่จะติดต่อไป โทรบอกแม่พี่ด้วยนะ”
“ได้ค่ะ”
“พี่หมอพาผมไปด้วย” จู่ ๆ คนที่เมื่อครู่ยืนนิ่งก็เงยหน้าพรวด เดินไปจับแขนหมอปราชญ์แน่น อีกฝ่ายพยายามแกะออกแต่ก็ไม่เป็นผล
“ต้นหนาวไม่ดื้อสิ นายเข้าไปไม่ได้”
“ผมจะอยู่กับฝน...”
“ต้น...ปล่อยพี่” ท่าทางไม่ค่อยดีแล้วสิ ผมตรงเข้าไปจับตัวมันล็อกไว้แล้วพยักหน้าให้คนที่เป็นหมอ เขาผงกศีรษะตอบแล้วรีบวิ่งตรงไปทางห้องไอซียู ท่ามกลางเสียงตะโกนของคนสติแตก
เขาต้องรีบไปช่วยพี่แกนะไอ้หอกนี่...
“ไม่เอา! ไม่เอา...เขาจะเอาฝนไป เขาจะเอาฝนไป ผมไม่ยอม ไอ้ยูปล่อยกู!” เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นอดีตเพื่อนของตัวเองกรีดร้องอย่างคุ้มคลั่ง เล็บมันจิกลงบนเนื้อผมหลายครั้งเพื่อให้เจ็บจนต้องปล่อย แต่นี่เป็นวิธีที่เราเรียนรู้มาด้วยกันดังนั้นจึงไม่ใช่ปัญหาสำหรับผม
“ไม่! ม่ายยย พี่หมอพาผมไปด้วย อย่าเอาฝนไปจากผม ม่ายยย”
ทว่าใบหน้าที่หวาดกลัวของหมอนั่นก็ทำให้ผมตัดสินใจอะไรบางอย่างได้
ไม่เกี่ยวแล้วว่าในอดีตเกิดอะไร… ยังไงพวกเราก็เคยเป็นเพื่อนกันมา
“ยูได เอาไงดี” อาหมวยถามเพราะเห็นต้นหนาวยังดิ้นไม่ยอมหยุด ผมเลยต้องจับมันเหวี่ยงอย่างแรงเมื่อคราวนี้มันจิกเล็บลงมาที่แผลเดิมจนรู้สึกแสบ
“พอได้แล้ว! แกนึกว่าตัวเองเป็นห่วงพี่สาวอยู่คนเดียวรึไง” ได้ผลชะงัด ต้นหนาวหยุดต่อต้าน แล้วลงไปนั่งกอดเข่า มีเสียงสะอึกสะอื้นเล็ดลอดออกมาจากใบหน้าที่ซ่อนใต้แขน
“พี่ครับ...อย่าทิ้งผมไป...พี่ครับ...ฝน…”
“ไม่ไหว...ฉันจะเป็นบ้า” หญิงสาวเพียงคนเดียวถอนหายใจ
สุดท้าย...ก็ไม่มีใครทำอะไรได้นอกจากรอ
ผมรู้สึกว่าตัวเองไร้ประโยชน์มากก็ในวันนี้เอง...แม้แต่ให้กำลังใจ ก็ยังทำไม่ได้
ขอร้องล่ะ...อย่าเป็นอะไรไปเลยนะฝน
พวกเรากลับมาตั้งหลักกันใหม่ที่บ้านของคู่พี่น้อง ผมลากต้นหนาวไปไว้ที่โซฟาหลังจากที่มันนอนร้องไห้มาตลอดทางกลับจากโรงพยาบาล ส่วนอาหมวยขึ้นไปค้นผ้าห่มด้านบน
“คืนนี้คงต้องขอให้นายอยู่ที่นี่แล้วล่ะ...ได้รึเปล่า?” สาวผมสั้นหันมาถาม ผมจึงพยักหน้า ความจริงก็ส่งไลน์ไปบอกที่บ้านแล้วระหว่างทางมานี่ เพราะดูสภาพการณ์แค่เธอคนเดียวไม่น่ารับมือกับเจ้าซิสค่อนที่กำลังสติแตกเต็มขั้นได้
“ขอบใจนะ...ฉันว่าจะกลับไปรอฟังข่าวที่โรงพยาบาลน่ะ อยู่กันสองคนหวังว่าจะไม่ทะเลาะกันใช่มั้ย”
“...” ผมไม่สามารถตอบคำถามนี้ได้ ถ้าหากว่าคนหลับมันตื่นขึ้นมาแล้วอาละวาด ให้ตายก็ต้องมีมวยกันซักยกสองยก
ยกเว้นมันจะตื่นมาพร้อมกับสติสตังค์ ซึ่งไม่มีทางล้านเปอร์เซ็นต์
หมวยออกจากบ้านไปเมื่อดูจนแน่ใจแล้วว่าเจ้าคนติดพี่จะยังไม่ตื่นขึ้นมาในเวลาอันใกล้นี้ เธอบอกตำแหน่งข้าวของที่จำเป็นต้องใช้ราวกับว่าบ้านหลังนี้เป็นบ้านของเธอเอง
ผมนั่งลงที่โซฟาเล็ก ข้างตัวใหญ่ที่ต้นหนาวใช้นอนหลับอยู่ อากาศเย็นจากเครื่องปรับอากาศทำให้เริ่มรู้สึกผ่อนคลาย ไหล่ที่เกร็งมาตลอดจึงผ่อนแรงลง
อย่างที่ทุกคนรู้จักกัน ผมชื่อยูได มีน้องสาวหนึ่งคนชื่อญาญ่า เป็นนักศึกษาปริญญาโทของมหาวิทยาลัยคิงก์ในขณะวิทยาศาสตร์ควบกับทำงานเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ทำวิจัย และยังเป็นเพื่อนกับหนึ่งในเจ้าของบ้านหลังนี้…
ไม่สิ...ต้องเรียกว่าอดีตเพื่อนสินะ
เรา… หมายถึงผมกับต้นหนาว รู้จักกันตั้งแต่เจ้าตัวเข้าเรียนปีหนึ่งที่คิงก์ มันเป็นน้องรหัสของเพื่อนผมที่อยู่คณะสัตวแพทย์ เราสนิทกันได้เร็วเพราะเรียนในเอกที่ใกล้เคียงกัน และมีความชอบอะไรหลายๆอย่างที่เหมือนกัน
แล้วจุดเริ่มต้นของความแตกหักก็มาถึงในวันหนึ่งเมื่อตอนที่มันขึ้นปีสาม
‘รูปใครอ่ะต้น’ ไอ้คิม พี่รหัสของต้นหนาวถามหลังจากที่ขอยืมมือถือมันไปโทรหาแฟนเพราะของตัวเองดันแบตหมด
‘หือ...เฮ้ย! เอาคืนมาเลยไอ้พี่คิม’
‘บอกมาก่อนดิ รูปใครวะ แฟนเหรอ? ไอ้ยูดูดิน่ารักเป็นบ้าเลย’
‘หน้าเหมือนแกเลยว่ะต้น’ ผมให้ข้อสังเกต… เจ้าของโทรศัพท์ชะงักไปทันที ก่อนจะยอมตอบแบบอ้อมๆแอ้มๆ
‘พี่สาวผมเอง’
‘เฮ้ย...มีของดีไม่แบ่งปันพี่น้องเพื่อนฝูงนะ ขอจีบได้มั้ย?’
‘ไม่ได้!’ เสียงมันแข็งเหมือนมีใครไปสับสวิตช์ลงมายังไงยังงั้น
‘อ...อะไรวะ ล้อเล่นนิดเดียวเอง’ ผมละแปลกใจจริงๆว่ามันปิดพวกผมมาได้ยังไงตั้งสามปีกว่า เรื่องมันมีพี่สาวที่น่ารักขนาดนี้อยู่ด้วย น่าเสียดายนิดหน่อยเพราะเธอเรียนคนละมหาลัยกับพวกเรา เลยไม่มีโอกาสได้เจอตัวจริง แต่ผมจำชื่อเธอได้แม่นตอนที่ไปแอบฟังรุ่นน้องคุยโทรศัพท์
‘ผมจะรีบกลับนะปลายฝน...ครับ ไม่เป็นไรครับ พี่ไม่ต้องมาที่นี่หรอก’
หลังจากวันนั้นที่เริ่มต้นด้วยความสงสัย ผมกับไอ้คิมก็พยายามสืบหาตัวจริงของผู้หญิงที่ชื่อ ‘ปลายฝน’ แต่ต้นหนาวก็รู้ทันพวกเราไวมาก แม้จะพยายามสะกดรอยตามมันกลับบ้าน หรือไปดักเจอพี่สาวมันที่มหาวิทยาลัยเท่าไหร่ ทำยังไงก็ไม่เคยได้เจอจริงๆเลยสักครั้ง
ประจวบเหมาะกับช่วงนั้นมีลินซี่เข้ามาสารภาพรักกับผมพอดี ก็เลยตอบตกลงคบกับเธอทั้งๆที่รู้อยู่แล้วว่าเจ้าต้นตั้งใจจะจีบโดยกะเอาเรื่องนี้ไว้ต่อรองเผื่อจะได้เจอคนพี่ ปรากฏว่ามันดันใจแข็งกว่าที่ผมคิด นอกจากจะไม่ให้เจอแล้วยังยอมยกลินซี่ให้ง่าย ๆ อีกต่างหาก
แสดงว่าพี่สาวคนนั้นต้องเป็นอะไรที่มันหวงมาก ๆ
ยอมรับเลยว่าจากที่แรก ๆ แค่สงสัยกลายเป็นเริ่มหมกมุ่นจนไม่ได้ตั้งใจ และในที่สุดก็มาแตกหักตอนที่ผมบอกเลิกลินซี่ด้วยเหตุผลที่ว่า
ผม ‘เริ่มชอบ’ พี่สาวของต้นหนาวขึ้นมาจริง ๆ ผู้หญิงที่ไม่เคยแม้แต่จะเห็นหน้าหรือได้ยินเสียง
ต้นหนาวโกรธมากถึงขนาดประกาศตัดขาด จากนั้นผมถึงได้ยินจากไอ้คิมว่ามันไปขอคบกับลินซี่และสาวเจ้าก็ตกลงภายในเวลาสองวัน ผมจึงเข้าใจว่าที่มันโกรธผมเพราะว่าผมไปหักอกสาวที่มันชอบ
แต่ก็มารู้ทีหลังอีกนั่นแหละ ว่าที่มันโกรธไม่ใช่เรื่องที่ผมทิ้งลินซี่หรือว่าบอกเลิก แต่เป็นเรื่องที่ผมบอกไอ้คิมตอนที่เริ่มสืบหาพี่สาวมันต่างหาก
‘ปกติสเปคกูก็หน้าไอ้ต้นนี่แหละ เพราะงั้นตอนที่ได้ยินว่ามันมีพี่สาว ก็ตัดสินใจไม่ยากเลยว่าต้องจีบให้ได้’ และหลังจากที่ทั้งโดนปิดและกีดกันมานานถึงสี่ปี ผมก็ได้เจอกับปลายฝนในที่สุด
เพียงแวบแรกที่เห็นก็รู้ได้ทันทีว่าเป็นเธอ หญิงสาวรูปร่างผอมบางที่สวมหูฟังอันโตบนศีรษะ หน้าตาน่ารักเหมือนน้องชายราวกับถอดแบบมาจากพิมพ์เดียวกัน และกำลังจะเดินข้ามถนนทั้ง ๆ ที่สัญญาณไฟเปลี่ยนเป็นสีแดง
ตอนนั้นผมตกใจจนร่างกายไปไวกว่าความคิดเสียอีก อยากจะทักเธอแบบธรรมดาก็เลยกลายเป็นว่าต้องมาช่วยชีวิตเสียก่อน แล้วก็แยกกันแบบงง ๆ เพราะเธอไม่ยอมพูดด้วยสักคำ
ถ้าทิ้งไว้แบบนั้น เราคงไม่มีทางได้เจอกันอีกแน่ ๆ ผมเลยต้องจงใจโยนสมุดเลคเชอร์ของตัวเองเอาไว้เพื่อให้เธอมาตามหา ใช่...ผมยอมเสี่ยงดวงว่าเธอจะไม่สนใจมันหรือหยิบขึ้นมาแล้วไปตามหาเจ้าของ
ซึ่งเธอก็เลือกอย่างหลัง… ยอมมาตามหาผมถึงมหาวิทยาลัย แม้สุดท้ายคุณน้องชายจะรู้ทันก็เถอะ
‘นายจงใจให้พี่มาตามหาตัวเองใช่มั้ย!?’
‘นี่นายยังไม่เลิกระแวงอีกหรอ ก็บอกแล้วไงว่าไม่ได้สนใจแล้ว’
‘ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะแกนั่นแหละ!’
‘ไม่เกี่ยวกับฉันสักหน่อย’ ผมไพล่ไปพูดถึงเรื่องอื่น ทั้ง ๆ ที่รู้แก่ใจดีว่าเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์เป็นอย่างที่เจ้าตัวเขาระแวงจริงๆ
แต่จะบอกทำไมให้โง่เล่า…
-เวลาหกนาฬิกา-
ผมหลับ ๆ ตื่น ๆ เพราะรอการติดต่อจากอาหมวย จนในที่สุดคุณเธอก็ไลน์มาบอกตอนตีสี่ว่าปลายฝนปลอยภัยดีและย้ายไปอยู่ในห้องพักฟื้นเรียบร้อยแล้ว ความจริง...ผมอยากจะรีบไปโรงพยาบาลซะเดี๋ยวนั้น แต่เมื่อมองไปข้าง ๆ แล้วเจอกับรุ่นน้องที่อยู่ในภาวะหลับลึกก็รู้ว่าคงทิ้งไปไม่ได้
ตอนนี้เลยมานั่งรำลึกความหลังเล่น...รออีกคนตื่น
คิดไปคิดมา บางทีจุดเปลี่ยนที่ใหญ่ที่สุด จนทำให้ถึงกับต้องรุกจีบปลายฝน ส่วนหนึ่งก็คงเพราะ
‘เสียง’ ที่ได้ยินในงานสัมมนาวันนั้น ตราตรึงลงไปในหัวใจจนรู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาด
‘ส...สวัสดีค่ะ’ ผมยังจำได้ดีว่าเธอตัวสั่นเพียงไร ทั้งถ้อยคำที่ตะกุกตะกัก ทั้งน้ำเสียงที่แหบพร่า แม้จะตกใจไปบ้าง แต่ก็เลือกที่จะส่งกำลังใจให้เธอไม่แตกตื่น โชคดีที่ฝ่ายนั้นก็มองเห็นสิ่งที่ต้องการสื่อพอดี
ผมเริ่มปรารถนาจากใจจริงอยากให้หญิงสาวคนนี้มีความสุข
“อึ่ก” ก้อมผ้าห่มบนโซฟาเริ่มขยับตัว ก่อนจะร่วงลงมาที่พื้นบ้าน
ตุ๊บ!
“โอ๊ย…” มันโอดครวญได้ไม่นานก็สบตาเข้ากับผมที่ยังนั่งอยู่ที่เดิมพอดี
“นี่แก!!”
“หายบ้าแล้วก็ไปล้างหน้าซะ… อาหมวยไลน์มาตอนตีสี่ว่าพี่สาวแกปลอดภัยดี ตอนนี้พักฟื้นอยู่” เท่านั้นเองต้นหนาวก็ดีดตัววิ่งเข้าห้องน้ำทันควัน ทิ้งผมไว้กับซากอารยธรรมที่มันนอนสบายคนเดียวมาทั้งคืน
ราวสิบนาที เราก็มานั่งจ้องหน้ากันในครัวพร้อมกินอาหารเช้าไปด้วย อาจจะเพราะพี่สาวสอนมาดีทำให้คุณน้องชายคนนี้ไม่ทิ้งแขกให้หิวอย่างเสียมารยาทแม้จะเกลียดขี้หน้าขนาดไหนก็ตาม
“ทำไมแกถึงมาอยู่ที่นี่ได้”
“ใครสั่งใครสอนให้พูดจาหมาไม่แดกกับคนอายุมากกว่าแบบนี้ห๊ะ”
“ตอบมา!”
“พูดดี ๆ ” ผมปรามแล้วนิ่ง อีกฝ่ายเงียบอยู่นาน ก่อนจะกัดฟันพูดด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไปเล็กน้อย
“ทำไมถึงอยู่ที่นี่”
“เพราะเป็นห่วงแก ถึงจริง ๆ ฉันจะอยากไปนั่งเฝ้าฝนมากกว่าก็เถอะ”
“ยังไม่เลิกคิดที่จะจีบฝนจริง ๆ สินะ!”
“ถ้าฉันจีบพี่สาวแกแล้วมันเสียหายตรงไหน หือ...ต้นหนาว” ผมเรียกชื่อ มันสะบัดหน้าหนีแล้วตอบด้วยประโยคที่ผมถึงกับสะอึก
“รับประกันได้ที่ไหนว่าจะไม่ทิ้งฝน เชื่อลมปากได้แค่ไหนว่าจะไม่ทำให้เสียใจ”
“…”
“สำหรับแก เขาอาจจะเป็นแค่หนึ่งในผู้หญิงที่เคยคบด้วย แต่กับฉันเขาคือ ‘พี่สาวเพียงคนเดียว’ ที่ฉันมีอยู่ และจะเป็นแบบนี้ตลอดไป ไม่ว่าใครจะทิ้งเขาก็ตาม” สิ่งที่มันพูดทำให้ผมต้องนึกย้อนมองตัวเอง มองสิ่งที่เคยทำ และคิดว่าถ้ามีคนมาทำให้ญาญ่าน้องสาวเพียงคนเดียวของผมเสียใจบ้าง…
จุดจบของผู้ชายคนนั้นรับรองได้ว่าไม่สวยแน่นอน…
แต่...ถึงยังงั้นก็เถอะ นี่แค่จีบเองนะ ยังไม่ได้เป็นแฟนเลย จำเป็นต้องหวงถึงขนาดนี้มั้ย?
“แล้วจะอยู่แบบนี้ไปทั้งชีวิตรึไง...อย่าลืมนะ ในอนาคตแกก็ต้องออกไปมีครอบครัว”
“อึ่ก…” เหมือนมันจะลืมคิดถึงข้อนั้น เมื่อโดนทักเลยส่งเสียงประหลาด ๆ ออกมา
“ไอ้ต้น…”
“ยังไงก็ไม่!” อาการมันชักจะเริ่มแปลก ๆ เหมือนมีอะไรปิดบัง ซึ่งผมเรียนรู้แล้วว่าการง้างปากคนบ้านนี้จำเป็นต้องใช้ไม้แข็ง
“เกิดอะไรขึ้น…”
“ไม่เกี่ยวกับแก”
“ต้นหนาว...ถ้าแกไม่พูดก็ไม่มีใครช่วยแกได้นะ”
“ฉันเคยขอให้แกช่วยรึไง”
“ที่ช่วยเพราะมันไม่ได้เกี่ยวกับแกคนเดียวแต่เกี่ยวกับปลายฝนด้วยไงวะ!” ท้ายที่สุดผมก็หลุดมาดตัวเองตะคอกใส่มันดังลั่นจนได้ เจ้าคนติดพี่ถึงกับสะดุ้ง แต่ก็ไม่พูดอะไรออกมา ริมฝีปากเม้มเข้าหากันแน่น
“...” นานเกือบสิบนาทีในความคิด ชั่ววินาทีที่ผมเกือบจะตัดใจแล้วนั่นเอง ที่มันพูดออกมา
“ฉัน...เคยเห็นฝนโดนลักพาตัวไปต่อหน้าต่อตา” นับเป็นคำสารภาพที่ชวนช็อกที่สุดในช่วงนี้จริง ๆ
[Special Part: Tonnhao]
ผมชื่อต้นหนาว… เพราะเกิดในวันที่หนึ่งตุลาคมอันเป็นจุดเริ่มต้นของฤดูหนาว และมีพี่สาวฝาแฝดซึ่งเกิดก่อนเพียงแค่สิบวินาทีชื่อปลายฝน เพราะเกิดวันที่สามสิบกันยายนอันเป็นจุดสิ้นสุดของฤดูฝน
ผมมีแผลที่ไม่มีทางรักษาหายอยู่… และฝนจะไม่มีวันรู้เรื่องนี้ ตลอดชีวิต
“ฉัน...เคยเห็นฝนโดนลักพาตัวไปต่อหน้าต่อตา” ความจริงไม่ได้อยากเล่าให้ใครฟังทั้งนั้น แต่คนที่รู้เรื่องแล้วตอนนี้ก็มีพี่หมอปราชญ์ และ...หมอนี่
อดีตเพื่อนสนิท และรุ่นพี่ที่นับถือมาตลอด...ยูได
ผมยอมรับว่าเขาเป็นผู้ชายที่ดี เป็นคนที่พูดจริงทำจริง ถึงจะเจ้าเล่ห์เจ้าแผนการไปหน่อย แต่สิ่งที่เขาทำมักจะมีเหตุผลรองรับอยู่เสมอ
แต่ไม่ใช่...กับเรื่องของฝน
ผมยอมรับผู้ชายคนไหนไม่ได้ทั้งนั้นถ้าเป็นเรื่องของพี่สาว
ตราบเท่าที่รอยแผลนี้ไม่ลบเลือนออกจากใจ
มันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในช่วงมัธยมต้นของพวกเราสองพี่น้อง หลังจากพ่อกับแม่เสียไปไม่นาน…
หลังถูกโยนไปตามบ้านญาติหลายคน ทั้งที่ยอมรับดูแลแบบมีเงื่อนไขแอบแฝงก็ดี หรือผลักไสไล่ส่งก็ดี ทั้งผมและฝนได้เรียนรู้วิธีที่จะปกป้องตัวเองจากพวกผู้ใหญ่ใจร้ายเหล่านั้น
“วันนั้นฝนเป็นไข้สูง...เรียกเท่าไหร่ก็ไม่รู้สึกตัว ที่จริงฉันไม่อยากไปโรงเรียนด้วยซ้ำ แต่สุดท้ายก็ต้องไปเพราะดันมีสอบคาบเช้า” ผมประสานมือไว้บนโต๊ะ หลับตาลงเมื่อระลึกถึงอดีต
วันนั้นเป็นวันแรกที่ผมรู้จักความกลัวจากก้นบึ้งหัวใจ
“สอบเสร็จฉันก็ขอครูเผ่นกลับบ้านก่อน แต่พอกลับมา…” มือที่วางอยู่กำแน่นขึ้น เมื่อจำเป็นต้องพูดถึงเรื่องที่เลวร้ายที่ไม่อยากแม้แต่จะนึกถึง
ทำไมทุกคนชอบบีบให้พูดความจริงออกมากันนักนะ...
“...” สายตาของยูไดนิ่งสงบ ไม่มีแววสงสาร เห็นใจ หรือว่าเย้ยหยัน แสดงออกมาเลยแม้แต่น้อย
เขาเพียงแค่รอ...ที่จะฟังผมเล่าเท่านั้น
“ฉัน...เจอผู้ชายตัวโต ๆ สองคนกำลังอุ้มฝนออกจากบ้านไป...ไปไหนก็ไม่รู้ ตอนนั้นฉันกลัวมาก คิดอย่างเดียวแค่ว่าอย่าเอาฝนไป” ภาพหลังเปลือกตาราวกับเหตุการณ์เพิ่งเกิดมาไม่นาน
‘ใครน่ะ...จะเอาพี่สาวฉันไปไหน!’
‘เฮ้ย...ไอ้เด็กนี่มาได้ไงวะ’
‘คำสั่งให้จับแค่เด็กผู้หญิงคนเดียว แล้วจะทำยังไงกับไอ้เด็กนี่ล่ะ’
‘ฆ่าทิ้งเลยก็ได้มั้ง’ เสียงถกเถียงกันของชายฉกรรจ์สามสี่คน ทำให้ผมหันรีหันขวางหาอาวุธป้องกันตัวเอง และพยายามช่วยเหลือพี่ไปด้วยในเวลาเดียวกัน
ซึ่งลำพังแค่เด็กมัธยมต้นคนเดียวมันไม่มีทางเป็นไปได้
‘ช่างหัวมันเถอะ รีบไปกันได้แล้ว’ สุดท้ายมันก็ไม่สนใจผม แถมยังอุ้มร่างของปลายฝนออกจากบ้านไปต่อหน้าต่อตา ผมทั้งกระโดดถีบ กัดแขน เตะต่อยมันเท่าที่แรงของเด็กคนหนึ่งจะทำได้
‘ปล่อยนะ...ปล่อยพี่สาวฉันเดี๋ยวนี้!’
‘ไอ้เด็กบ้านี่...โอ๊ย!’ ผมตะเกียกตะกายดันตัวไปคว้าแขนของฝนที่สลบอยู่
ทว่า… มือที่ยื่นออกไปกลับไม่ถึงอีกคน
‘ฝน...ฝนตื่นสิ...พี่ครับ!!’
ไม่ว่าจะทำยังไงก็ไม่เป็นผล… ผมกำลังจะสูญเสียคนที่สำคัญที่สุดในชีวิตไป...
ช่วงจังหวะที่หัวใจสิ้นหวังแล้วนั่นเอง โชคยังดีที่พี่หมอผ่านมาแถวบ้าน…
‘พวกคุณเป็นใครน่ะ... ต้นหนาว!’ พี่ปราชญ์กดโทรศัพท์แจ้งตำรวจให้สกัดจับพวกมันได้ทัน ฝนปลอดภัยแต่เธอก็จำเรื่องราวอะไรไม่ได้เลยเนื่องจากไข้ขึ้นสูง มีเพียงผมเท่านั้นที่ถูกปักหมุดแห่งความระแวงลงในใจ
กลัวว่าสักวัน...จะมีใครมาพรากฝนไปจากผมจริง ๆ
“และมันไม่ได้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นแค่ครั้งเดียว แต่ในช่วงระยะเวลาสามปีที่ถูกโยนไปบ้านนู้นบ้านนี้ ฝนเกือบถูกลักพาตัวร่วมยี่สิบครั้ง” คนบงการคงเป็นใครสักคนในหมู่ญาติ หรือดีไม่ดีคงรวมหัวกันเลย พวกนั้นอยากได้สมบัติของพ่อแม่ พยายามสร้างเงื่อนไขต่าง ๆ ในการรับเลี้ยงพวกผม
พยายามที่จะแยกเราออกจากกัน
จนกระทั่ง… คุณน้ากลับมาจากอเมิรกา และพี่ยื่นคำขาดว่าจะอยู่ภายใต้การดูแลของน้าเท่านั้น
เรื่องถึงได้จบ...
“ฉันเกลียดพวกนั้น เกลียดพวกญาติ ๆ ที่พยายามแยกเราออกจากกัน เกลียดพวกที่ปากบอกว่าหวังดีแต่สุดท้ายแล้วก็จะเอาพี่ไปจากฉัน...แล้วก็เกลียด… ผู้ชายที่พยายามจะหลอกฝนเหมือนนาย!”
“ฉันไม่ได้หลอกสักหน่อย”
“พวกนายมันก็เหมือนกันหมดนั่นแหละ! เห็นว่าฝนน่าสนใจ เห็นว่าแปลก สุดท้ายพอได้อะไรตามเป้าหมายแล้วฝนก็จะต้องถูกทิ้ง!” ผมรู้ว่ามีหลายคนที่หวังดีกับเราจริง ๆ แต่ความคิดทางลบของผมจากเหตุการณ์คราวนั้นก็ทำงานรุนแรงจนไม่สามารถเชื่อใจใครได้
แม้กระทั่งญาติ ๆ ด้วยกันเอง
“ฉันต้องทำยังไงนายถึงจะเชื่อ”
“...”
“ต้น…”
“พิสูจน์มาสิ...พิสูจน์มาว่านายทำเพื่อฝนด้วยใจจริง ไม่มีอะไรแอบแฝง”
“…ได้” ผมหรี่ตา สีหน้าของยูไดไม่มีแววล้อเล่น เขาพูดจริง...
“ฉันจะทำให้นายเห็นเองว่าฉัน ‘ชอบ’ ปลายฝนจริง ๆ” ผมอยากได้ใครสักคนที่ช่วยดึงทั้งฝนและผมขึ้นจากเหวมาตลอด… แต่ความทรงจำที่เลวร้ายก็คอยขัดขวางเรื่อยมา
ในที่สุด… ผมก็รู้สึกว่าตัวเองเมื่อเจ็ดปีก่อนได้เริ่มออกเดินซักที
[Ending Special Part: ]
กว่าจะได้มาที่โรงพยาบาล ก็ราว ๆ เก้าโมงเช้าเสียแล้ว โดยผมกับต้นหนาวต้องแวะใบส่งใบลาให้กับอาจารย์ที่ปรึกษาและศาสตราจารย์หัวหน้างานก่อนถึงมาได้ เมื่อถึงชั้นที่เพื่อนสนิทของปลายฝนบอก ผมก็พบเธอยืนอยู่ตรงหน้าห้องโดยที่ไม่เข้าไป
“อาหมวย...ทำไมยืนอยู่ตรงนั้นล่ะ” เมื่อส่งเสียงทักออกไปก่อน ก็พร้อมกันกับที่ประตูห้องเปิดและใครอีกคนเดินออกมา
“พี่หมอ! มีอะไรเหรอครับ ทำไมทุกคนไม่เข้าไปข้างใน ฝนอยู่ในนั้นใช่มั้ย?” เจ้าน้องชายตั้งท่าจะพุ่งพรวดเข้าไป แต่ก็โดนชายใส่แว่นดึงตัวเอาไว้
“เรามีปัญหาแล้วล่ะ…” เขาพูดสั้น ๆ ด้วยใบหน้าเคร่งเครียด บรรยากาศหนักอึ้งจนสัมผัสได้
“ฟังก่อนนะต้น...คือตอนนี้...”
“ฝนเป็นอะไร”
“ไม่ได้เป็นอะไร...ปลอยภัยดีแต่ว่า…” สาวหมวยอ้ำอึ้ง ส่งสายตาไปทางผู้สูงวัยกว่า ให้เขาเอ่ยปากอธิบายแทนตัวเอง
“ฝนมีปัญหาเรื่องการสื่อสาร… เขาไม่ยอมพูดกับเรา”
“อะไรนะ!” ต้นหนาววิ่งเข้าห้องไปทันทีโดยไม่ฟังเสียงห้าม ผมจึงรีบตามเข้าไปแม้จะยังไม่ค่อยเข้าใจ
หมายความว่ายังไง...ที่ว่าฝนไม่ยอมพูดด้วย
พวกเราพบหญิงสาวผมยาวนั่งยิ้มอยู่บนเตียงด้วยท่าทางปกติ บนศีรษะมีหูฟังอันใหญ่ครอบอยู่ เมื่อน้องชายฝาแฝดของเธอทำท่าจะดึงมันออก ก็โดนฟาดมือเข้าให้
เพี๊ยะ
“ฝน!” ต้นหนาวอ้าปากค้าง ไม่คาดคิดมาก่อนว่าพี่สาวจะปฏิเสธตัวเอง อาหมวยเลยต้องอธิบาย
“นี่แหละที่บอกว่ามีปัญหา พวกเราสื่อสารกับฝนไม่ได้ เพราะเค้าไม่ยอมถอดหูฟังเลยแล้วก็…” เจ้าหล่อนหยิบสมาร์ทโฟนของตัวเองขึ้นมาพิมพ์ข้อความหนึ่งลงไป ก่อนจะยื่นให้เพื่อนดูเหมือนเคย ทว่า…
เพี๊ยะ
คนบนเตียงก็ปัดมือนั้นทิ้ง สีหน้าเปลี่ยนไปคล้ายหวาดกลัวอะไรซักอย่าง
ท่าไม่ค่อยดีแล้ว
“เขาปฏิเสธการสื่อสารด้วยเทคโนโลยีทุกอย่าง ตอนนี้ทำได้แค่เขียนโต้ตอบกัน แต่ก็ช้ามาก” หมอปราชญ์สรุปให้ฟัง พลางเดินเข้าไปลูบหัวหญิงสาวเบา ๆ ผมยืนจ้องโดยสีหน้าไม่เปลี่ยน แม้ในใจจะแทบตะโกนก็ตาม
แสดงความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของมากไปแล้วเฟ้ย…
แบบนี้...เห็นทีจะต้องใช้ท่าไม้ตาย
ไม่เป็นอะไรนะ?- ผมส่งภาษามือให้ ปลายฝนตอบกลับมาแทบจะทันทีพร้อมรอยยิ้ม
ขอบคุณนะที่เป็นห่วง- เมื่อมองไปรอบ ๆ ก็พบว่าทั้งห้องเงียบกริบ คงไม่มีใครคาดคิดถึงวิธีนี้ ทั้ง ๆ ที่ความจริงอาหมวยเองก็ใช้ภาษามือเป็น
“ฉันลืมเรื่องนี้ไปเลย!” สาวเจ้าร้องออกมา ขณะที่ตบบ่าต้นหนาวให้ได้สติ
“คุณยูได...สินะครับ คุณใช้ภาษามือเป็นด้วยหรือครับ”
“ครับ… เพราะใช้คุยกับเขาบ่อย ๆ จนชิน” อีกฝ่ายเบิกตาขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มกว้าง
“ถ้าคุณไม่ว่าอะไร… ผมจะขอคุยกับคุณตามลำพังสักครู่ ได้มั้ยครับ?”
“ครับ?” จะคุยกับผม...เพื่อ...
“ผมมีเรื่องที่คิดว่าคุณควรจะรู้...ในเมื่อตอนนี้ คุณน่าจะเป็นคนเดียวที่สื่อสารกับฝนได้ไวที่สุด”
“อ้อ...ครับ”
“พี่หมอ...แล้วผมล่ะ” คุณแฝดน้องที่ตอนแรกแห้งเป็นซากคืนชีพขึ้นมาอย่างไว
“นายฟังไปก็ช่วยอะไรไม่ได้หรอก”
“พี่ปราชญ์!!” ผมมองหน้ามันแล้วฉีกยิ้ม ต้นหนาวแยกเขี้ยวกลับมาทันทีไม่เว้นช่องว่าง ก่อนที่เสียงปรบมือของผู้สูงวัยกว่าจะดังเรียกความสนใจ
แปะ ๆ
“เอาเป็นว่า...เราไปคุยกันที่ห้องทำงานผมก็แล้วกันนะครับ อาหมวยที่เหลือพี่ฝากด้วยนะ”
“ได้ค่ะพี่หมอ” ผมยอมเดินตามไปอย่างว่าง่าย ด้วยความที่อยากรู้ว่า…
คนตรงหน้า มีเรื่องอะไรจะคุยกับผม…
ผมมาไกลเกินกว่าที่จะถอยหลังกลับไปได้แล้ว… ไม่ว่าจะเรื่องของต้นหนาว หรือพี่สาวของมัน
งานนี้… จะดีจะร้าย ให้ตายก็ต้องดึงทั้งสองคนขึ้นมาจากก้นเหวให้ได้
ผมสัญญากับตัวเองในใจเช่นนั้น
คำบรรยายดีขึ้น พีว่าสำนวนเราดีขึ้นเยอะเลย ไม่แกว่ง บทสทนาก็ด้วย เป็นธรรมชาติขึ้นมากเมื่อเทียบกับตอนแรกๆ แล้ว
โอยยย แต่ตอนนี้ดราม่าน้ำตาท่วมคอมไปเลยค่ะ คลื่นชีวิตที่แท้
สายใยความเป็นพี่น้องของปลายฝนต้นหนาวแน่นแฟ้นมาก อ่านแล้วสัมผัสได้
การวาดรูปของพี่ตื่นตาตื่นใจตองมากค่ะ นี่คารวะน้ำชาพี่ไปหลายจอกมาก พรสวรรค์!!!
รออ่านตอนต่อไปนะคะ กำลังค้างงงง