Natsume

[JLS09] Telephobia สะดุดรักเมื่อพักสาย

เพราะอุบัติเหตุวันนั้นที่ทำให้เขาและเธอได้เจอกัน ทำให้ทุกวันมีเหตุผลให้พยายามเพื่ออีกฝ่าย และในการเอาชนะอุปสรรคทั้งหลาย เขาอยากให้เธอระลึกเอาไว้ว่า เราไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว

0%
VOTE
ตอนก่อนหน้า

ตอนที่ 6/7 :: 6. สายเรียกเข้าที่หก : หนทางแห่งความช่วยเหลือ

ตอนถัดไป

6. สายเรียกเข้าที่หก : หนทางแห่งความช่วยเหลือ




[Starting Yudai Part : ]


เวลา 18 นาฬิกา...

โชคดีที่แม่กลับบ้านแล้ว พอโทร.ไปหา เขาจึงมารับญาญ่าได้ ส่วนตัวผมต้องนั่งในรถพยาบาลที่พาร่างหมดสติของปลายฝนไป

เธอหยุดหายใจชั่วขณะหนึ่ง เพราะอาการช็อก

ผมได้แต่กุมมือและภาวนาให้เธอปลอดภัย

ผู้หญิงที่อยู่ในเหตุการณ์ซึ่งยอมสละเวลานั่งรถมาด้วยเพราะความเป็นห่วงพร้อมกับผมเล่าให้ฟังว่า หล่อนเห็นปลายฝนท่าทางไม่ดีหลังจากที่โทรศัพท์มือถือดัง และเหมือนจะอาการหนักยิ่งขึ้น เมื่อในบริเวณนั้นมีผู้ใช้โทรศัพท์ส่งเสียงออกมามากมาย

‘ฉันเคยได้ยินมาค่ะ บางทีเธออาจจะเป็นโรคกลัวแบบจำเพาะค่ะ หรือที่เรียกว่าโฟเบีย’ ที่จริง ผมเองก็สงสัยอยู่พอสมควร ตั้งแต่ครั้งแรกที่เราเจอกันแล้ว

ตอนนั้น เธอใส่หูฟังปฏิเสธการรับเสียงอยู่...

“พี่ครับ!” เสียงตึงตังดังมาตามทางเดิน ก่อนใบหน้าที่คุ้นตาจะปรากฏขึ้น ต้นหนาวกำลังวิ่งมาด้วยความรีบร้อน ข้างหลังมีคนวิ่งตามมาอีกสองคน

“แกทำอะไร!” อีกฝ่ายกระชากคอเสื้อผมอย่างแรงให้ลุกขึ้น แววตาก้าวร้าวบ่งบอกชัดเจนว่าไม่ให้อภัยต่อใครก็ตามที่มาทำร้ายครอบครัว

แววตา...แบบเดียวกับที่ผมเคยเห็นเมื่อปีก่อน ตอนที่เราทะเลาะกัน

“ต้นหนาว ควบคุมตัวเองด้วยอย่าเสียมารยาท ปล่อยมือซะ” ผู้ชายที่วิ่งตามหลังมาพร้อมกับอาหมวยเอ่ย แม้จะมีท่าทีฮึดฮัด ทว่าอดีตเพื่อนของผมก็ยอมปล่อยมือ

“แต่ว่าพี่หมอ!”

“ขอโทษด้วยครับ คุณเป็นคนที่อยู่กับฝนตอนหมดสติรึเปล่า?” เขาเริ่มซักถามอย่างสุภาพ แต่แฝงไปด้วยความร้อนรน ผมได้แต่ส่ายหน้าตอบกลับไป

“ไม่ใช่ผมครับ แต่เป็นสุภาพสตรีท่านนี้” เมื่อผายมือไปด้านข้าง ชายหนุ่มใส่แว่นจึงก้าวผ่านไปเพื่อซักถามรายละเอียดโดยไม่สนใจผมอีก

“ยูได น้องนายล่ะ” เพื่อนสนิทของปลายฝนถามพลางมองซ้ายมองขวา

“ให้แม่รับกลับบ้านไปแล้วล่ะ” ผมปรายตามองไปทางคนไม่คุ้นหน้า ขณะคุยกับเธอ

“ขอบคุณมากครับ ที่เหลือผมจะรับช่วงต่อเอง ผมเป็นหมอประจำตัวของเธอครับ” อาจจะเพราะผมจ้องมากไป คนข้างตัวก็เลยทักขึ้นมา

“นั่นพี่หมอปราชญ์… หมอประจำตัวของฝน แล้วก็…”

“คู่หมั้น” เสียงห้าวแทรกขึ้นมากลางคัน ต้นหนาวสะบัดหน้ามาจ้องผม โดยไม่สนเสียงร้องจากเพื่อนพี่สาวของมัน

“ไอ้ต้น!”

“ฉันไม่มีวันยอมยกฝนให้แก...ไม่มีวัน” เรารู้จักกันมานานมากพอที่มันจะรู้ว่าช่วงเวลาที่ผมแอบเจอปลายฝนนั้น ผมได้ทำอะไรลงไปบ้าง และหวังผลอะไรไว้

“อ้าว หมอปราชญ์...วันนี้ไม่ได้เข้าเวรนี่คะ มาทำอะไรเหรอ”

“คนไข้ฉุกเฉินที่เพิ่งเข้ามาเป็นยังไงบ้างครับ?” เสียงคุณพยาบาลที่เดินมาจากห้องไอซียูดังพอที่จะเรียกสติทุกคนตรงนั้น ให้หันไปโฟกัสกับสถานการณ์ตรงหน้า

“หรือว่า...คนรู้จักหมอเหรอคะ! ขอโทษค่ะ... แต่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ นี่หมอสุรภพก็ให้มาตามคุณหมอท่านอื่นมาช่วยอยู่ค่ะ” หล่อนทำท่าจะผละออกไป ทว่าผู้ชายที่ต้นหนาวบอกว่าเป็นคู่หมั้นของสาวที่ผมกำลังจีบอยู่กลับรั้งไว้

“ระหว่างมาโรงพยาบาลเกิดอะไรขึ้นครับ?”

“เอ่อ…” เธอเหลือบตามายังพวกผม ซึ่งน่าจะเป็นญาติในความคิดของเธอ

“บอกมาเถอะครับ”

“...คนไข้หัวใจหยุดเต้นค่ะ เลยCPR* ไปหนึ่งครั้ง ตอนนี้ความดันเลือดก็ต่ำมาก” ผมรู้อยู่แล้ว เพราะนั่งมาในรถคันนั้นด้วย แต่คนข้าง ๆ ที่เพิ่งรู้เป็นครั้งแรกถึงกับเบิกตากว้าง

(*CPR หรือ Cardiopulmonary resuscitation คือการกู้ชีพ หรือการช่วยเหลือปฐมพยาบาลผู้ที่หัวใจหยุดทำงานไปชั่วขณะ กระตุ้นให้รีบกลับมาทำงานอีกครั้ง)

“บอกหมอสุรภพเลยเดี๋ยวผมเข้าไป คุณไม่ต้องไปตามใครแล้ว”

“จะดีเหรอคะ วันนี้ไม่ใช่เวรคุณหมอ…”

“ผมไม่เป็นไร รีบไปเถอะครับ” คุณพยาบาลคล้อยหลังไปไม่เท่าไหร่ ก่อนที่ใครจะห้ามได้ทัน เสียงต่อยผนังก็ดังสั่นสะเทือนลั่นไปทั้งโรงพยาบาล

ปึง!

“ต้นหนาว!” สาวหมวยร้อง ผมรีบปรี่เข้าไปกระชากมือมันออกมาดู ผิวหนังถลอกปอกเปิก เลือดสดๆไหลซึมออกมาตามรอยแผล

“แกทำอะไร!” กลายเป็นผมที่ต้องถามคำถามนั้นกลับไป คนตรงหน้าตัวสั่น พึมพำเหมือนคนประสาทเสีย สติหลุด ใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว

“ทำไม...ทำไมถึงเป็นแบบนี้ทุกที… ทำไม...ทุกครั้งที่เกิดเรื่องฉันถึงไม่ได้อยู่กับพี่ทุกที!” เหมือนสวรรค์กลั่นแกล้งพี่น้องคู่นี้ พอมานึกดูดี ๆ แล้วก็เป็นจริงอย่างที่เจ้าตัวว่า เวลาเกิดเรื่องกับปลายฝนทีไร

ต้นหนาวไม่เคยมาทันเลยสักหน

“หมวย…”

“ค่ะพี่หมอ” เจ้าของชื่อหันไปตามเสียงเรียก คนใส่แว่นมองมาทางผมเพียงครู่เดียวก็ออกคำสั่ง

“พาต้นหนาวกลับบ้านไปก่อน ถ้าฝนออกจากไอซียูแล้วพี่จะติดต่อไป โทรบอกแม่พี่ด้วยนะ”

“ได้ค่ะ”

“พี่หมอพาผมไปด้วย” จู่ ๆ คนที่เมื่อครู่ยืนนิ่งก็เงยหน้าพรวด เดินไปจับแขนหมอปราชญ์แน่น อีกฝ่ายพยายามแกะออกแต่ก็ไม่เป็นผล

“ต้นหนาวไม่ดื้อสิ นายเข้าไปไม่ได้”

“ผมจะอยู่กับฝน...”

“ต้น...ปล่อยพี่” ท่าทางไม่ค่อยดีแล้วสิ ผมตรงเข้าไปจับตัวมันล็อกไว้แล้วพยักหน้าให้คนที่เป็นหมอ เขาผงกศีรษะตอบแล้วรีบวิ่งตรงไปทางห้องไอซียู ท่ามกลางเสียงตะโกนของคนสติแตก

เขาต้องรีบไปช่วยพี่แกนะไอ้หอกนี่...

“ไม่เอา! ไม่เอา...เขาจะเอาฝนไป เขาจะเอาฝนไป ผมไม่ยอม ไอ้ยูปล่อยกู!” เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นอดีตเพื่อนของตัวเองกรีดร้องอย่างคุ้มคลั่ง เล็บมันจิกลงบนเนื้อผมหลายครั้งเพื่อให้เจ็บจนต้องปล่อย แต่นี่เป็นวิธีที่เราเรียนรู้มาด้วยกันดังนั้นจึงไม่ใช่ปัญหาสำหรับผม

“ไม่! ม่ายยย พี่หมอพาผมไปด้วย อย่าเอาฝนไปจากผม ม่ายยย”

ทว่าใบหน้าที่หวาดกลัวของหมอนั่นก็ทำให้ผมตัดสินใจอะไรบางอย่างได้

ไม่เกี่ยวแล้วว่าในอดีตเกิดอะไร… ยังไงพวกเราก็เคยเป็นเพื่อนกันมา

“ยูได เอาไงดี” อาหมวยถามเพราะเห็นต้นหนาวยังดิ้นไม่ยอมหยุด ผมเลยต้องจับมันเหวี่ยงอย่างแรงเมื่อคราวนี้มันจิกเล็บลงมาที่แผลเดิมจนรู้สึกแสบ

“พอได้แล้ว! แกนึกว่าตัวเองเป็นห่วงพี่สาวอยู่คนเดียวรึไง” ได้ผลชะงัด ต้นหนาวหยุดต่อต้าน แล้วลงไปนั่งกอดเข่า มีเสียงสะอึกสะอื้นเล็ดลอดออกมาจากใบหน้าที่ซ่อนใต้แขน

“พี่ครับ...อย่าทิ้งผมไป...พี่ครับ...ฝน…”

“ไม่ไหว...ฉันจะเป็นบ้า” หญิงสาวเพียงคนเดียวถอนหายใจ

สุดท้าย...ก็ไม่มีใครทำอะไรได้นอกจากรอ

ผมรู้สึกว่าตัวเองไร้ประโยชน์มากก็ในวันนี้เอง...แม้แต่ให้กำลังใจ ก็ยังทำไม่ได้

ขอร้องล่ะ...อย่าเป็นอะไรไปเลยนะฝน







พวกเรากลับมาตั้งหลักกันใหม่ที่บ้านของคู่พี่น้อง ผมลากต้นหนาวไปไว้ที่โซฟาหลังจากที่มันนอนร้องไห้มาตลอดทางกลับจากโรงพยาบาล ส่วนอาหมวยขึ้นไปค้นผ้าห่มด้านบน

“คืนนี้คงต้องขอให้นายอยู่ที่นี่แล้วล่ะ...ได้รึเปล่า?” สาวผมสั้นหันมาถาม ผมจึงพยักหน้า ความจริงก็ส่งไลน์ไปบอกที่บ้านแล้วระหว่างทางมานี่ เพราะดูสภาพการณ์แค่เธอคนเดียวไม่น่ารับมือกับเจ้าซิสค่อนที่กำลังสติแตกเต็มขั้นได้

“ขอบใจนะ...ฉันว่าจะกลับไปรอฟังข่าวที่โรงพยาบาลน่ะ อยู่กันสองคนหวังว่าจะไม่ทะเลาะกันใช่มั้ย”

“...” ผมไม่สามารถตอบคำถามนี้ได้ ถ้าหากว่าคนหลับมันตื่นขึ้นมาแล้วอาละวาด ให้ตายก็ต้องมีมวยกันซักยกสองยก

ยกเว้นมันจะตื่นมาพร้อมกับสติสตังค์ ซึ่งไม่มีทางล้านเปอร์เซ็นต์

หมวยออกจากบ้านไปเมื่อดูจนแน่ใจแล้วว่าเจ้าคนติดพี่จะยังไม่ตื่นขึ้นมาในเวลาอันใกล้นี้ เธอบอกตำแหน่งข้าวของที่จำเป็นต้องใช้ราวกับว่าบ้านหลังนี้เป็นบ้านของเธอเอง

ผมนั่งลงที่โซฟาเล็ก ข้างตัวใหญ่ที่ต้นหนาวใช้นอนหลับอยู่ อากาศเย็นจากเครื่องปรับอากาศทำให้เริ่มรู้สึกผ่อนคลาย ไหล่ที่เกร็งมาตลอดจึงผ่อนแรงลง

อย่างที่ทุกคนรู้จักกัน ผมชื่อยูได มีน้องสาวหนึ่งคนชื่อญาญ่า เป็นนักศึกษาปริญญาโทของมหาวิทยาลัยคิงก์ในขณะวิทยาศาสตร์ควบกับทำงานเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ทำวิจัย และยังเป็นเพื่อนกับหนึ่งในเจ้าของบ้านหลังนี้…

ไม่สิ...ต้องเรียกว่าอดีตเพื่อนสินะ

เรา… หมายถึงผมกับต้นหนาว รู้จักกันตั้งแต่เจ้าตัวเข้าเรียนปีหนึ่งที่คิงก์ มันเป็นน้องรหัสของเพื่อนผมที่อยู่คณะสัตวแพทย์ เราสนิทกันได้เร็วเพราะเรียนในเอกที่ใกล้เคียงกัน และมีความชอบอะไรหลายๆอย่างที่เหมือนกัน

แล้วจุดเริ่มต้นของความแตกหักก็มาถึงในวันหนึ่งเมื่อตอนที่มันขึ้นปีสาม

‘รูปใครอ่ะต้น’ ไอ้คิม พี่รหัสของต้นหนาวถามหลังจากที่ขอยืมมือถือมันไปโทรหาแฟนเพราะของตัวเองดันแบตหมด

‘หือ...เฮ้ย! เอาคืนมาเลยไอ้พี่คิม’

‘บอกมาก่อนดิ รูปใครวะ แฟนเหรอ? ไอ้ยูดูดิน่ารักเป็นบ้าเลย’

‘หน้าเหมือนแกเลยว่ะต้น’ ผมให้ข้อสังเกต… เจ้าของโทรศัพท์ชะงักไปทันที ก่อนจะยอมตอบแบบอ้อมๆแอ้มๆ

‘พี่สาวผมเอง’

‘เฮ้ย...มีของดีไม่แบ่งปันพี่น้องเพื่อนฝูงนะ ขอจีบได้มั้ย?’

‘ไม่ได้!’ เสียงมันแข็งเหมือนมีใครไปสับสวิตช์ลงมายังไงยังงั้น

‘อ...อะไรวะ ล้อเล่นนิดเดียวเอง’ ผมละแปลกใจจริงๆว่ามันปิดพวกผมมาได้ยังไงตั้งสามปีกว่า เรื่องมันมีพี่สาวที่น่ารักขนาดนี้อยู่ด้วย น่าเสียดายนิดหน่อยเพราะเธอเรียนคนละมหาลัยกับพวกเรา เลยไม่มีโอกาสได้เจอตัวจริง แต่ผมจำชื่อเธอได้แม่นตอนที่ไปแอบฟังรุ่นน้องคุยโทรศัพท์

‘ผมจะรีบกลับนะปลายฝน...ครับ ไม่เป็นไรครับ พี่ไม่ต้องมาที่นี่หรอก’

หลังจากวันนั้นที่เริ่มต้นด้วยความสงสัย ผมกับไอ้คิมก็พยายามสืบหาตัวจริงของผู้หญิงที่ชื่อ ‘ปลายฝน’ แต่ต้นหนาวก็รู้ทันพวกเราไวมาก แม้จะพยายามสะกดรอยตามมันกลับบ้าน หรือไปดักเจอพี่สาวมันที่มหาวิทยาลัยเท่าไหร่ ทำยังไงก็ไม่เคยได้เจอจริงๆเลยสักครั้ง

ประจวบเหมาะกับช่วงนั้นมีลินซี่เข้ามาสารภาพรักกับผมพอดี ก็เลยตอบตกลงคบกับเธอทั้งๆที่รู้อยู่แล้วว่าเจ้าต้นตั้งใจจะจีบโดยกะเอาเรื่องนี้ไว้ต่อรองเผื่อจะได้เจอคนพี่ ปรากฏว่ามันดันใจแข็งกว่าที่ผมคิด นอกจากจะไม่ให้เจอแล้วยังยอมยกลินซี่ให้ง่าย ๆ อีกต่างหาก

แสดงว่าพี่สาวคนนั้นต้องเป็นอะไรที่มันหวงมาก ๆ

ยอมรับเลยว่าจากที่แรก ๆ แค่สงสัยกลายเป็นเริ่มหมกมุ่นจนไม่ได้ตั้งใจ และในที่สุดก็มาแตกหักตอนที่ผมบอกเลิกลินซี่ด้วยเหตุผลที่ว่า

ผม ‘เริ่มชอบ’ พี่สาวของต้นหนาวขึ้นมาจริง ๆ ผู้หญิงที่ไม่เคยแม้แต่จะเห็นหน้าหรือได้ยินเสียง

ต้นหนาวโกรธมากถึงขนาดประกาศตัดขาด จากนั้นผมถึงได้ยินจากไอ้คิมว่ามันไปขอคบกับลินซี่และสาวเจ้าก็ตกลงภายในเวลาสองวัน ผมจึงเข้าใจว่าที่มันโกรธผมเพราะว่าผมไปหักอกสาวที่มันชอบ

แต่ก็มารู้ทีหลังอีกนั่นแหละ ว่าที่มันโกรธไม่ใช่เรื่องที่ผมทิ้งลินซี่หรือว่าบอกเลิก แต่เป็นเรื่องที่ผมบอกไอ้คิมตอนที่เริ่มสืบหาพี่สาวมันต่างหาก

‘ปกติสเปคกูก็หน้าไอ้ต้นนี่แหละ เพราะงั้นตอนที่ได้ยินว่ามันมีพี่สาว ก็ตัดสินใจไม่ยากเลยว่าต้องจีบให้ได้’ และหลังจากที่ทั้งโดนปิดและกีดกันมานานถึงสี่ปี ผมก็ได้เจอกับปลายฝนในที่สุด

เพียงแวบแรกที่เห็นก็รู้ได้ทันทีว่าเป็นเธอ หญิงสาวรูปร่างผอมบางที่สวมหูฟังอันโตบนศีรษะ หน้าตาน่ารักเหมือนน้องชายราวกับถอดแบบมาจากพิมพ์เดียวกัน และกำลังจะเดินข้ามถนนทั้ง ๆ ที่สัญญาณไฟเปลี่ยนเป็นสีแดง

ตอนนั้นผมตกใจจนร่างกายไปไวกว่าความคิดเสียอีก อยากจะทักเธอแบบธรรมดาก็เลยกลายเป็นว่าต้องมาช่วยชีวิตเสียก่อน แล้วก็แยกกันแบบงง ๆ เพราะเธอไม่ยอมพูดด้วยสักคำ

ถ้าทิ้งไว้แบบนั้น เราคงไม่มีทางได้เจอกันอีกแน่ ๆ ผมเลยต้องจงใจโยนสมุดเลคเชอร์ของตัวเองเอาไว้เพื่อให้เธอมาตามหา ใช่...ผมยอมเสี่ยงดวงว่าเธอจะไม่สนใจมันหรือหยิบขึ้นมาแล้วไปตามหาเจ้าของ

ซึ่งเธอก็เลือกอย่างหลัง… ยอมมาตามหาผมถึงมหาวิทยาลัย แม้สุดท้ายคุณน้องชายจะรู้ทันก็เถอะ

‘นายจงใจให้พี่มาตามหาตัวเองใช่มั้ย!?’

‘นี่นายยังไม่เลิกระแวงอีกหรอ ก็บอกแล้วไงว่าไม่ได้สนใจแล้ว’

‘ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะแกนั่นแหละ!’

‘ไม่เกี่ยวกับฉันสักหน่อย’ ผมไพล่ไปพูดถึงเรื่องอื่น ทั้ง ๆ ที่รู้แก่ใจดีว่าเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์เป็นอย่างที่เจ้าตัวเขาระแวงจริงๆ

แต่จะบอกทำไมให้โง่เล่า…






-เวลาหกนาฬิกา-

ผมหลับ ๆ ตื่น ๆ เพราะรอการติดต่อจากอาหมวย จนในที่สุดคุณเธอก็ไลน์มาบอกตอนตีสี่ว่าปลายฝนปลอยภัยดีและย้ายไปอยู่ในห้องพักฟื้นเรียบร้อยแล้ว ความจริง...ผมอยากจะรีบไปโรงพยาบาลซะเดี๋ยวนั้น แต่เมื่อมองไปข้าง ๆ แล้วเจอกับรุ่นน้องที่อยู่ในภาวะหลับลึกก็รู้ว่าคงทิ้งไปไม่ได้

ตอนนี้เลยมานั่งรำลึกความหลังเล่น...รออีกคนตื่น

คิดไปคิดมา บางทีจุดเปลี่ยนที่ใหญ่ที่สุด จนทำให้ถึงกับต้องรุกจีบปลายฝน ส่วนหนึ่งก็คงเพราะ

‘เสียง’ ที่ได้ยินในงานสัมมนาวันนั้น ตราตรึงลงไปในหัวใจจนรู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาด

‘ส...สวัสดีค่ะ’ ผมยังจำได้ดีว่าเธอตัวสั่นเพียงไร ทั้งถ้อยคำที่ตะกุกตะกัก ทั้งน้ำเสียงที่แหบพร่า แม้จะตกใจไปบ้าง แต่ก็เลือกที่จะส่งกำลังใจให้เธอไม่แตกตื่น โชคดีที่ฝ่ายนั้นก็มองเห็นสิ่งที่ต้องการสื่อพอดี

ผมเริ่มปรารถนาจากใจจริงอยากให้หญิงสาวคนนี้มีความสุข

“อึ่ก” ก้อมผ้าห่มบนโซฟาเริ่มขยับตัว ก่อนจะร่วงลงมาที่พื้นบ้าน

ตุ๊บ!

“โอ๊ย…”  มันโอดครวญได้ไม่นานก็สบตาเข้ากับผมที่ยังนั่งอยู่ที่เดิมพอดี

“นี่แก!!”

“หายบ้าแล้วก็ไปล้างหน้าซะ… อาหมวยไลน์มาตอนตีสี่ว่าพี่สาวแกปลอดภัยดี ตอนนี้พักฟื้นอยู่” เท่านั้นเองต้นหนาวก็ดีดตัววิ่งเข้าห้องน้ำทันควัน ทิ้งผมไว้กับซากอารยธรรมที่มันนอนสบายคนเดียวมาทั้งคืน

ราวสิบนาที เราก็มานั่งจ้องหน้ากันในครัวพร้อมกินอาหารเช้าไปด้วย อาจจะเพราะพี่สาวสอนมาดีทำให้คุณน้องชายคนนี้ไม่ทิ้งแขกให้หิวอย่างเสียมารยาทแม้จะเกลียดขี้หน้าขนาดไหนก็ตาม

“ทำไมแกถึงมาอยู่ที่นี่ได้”

“ใครสั่งใครสอนให้พูดจาหมาไม่แดกกับคนอายุมากกว่าแบบนี้ห๊ะ”

“ตอบมา!”

“พูดดี ๆ ” ผมปรามแล้วนิ่ง อีกฝ่ายเงียบอยู่นาน ก่อนจะกัดฟันพูดด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไปเล็กน้อย

“ทำไมถึงอยู่ที่นี่”

“เพราะเป็นห่วงแก ถึงจริง ๆ ฉันจะอยากไปนั่งเฝ้าฝนมากกว่าก็เถอะ”

“ยังไม่เลิกคิดที่จะจีบฝนจริง ๆ สินะ!”

“ถ้าฉันจีบพี่สาวแกแล้วมันเสียหายตรงไหน หือ...ต้นหนาว” ผมเรียกชื่อ มันสะบัดหน้าหนีแล้วตอบด้วยประโยคที่ผมถึงกับสะอึก

“รับประกันได้ที่ไหนว่าจะไม่ทิ้งฝน เชื่อลมปากได้แค่ไหนว่าจะไม่ทำให้เสียใจ”

“…”

“สำหรับแก เขาอาจจะเป็นแค่หนึ่งในผู้หญิงที่เคยคบด้วย แต่กับฉันเขาคือ ‘พี่สาวเพียงคนเดียว’ ที่ฉันมีอยู่ และจะเป็นแบบนี้ตลอดไป ไม่ว่าใครจะทิ้งเขาก็ตาม” สิ่งที่มันพูดทำให้ผมต้องนึกย้อนมองตัวเอง มองสิ่งที่เคยทำ และคิดว่าถ้ามีคนมาทำให้ญาญ่าน้องสาวเพียงคนเดียวของผมเสียใจบ้าง…

จุดจบของผู้ชายคนนั้นรับรองได้ว่าไม่สวยแน่นอน…

แต่...ถึงยังงั้นก็เถอะ นี่แค่จีบเองนะ ยังไม่ได้เป็นแฟนเลย จำเป็นต้องหวงถึงขนาดนี้มั้ย?

“แล้วจะอยู่แบบนี้ไปทั้งชีวิตรึไง...อย่าลืมนะ ในอนาคตแกก็ต้องออกไปมีครอบครัว”

“อึ่ก…” เหมือนมันจะลืมคิดถึงข้อนั้น เมื่อโดนทักเลยส่งเสียงประหลาด ๆ ออกมา

“ไอ้ต้น…”

“ยังไงก็ไม่!” อาการมันชักจะเริ่มแปลก ๆ เหมือนมีอะไรปิดบัง ซึ่งผมเรียนรู้แล้วว่าการง้างปากคนบ้านนี้จำเป็นต้องใช้ไม้แข็ง

“เกิดอะไรขึ้น…”

“ไม่เกี่ยวกับแก”

“ต้นหนาว...ถ้าแกไม่พูดก็ไม่มีใครช่วยแกได้นะ”

“ฉันเคยขอให้แกช่วยรึไง”

“ที่ช่วยเพราะมันไม่ได้เกี่ยวกับแกคนเดียวแต่เกี่ยวกับปลายฝนด้วยไงวะ!” ท้ายที่สุดผมก็หลุดมาดตัวเองตะคอกใส่มันดังลั่นจนได้ เจ้าคนติดพี่ถึงกับสะดุ้ง แต่ก็ไม่พูดอะไรออกมา ริมฝีปากเม้มเข้าหากันแน่น

“...” นานเกือบสิบนาทีในความคิด ชั่ววินาทีที่ผมเกือบจะตัดใจแล้วนั่นเอง ที่มันพูดออกมา

“ฉัน...เคยเห็นฝนโดนลักพาตัวไปต่อหน้าต่อตา” นับเป็นคำสารภาพที่ชวนช็อกที่สุดในช่วงนี้จริง ๆ




[Special Part: Tonnhao]


ผมชื่อต้นหนาว… เพราะเกิดในวันที่หนึ่งตุลาคมอันเป็นจุดเริ่มต้นของฤดูหนาว และมีพี่สาวฝาแฝดซึ่งเกิดก่อนเพียงแค่สิบวินาทีชื่อปลายฝน เพราะเกิดวันที่สามสิบกันยายนอันเป็นจุดสิ้นสุดของฤดูฝน

ผมมีแผลที่ไม่มีทางรักษาหายอยู่… และฝนจะไม่มีวันรู้เรื่องนี้ ตลอดชีวิต

“ฉัน...เคยเห็นฝนโดนลักพาตัวไปต่อหน้าต่อตา” ความจริงไม่ได้อยากเล่าให้ใครฟังทั้งนั้น แต่คนที่รู้เรื่องแล้วตอนนี้ก็มีพี่หมอปราชญ์ และ...หมอนี่

อดีตเพื่อนสนิท และรุ่นพี่ที่นับถือมาตลอด...ยูได

ผมยอมรับว่าเขาเป็นผู้ชายที่ดี เป็นคนที่พูดจริงทำจริง ถึงจะเจ้าเล่ห์เจ้าแผนการไปหน่อย แต่สิ่งที่เขาทำมักจะมีเหตุผลรองรับอยู่เสมอ

แต่ไม่ใช่...กับเรื่องของฝน

ผมยอมรับผู้ชายคนไหนไม่ได้ทั้งนั้นถ้าเป็นเรื่องของพี่สาว

ตราบเท่าที่รอยแผลนี้ไม่ลบเลือนออกจากใจ

มันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในช่วงมัธยมต้นของพวกเราสองพี่น้อง หลังจากพ่อกับแม่เสียไปไม่นาน…

หลังถูกโยนไปตามบ้านญาติหลายคน ทั้งที่ยอมรับดูแลแบบมีเงื่อนไขแอบแฝงก็ดี หรือผลักไสไล่ส่งก็ดี ทั้งผมและฝนได้เรียนรู้วิธีที่จะปกป้องตัวเองจากพวกผู้ใหญ่ใจร้ายเหล่านั้น

“วันนั้นฝนเป็นไข้สูง...เรียกเท่าไหร่ก็ไม่รู้สึกตัว ที่จริงฉันไม่อยากไปโรงเรียนด้วยซ้ำ แต่สุดท้ายก็ต้องไปเพราะดันมีสอบคาบเช้า” ผมประสานมือไว้บนโต๊ะ หลับตาลงเมื่อระลึกถึงอดีต

วันนั้นเป็นวันแรกที่ผมรู้จักความกลัวจากก้นบึ้งหัวใจ

“สอบเสร็จฉันก็ขอครูเผ่นกลับบ้านก่อน แต่พอกลับมา…” มือที่วางอยู่กำแน่นขึ้น เมื่อจำเป็นต้องพูดถึงเรื่องที่เลวร้ายที่ไม่อยากแม้แต่จะนึกถึง

ทำไมทุกคนชอบบีบให้พูดความจริงออกมากันนักนะ...

“...” สายตาของยูไดนิ่งสงบ ไม่มีแววสงสาร เห็นใจ หรือว่าเย้ยหยัน แสดงออกมาเลยแม้แต่น้อย

เขาเพียงแค่รอ...ที่จะฟังผมเล่าเท่านั้น

“ฉัน...เจอผู้ชายตัวโต ๆ สองคนกำลังอุ้มฝนออกจากบ้านไป...ไปไหนก็ไม่รู้ ตอนนั้นฉันกลัวมาก คิดอย่างเดียวแค่ว่าอย่าเอาฝนไป” ภาพหลังเปลือกตาราวกับเหตุการณ์เพิ่งเกิดมาไม่นาน

‘ใครน่ะ...จะเอาพี่สาวฉันไปไหน!’

‘เฮ้ย...ไอ้เด็กนี่มาได้ไงวะ’

‘คำสั่งให้จับแค่เด็กผู้หญิงคนเดียว แล้วจะทำยังไงกับไอ้เด็กนี่ล่ะ’

‘ฆ่าทิ้งเลยก็ได้มั้ง’ เสียงถกเถียงกันของชายฉกรรจ์สามสี่คน ทำให้ผมหันรีหันขวางหาอาวุธป้องกันตัวเอง และพยายามช่วยเหลือพี่ไปด้วยในเวลาเดียวกัน

ซึ่งลำพังแค่เด็กมัธยมต้นคนเดียวมันไม่มีทางเป็นไปได้

‘ช่างหัวมันเถอะ รีบไปกันได้แล้ว’ สุดท้ายมันก็ไม่สนใจผม แถมยังอุ้มร่างของปลายฝนออกจากบ้านไปต่อหน้าต่อตา ผมทั้งกระโดดถีบ กัดแขน เตะต่อยมันเท่าที่แรงของเด็กคนหนึ่งจะทำได้

‘ปล่อยนะ...ปล่อยพี่สาวฉันเดี๋ยวนี้!’

‘ไอ้เด็กบ้านี่...โอ๊ย!’ ผมตะเกียกตะกายดันตัวไปคว้าแขนของฝนที่สลบอยู่

ทว่า… มือที่ยื่นออกไปกลับไม่ถึงอีกคน

‘ฝน...ฝนตื่นสิ...พี่ครับ!!’

ไม่ว่าจะทำยังไงก็ไม่เป็นผล… ผมกำลังจะสูญเสียคนที่สำคัญที่สุดในชีวิตไป...

ช่วงจังหวะที่หัวใจสิ้นหวังแล้วนั่นเอง โชคยังดีที่พี่หมอผ่านมาแถวบ้าน…

‘พวกคุณเป็นใครน่ะ... ต้นหนาว!’ พี่ปราชญ์กดโทรศัพท์แจ้งตำรวจให้สกัดจับพวกมันได้ทัน ฝนปลอดภัยแต่เธอก็จำเรื่องราวอะไรไม่ได้เลยเนื่องจากไข้ขึ้นสูง มีเพียงผมเท่านั้นที่ถูกปักหมุดแห่งความระแวงลงในใจ

กลัวว่าสักวัน...จะมีใครมาพรากฝนไปจากผมจริง ๆ

“และมันไม่ได้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นแค่ครั้งเดียว แต่ในช่วงระยะเวลาสามปีที่ถูกโยนไปบ้านนู้นบ้านนี้ ฝนเกือบถูกลักพาตัวร่วมยี่สิบครั้ง” คนบงการคงเป็นใครสักคนในหมู่ญาติ หรือดีไม่ดีคงรวมหัวกันเลย พวกนั้นอยากได้สมบัติของพ่อแม่ พยายามสร้างเงื่อนไขต่าง ๆ ในการรับเลี้ยงพวกผม

พยายามที่จะแยกเราออกจากกัน

จนกระทั่ง… คุณน้ากลับมาจากอเมิรกา และพี่ยื่นคำขาดว่าจะอยู่ภายใต้การดูแลของน้าเท่านั้น

เรื่องถึงได้จบ...

“ฉันเกลียดพวกนั้น เกลียดพวกญาติ ๆ ที่พยายามแยกเราออกจากกัน เกลียดพวกที่ปากบอกว่าหวังดีแต่สุดท้ายแล้วก็จะเอาพี่ไปจากฉัน...แล้วก็เกลียด… ผู้ชายที่พยายามจะหลอกฝนเหมือนนาย!”

“ฉันไม่ได้หลอกสักหน่อย”

“พวกนายมันก็เหมือนกันหมดนั่นแหละ! เห็นว่าฝนน่าสนใจ เห็นว่าแปลก สุดท้ายพอได้อะไรตามเป้าหมายแล้วฝนก็จะต้องถูกทิ้ง!” ผมรู้ว่ามีหลายคนที่หวังดีกับเราจริง ๆ แต่ความคิดทางลบของผมจากเหตุการณ์คราวนั้นก็ทำงานรุนแรงจนไม่สามารถเชื่อใจใครได้

แม้กระทั่งญาติ ๆ ด้วยกันเอง

“ฉันต้องทำยังไงนายถึงจะเชื่อ”

“...”

“ต้น…”

“พิสูจน์มาสิ...พิสูจน์มาว่านายทำเพื่อฝนด้วยใจจริง ไม่มีอะไรแอบแฝง”

“…ได้” ผมหรี่ตา สีหน้าของยูไดไม่มีแววล้อเล่น เขาพูดจริง...

“ฉันจะทำให้นายเห็นเองว่าฉัน ‘ชอบ’ ปลายฝนจริง ๆ” ผมอยากได้ใครสักคนที่ช่วยดึงทั้งฝนและผมขึ้นจากเหวมาตลอด… แต่ความทรงจำที่เลวร้ายก็คอยขัดขวางเรื่อยมา

ในที่สุด… ผมก็รู้สึกว่าตัวเองเมื่อเจ็ดปีก่อนได้เริ่มออกเดินซักที


[Ending Special Part: ]




กว่าจะได้มาที่โรงพยาบาล ก็ราว ๆ เก้าโมงเช้าเสียแล้ว โดยผมกับต้นหนาวต้องแวะใบส่งใบลาให้กับอาจารย์ที่ปรึกษาและศาสตราจารย์หัวหน้างานก่อนถึงมาได้ เมื่อถึงชั้นที่เพื่อนสนิทของปลายฝนบอก ผมก็พบเธอยืนอยู่ตรงหน้าห้องโดยที่ไม่เข้าไป

“อาหมวย...ทำไมยืนอยู่ตรงนั้นล่ะ” เมื่อส่งเสียงทักออกไปก่อน ก็พร้อมกันกับที่ประตูห้องเปิดและใครอีกคนเดินออกมา

“พี่หมอ! มีอะไรเหรอครับ ทำไมทุกคนไม่เข้าไปข้างใน ฝนอยู่ในนั้นใช่มั้ย?” เจ้าน้องชายตั้งท่าจะพุ่งพรวดเข้าไป แต่ก็โดนชายใส่แว่นดึงตัวเอาไว้

“เรามีปัญหาแล้วล่ะ…” เขาพูดสั้น ๆ ด้วยใบหน้าเคร่งเครียด บรรยากาศหนักอึ้งจนสัมผัสได้

“ฟังก่อนนะต้น...คือตอนนี้...”

“ฝนเป็นอะไร”

“ไม่ได้เป็นอะไร...ปลอยภัยดีแต่ว่า…” สาวหมวยอ้ำอึ้ง ส่งสายตาไปทางผู้สูงวัยกว่า ให้เขาเอ่ยปากอธิบายแทนตัวเอง

“ฝนมีปัญหาเรื่องการสื่อสาร… เขาไม่ยอมพูดกับเรา”

“อะไรนะ!” ต้นหนาววิ่งเข้าห้องไปทันทีโดยไม่ฟังเสียงห้าม ผมจึงรีบตามเข้าไปแม้จะยังไม่ค่อยเข้าใจ

หมายความว่ายังไง...ที่ว่าฝนไม่ยอมพูดด้วย

พวกเราพบหญิงสาวผมยาวนั่งยิ้มอยู่บนเตียงด้วยท่าทางปกติ บนศีรษะมีหูฟังอันใหญ่ครอบอยู่ เมื่อน้องชายฝาแฝดของเธอทำท่าจะดึงมันออก ก็โดนฟาดมือเข้าให้

เพี๊ยะ

“ฝน!” ต้นหนาวอ้าปากค้าง ไม่คาดคิดมาก่อนว่าพี่สาวจะปฏิเสธตัวเอง อาหมวยเลยต้องอธิบาย

“นี่แหละที่บอกว่ามีปัญหา พวกเราสื่อสารกับฝนไม่ได้ เพราะเค้าไม่ยอมถอดหูฟังเลยแล้วก็…” เจ้าหล่อนหยิบสมาร์ทโฟนของตัวเองขึ้นมาพิมพ์ข้อความหนึ่งลงไป ก่อนจะยื่นให้เพื่อนดูเหมือนเคย ทว่า…

เพี๊ยะ

คนบนเตียงก็ปัดมือนั้นทิ้ง สีหน้าเปลี่ยนไปคล้ายหวาดกลัวอะไรซักอย่าง

ท่าไม่ค่อยดีแล้ว

“เขาปฏิเสธการสื่อสารด้วยเทคโนโลยีทุกอย่าง ตอนนี้ทำได้แค่เขียนโต้ตอบกัน แต่ก็ช้ามาก” หมอปราชญ์สรุปให้ฟัง พลางเดินเข้าไปลูบหัวหญิงสาวเบา ๆ ผมยืนจ้องโดยสีหน้าไม่เปลี่ยน แม้ในใจจะแทบตะโกนก็ตาม

แสดงความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของมากไปแล้วเฟ้ย…

แบบนี้...เห็นทีจะต้องใช้ท่าไม้ตาย

ไม่เป็นอะไรนะ?- ผมส่งภาษามือให้ ปลายฝนตอบกลับมาแทบจะทันทีพร้อมรอยยิ้ม

ขอบคุณนะที่เป็นห่วง- เมื่อมองไปรอบ ๆ ก็พบว่าทั้งห้องเงียบกริบ คงไม่มีใครคาดคิดถึงวิธีนี้ ทั้ง ๆ ที่ความจริงอาหมวยเองก็ใช้ภาษามือเป็น

“ฉันลืมเรื่องนี้ไปเลย!” สาวเจ้าร้องออกมา ขณะที่ตบบ่าต้นหนาวให้ได้สติ

“คุณยูได...สินะครับ คุณใช้ภาษามือเป็นด้วยหรือครับ”

“ครับ… เพราะใช้คุยกับเขาบ่อย ๆ จนชิน” อีกฝ่ายเบิกตาขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มกว้าง

“ถ้าคุณไม่ว่าอะไร… ผมจะขอคุยกับคุณตามลำพังสักครู่ ได้มั้ยครับ?”

“ครับ?” จะคุยกับผม...เพื่อ...

“ผมมีเรื่องที่คิดว่าคุณควรจะรู้...ในเมื่อตอนนี้ คุณน่าจะเป็นคนเดียวที่สื่อสารกับฝนได้ไวที่สุด”

“อ้อ...ครับ”

“พี่หมอ...แล้วผมล่ะ” คุณแฝดน้องที่ตอนแรกแห้งเป็นซากคืนชีพขึ้นมาอย่างไว

“นายฟังไปก็ช่วยอะไรไม่ได้หรอก”

“พี่ปราชญ์!!” ผมมองหน้ามันแล้วฉีกยิ้ม ต้นหนาวแยกเขี้ยวกลับมาทันทีไม่เว้นช่องว่าง ก่อนที่เสียงปรบมือของผู้สูงวัยกว่าจะดังเรียกความสนใจ

แปะ ๆ

“เอาเป็นว่า...เราไปคุยกันที่ห้องทำงานผมก็แล้วกันนะครับ อาหมวยที่เหลือพี่ฝากด้วยนะ”

“ได้ค่ะพี่หมอ” ผมยอมเดินตามไปอย่างว่าง่าย ด้วยความที่อยากรู้ว่า…

คนตรงหน้า มีเรื่องอะไรจะคุยกับผม…

ผมมาไกลเกินกว่าที่จะถอยหลังกลับไปได้แล้ว… ไม่ว่าจะเรื่องของต้นหนาว หรือพี่สาวของมัน

งานนี้… จะดีจะร้าย ให้ตายก็ต้องดึงทั้งสองคนขึ้นมาจากก้นเหวให้ได้

ผมสัญญากับตัวเองในใจเช่นนั้น



หูฟังเก่าของปลายฝน (ตอนนี้พังเรียบร้อย...)

------------------------------------------------------------------------------------


        Natsume กลับมาแล้วค่า //คลานขึ้นจากหลุม สวัสดีนักอ่านที่ติดตามมาตลอด 6 สัปดาห์ และยินดีที่ได้รู้จักอีกครั้งกับผู้ที่อ่านรวดเดียว 6 ตอนค่ะ
          
         ตอนนี้ก็...เฉลยปมไปแล้ว 1 คน... ความซิสค่อนของต้นหนาว ค่อนข้างออกแบบตัวละครนี้มาเพื่อให้ถูกรักมากเป็นพิเศษค่ะ #ใครๆก็รักต้นหนาว

         จากนี้ไปก็จะเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆค่ะ แต่วีคหน้าก็ตอนสุดท้ายแล้ว ขอบคุณสำหรับทุกกำลังใจเช่นเคยนะคะ จะพยายามให้ดีที่สุดค่ะ ไฟว์ติ้ง!!!
          คิดมุกอะไรไม่ออกแล้ว หมดแรงจะเล่นด้วย... เอาเป็นว่า เจอกันวีคหน้าค่ะ

2 ความคิดเห็น

  • 1
  1. #1 (จากตอนที่ 6)
    2017-02-20 03:56:12
    เรื่องโรคของฝนน่าสนใจนะ แต่พี่ว่าเหตุผลประกอบยังไม่ค่อยสมเหตุสมผล ถ้าเกิดจะให้ฝนโดนลักพาตัวถี่ขนาดนี้พี่ว่าเราต้องใส่รายละเอียดเรื่องครอบครัวของสองพี่น้องมากกว่านี้ เช่นแบบบ้านรวยมากกกกกก เงินเยอะมากกก ใครๆ ก็อยากได้ไปดูแล บลาๆๆ นี่เหมือนอยู่ดีๆ ก็โผล่มาอ่ะ มันไม่ค่อยส่งกับเรื่องที่เล่าๆ มาเท่าไหร่ ส่วนรายละเอียดของยูไดกับหนาวก็ด้วย ท่อนที่ยูไดบอกว่า ลินซี่มาขอคบ แล้วก็ตกลงคบเพื่อจะใช้ต่อรองกับต้นหนาว มันไม่สมเหตุสมผลเลย ถ้ารู้ว่าต้นหนาวชอบ แล้วไปคบ ก็ยิ่งทำให้ต้นหนาวไม่ชอบเรา และก็ไม่อยากแนะนำให้รู้จักกับพี่สาวป่ะ แล้วอีกอย่างที่บอกว่ายูไดชอบปลายฝนทั้งๆ ที่ยังไม่รู้อะไรเลย มันเข้าใจยากไปอ่ะ มันน่าจะมีรายละเอียดอะไรมากกว่าแค่นั้น เช่นการได้ยินเรื่องดีๆ ของฝนมา การได้ฟังเรื่องเล่าของฝนผ่านหนาวอะไรแบบนี้ มันเหมือนความอยากชนะล้วนๆ จะกลายเป็นความชอบได้ยังไง พี่ว่าพอเฉลยแล้วมันงงมากกว่าเดิมอ่ะ แต่ต้นตอของโรคปลายฝนยังน่าสนใจอยู่นะ

    คำบรรยายดีขึ้น พีว่าสำนวนเราดีขึ้นเยอะเลย ไม่แกว่ง บทสทนาก็ด้วย เป็นธรรมชาติขึ้นมากเมื่อเทียบกับตอนแรกๆ แล้ว 
    #1
  2. #2 Kimochii. (จากตอนที่ 6)
    2017-02-22 00:12:43
    ตองคือคนนั้นค่ะ คนที่อ่านรวด 6 ตอน

    โอยยย แต่ตอนนี้ดราม่าน้ำตาท่วมคอมไปเลยค่ะ คลื่นชีวิตที่แท้ 

    สายใยความเป็นพี่น้องของปลายฝนต้นหนาวแน่นแฟ้นมาก อ่านแล้วสัมผัสได้

    การวาดรูปของพี่ตื่นตาตื่นใจตองมากค่ะ นี่คารวะน้ำชาพี่ไปหลายจอกมาก พรสวรรค์!!!

    รออ่านตอนต่อไปนะคะ กำลังค้างงงง 
    #2
  • 1

แสดงความคิดเห็น