Natsume

[JLS09] Telephobia สะดุดรักเมื่อพักสาย

เพราะอุบัติเหตุวันนั้นที่ทำให้เขาและเธอได้เจอกัน ทำให้ทุกวันมีเหตุผลให้พยายามเพื่ออีกฝ่าย และในการเอาชนะอุปสรรคทั้งหลาย เขาอยากให้เธอระลึกเอาไว้ว่า เราไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว

0%
VOTE
ตอนก่อนหน้า

ตอนที่ 3/7 :: 3. สายเรียกเข้าที่สาม : สาวน้อยโบว์กระต่าย

ตอนถัดไป


อะแฮ่ม! ...ก่อนอื่น โปรดอย่าเพิ่งตกใจที่โผล่มาทอร์คต้นตอน มาทิ้งรูปจากตอนก่อนไว้เฉยๆค่ะ


ภาษามือของพี่ยูไดค่ะ (เผื่อใครคิดภาพตามไม่ออกเนอะ) สัปดาห์ที่แล้วไม่ได้ลงเพราะงานเข้า เลยอัพนิยายไปก่อน T^T

เอาล่ะ ไปลุยตอน 3 กันเถอะค่ะ

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

3. สายเรียกเข้าที่สาม : สาวน้อยโบว์กระต่าย

“อะไรนะ!” ฉันแทบจะแหกปากลั่นบ้าน กับประโยคชวนช็อกโลกของคุณน้องชายในเช้าวันนี้

“ผมบอกว่า...ผมตอบรับงานสัมมนาของคุณปลาไปแล้วแทนฝน”

“ได้ไง! แล้วไปรู้เรื่องนี้มาจากไหน พี่ยังไม่ได้บอกเราเลย” ฉันตั้งใจว่าจัดการเรื่องสมุดเลคเชอร์เรียบร้อยแล้วจะบอก แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่ได้บอก เพราะหลังจากวันนั้นต้นหนาวต้องไปค้างที่มหาวิทยาลัยถึงสองวันเรื่องงาน และเพิ่งกลับบ้านมาวันนี้

“ตั้งแต่วันที่ฝนออกไปคุยกับคุณปลานั่นแหละ เขาโทรมาบอกผมทีหลัง ผมก็รอฝนมาปรึกษาแต่ไม่เห็นพูดอะไรซักทีนี่”

“ก็เราอยู่บ้านที่ไหนกันเล่า!”

“พี่ส่งข้อความไปก็ได้เถอะ” ฉันเงียบเมื่อสิ่งที่มันแย้งเป็นความจริง โอย...ทั้ง ๆ ที่ตั้งใจว่าจะไม่รับแท้ ๆ ปากบอกไปว่าจะปรึกษาแต่ความจริงคือเธอตัดสินใจเรียบร้อยแล้วต่างหากว่าจะไม่ไป

“แล้วทำไมตอบรับไปเอง ทำไมไม่ถามพี่ก่อนล่ะ”

“พี่จำได้มั้ย? ผมบอกพี่แล้วว่าพี่ต้องทำตามที่ผมบอก ถ้าอยากเข้าไปในคิงก์”

“แล้วยังไง…?”

“ก็...คุณปลาขอร้องให้ผมช่วยเรื่องนี้ ในเมื่อผมช่วยพี่เรื่องสมุดแล้ว เรื่องนี้ก็ถือว่าช่วยผม…”

“ไม่!”

“ฝน...ความจริงงานสัมมนานี้คณะผมเป็นคนจัดเอง เพราะงั้นผมถึงยอมให้พี่ไปพูดนะ งานของฝนเขียนดีมากจนอาจารย์ผมอยากเจอหลายคนเลย”

“...”

“ฝนไม่ต้องกลัวเรื่องเสียงหรอก ผมจะจัดการให้เอง ตกลงไปเถอะนะครับ…” ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าตาต้นแอบวางแผนกับพี่ปลาลับหลังฉัน หนอยแน่ะ ไอ้น้องทรยศ!!!

ยังมีหน้ามาอ้อนฉันอีก แง… ฉันแพ้สายตาน้องด้วยสิ

“พี่จะออกไปเซเว่น” ฉันทำหน้าบึ้งแล้วลุกขึ้นยืน ต้นหนาวรีบเข้ามาคว้าแขน

“ฝน… แล้วจะเอายังไงอะ”

“เราตัดสินใจไปแล้วนี่ ทีงี้จะมาถามพี่ทำไมอีกล่ะ”

“โธ่...ฝน ผมอยากให้พี่ไปจริง ๆ นะ” ไม่เอาแล้ว ไม่คุยด้วยแล้ว น้องชายฉันน่ารักขนาดนี้เวลามันอ้อนทีฉันก็ยอมมันทุกที… แพ้ราบคาบ! ไม่เคยชนะสักครั้ง

“จิ๊...ก็มันเลี่ยงไม่ได้ใช่มั้ย ก็ต้องไปนั่นแหละ”

“เย้!”

“พี่จะออกไปเซเว่นแล้ว”

“ผมออกไปซื้อให้ก็ได้นะ”

“ไม่ต้อง... ไปอาบน้ำสระผมซะ เดี๋ยวพี่ซื้ออะไรมาให้กิน” น้องกลับมาเหนื่อย ๆ ฉันก็ต้องเป็นคนทำครัวบ้างตามโอกาส แม้จะไม่เก่งมือโปรแบบคุณชายเขาก็เถอะ

“ผมไม่ได้กินกับข้าวฝีมือฝนมานานแล้วสิน้า~” น้องชายเดินฮัมเพลงขึ้นบันไดไปอย่างอารมณ์ดี แต่คุณพี่สาวเนี่ยสิ กลับมาเครียดหนักอีกแล้ว ทำไม๊ ทำไมฉันจะต้องไปที่มหาวิทยาลัยนั่นอีกครั้งด้วย ข้อมูลเก็บครั้งเดียวก็เกินพอแล้วเหอะ งานนี้เป็นของคณะตาต้นไปอีก ปฏิเสธไม่ทันแล้วด้วย

ฮือ… สวรรค์ไม่เข้าข้างกันเลย


ฉันถอนหายใจยาวขณะยืนอยู่หน้าเซเว่นอันเป็นตู้เย็นใหญ่ของบ้านเราโดยเฉพาะตัวฉันเอง ที่บ้านจะมีของสดก็ต่อเมื่อต้นหนาวแวะตลาด ส่วนฉันถ้าน้องไม่อยู่บ้านก็จะฝากท้องกับที่นี่เสมอ เพราะเวลาจะทำกินเองไม่ค่อยมี เอาไปทุ่มให้งานเขียนเกือบทั้งหมด ไม่ดีต่อสุขภาพเอาเสียเลย

แบบนี้ก็ต้องหาสามีทำกับข้าวเก่งสินะ…

แต่สาวที่รอขึ้นคานอย่างสงบเยี่ยงฉันคงไม่มีหวังซะล่ะมั้ง ฮือ…

จิ้ม ๆ

แรงกดเบา ๆ ที่แก้มทำเอาฉันต้องรีบหันกลับไปดูว่าใครมันบังอาจมาจิ้มใบหน้าอันสะอาดใสไร้สิวของฉัน คอยดูนะถ้าสิวขึ้นเพราะมือสกปรกล่ะก็แม่จะตบให้คว่ำเลย

ไง- คนตรงหน้าทำฉันผิดคาดเล็กน้อย เพราะไม่คิดว่าจะเป็นเขา หนุ่มหน้าสวยผมสั้น กับดวงตาอบอุ่นคนนั้นกำลังทักทายด้วยภาษามือ

สวัสดีค่ะ- ฉันตอบกลับด้วยท่าทางเดียวกันแล้วถอยหลังออกมาสองก้าว เพิ่มระยะห่างขึ้นเล็กน้อย

บ้านอยู่แถวนี้หรอ?-

ประมาณนั้นค่ะ- ฉันยังคงไม่สนิทใจกับเขา แต่พอคิดถึงเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างผู้ชายคนนี้กับคุณน้องชาย ก็ทำให้ตัวเองไม่คิดอยากเดินหนีเหมือนวันนั้นสักเท่าไหร่

วันนี้ฉันมากับคนที่เธอน่าจะคุยด้วยได้นะ เอ้า!- เขาดึงมือเด็กผู้หญิงอายุราวหกเจ็ดขวบใส่ชุดกระโปรงวันพีชสีฟ้าอ่อน สะพายกระเป๋าข้างสีชมพู และติดโบว์ผูกผมรูปกระต่าย ที่เมื่อสักครู่ฉันไม่ทันสังเกตเห็นให้ออกมาด้านหน้า



เป็นเด็กขี้กลัวเหมือนกับฉันเมื่อก่อนเลยน้า~ พอเห็นแบบนั้นก็สบายใจขึ้นเล็กน้อยคล้ายเห็นตัวเองในวัยเด็ก และมีความรู้สึกอยากลองคุยด้วยดู

ลองคุยดูสิ แบบเดียวกับที่เราคุยกันนั่นแหละ-  

เอ๊ะ!?- หมายความว่าให้คุยด้วยภาษามือ? เด็กคนนี้มีความผิดปกติแบบเดียวกับฉันหรือเปล่านะ หรือว่าเป็นอะไรแบบอื่น หรือว่ามีความบกพร่องทางการได้ยิน ฉันคิดไปต่าง ๆ นานา ก่อนจะค่อย ๆ ย่อตัวลงไปให้ระดับสายตาอยู่ระดับเดียวกับหนูน้อย เหมือนจะเคยอ่านเจอจากหนังสือเล่มไหนสักเล่ม เรื่องการสร้างความเชื่อใจกับเด็ก ก่อนอื่นต้องเริ่มจากการสบตาสื่อความนัยแฝงความเป็นมิตร เพื่อที่เด็กจะได้เปิดใจพูดคุยด้วย

สวัสดีจ้ะ- ฉันยกมือขึ้นแตะศีรษะและผายออกด้านข้าง เพียงเท่านั้นเด็กหญิงก็เบิกตากว้างแล้วปล่อยมือที่กำลังเกาะชายเสื้อของยูไดมาวาดเป็นสัญลักษณ์ทันที

พี่สาวพูดภาษามือได้เหรอคะ?- ดวงตากลมโตของสาวน้อยมีประกายแห่งความตื่นเต้น สองมือกำแน่นแล้วยื่นมาด้านหน้าเหมือนจะถามให้แน่ใจ

ใช่ไหมคะ?-

ใช่แล้วจ้ะ- ฉันตอบกลับไปพร้อมรอยยิ้ม เท่านั้นเองหนูน้อยก็ยิ้มกว้างแล้วพุ่งเข้ามากอดเต็มรัก

เอ่อ… น้องจ๊ะ นี่มันอะไรกันคะเนี่ย!?

/ยัยนี่ชื่อญาญ่า เป็นน้องสาวฉันเอง/ แรงสะกิดจากด้านข้างทำให้ฉันพบกับข้อความที่เป็นคำตอบของปริศนาตรงหน้า

/นอกจากฉันกับแม่ เขาไม่เคยคุยกับใครเลย เพราะคนทั่วไปพูดภาษามือไม่ได้อะนะ/ ข้อสงสัยก่อนหน้านี้เรื่องที่เขารู้วิธีการสื่อสารด้วยมือ เป็นอันกระจ่าง สาวน้อยโบว์กระต่ายคนนี้นี่เองคือสาเหตุที่ผู้ชายตรงหน้าฉันจำเป็นต้องใช้ภาษามือ ยูไดยิ้มบาง ๆ ให้เช่นเดียวกันกับน้องสาวผู้น่ารักของเขา

อาจจะเป็นเรื่องบังเอิญที่วันนี้ฉันกับเขาได้มาเจอกันหน้าเซเว่น พร้อมกับน้องสาวซึ่งตกที่นั่งลำบากด้านการสื่อสารมาตลอดแบบฉัน

พอมีเวลาไหม?- ยูไดถามขึ้นในขณะที่ฉันกำลังเหม่อลอยในโลกส่วนตัวของตนเองครู่หนึ่ง อยากจะตอบปฏิเสธทว่าแรงเขย่ามือเบา ๆ ที่ข้างขวาของเด็กน้อยตรงหน้าอย่างมีความหวังก็ทำเอาฉันบอกปัดไม่ลง

ก็พอที่จะมีเวลาอยู่...นิดหน่อยน่ะค่ะ-  



ฉันเดินตามสองพี่น้องไปที่สวนสาธารณะใกล้ ๆ เพื่อจะเป็นเพื่อนคุยให้กับน้องญาญ่าสักครู่ เนื่องจากคุณพี่ชายสุดหล่อขอร้องไว้ ฉันซึ่งติดหนี้ที่เขาช่วยเหลือถึงสองครั้งสองคราจึงไม่อาจปฏิเสธได้

พี่สาวเป็นเพื่อนพี่ชายเหรอคะ-

เป็นคนรู้จักจ้ะ-

ทำไมพี่สาวถึงรู้ภาษามือเหรอคะ-

พี่มีเหตุจำเป็นนิดหน่อยน่ะ-

แล้วพี่สาวรู้จักสวนสนุกมั้ยคะ- และอีกสารพัดคำถามตามประสาเด็กวัยขนาดนี้ที่ช่างซัก การที่แกคุยไม่หยุดแบบนี้ บ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่า โรงเรียนอาจไม่ได้ใส่ใจน้องมากนัก และที่บ้านก็คงไม่ว่างตอบคำถามให้เช่นเดียวกัน

น้องหูไม่ได้ยินตั้งแต่เกิดเลยหรือคะ- ฉันตัดสินใจถามคนเป็นพี่ในที่สุด เขาพยักหน้าแล้วถอนหายใจเหมือนคนปลงตก

ฉันกับแม่สังเกตอยู่นานในช่วงที่เด็กทั่วไปเริ่มพูดได้ แต่เขาไม่พูดเลย อาจจะเป็นเพราะแม่คลอดแกตอนอายุมากแล้วด้วย- กับพี่ชายที่ห่างกันเป็นสิบปี ฉันพอเข้าใจได้ไม่ยากว่าสาเหตุที่น้องญาญ่ามีพัฒนาการบกพร่องเช่นนี้เป็นเพราะอะไร

ลองพาไปรักษารึยังคะ เคยได้ยินว่าถ้ารักษาเร็วโอกาสหายมีสูงนะคะ- ฉันยอมรับตามตรงว่าสงสารหนูน้อย แกไม่ได้อยากเกิดมามีความผิดปกติ และแน่นอนว่าฉันเองก็เหมือนกัน

ไปแล้วล่ะ คุณหมอนัดวันผ่าตัดให้แล้ว แต่ตอนนี้ยังไงก็ต้องคุยภาษามืออยู่ดี- เขาอมยิ้มแล้วมองตรงมาที่ฉัน สายตาคล้ายจะขอร้องว่า ‘เป็นเพื่อนคุยให้หน่อยได้ไหมล่ะ’

ถ้าไม่รังเกียจ...เอ่อ...ปกติแล้วก็จะมาเดินเล่นแบบนี้วันเว้นสองวันค่ะ- ฉันหยุดคิดเล็กน้อยก่อนตอบ จะให้ออกมาทุกวันคงไม่ไหว วันเว้นวันเวลาปั่นงานก็หายหมด สำคัญสุดคือสังขารฉันจะแย่ เพราะงั้นเอาเป็นว่าสองวันครั้งน่าจะดี อือ...แบบนี้แหละโอเคสุด

เธอนี่...ซื่อดีนะ- เขาพูดแล้วเสมองไปทางอื่นขณะตัวสั่นน้อย ๆ เหมือนพยายามจะกลั้นหัวเราะ ฉันตอบอะไรผิดหรือไงนะ ก็แค่อยากช่วยน้องเขานี่นา แถมการออกมาเดินเล่นของฉันก็ถือว่าเป็นการบำบัดอย่างหนึ่งด้วยนะ (เอาคำพูดของพี่หมอมาใช้) แบบนี้ถือว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกตั้งสองตัวเลยไม่ใช่รึไง?

เอ๊ะ… ฉันไม่ได้ใจง่ายนะ!!




หลังจากที่คุยกันวันนั้น ในทุก ๆ สองวันครั้งฉันก็ออกมาเดินเล่นที่เซเว่นทั้ง ๆ ที่ไม่มีอะไรจะซื้อ กับน้องญาญ่าเราสนิทกันขึ้นเยอะ แต่ก็ยังไม่สนิทใจกับยูไดเหมือนเดิม เพราะเขาเอาแต่ยืนมองตอนที่ฉันเล่นกับหนูน้อยตาไม่กระพริบ โดนจ้องแบบนี้บอกเลยว่ากลัวค่ะ…

สาวน้อยโบว์กระต่ายเป็นเด็กน่ารักมาก ทุกครั้งที่เราพบกันเธอจะมาด้วยชุดวันพีชแสนน่ารัก สีเปลี่ยนไปตามวันพร้อมกับโบว์รูปกระต่ายสีขาวอันเป็นเอกลักษณ์ ดูรู้ทันทีว่าคุณพี่ชายจับน้องแต่งตัวมาแน่ ๆ เพราะผูกผมไม่เรียบร้อยเอาเสียเลย ฉันต้องมานั่งผูกให้ใหม่อยู่เรื่อย เราเล่นไล่จับกันบ้าง หรือฉันเล่านิทานภาพด้วยภาษามือให้เธอฟังบ้าง เล่นตบแปะกันบ้าง บางครั้งก็เอาหมากเก็บมาสอนเล่น (ไม่รู้เด็กสมัยนี้จะยังรู้จักอยู่ไหม) ญาญ่าเองก็เล่าให้ฟังว่าในบ้านตอนนี้ก็มีแค่พี่ชายคนเดียวที่คุยกับเธอ เล่นกับเธอ ป้าแม่บ้านกับพี่คนใช้บ้างครั้งก็แกล้งเธอเพราะเห็นว่าพูดไม่ได้ เด็กน้อยเสียใจมาก เลยพยายามตัวติดกับพี่ชายตลอด แต่บางครั้งเขาก็ต้องออกไปมหาวิทยาลัย ทำให้เธอต้องอยู่คนเดียว

แม้จะรู้สึกสงสารแต่ด้วยความที่ตัวเองก็ไม่ปกติ ฉันจึงได้แต่ลูบหัวปลอบใจน้องไปเท่านั้น

ขนาดฉัน...ยังเป็นภาระของน้องชายตัวเองอยู่เลย

หนูเก่งมากเลยค่ะ- ฉันชมเชยให้น้องรู้สึกว่าสิ่งที่ตัวเองทำนั้นถูก และก็แนะนำไปด้วยว่า

แต่ควรจะบอกพี่ชายด้วยนะคะว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง- ทว่าเด็กน้อยกลับส่ายหัว

หนูไม่อยากให้พี่ชายเป็นกังวลค่ะ- ทั้งๆ ที่อายุเพียงแค่นี้เอง แต่กลับคิดอะไรเกินตัวจนไม่เหมือนเด็กที่อ่อนต่อโลกเลย

ฉันเอง...ก็อยากทำให้ได้อย่างเด็กคนนี้บ้าง

เพราะงั้นพอกลับบ้าน เลยได้โอกาสคุยกับต้นหนาวอย่างจริงจังเรื่องงานสัมมนา

“จะไม่ให้ผมไปช่วยดูแลฝนที่หลังเวทีเหรอ? แต่ว่า…”

“งานของต้น เท่าที่ฟังจากกำหนดการ คือดูแลและรับรองแขกของอาจารย์ที่หน้าเวทีใช่ไหม แต่เพราะพี่เราเลยต้องมาทำหน้าที่สต๊าฟด้านหลัง แล้วใครจะไปดูแลแขกของอาจารย์แทนเราล่ะ”

“เรื่องนั้น...ผมคุยกับอาจารย์แล้ว”

“ต้นหนาว…” ฉันมักเรียกชื่อเต็มของน้องชายก็ต่อเมื่อมีเรื่องจริงจังที่จำเป็นต้องให้เขาฟังให้ได้และห้ามเถียง อีกฝ่ายรู้เรื่องนี้ดีเลยยอมเงียบ

“พี่ไม่อยากเป็นภาระนะ...จริงอยู่ว่าด้วยอำนาจที่เธอมี สามารถบอกยกเลิกไม่ให้พี่ไปเลยก็ได้ แต่พี่ก็ตัดสินใจไปแล้วว่าจะช่วย ถึงจะเหมือนโดนบังคับกลายๆ ก็เถอะ ดังนั้น ไม่ต้องดูแลมากหรอกจ้ะ เอาเท่าที่จัดไว้นั่นแหละ”

“ผมแค่เป็นห่วง...เรื่องอาการของพี่” น้องคนนี้ยังคงเป็นเด็กน่ารักเสมอไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน เรามีกันแค่สองคนพี่น้อง คุณน้าเองนาน ๆ ทีถึงจะกลับบ้าน เพราะสามีไม่ใช่คนไทย

“ไว้ถึงตอนนั้นพี่จะขอความช่วยเหลือแน่นอน แต่ถ้ามันไม่มีอะไรก็ช่วยเชื่อใจพี่แล้วรอเถอะนะ”

“พี่ต้อง...เรียกผมนะ” เสียงของน้องสั่นหน่อย ๆ  ฉันจึงพยักหน้าให้ความมั่นใจ

“จะเรียก...แน่นอนจ้ะ” แม้จะพูดแบบนั้น แต่เวลาเกิดเรื่องฉันไม่เคยเรียกมันแม้แต่ครั้งเดียว เพราะต่อให้มันรู้ก็มาช่วยฉันไม่ได้อยู่ดี อย่างนี้สู้ไม่รู้เสียดีกว่า

“แล้วตรวจคราวหน้า… เมื่อไหร่ครับ? ให้ผมไปด้วยนะ” ตาต้นมองปฏิทินแล้วพูดถึงการไปพบ ‘พี่หมอ’ ลูกชายคุณน้าและลูกพี่ลูกน้องของพวกเรา ซึ่งเป็นจิตแพทย์ประจำตัวของฉัน ก่อนหน้านี้เวลาไปเจอเขามักจะเป็นช่วงที่คุณน้องมีเรียนเสมอ มันจึงไม่เคยรู้ความจริงที่ฉัน พี่หมอ และคุณน้าร่วมมือกันพยายามปิดมาตลอดหลายปี

และถ้าทำได้ฉันก็ไม่คิดจะให้น้องรู้ ตลอดไป

“พี่ไปวันพฤหัส เรามีคลาสไม่ใช่หรอ?”

“ผมโดดได้”

“ห้ามโดด ถ้าเจอควิซท้ายคาบขึ้นมาทำยังไง… ไม่เอา ๆ ต้องไปเรียน” ฉันทำหน้าขึงขัง น้องหัวเราะลั่นแล้วพยักหน้าแกน ๆ

“ยอมแล้วครับ ยอมแล้ว วันหลังพี่ก็นัดพี่หมอวันที่ผมว่างมั่งสิ อยากไปเจอเหมือนกัน”

“รู้น่า ไว้คราวหน้านะ” แต่คงเป็นนัดนอกรอบ ไม่ใช่ตรวจสุขภาพจิตประจำเดือนแน่นอน




พอขึ้นห้องมาอยู่เพียงคนเดียว ฟันเฟืองในหัวก็เริ่มปั่น

ฉันเป็นพวกทำงานตอนกลางคืน กลางวันส่วนใหญ่จะเล่นเกมไม่ก็อ่านหนังสือ มีดูหนังบ้างประปรายทั้งหมดทั้งมวลนั่นคือกิจกรรมที่ทำบน ‘คอมพิวเตอร์’ ต่อให้ยุคดิจิทัลปี 20xx จะมีสมาร์ทโฟนสามจี สี่จีฟังก์ชั่นเฉพาะตัวเยอะแยะเป็นตาแป๊ะขายเห็ดขนาดไหนก็ตาม...

บอกแบบนี้คงสงสัยกันสินะว่า อ่าว! แล้วตกลงปัญหาสำหรับฉันคืออะไร ในเมื่อก็ยังดูหนังฟังเพลง เล่นเกมเหมือนคนทั่วไปได้ปกติ

คีย์เวิร์ดคือคำสั้น ๆ ง่าย ๆ เพียงคำเดียวนั่นคือ ‘โทรศัพท์’

ฉันกลัว... โทรศัพท์

ต่อให้มันเป็นเพลงที่ฉันชอบมากตอนเปิดฟังในคอม หรือหนังเรื่องโปรดขนาดไหนก็แล้วแต่ ใจของฉันจะปฏิเสธมันทุกอย่าง ถ้าหากว่านั่นเป็นเสียงที่ออกมาจากโทรศัพท์

และถึงจะสามารถอ่านข้อความที่พิมพ์ผ่านโทรศัพท์ได้ แต่ถ้าให้ถือ...ก็ไม่เอาอีกเหมือนกัน

สรุปว่า ฉันแตะต้องโทรศัพท์ไม่ได้เด็ดขาดในชีวิตนี้       

เพราะงั้นการออกจากบ้านในคราวนี้จึงน่ากลัวมากยิ่งกว่าครั้งไหนๆ งานสัมมนาที่จัดขึ้นไม่ได้มีคนฟังแค่ร้อยสองร้อยคน แต่เป็นหลักพัน นอกเหนือจากนักศึกษาและคณาจารย์ในมหาวิทยาลัยแล้ว คนนอกก็สามารถเข้าฟังได้ แค่ต้องเป็นคนที่ลงทะเบียนกับทางมหาวิทยาลัยก็พอ

ด้วยปริมาณคนขนาดนั้น จะมีโทรศัพท์ดังสักสิบเครื่องระหว่างที่บรรยายคงไม่ใช่เรื่องเกินจริงเท่าไหร่ ถ้าไม่ได้ยินมันก็แล้วไป แต่ถ้ามาดังใกล้ ๆ ตรงหน้าล่ะ?...

สาบานได้ ทุกอย่างที่พยายามมาต้องล้มแน่

ตือดือดึ่ง

เสียงข้อความจากแอพพลิเคชั่นไลน์ เด้งขึ้นมาจากแล็ปท็อปที่เปิดค้างไว้ตอนลงไปกินข้าว ฉันตะเกียกตะกายลากสังขารของตัวเองที่นอนอืดอยู่บนเตียงให้ลุกไปกดอ่าน

ใครส่งข้อความมาดึก ๆ ดื่น ๆ ห๊ะเนี่ย หวังว่าคงไม่ใช่พี่ปลานะ

นอนรึยังจ้ะฝน?  21:06

คิ้วของฉันเลิกขึ้นนิดหน่อย เมื่อเห็นชื่อของคนที่ส่งข้อความมา

พี่หมอ

อเมซิ่งเลยนะเนี่ย จะเลื่อนนัดหรือไงนะ แต่ปกติพี่หมอชอบใช้วิธีส่งอีเมลมามากกว่าเพราะเราว่างไม่ค่อยตรงกัน ฉันไม่กล้าไลน์หาเพราะกลัวเขาติดเข้าเวร เขาก็ไม่กล้าไลน์มาเพราะคิดว่าฉันนอนอยู่

                                                                                           21:07  ยังตื่นอยู่ค่ะพี่หมอ

นัดของเราวันพฤหัสหน้ายังจำได้ไหมจ๊ะ?  21:10

พี่จะบอกว่าไม่ต้องมาเจอที่โรงพยาบาลน่ะ  21:10

21:12  พี่หมอมีธุระข้างนอกเหรอคะ?

ใช่ เดี๋ยวพี่ส่งแผนที่ร้านให้ในเมลนะ...

แล้วถ้าเป็นไปได้ก็ช่วยพาต้นหนาวมาด้วย  21:12

                                                                                               21:12  เอ๊ะ!? จะไม่เป็นไรเหรอพี่

                                                                                                    21:12  S6.jpg

ยังไงซะเราก็คงโดนต้นมันรบเร้าให้พามาใช่มั้ยล่ะ

ไม่เป็นไรหรอก ไม่ได้ตั้งใจมาตรวจสุขภาพ            21:13

                                                                                                                             21:14  ก็ได้ค่ะ  

                                                                                                               แต่ถ้าไม่ได้ตรวจประจำเดือน

                                                                                            21:14     จะให้ไปทำอะไรอะคะ

แม่พี่กลับมาจากอเมริกาจ้ะ

ก็ไปทานข้าวกันตามปกตินั่นแหละ  21:14

                                                                                                               21:14  S2.jpg

                                                                                                                        21:14  จริงเหรอคะ!?

อื้อ  21:15

ฝน...  21:15

อย่านอนดึกนักนะ พี่จะไปเข้าเวรแล้ว  21:15

                                                                                                                 21:15  S3.jpg

                                                                                                                             21:16  เข้าใจแล้วค่า!!

S8.jpg  21:16

เด็กดี… พี่ไปละ  21:16

S9.jpg  21:17

                                                                                                               21:17  S7.jpg

ฉันอมยิ้มน้อย ๆ เนื่องจากไม่ได้คุยกับพี่ชายคนนี้แบบสบาย ๆ มานานมาก เขาทำงานหนักและไม่ค่อยได้ดูแลพวกเราเท่าไหร่ แต่ความห่วงใยที่มีให้ก็ไม่เคยลดลง จริง ๆ พี่หมอมีชื่อที่โคตรจะเท่ว่า ‘ปราชญ์’ ทว่าตั้งแต่สอบเข้าหมอได้ ทุกคนก็พร้อมใจกันเรียกเขาว่าพี่หมอมาตลอด จนแม้แต่น้าของฉัน แม่แท้ ๆ ของเขาก็แทบจะลืมชื่อจริงไปแล้ว

เขาเป็นหมอประจำตัวของฉัน และรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับสิ่งที่ฉันเป็น...

ราวกับพี่หมอจะรู้ว่าฉันกำลังกังวลเรื่องงานสัมมนา ถึงได้ไล่ให้ไปพักผ่อน เพราะปกติเขาก็รู้ว่าฉันทำงานไม่เป็นเวลา จะไม่มาติติงเรื่องเข้านอนแบบนี้

ซึ่งนอกจากสาเหตุหลักที่กล่าวไปข้างต้น ที่ทำให้ฉันรู้สึกกดดันมากที่สุดแล้ว ก็ยังมีอีกเรื่อง...

วิทยากรทั้งสี่คน สองคนแรกเป็นสัตวแพทย์ที่มีชื่อเสียงและโด่งดังในต่างประเทศ อีกท่านเป็นนักวิจัยพืชพรรณและสัตว์ป่า สุดท้ายก็คือฉัน…

นักเขียนกระจอกงอกง่อยที่มีผลงานเพียงไม่กี่ชิ้น แถมที่ส่งไปลงนิตยสารยังเป็นแค่บทความสั้นๆ อีกต่างหาก ระดับเลเวลมันต่างกันเกินไปจนชักจะน่ากลัว

ทว่านั่นไม่ใช่เหตุผลที่ต้องยอมแพ้ เมื่อรับปากน้องแล้วฉันก็อยากทำมันออกมาให้ดีที่สุด




ในวันงานสัมมนา ฉันเข้ามาที่มหาวิทยาลัยคิงก์พร้อมกับพี่ปลาและต้นหนาว น้องขอตัวไปหาอาจารย์และฝากฉันไว้กับสต๊าฟ พี่ปลาเองก็ไปคุยเรื่องรายละเอียดงานกับผู้ที่เชิญมา ฉันจึงนั่งอยู่คนเดียวในห้องรับรอง

เมื่อวิทยากรอีกสามท่านที่เหลือทยอยกันมาถึง ทุกคนก็เริ่มคุยกันอย่างออกรส ถึงจะอยากเข้าไปทักทายตามมารยาท แต่ฉันก็ร่วมวงสนทนากับพวกเขาไม่ได้ เนื่องจากไม่ได้รู้จักมักจี่อะไรกันมาก่อนเลย แถมเพราะกลัวว่าโทรศัพท์ของใครสักคนจะมีสายเรียกเข้า ฉันจึงใส่หูฟังเล็กเพื่อกันไว้อีกต่างหาก

พอใกล้ได้เวลา สต๊าฟที่เข้ามาจัดคิวก็บอกฉันให้ถอดหูฟังรอไว้เพราะได้ขึ้นเป็นคนสุดท้าย พี่ปลาเอื้อมมือมาจับไหล่แล้วบีบแน่นๆ คล้ายให้กำลังใจ ฉันพยายามควบคุมตัวเองไม่ให้สั่น แต่จนแล้วจนรอดก็ทำไม่ได้

น่ากลัว…

หนีได้ไหม?... อย่างที่แล้วๆ มา กลับเข้าไปอยู่ในเขตปลอดภัยของตัวเองได้ไหม?...

คำตอบคือ...ไม่ได้

ถ้าฉันเดินหนีออกไปตอนนี้ คงไม่มีวันจะเปลี่ยนแปลงอะไรตัวเองได้อีกตลอดชีวิต

หลังคุณนักวิจัยพืชพรรณพูดจบ เธอก็เดินมาตบไหล่ฉันสองทีแล้วพูดว่า

“สู้ๆ นะคะ เห็นนั่งเสียตัวเกร็งพวกน้าก็เลยไม่เข้าไปชวนคุย คิดว่าน่าจะออกเวทีครั้งแรก พยายามเข้านะคะ ขอให้ผ่านไปได้ด้วยดีค่ะ”

“ขอบคุณค่ะ”

“ขอให้โชคดีค่ะ” เธอชูสองนิ้วเป็นสัญลักษณ์สู้ๆ ให้กำลังใจ ฉันยกมือไหว้ขอบคุณก่อนจะออกไปด้านหน้าเมื่อพิธีกรบนเวทีเอ่ยเรียกชื่อ

“และคนสุดท้ายที่จะขึ้นมาพูดคุยกับเราในวันนี้ก็ได้แก่ นักเขียนผลงานคุณภาพที่กำลังโด่งดังในขณะนี้ คุณปลายกันยาค่ะ!” ชื่อที่เรียกคือนามปากกาของฉันที่ใช้ในการเขียน เสียงปรบมือดังกึกก้องจนทำให้ใจสั่นระรัว กลัวความผิดพลาด กลัวไปทุกอย่าง คำพูดให้กำลังใจของคุณนักวิจัยไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลยสักนิดเดียว

พอเดินไปหยุดอยู่บนเวที มองลงไปข้างล่างก็เห็นต้นหนาวส่งสายตามาพร้อมกับโบกไม้โบกมือ จนอาจารย์ของเขาที่นั่งอยู่ข้างๆ ต้องบอกให้อยู่ในอาการสำรวม

“ส...สวัสดีค่ะ” เสียงของฉันสั่น มือรู้สึกได้ถึงเหงื่อเย็น ๆ แค่ทักทายก็เกินลิมิตของฉันไปเรียบร้อย แล้วแบบนี้จะพูดจนจบไหวไหมเนี่ย…

“คุณปลายกันยาตอนนี้มีผลงานอะไรบ้างคะ?”

“เอ่อ...นอกจากนิยายที่ออกล่าสุดก็มีงานเขียนที่ลงวารสารของมหาวิทยาลัยคิงก์ค่ะ” ฉันตอบคำถามของพิธีกรแบบผ่าน ๆ ไม่ลงรายละเอียดเยอะ ที่ผิดคาดมากคือไม่คิดว่าตัวเองจะมีแฟนคลับ ที่รู้ก็เพราะคุณพิธีกรบอกว่าจะอนุญาตให้มาขอลายเซ็นของฉันได้หลังจบงาน จึงมีเสียงปรบมือเกรียวกราวอย่างชอบใจ

“คุณปลายกันยา มีความคิดที่จะช่วยเหลือโครงการนี้อย่างไรบ้างคะ”

“จริงๆ ฉันเองก็เป็นนักเขียนตัวเล็กๆ ที่ไม่รู้จะช่วยได้มากน้อยขนาดไหนกับงานที่ยิ่งใหญ่อย่างการอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ทั้งหลาย แต่ว่า...ในฐานะที่เป็นคนไทยคนหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นใครเราก็ควรจะช่วยกันเผยแพร่โครงการนี้ออกไปให้ไกลที่สุด เพื่อให้ผู้คนตระหนักถึงความเสียหายของสายพันธ์ุค่ะ” ขณะที่กำลังพูดทื่อ ๆ เหมือนหุ่นยนต์ สายตาของฉันก็พลันเหลือบไปเห็น…

ยูไดกำลังเบิกตากว้างแต่ก็ส่งยิ้มน้อยๆ มาให้ นี่เขาอยู่ในห้องนี้ด้วยหรือ แล้วนั่น… กำลังทำมืออะไร

หาย-ใจ-เข้า-ลึก-ลึก

ฉันทำตามที่เขาบอก แม้จะยังไม่เข้าใจว่าทำแล้วได้อะไรก็ตาม

อย่า-เกร็ง...ปล่อย-ตัว-ตาม-สบาย

สายตาของเขาทำให้ฉันรู้สึกสงบ รับรู้ได้ว่าไหล่ที่เคยสั่นหยุดนิ่ง มือที่จับไมโครโฟนเริ่มอุ่น หัวที่เคยโล่งกลับมาใช้ความคิดได้อีกครั้ง

ฉันยกสองมือขึ้นระหว่างอก วาดเข้า-ออกหนึ่งครั้งแล้วก้มหัวลง เป็นภาษามือแทนคำว่า ขอบคุณ ส่งกลับไปให้ อีกฝ่ายจึงยกนิ้วโป้งตอบกลับมา

แม้คุณพิธีกรจะงงๆ ว่าเมื่อสักครู่ฉันทำอะไรลงไป แต่ด้วยบรรยากาศที่ดูจะเปลี่ยนไปเล็กน้อย เธอจึงไม่ถามออกมา ซึ่งช่วยได้มาก

“คุณปลายกันยามีทัศนคติอย่างไรต่อการเปลี่ยนแปลงจำนวนสัตว์สงวนและสัตว์สายพันธ์ุต่างๆ ในประเทศเราคะ”

“ฉันคิดว่าตอนนี้ ทุกคนกำลังเข้าใจผิดคิดว่า ‘โลก’ เป็นของเราค่ะ ซึ่งความจริงแล้วโลกใบนี้เป็น ‘ที่อยู่อาศัย’ ของทุกคน และถ้าคิดย้อนกลับไป พวกสัตว์อยู่บนโลกนี้มาก่อนที่จะมีมนุษย์ด้วยซ้ำ ฉันอยากให้ทุกคนเปลี่ยนแปลงความคิดในหัวตัวเองใหม่ค่ะ เราไม่ใช่เจ้าของ ‘โลก’ แต่เป็นเพียงผู้ที่ได้รับความกรุณาให้อาศัยอยู่ที่นี่เท่านั้น ดังนั้นเราจึงต้องช่วยกันดูแลรักษาเพื่อจะสามารถอาศัยอยู่ร่วมกับเผ่าพันธุ์อื่นๆ บนโลกต่อไปได้ด้วยความสมดุลค่ะ”

“เป็นทัศนคติที่แปลกมากเลยนะคะ ไม่ทราบว่าทำไมจึงคิดว่าโลกไม่ใช่ของเราหรือคะ”

“เพราะโลกไม่ใช่สิ่งของค่ะ และดาวดวงนี้ยังเกิดก่อนที่พวกเราจะรู้จักอะไรต่าง ๆ มากมาย ถ้าพูดกันง่าย ๆ โลกเป็น ‘เจ้าของบ้านเช่า’ และเราคือ ‘ผู้อาศัย’ ที่ต้องจ่ายค่าเช่าบ้านโดยการรักษาสภาพแวดล้อมของบ้านให้คงเดิมหรือทำให้ดียิ่งขึ้นไปค่ะ”

“น่าสนใจมากเลยนะคะ หมายความว่าเพราะโลกเป็นบ้านที่เราเช่าอาศัยอยู่ จึงต้องดูแลรักษามันอย่างดีใช่ไหมคะ?”

“ใช่ค่ะ พวกสัตว์เองก็เป็นเหมือนกับเรา แต่พวกมันไม่เคยทำลายบ้านเลย ตรงกันข้ามพวกเราตกแต่ง ต่อเติมบ้านเพื่อทำให้สามารถอยู่อาศัยได้อย่างสะดวกสบายขึ้น ซึ่งตรงจุดนี้เองที่มันไปทำลายที่อยู่หรือบ้านเช่าของพวกสัตว์เข้าน่ะค่ะ”

“เห็นภาพขึ้นเยอะเลยนะคะท่านผู้ฟัง สมกับเป็นนักเขียนชื่อดังจริง ๆ ค่ะ สุดท้ายนี้คุณปลายกันยาอยากจะฝากอะไรกับทุก ๆ คนบ้าง เกี่ยวกับงานในครั้งนี้คะ”

“คือ… มันไม่ใช่ว่าเป็นหน้าที่ของใครสักคน หรือหน่วยงานใดสักหน่วยงาน ที่ทำหน้าที่ดูแลอนุรักษ์พวกเขา แต่มันเป็นหน้าที่ของเราทุกคนค่ะ ที่จะช่วยกัน เพราะตอนที่สร้างความเสียหาย ต่างคนต่างก็ลงมือไปโดยที่ไม่ได้คิดถึงผลที่ตามมากันทุกคน” ฉันยิ้ม รู้สึกโล่งอกที่พูดได้จนจบ โดยไม่เกิดเหตุการณ์อะไรอันจะส่งผลให้งานล่มไม่เป็นท่า อย่างไรก็ตาม ต้องรีบกลับไปที่เขตปลอดภัยให้เร็วที่สุด

“ขอบคุณ คุณปลายกันยามากเลยนะคะ ที่ได้มาให้มุมมองใหม่ ๆ กับพวกเราในวันนี้ เดี๋ยวแฟนคลับที่จะขอลายเซ็นเชิญด้านหลังเลยนะคะ อ๊ะ! แต่อย่าออกไปเยอะนะคะเดี๋ยวกิจกรรมถัดไปไม่มีคนเล่นกัน” เกิดเสียงหัวเราะขึ้นทั่วบริเวณ และคุณพิธีกรพยักหน้าให้ฉันเหมือนจะบอกว่าหมดคิวแล้ว ทว่าในระหว่างที่กำลังจะเดินออกไปนั่นเอง ชั่วขณะที่โถงประชุมเงียบหลังเสียงสนุกสนานครื้นเครงเมื่อครู่ กลับมีทำนองดนตรีดังขึ้นเบา ๆ

~I won't give up, no I won't give in Till I reach the end and then I'll start again~

ท่อนฮุกของเพลงต่างประเทศเพลงหนึ่ง พุ่งตรงเข้ามาในโสตประสาทของฉันซึ่งสามารถแยกแยะได้ทันทีว่า นี่ไม่ใช่ ‘เพลงที่ทีมงานเปิด’ แต่เป็น ‘ริงโทนโทรศัพท์’ ของใครสักคนที่นั่งในห้องนี้

แต่ไหนแต่ไรมาแล้ว หากเป็นเสียงที่ออกมาจาก ‘โทรศัพท์’ ร่างกายจะมีปฏิกิริยาทันที ไม่เหมือนกับเสียงที่มาจากเครื่องเล่นหรือสื่ออื่น แค่เพียงโทรศัพท์เท่านั้น ที่ทำให้เกิดอาการ

ขาของฉันชะงักก้าวไม่ออก หัวใจเต้นแรงและเริ่มมีเหงื่อซึมตามไรผม ฉันพยายามสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อบรรเทาอาการ เนื่องจากเสียงนั้นเงียบไปแล้ว ใครสักคนคงจะรีบปิด

ยังไหว… ต้องไหว… ยังไงก็ต้องเดินต่อไป...

ความจริง ทีมงานวันนี้เกือบทุกคนน่าจะได้รับแจ้งจากน้องชายของฉันแล้วว่า ให้ปิดเสียงเครื่องมือสื่อสารทุกชนิดในห้องประชุม แน่นอนมันตรวจสอบได้ไม่ทั่วถึงหรอก กฏ ใช้กับคนบางจำพวกไม่ได้ ฉันก็เเค่ลองเสี่ยงดูว่ามันจะดังขึ้นมาในระหว่างที่ฉันพูดอยู่ไหม

เป็นโชคดีในโชคร้าย ที่ฉันพูดเสร็จเรียบร้อยแล้ว หากล้มไปเสียตอนนี้ก็คงไม่เป็นปัญหาอะไร

ตุ๊บ!

สุดท้ายฉันก็ประคองตัวเองไม่อยู่ เข่าอ่อนทรุดลงระหว่างทางที่จะเดินเข้าหลังเวทีนั่นเอง...



------------------------------------------------------------------------------------------------
    

สวัสดีสำหรับผู้ที่ตามอ่านสัปดาห์ละตอน และยินดีที่ได้รู้จักสำหรับผู้ที่อ่านทีเดียว 3 ตอนรวด นัตสึเมะเองค่ะ~

ไม่ได้ทอร์คมาตั้ง 2 สัปดาห์ เพราะดันมือไวใจเร็วกดส่งนิยายไปก่อน รูปยังไปอัพตามทีหลัง...
สัปดาห์นี้เลยขอเร่งเครื่องตามคนอื่นเขาซะหน่อย (เอื่อยเฉื่อยเกินไปแล้ว) นิยายเรื่องนี้มี Easter Eggs เยอะค่ะ เท่าที่คนเขียนจะบ้าพอใส่ลงไป ลองทายดูกันเล่นๆก็ได้นะคะ จะไปเฉลยให้เอาตอนท้ายๆ (555)... โอเค ไม่ออกทะเลไปหาวันพีช(?)ละ เข้าเรื่องดีกว่า


ก่อนอื่นเลยก็ ขอบคุณโครงการนักเขียนหน้าใสปี9 ที่ให้โอกาสได้เดินตามฝันเป็นครั้งแรก(และอาจจะครั้งสุดท้าย...) ดีใจมากจริงๆค่ะที่ได้เข้าร่วมโครงการ (หลังจากนกมา...เอ่อกี่ปีนะ...) จะพยายามเต็มที่ค่ะ

ขอบคุณ ผู้อ่านทุกๆท่าน ทั้งที่เม้นท์ให้ก็ดี หรือโหวตให้ก็ดี ขอบคุณสำหรับกำลังใจจากทุกช่องทางเลยค่ะ (อ่านหมดทุกเม้นท์เลยนะ) เวลาตันคิดนิยายไม่ออกเราจะชอบอ่านคอมเม้นท์ของทุกคนวนไปวนมา มันทำให้เราไม่ท้อ ช่วยได้เยอะเลยทีเดียวค่ะ

ขอบคุณพี่ลูกชุบ กรรมการผู้น่ารัก ที่เวลาอ่านคอมเม้นท์พี่ที ใจหนูจะเต้นรัวมาก (หยั่งกับคนมีความรัก 555) ขอบคุณจริงๆค่ะ คอมเม้นท์ของพี่ ทำให้หนูมองเห็นเส้นไลน์ใหม่ๆในนิยาย และมันมีสีสันกว่าเดิมขึ้นเยอะเลยค่ะ

ชักจะเริ่มยาว... เอาเป็นว่า จะพยายามพัฒนาฝีมือตัวเองต่อไปเรื่อยๆ อย่างไม่ยอมแพ้ค่ะ สำหรับใครมีอะไรอยากฝาก อยากบอก อยากแชร์ ส่งมาได้ทุกช่องทางเลยค่ะ ไม่ว่าจะในนี้ก็ดี
หรือ Facebook ) >><<    กับ Twitter ) >><<   เอ้า!จิ้ม (เบาๆนะ) ยินดีน้อมรับและนำไปปรับปรุงค่ะ


ไว้เจอกันใหม่สัปดาห์หน้าค่ะ!~

Natsume

ความเห็นที่ปักหมุด
  1. #6 (จากตอนที่ 3)
    2017-01-30 05:12:36
    สวัสดีจ้า
    มาทำให้ใจเต้นกันอีกแล้ว 5555555555

    เป็นข้อๆ เลยนะ

    - เล่าเรียบไป พี่ว่ามันทำให้น่าสนใจได้มากกว่านี้ โดยรวมบรรยากาศของตัวละครมันโตกว่าอายุจริง พี่ไม่ได้หมายความว่านิยาย JLS จะต้องสดใสกิ๊บกิ้วดิ่งเพดานนะ แต่มันน่าจะมีอะไรน่าตื่นเต้นเกิดขึ้นบ้าง เท่าที่เห็นตอนนี้เหมือนเล่าเรื่องไปเรื่อยๆ เข้าใจว่าจุดนี้อาจจะเป็นจุดเปิดเผยตัวละครป่ะ 
    - จริงๆ แก่นของเรื่องน่าสนใจมาก ถ้าเอามาเล่นถูกจุดมันทำให้เราโดดเด่นได้เลย แต่เหมือนที่บอก พี่ว่าวิธีการเล่าเรื่องมันเรียบไปหน่อย เหมือนดูละครแนวเศร้าๆ หมองๆ อ่ะ แล้วมันไม่ได้เศร้าจนถึงขั้นเป็นจุดขายของเรื่องได้ 
    - รออ่านเฉลยของนางเอก อยากเข้าใจอ่ะว่าทำไมเป็นแบบนี้
    - ชอบที่มีตัวละครเด็กเข้ามานะ อยากรู้ว่าจะมีบทอะไรต่อไป

    สู้ๆ จ้า
    #6

6 ความคิดเห็น

  • 1
  1. #1 (จากตอนที่ 3)
    2017-01-24 16:06:57
    ชอบรายละเอียดที่เพิ่มเข้ามาจากตอนเเรกที่ญาให้พี่อ่านนะ รู้สึกว่าเราทำการบ้านมาดีกว่าตอนแรกมาก 555
    อยากเอาใจช่วย ขอให้ผลงานเข้าตาคนอ่านและกรรมการครับ
    #1
  2. #2 staying (จากตอนที่ 3)
    2017-01-24 16:53:39
    เนื้อหาสนุก ตัวละครใหม่น่าสนใจ รายละเอียดของอาการที่นางเอกเป็นเยอะขึ้น แต่ละฉากที่ใส่มาก็ไม่มีอันไหนที่ไม่จำเป็นเลย สรุปคือกระชับและดีงามจ้า

    รู้สึกว่าวิธีการสื่อสารต่างๆ เช่น การแชทคุยกัน การใช้าษามือ น่าจะนำไปสู่กิมมิคที่น่าสนใจมากๆ ได้ และเป็นจุดแข็งที่ทำให้ฉากกุ๊กกิ๊กหรือฉากสื่อความหมายอื่นๆ พิเศษกว่าเรื่องอื่นๆ ได้อีก พยายามเข้านะครับ
    #2
  3. #3 (จากตอนที่ 3)
    2017-01-25 08:09:29
    ชอบการใช้าษามือของยูไดกะนางเอกมากจริงๆ รู้สึกว่ามันยูนีคคคค
    แล้วตอนที่ยูไดให้กำลังใจผ่านาษามือ นี่แบบทำไมมันรู้สึกอบอุ๊นอบอุ่น >.<//
    งู้ยยยยย ละมุนไปอีก อารมณ์แบบ เรารู้กันอยู่ส๊องคนเท่านั้นนน~~(ทำไมมาเป็นเพลง555)

    #3
  4. #4 Banilla Honie, Karin (จากตอนที่ 3)
    2017-01-26 23:22:02
    กรี้สสสสสสสสสส
    เข้ามากรี้ดอิลลาสสสสส
    ชอบตรงาษามือ เหมือนเป็นรหัสรู้กันสองคน
    นางเอกตอบคพถามสวยมากกกกกกกกก
    ห้าทุ่มแล้ว เธอทำให้เราไม่ได้อาบน้ำนะ ฮืออออ
    #4
  5. #5 (จากตอนที่ 3)
    2017-01-29 14:57:14
    มีตัวละครโผล่มาอีกแล้ววว
    :D
    ชอบนางเอกจัง ดูเป็นคนใจดี๊ใจดี
    #5
  6. #6 (จากตอนที่ 3)
    2017-01-30 05:12:36
    สวัสดีจ้า
    มาทำให้ใจเต้นกันอีกแล้ว 5555555555

    เป็นข้อๆ เลยนะ

    - เล่าเรียบไป พี่ว่ามันทำให้น่าสนใจได้มากกว่านี้ โดยรวมบรรยากาศของตัวละครมันโตกว่าอายุจริง พี่ไม่ได้หมายความว่านิยาย JLS จะต้องสดใสกิ๊บกิ้วดิ่งเพดานนะ แต่มันน่าจะมีอะไรน่าตื่นเต้นเกิดขึ้นบ้าง เท่าที่เห็นตอนนี้เหมือนเล่าเรื่องไปเรื่อยๆ เข้าใจว่าจุดนี้อาจจะเป็นจุดเปิดเผยตัวละครป่ะ 
    - จริงๆ แก่นของเรื่องน่าสนใจมาก ถ้าเอามาเล่นถูกจุดมันทำให้เราโดดเด่นได้เลย แต่เหมือนที่บอก พี่ว่าวิธีการเล่าเรื่องมันเรียบไปหน่อย เหมือนดูละครแนวเศร้าๆ หมองๆ อ่ะ แล้วมันไม่ได้เศร้าจนถึงขั้นเป็นจุดขายของเรื่องได้ 
    - รออ่านเฉลยของนางเอก อยากเข้าใจอ่ะว่าทำไมเป็นแบบนี้
    - ชอบที่มีตัวละครเด็กเข้ามานะ อยากรู้ว่าจะมีบทอะไรต่อไป

    สู้ๆ จ้า
    #6
  • 1

แสดงความคิดเห็น