เพราะอุบัติเหตุวันนั้นที่ทำให้เขาและเธอได้เจอกัน ทำให้ทุกวันมีเหตุผลให้พยายามเพื่ออีกฝ่าย และในการเอาชนะอุปสรรคทั้งหลาย เขาอยากให้เธอระลึกเอาไว้ว่า เราไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว
ต่อให้ไม่ต้องพูดอะไร...เธอก็รู้ตัวเองดีว่ากำลังงานเข้าอย่างหนัก
มหาวิทยาลัย คิงก์ มหาวิทยาลัยที่ถูกจัดลำดับว่ามีการรักษาความปลอยภัยในระดับสูงสุด การทำเรื่องเข้าไปด้านในเพื่อติดต่ออะไรซักอย่างยังยากยิ่งกว่าการแย่งกันกดบัตรคอนเสิร์ตของศิลปินเสียอีก
ฉันจะทำยังไงดี!! มันไม่มีทางอื่นแล้วรึไงที่จะเข้ามหาวิทยาลัยนั่นได้โดยที่ไม่ต้องไปงานสัมนาของพี่ปลาน่ะ
“ทำหน้าอะไรของพี่น่ะ...” ต้นหนาวทักเมื่อฉันถอดหูฟังออกเพราะเข้ามาอยู่ในบ้านเรียบร้อยแล้ว ที่บ้านเราปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่มีความเสี่ยงที่อาการของฉันจะกำเริบ ก็เพราะความฉลาดของน้องชายสุดที่รักคนนี้ ต้นหนาวเปลี่ยนระบบทุกอย่างในบ้านที่ส่งเสียงได้เป็นระบบสั่น ส่วนทีวีขายทิ้งไปแล้ว มันบอกว่าเดี๋ยวนี้ดูทีวีผ่านอินเทอร์เน็ตก็ได้ ไม่ใช่ปัญหาที่ต้องสนใจอะไร
“ต้น...พี่…” จริงสิ ฉันฝากน้องเอาไปให้เขาก็ได้นี่นา
“พี่บังเอิญเก็บสมุดเลคเชอร์ของมหาลัยต้นได้น่ะ ต้นช่วยเอาไปตามหาเจ้าของให้หน่อยได้มั้ย” คุณน้องชายผู้แสนดีของฉันจะต้องไม่ปฏิเสธอย่างแน่นอน
“เอาไปฝากไว้กับยามหน้าคิงก์ก็ได้นี่ฮะ เดี๋ยวเขาก็เอาไปให้ธุรการประกาศหาเจ้าของเองแหละ” นั่นมันความคิดแรกเริ่มของฉันนี่ แต่...ทำแบบนั้นไม่ได้นะ นี่มันสมุดของผู้มีพระคุณจะคืนแบบไร้ความรับผิดชอบอย่างนั้นได้ยังไงกันเล่า
“ไม่ได้นะ! ต้องเอาไปคืนถึงมือเจ้าของสิ”
“ของใครเราก็ไม่รู้นี่นา เอาไปฝากแล้วให้เขาประกาศหาเจ้าของไม่ดีกว่าหรอ”
“หรือว่า...พี่มีอะไร?” น้องทำสายตาจับผิด
“ค...คือว่า…” จริง ๆ ก็อยากจะเล่าเหตุผลอยู่ แต่ถ้าเล่าไปต้นหนาวจะต้องตาเขียวใส่แน่ เพราะฉันดันออกไปเจออันตรายแบบนั้นทั้ง ๆ ที่มันเตือนแล้ว ทว่ายังไม่ทันได้พูดอะไรออกมา คุณน้องชายก็ยกมือขึ้นเป็นสัญญาณห้าม ก่อนจะหยิบโทรศัพท์มือถือที่ฉันเกลียดแสนจะเกลียดขึ้นมาดู
“เดี๋ยวผมมาฟังต่อ ฝนไปอาบน้ำเลยก็ได้ แล้วตอนเย็นจะกินอะไรก็คิดไว้นะ” ช่างเป็นพ่อบ้านที่สุดแสนจะเพอร์เฟคเสียนี่กระไร ไม่ใช่สิ! ยิ่งน้องดูแลฉันดีขนาดนี้ฉันยิ่งไม่อยากเพิ่มภาระให้น้องแฮะ… สงสัยคงต้องหาทางเอาสมุดไปคืนให้ได้ด้วยตัวเอง
และแน่นอนว่า… จะต้องไม่ตอบรับงานของพี่ปลาเช่นกัน
เธอเดินลงบันไดบ้านมาอีกครั้งก็ตอนที่ต้นหนาววางสายจากใครสักคนที่มันคุยด้วยไปแล้ว น้องมองหน้าเธอนิดหน่อยก่อนจะถามถึงเรื่องเดิม
“พี่จะเอายังไงกับสมุดนั่น?”
“ก็...อยากเอาไปคืนเจ้าของเขาน่ะ ไม่มีแล้วท่าทางจะลำบาก”
“ฝากผมเอาไปให้ยามก็ได้นะ” มันยังยืนยันแบบเดิม
“อืม...ต้น พาพี่เข้าไปในมหาลัยด้วยได้มั้ย” เพราะคำถามที่ดูไม่สมเป็นฉันออกมาจากปากของฉันเอง ตาต้นเลยเลิกคิ้วขึ้นด้วยความแปลกใจ
“พี่จะไปเองเลยหรอ ทำไม...” ร้อยวันพันปีไม่เคยคิดอยากออกจากบ้านเอง แค่ไปเซเว่นปากซอยยังเป็นบางอารมณ์ด้วยซ้ำ การที่น้องถามกลับมาอย่างนั้นเลยเป็นปัญหานิดหน่อย
เพราะฉันไม่อยากโกหกน้อง แต่ก็ไม่อยากเล่าด้วยเหมือนกัน
“ถ้าเล่าแล้วต้องสัญญาว่าจะไม่โกรธนะ”
“อะไร?” คุณน้องชายหรี่ตาแล้วยืนกอดอก คล้ายจะบอกว่า ‘รีบ ๆ เล่ามาเถอะน่า’
“คือว่า… สมุดนี่เป็นของคนที่ช่วยพี่ไว้ตอนจะโดนรถชนน่ะ” สุดท้ายก็ต้องยอมเล่าความจริง กับต้นหนาว เราไม่เคยมีความลับต่อกันนาน อย่างมากก็แค่วันเดียวที่จะปิดอีกฝ่ายเพื่อให้งานบางอย่างลุล่วง เพราะงั้นฉันจึงจำเป็นต้องบอกแม้จะโดนน้องโกรธก็ตาม
“ฝน!.... นึกแล้วเชียว ผมน่าจะตามพี่ไปจริง ๆ ด้วย”
“ม...มันไม่ใช่อะไรร้ายแรงขนาดนั้นหรอก พี่ก็ไม่ได้แผลเลยด้วย”
“ประเด็นมันไม่ได้อยู่ตรงนั้นสักหน่อย” น้องถอนหายใจแล้วมองหน้าฉันตรง ๆ ก่อนจะส่ายหน้าเหมือนปลงกับอะไรสักอย่าง
“เอาเถอะ ผมเองได้ฟังแบบนี้ก็ชักอยากรู้เหมือนกันว่าใครช่วยพี่เอาไว้ ถ้าอยู่ในมหาลัยเดียวกันก็น่าจะหาไม่ยากหรอก เด็กคิงก์ไม่ได้มีเยอะอย่างที่คิด”
“หมายความว่าต้นจะช่วยพี่ใช่มั้ย!?”
“ก็คงต้องเป็นอย่างนั้นครับ แต่พี่ต้องสัญญาว่าจะทำตามที่ผมบอกนะ”
“ล...แล้วจะพาพี่เข้าไปยังไงอะ ได้ยินว่าแค่ทำเรื่องก็ลำบากแถมนานมากไม่ใช่หรอ” ฉันพยักหน้าหงึก ๆ แล้วถามด้วยความเกรงใจ ตาต้นยิ้มน้อย ๆ ตอบกลับมาอย่างน่ารัก แต่คำพูดที่ตามมาเนี่ยสิ
“พี่คิดว่าผมเป็นใครกันล่ะ หึ!”
ไม่น่ารักเลยจริง ๆ …
แล้วฉันก็ได้รับรู้ว่า… น้องชายของตัวเองไม่ธรรมดาเอาเสียเลยในมหาวิทยาลัย…
“แหม...พี่สาวคุณต้นจริง ๆ หรอครับเนี่ย ผมนึกว่าน้องสาวเสียอีก กำลังจะถามเลยว่าจะสอบเข้าที่นี่หรือเปล่า” แม้แต่ยามหน้ามหาวิทยาลัย ก็ปล่อยฉันผ่านเข้ามาง่าย ๆ เมื่อตาต้นออกปากแนะนำว่าฉันคือพี่สาวของเขา
“เชิญเลยครับ มีคุณต้นพาเดินคงไม่หลง แต่ถ้าต้องการความช่วยเหลือเรียกผมได้นะ”
“พี่สุวิทธ์ครับ ห้ามจีบพี่สาวผม”
“แหม...คุณต้นก็” ฉันถอดหูฟังออกชั่วคราวเพื่อทักทายคุณยามตามที่น้องแนะนำ โดยระหว่างนั้นเราจับมือกันแน่นไม่ยอมปล่อย เพราะฉันต้องการความมั่นใจว่าอาการจะไม่กำเริบ พอเดินออกมาจากตรงนั้น ฉันก็สวมหูฟังกลับตามเดิม
ว่าแต่...นี่คุณแฝดที่รักมีอำนาจมากขนาดไหนในมหาวิทยาลัยกันเนี่ย!! เดาไม่ถูกเลยจริง ๆ
/ผมเป็นหนึ่งในสภานักศึกษาของมหาวิทยาลัยน่ะ เรื่องแค่นี้สบายมาก/ ราวกับรู้เท่าทันความคิด ต้นหนาวตอบกลับมาผ่านมือถือที่พิมพ์ข้อความโชว์ในแอพลิเคชั่นสำหรับจดบันทึก
/งั้นต้นน่าจะบอกพี่ตั้งแต่แรก/
/พี่ไม่เคยถามผมเองต่างหาก/
/เราก็ไม่เคยเล่าเรื่องที่มหาลัยให้พี่ฟังเหมือนกันนั่นแหละ/
ตาต้นพาฉันเดินมาเริ่มต้นหาเจ้าของเลคเชอร์ที่คณะสัตวแพทย์ของมันเอง โดยขอแวะทำธุระที่มีความเป็นความตายของคะแนนรออยู่ก่อน
/คงไม่ได้หาเจอง่าย ๆ เพราะงั้นผมขอไปส่งงานก่อนนะ ฝนรออยู่ข้างล่างได้มั้ย?/ เพราะไม่อยากตอบปัญหาจากบรรดาเพื่อน ๆ รวมถึงอาจารย์อีกหลาย ๆ คนเกี่ยวกับพี่สาวคนนี้ เจ้าตัวเลยบอกให้ฉันรอที่ด้านล่าง
/อย่าเดินไปไหนนะฝน/
/รู้แล้วน่า รีบ ๆ ไปเถอะ/ ไม่ว่ายังไงก็คงแก้นิสัยขี้ห่วงนี่ไม่ได้สักทีสินะ
/แล้วผมจะรีบมานะ/ ฉันมองตามน้องชายที่กำลังเดินขึ้นบันได จนมันหายไปจากสายตา
บรรยากาศรอบ ๆ มหาวิทยาลัยคิงก์ร่มรื่น สวยงาม และน่าอยู่สมคำร่ำลือมาก ๆ มาตรฐานหนุ่ม ๆ เองก็อยู่ในระดับสูง แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีคนหน้าตาธรรมดาพื้น ๆ เลย สุดท้าย ข่าวลือก็คงเป็นแค่ข่าวลือสินะ ว่าที่นี่คัดผลการสอบจากหน้าตา
ระหว่างที่ฉันกำลังทบทวน จดนู่จดนี่ลงสมุดบันทึกเล่มเล็กสำหรับเก็บข้อมูลสถานที่และอื่น ๆ อยู่ สายตาเจ้ากรรมก็ดันเหลือบไปเห็น ผู้ชายคนหนึ่งกำลังทำท่าจะร่วงลงจากบันไดพร้อมกับกองหนังสือในมือ
ชะเฮ้ย!!!!!!
ฉันไม่ได้ยินเสียงเลยไม่รู้ว่าเขาโวยวายอะไร หรือกำลังขอให้ใครช่วย แต่เมื่อเห็นแล้วว่าไม่มีใครอยู่ในบริเวณนั้น ฉันจึงยื่นมือออกไปรับร่างของเขาด้วยความหวังดี เพื่อไม่ให้ศีรษะกระแทกกับพื้นหรือราวบันไดที่จะเป็นอันตราย
ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะร่วงลงมาถึงตัวฉัน กลับมีแรงกระชากที่แขนพร้อมกับใครบางคนเข้ามายืนกันไว้เบื้องหน้า ผู้ชายคนนั้นร่วงลงใส่ตัวเขาแทนที่จะเป็นฉันและทั้งสองคนก็ล้มไปกองกับพื้น
หวา… แย่แล้วสิ
ผู้ชายที่ตกบันไดลุกขึ้นมาพูดอะไรบางอย่างกับคนที่รับเขา ก่อนหันมองมาทางนี้พร้อมกับก้มหัวให้ ฉันช่วยเก็บหนังสือที่กระจัดกระจายบนพื้นส่งคืนเจ้าของ แม้ไม่รู้ว่าเขาพูดอะไร แต่ถ้าเดาคำพูดจากริมฝีปากที่ขยับก็คงจะเป็นคำว่าขอบคุณ คราวนี้พอหันกลับมามองผู้มีพระคุณที่ช่วยฉันไม่ให้โดนผู้ชายตัวโตทับนั้น…
อ้าว…
เขาก็คือคนที่ช่วยฉันให้รอดพ้นจากการโดนรถชนเมื่อเร็ว ๆ นี้เอง โลกช่างบังเอิญเสียจริง
คนตรงหน้ากำลังพูดอะไรบางอย่าง ด้วยใบหน้าที่เหมือนจะโกรธ ซึ่งฉันไม่เข้าใจว่าทำไม สุดท้ายเขาก็ทำท่าเหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ หยิบโทรศัพท์มือถือของตัวเองขึ้นมาพิมพ์ข้อความหนึ่งยื่นให้ดู
/เธอบ้าหรือเปล่า?/ ฉันชะงักไปกับข้อความนั้น ในหัวเริ่มเดือดบ้าง
ถ้าบ้าคงไม่มายืนอยู่ตรงนี้หรอกค่ะพ่อคุณ ดิฉันคงอยู่ในหลังคาแดงแล้ว
/เป็นผู้หญิงตัวแค่นี้แต่คิดจะไปรับผู้ชายตัวโต ๆ แบบนั้น ถ้าฉันมาไม่ทันเธอเจ็บหนักแน่/ ถึงจะคันปากอยากตอบกลับไปยังไง แต่เพราะส่งเสียงไม่ได้ แถมฉันก็ไม่ใช่คนที่ชอบมีเรื่องไปทั่ว เลยได้แต่พิมพ์ตอบว่า
/ฉันแค่หวังดีเองค่ะ/ เป็นไงล่ะ นางเอกสุด ๆ
/สำนึกสักนิดสิว่าตัวเองเป็นผู้หญิง/ ถึงจะใช้คำที่รุนแรง แต่สิ่งที่เขาพูดมามันก็เป็นเรื่องจริง ฉันเห็นด้วยกับเรื่องนั้น แต่ให้ทำยังไงล่ะ ก็มองไปไม่มีใครอยู่เลยนี่นา พอเขาหันหลังทำท่าจะเดินจากไป บางสิ่งบางอย่างในตัวฉันจึงร้องเตือนให้รีบยื่นมือไปดึงชายเสื้อของเขาไว้
ผู้ชายคนนั้นชะงัก ก่อนที่จะยกมือขึ้นทำสัญลักษณ์บางอย่าง
มี-อะ-ไร?-
ภาษามือ!!!
ฉันไม่เคยเจอคนที่คุยภาษามือได้มาก่อน การสื่อสารกับคนอื่นจึงช้ามากเพราะต้องอาศัยการพิมพ์ข้อความ แต่... คราวนี้
รู้ภาษามือด้วยหรอคะ- สามารถตอบกลับได้ทันที
ที่บ้านใช้บ่อย ๆ น่ะ ว่าแต่...มีอะไร-
ขอโทษค่ะ นี่ค่ะ- ฉันรีบยื่นสมุดเลคเชอร์ที่เขาทำร่วงเอาไว้เมื่อครั้งก่อนคืนให้
อีกฝ่ายทำตาโตเล็กน้อยเมื่อเห็นสมุดในมือฉัน
ขอบคุณนะ-
ขอบคุณเหมือนกันค่ะ ที่ช่วยฉันไว้ถึงสองครั้ง- ฉันยิ้มให้ รู้สึกดีใจมากที่สามารถคุยได้อย่างคนปกติ แม้จะใช้วิธีการสื่อสารที่ไม่ใช่การพูดคุยก็เถอะ แต่นั่นแหละ เนื่องจากฉันไม่ชินกับคนแปลกหน้า ต่อให้คน ๆ นั้นจะเป็นผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตเอาไว้ก็ตาม
ทว่าพอจะเดินเลี่ยงออกมาเพราะเสร็จธุระแล้ว คนๆ นี้กลับรั้งเอาไว้ซะนี่
ฉ...ฉันทำสมุดเขาเสียหายรึยังไง! ไม่ได้ทำอะไรเลยนะ!
เธอ… เป็นเด็กที่นี่หรอ? ฉันไม่คุ้นหน้าเธอเลย- กลายเป็นว่าเขาจ้องหน้าแล้วถามเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวกับสมุดอย่างสิ้นเชิง เลยต้องตอบกลับไปเพื่อไม่ให้เสียมารยาท
น้องชายฉันเรียนอยู่คณะนี้ค่ะ- ฉันตอบไม่ตรงคำถาม แต่เหมือนคนข้าง ๆ จะไม่ใส่ใจ เขาเงยหน้าขึ้นมองป้ายคณะแล้วหันกลับมามองฉันอีกครั้ง ก่อนจะส่งภาษามือมาพร้อมกับใบหน้าที่บูดบึ้ง
เด็กคณะนี้ร้ายเงียบแทบทุกคน หวังว่าน้องเธอจะไม่เป็นแบบนั้นนะ-
ฉันยิ้มแหย ไม่ตอบอะไรกลับไปอีก ต้นหนาว นี่แกอยู่ไหนเนี่ย อย่าปล่อยให้พี่สาวแกอยู่กับคนแปลกหน้าแค่สองคนได้มั้ย?! อยากจะกรีดร้องจริง ๆ ทีแรกกะว่าคืนสมุดแล้วจะได้จบ ๆ ไป แต่ไหงตานี่ถึงได้เข้ามาคุยด้วยกันเล่า หน้าตาฉันมันน่าคุยด้วยนักรึไง
ถึงเขาจะหน้าตาดี ดูแล้วเป็นมิตรขนาดไหนก็เถอะ แต่สำหรับพวกเก็บตัวอยู่ในบ้านและหนีสังคมแบบฉันแล้ว ไม่ว่ายังไงก็ไม่ชินกับการที่มีคนมาชวนคุยอยู่ดี มันน่ากลัว...
ถ้าทำได้ขออยู่คนเดียวเงียบ ๆ เถอะเจ้าค่ะ!!
เขาทำท่าเหมือนอยากจะถามอะไรบางอย่าง โดยการใช้ภาษามือพูดด้วยเหมือนเดิม
จริงสิฉันชื่อ…- ที่ต้องชะงักคงเพราะไม่รู้จะบอกชื่อตัวเองอย่างไรดี ฉันเข้าใจจุดนั้น แต่แทนที่จะหยิบมือถือออกมาพิมพ์เหมือนเดิม เขากลับหยิบปากกาออกมาจากกระเป๋าเสื้อของตัวเอง แล้วยื่นมือซ้ายออกมาข้างหน้าเหมือนขออนุญาต
แบบนี้คืออะไร ขอมือ? ฉันไม่ใช่หมานะยะ!!
ถึงจะคิดอย่างนั้นแต่ฉันก็ยื่นมือขวาไปให้แบบกล้า ๆ กลัว ๆ และพบว่าเขาบรรจงเขียนบางสิ่งบางอย่างลงบนมืออย่างตั้งใจ แม้จะรู้สึกจั๊กจี้เล็กน้อย แต่ก็ต้องอดทนเอาไว้ จะไปสะบัดมือใส่หน้าเขามันก็ยังไงอยู่ มือก็ดันยื่นไปให้เอง
ยูได
คำสองพยางค์ง่าย ๆ ปรากฏบนฝ่ามือ ฉันกระพริบตาปริบ ๆ
นี่เขาเขียนชื่อตัวเองใส่มือฉันงั้นหรอ ตกลงจะแลกกันบอกชื่อด้วยวิธีนี้จริงดิ?
เพื่อเป็นการยืนยันต่อความคิดนั้น อีกฝ่ายก็ยื่นมือขวามาให้ ราวกับจะบอกว่า ‘แล้วชื่อของเธอล่ะ’
ฉันไม่เขียนได้มั้ย? จริง ๆ ไม่ได้อยากจะรู้จัก แค่เอาของมาคืนเอง
แต่… เพื่อไม่เป็นการเสียมารยาท แค่บอกชื่อไปคงไม่เป็นไรมั้งนะ
ปลายฝน
กว่าต้นหนาวจะลงมาจากตึกก็เป็นเวลาเกือบเที่ยง ระหว่างนั้นฉันโดนยูไดชวนคุยเรื่อยเปื่อย ก็ตอบบ้างไม่ตอบบ้าง แน่นอนว่าฉันยืนห่างกับเขาไม่ต่ำกว่าสามเมตรและใช้แค่ภาษามือคุยกันเท่านั้น ได้รู้เพิ่มนิดหน่อยว่าเขาอายุมากกว่า เป็นนักศึกษาปริญญาโทคณะวิทยาศาสตร์ ที่อยู่ตึกตรงกันข้ามกับคณะนี้ เขาจำตอนเจอกันครั้งก่อนได้ว่าฉันเป็นคนที่ใส่หูฟังปฏิเสธการรับเสียง น่าจะไม่ได้ยินเสียงของเขา ก็เลยลองใช้ภาษามือคุยด้วยแทน
แต่ฉันไม่ได้เล่าอะไรเกี่ยวกับตัวเองไปว่า ทำไมจึงต้องใส่หูฟัง
มันเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และฉันรู้สึกว่าคนส่วนมากในประเทศเรา ยังคิดเสมอว่าผู้ที่มีความผิดปกติแบบนี้เป็นคนบ้า ฉัน...ไม่อยากได้ยินคำดูถูกเหยียดหยามแบบนั้นอีก
นั่นน้องชายเธอหรือเปล่า?-
คะ?... ใช่ค่ะ-
รู้สึกคุ้นหน้าอยู่เหมือนกันนะ-
หรอ...คะ-
พอตาต้นเดินเข้ามาใกล้ เขาก็จ้องเขม็งใส่คนข้างตัวฉันทันที เหมือนทั้งสองคนจะคุยอะไรกันหลาย ๆ อย่าง แล้วต้นหนาวก็ดึงฉันไปสำรวจร่างกายด้วยสายตา ท่าทางจะคุยเรื่องอุบัติเหตุที่มีคนตกบันไดนั่นสินะ
/พี่ไม่เป็นไรนะ/
/ไม่เป็นไรจ้า/
/ผมน่าจะพาพี่ขึ้นไปด้วย/
/ไม่ต้องห่วงอะไรขนาดนั้นน่า/ น้องชายคนนี้ยังคงเป็นห่วงมากจนเกินความจำเป็นไม่เปลี่ยนแปลง พี่สาวอย่างฉันก็ไม่รู้จะทำยังไงให้น้องเลิกนิสัยนี้ เพราะห่างสายตามันทีไร ก็เป็นต้องได้เรื่องทุกทีจริง ๆ
/เหมือนพี่จะจัดการเรียบร้อยแล้วใช่มั้ย? งั้นกลับกันเถอะ/ น้องถามแบบนั้นเพราะไม่เห็นสมุดเลคเชอร์ในมือของฉันแล้ว
/อื้อ งั้นบอกลาเขาก่อน/
/ช่างมันสิ/ พูดจาเสียมารยาทแบบนั้นได้ยังไงกันเนี่ยเจ้าน้องชาย ไม่น่ารักเลย
/เขาเป็นผู้มีพระคุณของพี่นะ/
/ตกลงว่าเป็นหมอนี่หรอ!!!/ ตาต้นทำหน้าตกใจ แล้วหันไปมองคนที่ฉันพูดถึงทันที
ฉันตาโตเพราะต้นหนาวตรงเข้าไปกระชากคอเสื้อของอีกฝ่าย ทั้งคู่คุยอะไรกันฉันไม่มีทางรู้ได้ ต่อให้เสียงดังขนาดไหนก็ตาม
จริง ๆ อยากรู้มากเลยนะ แต่ถ้าถอดหูฟังตอนนี้จะเป็นอะไรมั้ย ฉันไม่มีใครอยู่ใกล้ ๆ ด้วย
เอายังไงดี…
หยั่งกับพระเจ้าจะรู้เห็นเป็นใจในความอยากกินเผือกของฉัน พอก้าวถอยหลังจะตั้งหลักดี ๆ ก็ดันลื่นล้มเพราะกระป๋องเปล่าจากไหนไม่รู้ ใครกลั่นแกล้งฉัน!!
ปึ่ก!
แถมหลังกระแทกกับต้นไม้อย่างแรงอีกต่างหาก เจ็บชะมัดเลย แง…
“นี่นายยังไม่เลิกระแวงอีกหรอ ก็บอกแล้วไงว่าไม่ได้สนใจแล้ว”
“ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะแกนั่นแหละ!”
“ไม่เกี่ยวกับฉันสักหน่อย” เสียงของทั้งสองคนลอยมาให้ได้ยินทันทีเมื่อหูฟังประจำตัวกระเด็นหล่นลงไปคล้องอยู่ที่คอ ฉันหลุดส่งเสียงออกมาเบา ๆ แต่ก็มากพอที่คนทั้งคู่จะหันกลับมามอง
“อึ่ก...”
“พี่ฝน!” น้องชายวิ่งมาเป็นคนแรก ฉันทำมือเหมือนจะบอกว่าไม่เป็นไร ในขณะที่ยูไดเดินตามมายืนใกล้ ๆ แล้วถามคำถามที่ฉันไม่อยากได้ยินมากที่สุดออกมา
“เธอ… แบบนี้ได้ยินสินะ แล้วทำไมต้องใส่หูฟังปฏิเสธการรับเสียงนั่นตลอดด้วยล่ะ?” เหตุผลนั้นเรียบง่าย ถ้าบอกไปก็คงเข้าใจได้ในทันที แต่มันไม่ใช่เรื่องที่ฉันจำเป็นจะต้องตอบ
“ไม่เกี่ยวกับแกเฟ้ย” ต้นหนาวปรี่เข้ามากั้นกลางระหว่างฉันกับเขา น้องพยุงให้ลุกขึ้นยืนแล้วรีบจับหูฟังสวมเข้าที่เดิม โลกของฉันกลับมาปลอดภัยอีกครั้ง
พวกเขาคุยอะไรกันอีกหลายต่อหลายประโยค ที่จริงก็ไม่เชิงว่าคุยหรอก เหมือนตาต้นตะโกนใส่เขาฝ่ายเดียวมากกว่าถ้าดูจากท่าทาง ฉันพอจะอ่านริมฝีปากได้บ้าง แต่ถ้าพูดเร็วก็มองไม่ทันอยู่ดี เลยไม่รู้ว่าพวกเขาคุยอะไร จนกระทั่งคุณแฝดหันมาคว้าแขนแล้วดึงเพื่อจะบอกให้กลับ สายตาของฉันจึงเหลือบไปเห็นคนตัวสูงส่งภาษามือมา
แล้วเจอกันนะ- ยูไดชูสามนิ้วแล้วสะบัดลง เป็นภาษามือที่พูดว่า ‘แล้วเจอกัน’ ฉันทำตอบในลักษณะเดียวกันแต่เป็นอีกความหมาย เขาจึงยิ้มที่มุมปาก แล้วหันหลังเดินจากไป
/พี่คุยอะไรกับหมอนั่นน่ะ/ ต้นหนาวไม่รู้ภาษามือ น้องเคยหาเวลาไปเรียนหลายครั้ง แต่ก็ยังคุยกับฉันเป็นเรื่องเป็นราวเหมือนที่คุยผ่านข้อความไม่ได้สักที
/เขาแค่บอกว่าแล้วเจอกันน่ะ/
/ผมไม่มีวันให้พี่เจอกับมันอีกเป็นอันขาด/ ท่าทางของน้องชายทำให้ ฉันอดสงสัยไม่ได้ว่าสองคนนี้เคยมีเรื่องบาดหมางอะไรกันมาก่อน แต่ไอ้ครั้นจะถามคุณน้องตรง ๆ คิดว่ามันไม่มีวันตอบแน่ ถ้าเป็นแบบนั้นแล้ว…
อีกคนที่เหมือนจะคุยง่ายกว่า จะยอมตอบฉันไหม?
แน่นอนว่าฉันไม่ไปถามเองหรอก แค่จะออกจากบ้านยังร่อแร่เต็มทน ให้มาที่นี่อีกครั้งคงเหมือนฆ่าตัวตายชัด ๆ แบบนี้ต้องใช้ตัวช่วย
รอก่อนเถอะตาต้น บังอาจมีความลับกับพี่สาวเรอะ เดี๋ยวโดน...
ชอบต้นค่ะ #ทีมต้น
ขออัยที่ต้องมาทอร์คในคอมเม้นท์ 555 เมื่อวานนี้มือไวใจเร็ว ลงนิยายไปเลย
ในหัวไม่ได้คิดอะไรทั้งสิ้น วันนี้เพิ่งมานึกขึ้นได้ว่าน่าจะทอร์ค แถมมีอะไรเล็กๆน้อยๆมาฝากด้วย
เราเป็นคนชอบวาดรูปค่ะ บางทีจะติดรูปเล็กๆน้อยๆ ไปในบางตอน
อย่างเช่นรูปนี้
ทายออกมั้ยคะว่าใครเป็นใคร 555 มันก็คือเหตุการณ์ในเรื่องนั่นแหละค่ะ
จริงๆ ตัวเราเป็นสายแฟนตาซีจ๋าเลย เพิ่งเคยเขียนนิยายเลิฟซีรีย์แบบนี้เป็นครั้งแรกเลยค่ะ (ปกติไม่ใช่สายกินหวาน 555) พอมาเขียนจริงๆจังๆก็แอบทึ่งตัวเองเหมือนกันว่าคิดเข้าไปได้ยังไง (อ่าว)
ถึงจะเอ๋อๆ ไปบ้าง แต่ก็ขอฝากตัวฝากใจ ฝากไฝกับทุกคนด้วยนะคะ
ส่วนเรื่องอื่นขออนุญาตยกยอดไปไว้ตอนสาม แหะๆ อย่าลืมติดตามกันน้า~
ขอบคุณสำหรับความเห็นมากๆค่ะ จะนำไปปรับปรุงใช้กับตอนต่อๆไปอย่างแน่นอนค่ะ
ส่วนเรื่องความกลัวของปลายฝน และความแอดวานซ์การใช้าษามือของยูได โปรดติดตามในตอนต่อๆไปนะคะ ^0^!
รออ่านตอนต่อไปนาาาา จุ้บๆ
รออ่านตอนต่อไปน้าา อยากรู้ว่าต้น กะยูไดมีปัญหาไรกันถึงได้ดุเดือดขนาดนี้
ส่วนสำนวนนี่ค่อนข้างเป็นผู้ใหญ่สูงมากเลยค่ะ ซึ่งมันก็ถูก เพราะนางเอกโตแล้ว 55555
ปล. วาดรูปสวยมากกกกก
อย่างที่จ๋อมบอกไง พระเอกมีความเท่แบบยูนีค 555 ใครก็ลอกเลียนแบบไม่ได้ เพราะเข้าใจกันอยู่แค่สองคน
@โพซิตรอน
ขอบคุณที่ชอบจ้า อย่าลืมติดตามตอนต่อไปนะคะ เพราะความเมพของนายยูไดยังไม่หมดแค่นี้ อิ อิ ปริศนาของต้นหนาวกับยูไดก็เหมือนกัน
@Marshmallows.
แอร๊ยยย ขอบคุณจ้า นางเอกโตแล้ว เราคุยกันดีๆ 555 ความแอดวานซ์ของเรื่องนี้ยังจะมีต่อไปเรื่อยๆ... ถ้าเขียนไหวค่ะ 555 (ทำไมเป็นคนแบบนี้) ทำไมถึงมีความรักไร้เสียง... บอกให้เลยก็ได้ว่าเพราะอ่านการ์ตูนเรื่องนั้นเลยมีนิยายเรื่องนี้ค่ะ 5555
ชอบตอนที่คุยกันด้วยาษามือด้วยแหละ >_<
แอบนึกถึงซีรี่ส์ไต้หวันเรื่อง Silence ที่วิค F4 เล่นคู่กับปาร์คอึนฮเย
เนื้อเรื่องไม่ได้เหมือนกันนะคะ แค่เรื่องนั้นนางเอกพูดไม่ได้
ต้องใช้าษามือ ไม่ก็ต้องเขียนใส่กระดาษเพื่อสื่อสารกับคนอื่นตลอด
ซึ่งเป็นซีรี่ส์ที่ชอบมาก พอมาอ่านเรื่องนี้ก็จินตนาการเป็นหน้าสองคนนั้นขึ้นมา
ฮือออออ ฟินมากกก ชอบจังเลยค่ะ T____T
ส่วนตัวรู้สึกอินกับเรื่องนี้เพราะปกติเป็นคนไวต่อเสียงมากเลยค่ะ แต่ไม่ได้กลัวนะคะ แค่รำคาญ 55555
ก็เลยมักจะพกเอียร์ปลั๊กไปไหนมาไหนด้วย มันไม่ได้กันได้ 100% เหมือนหูฟังปฏิเสธการรับเสียง
แต่ก็ทำให้เสียงรอบข้างเบาลงได้เหมือนกัน ซึ่งการใส่หูฟังแบบปลายฝนมันต้องลำบากมากแน่ๆ
เนื่องจากไม่ได้ยินเสียงรอบข้างเลย มันจะเป็นเสียงเวิ้งว้างว่างเปล่า ดูเดียวดายมาก
แต่แอบสงสัยเรื่องกลัวเสียงโทรศัพท์นี่เหมือนกัน มันดูเหมือนเป็นาพกว้างๆ ทำให้จินตนาการไม่ค่อยถูก
ถ้ากลัวเสียงที่ออกมาจากโทรศัพท์อย่างเสียงริงโทนก็ไม่ได้ ถ้างั้นเสียงเพลง หรือเสียงอื่นๆ ละคะ
ถ้าเสียงที่ออกจากทีวีก็ถือว่าเข้าข่าย แล้วถ้าคนพูดใส่ไมโครโฟนออกลำโพงจะใช่ด้วยมั้ย
งั้นอย่างนี้ก็ไม่สามารถดูทีวี ดูคลิป ฟังเพลง หรืออะไรได้เลยหรอคะ คือในส่วนนี้ยังดูงงๆ อยู่นิดหน่อย
รออ่านตอนต่อไปนะคะ