ไม่รู้เป็นเพราะความซวยหรืออะไรทำให้ฉันดันเข้าไปรับรู้อะไรบ้างอย่างที่ไม่ควรรู้เข้าของผู้ชายติ๋มๆ เพื่อนร่วมชั้นเรียน ทั้งยังต้องชักชวนเขามาให้ร่วมงานวิจัยกับแม่ให้ได้อีก!!
2
หม่อมแม่ภาคบังคับ
เราสองคนมองหน้ากันพักใหญ่ มิวเองก็คงไม่รู้ว่าคนที่เขาลากมาด้วยจะเป็นฉัน ส่วนฉันก็ไม่คิดว่าคนตรงหน้าจะเป็นมิว ฉันกระพริบตาถี่ๆ เพื่อมองเขาอีกครั้ง ผู้ชายรูปร่างสูงตรงหน้าดูเป็นวัยรุ่นผู้ชายกร้านโลกคนหนึ่ง ใบหน้าที่ไร้แว่นทำให้เห็นดวงตาสีเข้มของเขาชัดขึ้น ผมที่เขามักชอบหวีให้เรียบแปล้กลับยุ่งเหยิงลงมาปรกใบหน้า แล้วไหนจะจิวหูสีดำที่เขาใส่มันทำให้มิวดูเป็นแบดบอยและมีเสน่ห์จนฉันไม่อาจละสายตาไปได้ พูดได้เต็มปากเลยล่ะว่าเขาหล่อมาก...หล่อจนใจสั่น
“จะมองอีกนานไหม”
“ฮะ เอ่อ มิว...” ฉันอ้ำอึ้งพูดไม่ออกเมื่อเผลอสบตาเขา หัวใจฉันก็เต้นแรงกว่าเดิมจนรู้สึกถึงความเห่อร้อนของใบหน้าตัวเอง
“อย่าเอาเรื่องวันนี้ไปบอกใครล่ะ” เสียงทุ้มเอ่ยบอก เขามองฉันก่อนจะเบนสายตาไปทางด้านหลังที่พวกเราวิ่งกันมาเพื่อมองให้แน่ใจว่าจะไม่ใครตามมาแน่ๆ
“พวกที่ตามมาเป็นใครเหรอ” ความจริงก็ไม่ได้อยากก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวของเขานะแต่ว่าฉันอดห่วงไม่ได้จริงๆ นั่นมันคนเป็นฝูงเลยนะที่วิ่งตามมิวมาน่ะ “หรือว่านายไปเล่นพนันแล้วพวกมันตามมาทวงเหรอ” ฉันถามด้วยความเป็นห่วงที่แฝงไปด้วยความตื่นเต้นที่เมื่อกี้เพิ่งวิ่งหนีกลุ่มทวงหนี้มาหยกๆ
“เพ้อเจ้อ”
“มันน่ากลัวมากเลยนะ เอาจริงๆ เราก็ไม่อยากยุ่งหรอก แต่มีปัญหาอะไรก็บอกได้นะยังไงเราก็เป็นเพื่อนกัน”
“แล้วเราสนิทกันถึงขั้นบอกทุกเรื่องเลยหรือไง” คำพูดเรียบๆ ของเขาทำเอาฉันเงียบไป “เรื่องของเรา...เราจัดการเองได้” จบประโยคเขาก็เดินข้ามถนนไปอีกฝั่งโดยไม่ฟังคำทักท้วงของฉันสักนิด พูดแบบนี้มาหาว่าฉันชอบกินเผือกหรือไงกัน ฉันยืนมองแผ่นหลังของเขาด้วยความหงุดหงิดปนความสงสัยอย่างไม่คลาย…
สงสัยว่าทั้งหมดที่ฉันเห็นมันคืออะไรกันแน่ มิวที่หลายๆ คนรู้จักเป็นเพียงนักเรียนท่าทางติ๋มและบ้าเรียนเพียงแค่นั้นเหรอ ฉันรับรู้ได้จากแววตาที่มิวมองฉันเปลี่ยนไปจากเดิม เมื่อก่อนเขาเพียงแค่ยิ้มบางๆ เมื่อฉันเข้าไปทัก แต่เรื่องทั้งหมดมันเริ่มขึ้นจากเมื่อวานตอนที่เขาเห็นเอกสารประวัติของเขาอยู่ในมือฉัน ในคราแรกที่เขาเห็นมันฉันจำแววตาที่ตกใจก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความโมโหได้ชัดเจน มิวไม่เคยแสดงท่าทีแบบนั้นตลอดระยะเวลาที่เรียนที่นี่ ฉันรู้ว่าเขามีเรื่องมากมายภายในใจ...แต่ฉันก็ไม่สามารถยั้งรู้ได้ว่ามันคืออะไรอีกเช่นกัน
กว่าจะกลับมาถึงบ้านก็เกือบเจ็ดโมงเช้าเข้าไปแล้วเพราะฉันมัวแต่หลงทางตอนจะกลับไปเอารถมอเตอร์ไซค์ที่ตลาด เลยถามคนแถวนั้นกว่าจะได้กลับมาถึงบ้านฟ้าก็สว่างซะแล้วจึงไม่แปลกพอเข้าบ้านมาเลยเจอแม่นั่งทำหน้าตาถมึงทึงอยู่ในห้องนั่งเล่น
“ไปซื้อของหรือไปผลิตเองเนี่ย” เป็นประโยคแรกที่แม่พูดกับฉันที่เดินเข้ามาถึงในตัวบ้าน
“คือพอดีเกิดเรื่องนิดหน่อยน่ะแม่ อย่าว่าหนูเลยน้า” ฉันรีบบอกเสียงอ้อน
“รู้ไหมถ้าเกินเจ็ดโมงแม่จะไปแจ้งความแล้วนะ แล้วทำไมถึงได้มาช้านัก”
“เอ่อ คือ...รถมันยางแบนน่ะแม่เลยไปหาร้านกว่าจะเจอก็เลยมาสายแบบนี้ อย่าโกรธกันเลยนะ”
ฉันเข้าไปออเซาะแม่กอดเอวไว้แน่น โกหกเพื่อให้แม่สบายใจดีกว่าบอกว่าวิ่งหนีไปกับผู้ชายคงไม่เป็นไรหรอกมั้ง นรกคงไม่กินหัวหนูหรอกนะคะ
“ก็แล้วไป เอาของไปเก็บในครัวแล้วไปอาบน้ำอาบท่าซะกลิ่นเหงื่อนี่หึ่งเชียวเดี๋ยวสุขสมจะมาแล้ว”
“ค่ะ”
ฉันถือถุงมากมายเข้าไปวางในครัวโดยมีแม่เดินตามมาก่อนที่จะรีบขึ้นไปบนห้อง ให้ตายสิ วันนี้รู้สึกดวงซวยตั้งแต่ตื่นนอนเดี๋ยวต้องเจอเจ๊สุขสมอีกถ้าฉันบอกแม่ว่าจะไปทำงานบ้านเพื่อนจะโดนด่าไหมเนี่ยไม่อยากเจอคุณครูที่เคารพรักตอนกินข้าวเลย
สุดท้ายก็เลี่ยงไม่ได้ ฉัน แม่ และครูสุขสมนั่งพร้อมหน้าพร้อมตากันที่โต๊ะอาหารในบ้าน เนื่องจากแม่และครูสุขสมไม่ได้เจอหน้ากันแรมปีพอเจอกันทีก็มีเรื่องราวมากมายที่อยากบอกต่อ จนฉันอยากจะบอกออกไปว่าใครกันนะที่สอนว่าเวลากินอาหารห้ามพูด น่าจะถ่ายคลิปไปให้พวกนักเรียนดูจริงๆ
“ยังไงเราก็ขอบใจมากนะที่ช่วยแนะนำเด็กมาให้”
“ไม่เป็นไรหรอกแค่นี้สบายๆ”
“แต่ว่า ถ้าเราจะรบกวนอีกนิดได้หรือเปล่า” แม่พูดเหมือนเกรงใจแต่ครูสุขสมท่าทางดี๊ด๊าพยักหน้าตอบรอรับการขอความช่วยเหลือเต็มที่ นี่เจ๊แกคิดอะไรกับแม่ฉันเปล่าเนี่ย เมื่อกี้มองหน้าแม่ฉันแล้วก็ยิ้มหวานเชียว
“ได้สิๆ ยังไงเราก็คนกันเอง แล้วอยากจะรบกวนอะไรล่ะ”
“เด็กที่เธอหามาให้ดูดีกันทั้งนั้นเลยฉันอยากได้เด็กแบบต่างจากนี้บ้าง”
“หืม ฉันว่าฉันฝากมาให้แล้วนะหาดูดีหรือยัง”
“ฉันหาแล้วนะ”
“เอ๊ะ ฉันไม่น่าลืมนะ หนูเพลินจ้ะ”
ฉันสะดุ้งทันทีที่เจ๊สุขสมเรียกชื่อตัวเอง ปากที่กำลังแทะน่องไก่อยู่ก็จำใจวางมันลงก่อน
“ว่าไงคะครู”
“ตอนที่ครูให้เอกสารไปหนูเจอข้อมูลของเมธาวีบ้างหรือเปล่าจ้ะ”
“เอ่อ คือ หนูไม่เห็นนะคะ”
ฉันได้แต่ขอโทษครูสุขสมในใจก็ใครจะกล้าไปบอกว่า ‘โดนนายเมธาวีนั่นฉีกไปแล้วจ้า’ ล่ะ ถ้าพูดออกไปฉันคงจะโดนครูไม่ก็มิวแหกอกเอาแน่
“แย่จัง สงสัยฉันคงลืมใส่มาด้วยจริงๆ”
“ไม่เป็นไรหรอก แล้วนายเมธาวีอะไรเนี่ยเป็นคนยังไงเหรอ”
“ก็อย่างที่บอกแหละฉันก็ไม่รู้อะไรมาก หนูเพลินน่าจะรู้เยอะกว่านะเรียนห้องเดียวกันนี่” อ้าว โดนโยนขี้ใส่ซะะงั้น
“ก็ เอ่อ มิวเป็นพวกเด็กเรียน เรียนเก่งมากแต่ว่าไม่ค่อยสุงสิงกับใครเท่าไหร่” ฉันบอก ภาวนาในใจว่าเมื่อไหร่ทั้งแม่และครูสุขสมจะคุยกันเสร็จและกินข้าวกันอย่างเงียบๆ สักที ค่อยคุยกันก็ได้มั้งค่ะ
“อุ๊ย ตายแล้ว” จู่ๆ ครูสุขสมก็อุทานดังลั่นหลังจากมองไปที่นาฬิกาบนผนัง
“ทำไมเหรอ”
“ฉันลืมไปเลยว่าวันนี้ต้องไปสอนพิเศษตอนสิบโมงยังไงขอโทษด้วยนะ ต้องกลับก่อนแล้ว” ครูสุขสมรีบกุลีกุจอเก็บข้าวของออกมาจากบ้าน ฉันและแม่จึงออกมาส่งครูสุขสมถึงประตูรถ
“ยังไงถ้าว่างก็มาอีกนะ” แม่บอกพร้อมกับกอดครูสุขสมแน่นราวกับคู่รักที่จำต้องมีเหตุให้พรากจากกัน
“ได้จ้ะ แล้วเจอกันนะ”
“จ้ะ” แม่ล่ำลากับครูสุขสมส่วนฉันก็ยืนยกไหว้ลาครูอย่างห่างๆ หลังจากที่ครูสุขสมขับรถออกไปแล้วแม่ก็เดินตีหน้าโหดมาทันที
“ทำไมหน้าโหดแบบนี้ล่ะแม่”
“เมธาวีคือใคร” แม่ถามเสียงเข้ม จนฉันที่อยู่กับแม่มาตั้งแต่เกิดรู้เลยว่าแม่ตัวเองโคตรอยากรู้เรื่องของมิวเอามากๆ
“อ่อ ก็เพื่อนในห้องไง ทำไมเหรอคะ”
“แม่อยากได้เขา”
“ฮะ!” ฉันหันควับไปมองแม่ตาโตก่อนจะโดนโบกหัวกลับมา รุนแรงกับลูกตลอดอ่ะ งอนดีไหมเนี่ย
“แม่หมายถึงว่าอยากให้เพื่อนคนนี้มาเป็นหนูทดลอง เอ่อ คนที่จะเข้ามาร่วมวิจัยน่ะ ฟังจากที่สุขสมเล่าแล้วแม่ว่าเขาเป็นคนลึกลับดีนะ หาตัวจับได้ยาก”
“เหมือนพ่อใช่ไหมคะ”
“พ่อแกน่ะไม่ได้หาตัวจับยาก แต่เรียกว่าหาไม่เจอต่างหาก บอกว่าจะบินไปเที่ยวรอบโลกนี่คงไปยันอวกาศแล้วมั้ง ฉันล่ะปวดหัวจริงๆ”
ฉันก็ปวดหัวจริงๆ แม่ก็ชอบคิดทำอะไรแปลกๆ ส่วนพ่อก็ติสท์หลุดโลก เฮ้อออ
“แล้วแม่ขอบังคับนะ ว่าให้ไปบอกนายเมธาวีให้เขามาคุยกับแม่หน่อย”
“แต่หนูว่า...”
“ห้ามปฏิเสธนี่คือคำสั่งของผู้ให้กำเนิดหัดทดแทนบุญคุณซะบ้าง นมหลายหยดที่แกกินไปตอนเด็กก็ของฉัน ไม่งั้นไม่ได้โตมาแบบนี้หรอก”
ฉันยืนมองแม่เข้าไปในห้องทำงานอย่างละห้อยใจ ทำไมอะไรๆ ก็ฉันด้วยนะ ถ้าให้ไปชักจูงคนอื่นที่ไม่ใช่มิวนะจะไม่โวยวายเลยเหอะ แต่กับแม่ขัดคำสั่งได้ที่ไหนกันล่ะ!
เริ่มวันจันทร์ด้วยจิตหม่นหมองอีกครั้งแสงแดดที่สาดส่องไม่ช่วยทำให้จิตใจของฉันมีชีวิตชีวาขึ้นเลย วันหยุดก็เหมือนไม่ได้หยุดเพราะการบ้านที่ครูสั่งยังไม่ได้ทำ มัวแต่นั่ง นอน กินอยู่ในบ้านจนแม่บ่น ฉันเลยรีบมาโรงเรียนตั้งแต่เช้าตรู่เพื่อมาลอกการบ้านเพื่อนที่โรงเรียน พอมาถึงห้องเรียนก็เห็นรินกำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ที่โต๊ะ จะขยันไปไหนแม่คู้นน
“รินทำฟิสิกส์เสร็จยังอ่ะ” ฉันเข้าไปถามรินที่มาถึงห้องคนแรกเป็นประจำ
“เหลือสองข้อ เราคิดไม่ถูกจะเอาไปลอกก่อนก็ได้นะเดี๋ยวเราว่าจะให้มิวมาสอนน่ะ” ฉันรีบรับสมุดที่รินยื่นมาให้อย่างไว
“ขอบใจนะ”
หลังจากลอกการบ้านไปสักพักมิวก็เดินเข้ามาในห้องเรียน โต๊ะของเขาตั้งอยู่หลังห้องเป็นโต๊ะตัวเดียวที่ไม่มีตัวไหนตั้งเคียงข้าง ฉันเหลือบตามองเห็นรินกำลังขอสมุดของเขาสองคนนั้นพูดอะไรกันเล็กน้อยก่อนรินจะเข้ามานั่งข้างฉันซึ่งเป็นที่ของเจนนี่
“นี่เราทำสองข้อนั้นได้แล้วนะ มิวนี่เก่งเนอะอธิบายสูตรยากๆ ให้ง่ายได้ สอนดีว่าครูอีก” รินชมมิวเปราะจนฉันละจากหน้ากระดาษแล้วหรี่ตาจ้องเธอ
“รินชอบมิวเหรอ”
“บ้าน่า ใครจะไปชอบติ๋มแบบนั้นล่ะ” รินรีบปฏิเสธแต่หน้าเหน่อนี่แดงจนฉันหลุดขำ “ขำอะไร”
“เปล่าน้า”
“เราไม่ได้ชอบมิวจริงๆ นะก็แค่ชมว่าเก่ง”
“ก็ไม่ได้ว่าอะไรสักหน่อย เอานี่เสร็จแล้ว” ฉันยื่นสมุดไปให้รินก่อนจะตัดสินใจลุกขึ้นเดินไปทางมิว พอเขาเห็นฉันยืนอยู่ตรงหน้าก็ขมวดคิ้วมุ่นเป็นปมแววตาแข็งกระด้างใส่อย่างกับฉันไปลอบฆ่าในคนครอบครัวเขางั้นแหละ
“คือ เรามี...เรื่องจะคุยด้วยหน่อยน่ะ” ให้ตายสิพระเจ้า! ทำไมเสียงฉันมันสั่นแบบนี้เนี่ย
“ว่า?” ใจคอเขาจะพูดแค่คำเดียวหรือไงกันนะ
“ออกไปคุยด้านนอกได้ไหม...นะ” ในที่สุดมิวที่ชอบทำหน้ารำคาญใส่ฉันก็ลุกขึ้นเดินนำออกไปข้างนอกห้องเรียน ฉันเดินตามมิวมาเรื่อยๆ จนถึงหน้าห้องเรียนที่ไม่ได้ใช้การริมสุดของอาคารเรียนซึ่งมักไม่ค่อยมีใครเดินผ่านไปมา สายลมที่โชยพัดมาในยามเช้าทำให้สมองปลอดโปร่งแต่คนตัวโตตรงหน้ากลับทำหงิกอย่างกับไปกินรังแตนมา
“มีอะไรพูดมา” เขาเป็นคนเริ่มต้นบทสนนาขึ้น ก่อนจะยืนเอนกายพิงกำแพงห้องเรียน
“คือเราอยากให้มิวไปพบแม่เราน่ะ แบบว่าแม่เราเป็นนักวิจัยกำลังทำเรื่องเกี่ยวกับสัญชาตญาณของมนุษย์ในหลายบุคลิกแล้วแม่เราเขาก็สนใจนาย” พูดจบฉันก็สูดลมหายใจเข้าปอดรัวๆ ให้ตายสิ รู้สึกกดชะมัด เคยมีใครบอกมิวบ้างไหมเนี่ยว่าสายตาเขามันฆ่าคนได้
“...” พอเห็นมิวเงียบไปฉันชักใจไม่ดีแล้วนะ
“แต่แค่ไปเจอแม่เราไม่ได้เหรอ แล้วค่อยมาตัดสินใจอีกที”
“ทำไมเราต้องทำด้วย”
“ก็...เอ่อ ถ้านายเข้าร่วมวิจัยกับแม่เราน่ะพองานวิจัยออกมาก็จะมีชื่อนายด้วยไง ไม่แน่อาจถูกชักชวนเข้าร่วมโครงการนักวิทยาศาสตร์ตัวน้อยด้วยน้า” รู้นะว่าเป็นการชักชวนที่สิ้นคิดแต่ฉันก็ไม่รู้จะพูดยังไงให้เขาใจอ่อนแล้วเหมือนกัน
“ไร้สาระ” น้ำเสียงราบเรียบนั่นพูดซะทำเอาฉันจุกอกเลย มิวไม่มีท่าทีอ่อนข้อให้ฉันสักนิดแม้ว่าจะทำหน้าออดอ้อนหรือเศร้าสร้อยแค่ไหนก็ตาม หน้านิ่งแล้วยังใจแข็งอีกทำไมไม่เกิดไปเป็นก้อนหินเลยล่ะ!
“แค่ไปเจอแม่เราแปบเดียวเองนะๆ” ฉันรบเร้าเขาไม่เลิก เอาวะ! เป็นไงเป็นกัน กลับบ้านไปวันนี้ฉันไม่อยากถูกแม่ด่านะ
“เฮ้อ คราวหลังถ้าจะพูดเรื่องไร้สาระแบบนี้ก็ไม่ต้องเรียกเรามาคุยอีกนะเปลืองเวลาอ่านหนังสือ” มิวถอนหายใจเหยียดยาวพูดจบเขาก็จะเดินกลับห้องเรียน แต่คิดว่าคนอย่างฉันจะยอมเหรอ!
“ถ้าไม่ไปพบแม่เราเรื่องเมื่อวันก่อนเราบอกคนอื่นแน่” จบประโยคฉันก็ลอยหน้าลอยตาเหมือนกำลังถือไพ่เหนือกว่าเหยียดยิ้มใส่มิวไปเบาๆ ความจริงฉันก็ไม่ชอบขู่ใครหรอกนะถ้ามันไม่จำเป็น แต่เรื่องเมื่อตอนเช้าวันนั้นที่เจอเขาที่ตลาดฉันก็อดสงสัยไม่ได้อยู่ดี ถ้าฉันเอาเรื่องที่มีคนท่าทางคล้ายแก๊งทวงหนี้ตามไล่มิวไปป่าวประกาศทุกคนในห้องต้องตะลึงแน่ๆ
“คิดว่าใครเขาจะเชื่อ”
“แล้วถ้าเป็นครูสุขสมที่บอกล่ะ อย่าลืมนะว่าครูสุขสมก็เห็นดีเห็นงามกับเรื่องวิจัยของแม่เราไม่งั้นไม่เอาข้อมูลของนายมาให้หรอก”
มิวนิ่งไปเขาก้มหน้ากำมือตัวเองแน่นเหมือนกำลังระงับอารมณ์ที่คุกรุ่นอยู่ข้างใน จนฉันกลัวขึ้นมาตงิดๆ ว่าเขาจะทนไม่ไหวจนต่อยหน้าฉันเข้าให้ ถ้าขอร้อง บังคับ ข่มขู่ขนาดนี้แล้วเขายังคัดค้านฉันก็ไม่รู้จะพูดยังไงแล้วเหมือนกัน
“...”
“ก็ได้ เราจะไปพบแม่เธอแต่ไม่ใช่ว่าจะเข้าร่วมวิจัยอะไรนั่นนะ” เขากัดฟันพูดเหมือนคนใกล้จะหมดความอดทนหากฉันยังไม่หยุดเซ้าซี้เขา
“พูดอีกทีสิ ว่าไงนะ” ฉันเบิกตากว้างก่อนจะเดินไปเขย่าแขนเขาให้พูดอีกรอบ มิวทำหน้ารำคาญแต่ก็ยอมพูดอีกครั้ง
“เราจะไปพบแม่เธอ”
“จริงนะ พูดแล้วนะห้ามผิดคำพูดล่ะ” ฉันยิ้มกว้างก่อนกอดแขนเขาแต่ก็ถูกดันออกมา โหย ขนาดกอดยังหวงอีกเนอะคนเรา “ขอบคุณมากเลยน้า เราคิดอยู่แล้วว่านายต้องไปพบแม่เรางั้นเย็นนี้ไปบ้านเราเลยนะแม่ต้องดีใจมากแน่ๆ ที่ได้เจอนาย” ฉันพูดเองเออเองเสร็จสับก่อนจะรีบชิ่งกลับมาที่ห้องเรียนทันที
ตลอดทั้งวันฉันรู้สึกได้ถึงสายตาอยากรู้ของแก๊ง ‘ชะนีสลาตัน’ ซึ่งประกอบไปด้วย ฉัน เจนนี่ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทที่สุดของฉัน หญิงมุนสาวน้อยผิวขาวลูกครึ่งไทย-เกาหลี และไพร์ชายหนุ่มที่มีใจรักในการส่องผู้ชายเป็นเลิศ เป็นกลุ่มที่นับได้ว่าเลือกสมาชิกจากความบ้าล้วนๆ
“มีอะไรหรือเปล่าวะพวกแก” ในตอนพักเที่ยงแต่พวกเราแอบเอาอาหารขึ้นมากินในห้องเรียนเพื่อเลี่ยงแสงแดดที่ส่องมาแรงเยี่ยงกำลังอาศัยอยู่บนดวงอาทิตย์ดวงที่สอง แต่ขณะที่ฉันกำลังกินมะม่วงน้ำปลาหวานอยู่เพื่อนๆ ชาวคณะก็จ้องไม่วางตา
“เมื่อเช้าน่ะไปแอบทำอะไรกับติ๋มล่ะ เห็นนะ” ไพร์ หรือที่เพื่อนมักเรียกว่า ไพร่ เพื่อนหนุ่มที่จิตใจเป็นสาวเปิดประเด็น ฉันว่าตอนนั้นไม่มีใครเดินผ่านมาแล้วนะแต่ยังอุตส่าห์ไปเห็นฉันอีก แฝงตัวมากับลมหรือไง ฉันกราบแล้วย่ะ
“ก็แค่คุยกันเฉยๆ”
“หราาา คุยกันเฉยๆ นี่ต้องจับมือถือแขนด้วยเหรอ” คราวนี้เป็นเจนนี่เพื่อนซี้ที่จี้ถามบ้าง นี่พวกมันจะเอาคำตอบให้ได้เลยใช่ไหมเนี่ย เห็นเพื่อนคุยกับเพื่อนผู้ชายร่วมห้องเรียนแค่นี้จำเป็นต้องเอามาล้อไหมล่ะถามใจดู เฮ้ออ เหนื่อยใจกับพวกมันจริงๆ
“ก็แม่เราน่ะเขาสนใจอยากให้มิวมาร่วมทำวิจัยก็แค่นี้ ไม่มีอะไรทั้งนั้น” ฉันว่าพลางทำมือเป็นรูปกากบาทไปด้วยเพื่อบอกว่ามันไม่มีอะไรทั้งสิ้น พวกมันคิดกันไปได้ไงแค่หน้าฉันมิวยังไม่อยากมองเลยนับประสาอะไรที่เขาจะมาจู๋จี๋ดู๋ดี๋กับฉันล่ะ คิดแล้วก็น่าน้อยใจ ในสายตาเขาฉันคงเป็นเพียงแค่ขนมปังหมดอายุที่ไม่น่าชายตาแลเลยสินะ
“ต้องทำถึงขนาดนั้นเลย” และรอบนี้ก็เป็นหญิงมุนที่มองด้วยแววตากดดัน
“ก็แม่บังคับ”
“หราาา!!!” ฉันล่ะเกลียดการประสานเสียงคำว่า ‘หราาา’ ของพวกมันจริงๆ
พอเลิกเรียนปุ๊บฉันก็จัดการลากมิวให้มาบ้านฉันทันที กลับมาถึงบ้านก็ไม่รู้ว่าวันนี้แม่นึกคึกอะไรขึ้นมา พอฉันบอกว่าเย็นนี้จะพามิวมาหาที่บ้านก็ทำกับข้าวเตรียมไว้อย่างกับนัดชุมนุมมาทั้งหมู่บ้าน ยิ่งใหญ่กว่าตอนฉันสอบเข้า ม.ปลาย ได้อีก
“โห น่ากินทุกอย่างเลยแม่” ฉันกวาดตามองอาหารที่แม่ลงมือทำแล้วเลียริมฝีปากตัวเองเพราะเริ่มหิว ท้องก็เริ่มร้องประท้วงแล้ว “กินได้เลยใช่ไหมคะ”
“เดี๋ยวสิ ไอ้ลูกคนนี้ วันนี้เรามีแขกเราควรให้แขกเป็นคนกินก่อนนะใช่ไหมจ้ะ...หนูมิว” ฉันเกือบหลุดขำที่แม่เลือกเขาว่า ‘หนูมิว’ ส่วนคนถูกเรียกก็ทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกได้แต่พยักหน้ากลายๆ
“ครับ”
“ถ้างั้นหนูมิวกินเลยจ้ะ” มิวหันมามองฉันที่นั่งตรงข้ามกับเขาก่อนจะทานอาหาร พอเห็นดังนั้นฉันก็เลยลงมือทานบ้างถึงแม่จะขี้บ่นแต่รสมือแม่อร่อยกว่าเชฟกระทะเหล็กอีกนะคะจะบอกให้ สุโค่ยยย
หลังจากทานอาหารมื้อเย็นกันจนอิ่มหนำสำราญ พวกเราก็มานั่งย่อยอาหารกันในห้องนั่งเล่นส่วนแม่กำลังไปหยิบเอกสารในห้องทำงาน ฉันมองหน้ามิวที่นั่งทำหน้านิ่งอยู่อีกฝั่งของโซฟาตลอดเวลาแล้วนึกสงสัยว่าเขาไม่เมื่อยหน้าบ้างหรือไงนะวันๆ ทำอยู่หน้าเดียว
“นี่ เราให้เวลาไม่เกินหนึ่งทุ่มนะ ไม่งั้นจะกลับทันที” มิวเขยิบเข้ามาใกล้แล้วกระซิบ
“ครอบครัวนายโหดมากเหรอ”
“เกี่ยวอะไร”
“ก็แบบบังคับให้กลับบ้านก่อนหนึ่งทุ่มไง” ฉันจ้องหน้ามิวที่เริ่มกรอกตามองเพดานพร้อมกับถอนหายใจแล้วย้ายก้นกลับไปนั่งที่เดิม นี่ฉันถามอะไรผิดหรือเปล่านะ
“อ้าว หนูมิวทำไมทำหน้ามุ่ยแบบนั่นล่ะ” เสียงแม่ที่เพิ่งเข้ามาในห้องนั่งเล่นทักขึ้น
“ไม่มีอะไรครับ”
“ดีแล้ว แม่ก็คิดว่ายัยเพลินทำตัวให้น่ารำคาญใส่ซะอีก” อ้าวแม่! พูดงี้ได้ไง นี่ลูกนะ...ได้แต่โอดครวญในใจไปงั้นแหละ
“ถ้างั้นเรามาเข้าเรื่องที่แม่จะพูดเลยนะ เรื่องวิจัยเพลินคงเล่าได้ฟังแล้วเนอะ”
“ก็...เพลินเล่าให้ฟังบ้างแล้วครับ”
“แล้วหนูมิวว่าไง อยากจะเข้าร่วมวิจัยไหม”
“ผมคงต้องขอปฏิเสธครับ” มิวไม่ลังเลที่จะตอบสักนิดจนแม่ฉันหน้าเหวอ คงไม่คิดว่าหนูมิวของแม่จะดื้อด้านค้านหัวชาฝาแบบนี้มั้ง แต่แม่ของฉันก็ไม่ธรรมดาหรอกนะถ้าเป็นคนหรือของที่อยากได้มาอยู่ตรงหน้าแล้วยังไงก็ต้องได้
“โอเค ถ้าหนูมิวปฏิเสธแม่ก็ไม่ว่าอะไร” อ้าวเฮ้ย! ทำไมแม่ยอมง่ายล่ะฉันนี่นั่งงงเป็นไก่ตาแตกเลย
“ขอบคุณนะครับ”
“แต่ถ้าไม่ว่าอะไรแม่ขอไลน์ได้ไหม รู้สึกถูกชะตากับหนูยังไงไม่รู้”
“ครับ เอ่อ ไอดี M-A-Y-T-H-A-W-E-E” มิวสะกดไอดีไลน์ให้แม่ฉันฟังทีละตัว “ถ้ายังไงผมขอตัวกลับก่อนนะครับ”
“จะกลับแล้วเหรอ แม่อยากนั่งคุยกับหนูต่อจัง เดี๋ยวแม่เดินไปส่งนะ” แม่ยิ้มส่งสายตาเอ็นดูมิวราวกับลูกที่ท่านเบ่งมาด้วยตัวเอง ก่อนจะเดินออกไปส่งมิวที่หน้าบ้านทิ้งให้ฉันนั่งแกร่วคนเดียวในห้องนั่งเล่น
ผ่านไปพักใหญ่ๆ ซึ่งฉันเองก็ไม่รู้ว่าแม่ไปส่งมิวที่หน้าบ้านหรือไปส่งถึงบ้านเขากันแน่เพราะกลับมาถึงก็ยิ้มหน้าบาน...แบบไม่น่าไว้ใจเอาซะเลย
“หนูมิวนี่น่ารักจริงๆ เนอะ”
“เหรอคะ”
“ทำไมล่ะ มีเพื่อนในห้องน่ารักแบบนี้น่าจะชวนมาที่บ้านบ่อยๆ นะ” จะผิดไหมถ้าฉันเริ่มกลัวแม่ตัวเอง มีอย่างที่ไหนอยากให้ฉันชวนเพื่อนผู้ชายมาบ้านบ่อยๆ
“หนูเป็นผู้หญิงนะแม่ จะชวนผู้ชายมาที่บ้านบ่อยๆ ได้ไง”
“ไม่รู้สิต่อไปคงได้มาบ่อยเพราะแม่จัดการดึงเขาเข้ากลุ่มไลน์งานวิจัยเรียบร้อยแล้ว” พูดไม่พอแม่ยื่นหลักฐานจากโทรศัพท์ที่เปิดกลุ่มไลน์เอาไว้ซึ่งมีของมิวอยู่จริงๆ ด้วย
“เฮ้ย! ได้ไงอ่ะแม่ เขาไม่ว่าอะไรเหรอ” ฉันตกตะลึงถึงกับลุกขึ้นจากโซฟาเข้าไปดูโทรศัพท์ที่แม่เปิดสมาชิกในไลน์กลุ่มซึ่งมีมิวอยู่ด้วยให้เห็นกันไปชัดๆ
“ไม่นะ แม่ได้ไลน์หนูมิวปุ๊บก็ลากเข้ากลุ่มปั๊บเลย”
“นี่มันบังคับแล้วไหมแม่”
“ก็ไม่รู้สิแต่แม่ถือว่าอยู่ในกลุ่มแล้วแสดงว่ายินยอมที่จะเข้าร่วมทำงานวิจัย ถึงหนูมิวจะออกจากกลุ่มแม่ก็จะลากเขากลับมาอีก ความจริงแม่ก็ไม่อยากจะบังคับอะไรเขาหรอกนะแต่กับคนนี้...แม่ถูกชะตาจริงๆ”
ฉันได้แต่มองแม่พูดพร่ำอย่างอึ้งๆ สกิลการให้เข้าร่วมงานวิจัยของแม่น่ากลัวมากตอนแรกคิดว่าแม่จะถอยแต่ที่ไหนได้มัดมือชกซะงั้น...ก็นะ ฉันคงลืมไปว่ามนุษย์แม่ของฉันไม่ใช่ผู้หญิงธรรมดาแต่เปรียบเป็นแม่โคพันธุ์ถึกที่ตีหน้ามึนเก่งที่สุดในสามโลก!
…และฉันก็คงโดนมิวมองคาดโทษในวันต่อมาแน่ๆ
Hi!
สวัสดีค่ะ เรา Zebub_mk16 ชื่อ มุข นะคะ
ตื่นเต้นมากที่ได้เข้ารอบนักเขียนหน้าใสปี 9 ต้องขอบคุณทางแจ่มใสและ Dek-d ที่ให้โอกาสนี้
วันนี้มาลงตอน 2 ด้วยความหวั่นใจมากกกกก ก่อนอื่นขอบคุณทุกคอมเม้นคำแนะนำ ติชมเลยนะคะ แล้วเราจะนำไปพัฒนาและปรับปรุงต่อๆ ไป
สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทุกแรงเชียร์ โหวต ยังไงก็ฝากเรื่องนี้ไว้ในอ้อมอกอ้อมใจของทุกคนด้วยน้าาา ><
สู้ๆนะค้าาา
ดูน่าสนใจ น่าดึงดูด น่าติดตามมากๆ อ่านแล้วก็อยากรู้ว่าเรื่องจะเป็นยังไงต่อ
แต่ส่วนตัวคิดว่าหลายจุดในเรื่องยังไม่ค่อยสมเหตุสมผลเท่าไหร่
และบทสนทนาดูไม่เป็นธรรมชาติ การโต้ตอบกันดูแปลกๆ
แต่การบรรยายก็ถือว่าทำได้ดีนะคะ
ตอนนี้อยากรู้มากว่าตกลงมิวเป็นใครยังไงกันแน่ เหมือนเป็นคนสองบุคลิก
แอบคิดว่าอาจมีอาการทางจิตที่เรียกว่า บุคลิกาพแปรปรวน (Personality Disorders)
แต่คาดว่าคงไม่ใช่ไบโพล่าร์แน่ๆ เพราะไบโพล่าร์ไม่ใช่อาการแบบนี้ 5555
รออ่านตอนต่อไปนะคะ ❤
บทสนทนายังขึ้นๆ ลงๆ มีบางส่วนที่ไม่ต้องใส่มาก็ได้ การบรรยายก็ไม่สม่ำเสมอ บางจุดน้อย บางจุดมาก แล้วอยากให้ใส่เรื่องกลุ่มวิจัยเข้าอีกนิดหนึ่งเพื่อความสมเหตุสมผลของเรื่อง อยากรู้ว่าจะเป็นยังไงต่อ
รออ่านนะคะ