ไม่รู้เป็นเพราะความซวยหรืออะไรทำให้ฉันดันเข้าไปรับรู้อะไรบ้างอย่างที่ไม่ควรรู้เข้าของผู้ชายติ๋มๆ เพื่อนร่วมชั้นเรียน ทั้งยังต้องชักชวนเขามาให้ร่วมงานวิจัยกับแม่ให้ได้อีก!!
3
พี่ท็อปสุดป๊อป & คุณฮันผู้หยั่งรู้
ฉันเชื่อนะว่าเกือบทุกโรงเรียนต้องมีสาวสวยหนุ่มหล่อกันบ้าง และก็คงจะเป็นคนที่เราสามารถพูดได้ว่าปลื้มเขา ถ้าหากในความรู้สึกฉันก็คงมีคนหนึ่งที่ฉันรู้สึกปลื้ม เขาคือ ‘พี่ท็อป’ เป็นนักกีฬาตัวท็อปของโรงเรียน และเป็นทั้งประธานนักเรียน ใครๆ ก็ต่างชอบเขาเพราะโปรไฟล์ที่ดีขนาดนี้ แต่ฉันก็ยังไม่เคยคุยกับพี่ท็อปเป็นจริงเป็นจังสักครั้งมากสุดก็เดินผ่านกันที่โรงอาหาร และตอนนี้ฉันกำลังจะเข้าไปคุยพี่ท็อปแต่ว่าดันไม่กล้าเลยหลบอยู่หลังเสาของตึกเรียนแอบมองพี่ท็อปซึ่งกำลังนั่งกดโทรศัพท์เหมือนรอใครอยู่...นั่นก็คือฉันเองนั่นแหละ จริงๆ นะ ก็เมื่อเช้าน่ะสิ ก่อนเดินออกจากบ้านแม่ก็ทักฉัน...
‘รู้จักท็อปไหม’
‘กอล์ฟไมค์เหรอแม่? รู้จักสิ’
‘กอล์ฟไมค์บ้านแกสิ ฉันถามว่ารู้จักท็อปไหม ที่เป็นประธานเรียนน่ะ’
‘อ่อ รู้จักค่ะ’
‘ฝากไปบอกเขาด้วยว่าเสาร์นี้ให้ไปเจอแม่ที่สำนักงานวิจัย พี่เขาน่าจะอยู่ที่ตึก 4 ไปทำความรู้จักกันไว้ล่ะเราต้องร่วมงานกันอีกยาว’
‘จะ จริงเหรอแม่!?’
ณ วินาทีนั้นที่ฉันรู้ว่าพี่ท็อปสุดหล่อจะเข้าร่วมวิจัยกับแม่ด้วยเนี่ยมันทั้งตกใจและดีใจจนแทบจะแห่กลองยาววนรอบหมู่บ้าน ก็พี่ท็อปน่ะถือได้ว่าเป็นเซเลบอันดับหนึ่งของโรงเรียนเลยนะแค่คิดว่าเขาจะเข้ามาร่วมงานวิจัยกับแม่ แล้วเราสองคนก็ได้พูดคุยกันกระหนุงกระหนิง ฉันก็ฟินแล้ว
‘จะตะโกนเสียงดังทำไมกัน ก็จริงสิอย่าลืมไปเจอท็อปล่ะ เขาน่าจะรออยู่แล้ว’
‘ค่าา’
เพราะเหตุนี้นี่ไงทำให้ฉันต้องมายืนแอบอยู่หลังเสาไม่กล้าเข้าไปก็นี่เป็นครั้งแรกเลยนะที่จะได้คุยกับพี่ท็อปแบบตาจ้องตา แค่คิดขาฉันก็อ่อนระทวย แต่ถ้าไม่เดินออกไปตอนนี้พี่ท็อปก็คงนึกว่าฉันเป็นพวกไม่ตรงเวลา แม่ก็จะโดนกล่าวหาว่าไม่น่าเชื่อถือที่ส่งลูกมาคุยแล้วลูกไม่กล้าเข้าไปทัก
“เป็นไงเป็นกัน” ฉันพูดกับตัวเอง ก่อนจะหายใจเข้าพุธ ออกโทประมาณสามครั้ง แล้วเดินไปหยุดตรงหน้าพี่ท็อป “พะ พี่ท็อปสวัสดีค่ะ”
“เอ่อ น้องเพลินใช่ไหมครับ” งื้อ เสียงนี่หล่อบาดใจมาก เป็นครั้งแรกเลยที่ได้ยินเสียงพี่ท็อปชัดเจนและใกล้ขนาดนี้ถ้าเอาไปเล่าให้แก๊งชะนีสลาตันฟังพวกนั้นต้องอิจฉาฉันแน่ๆ
“ค่ะ”
“นั่งก่อนสิ” ฉันนั่งลงข้างๆ พี่ท็อปโดยเว้นระยะห่างเล็กน้อย
“พี่ชื่อท็อปนะครับ แม่เพลินคงบอกแล้วใช่ไหม” พี่ท็อปแนะนำตัวเองพร้อมกับยิ้มให้ นี่มันยิ้มกระชากวิญญาณชัดๆ “อ่ะให้ ไม่ต้องเกร็งขนาดนั้น พี่ไม่กัดหรอก” จู่ๆ เขาก็ยื่นอมยิ้มมาตรงหน้าเพื่อคลายความเกร็งของฉันที่นั่งตัวแข็งทื่อ ฉันหันไปมองใบหน้าที่ยิ้มกว้างก่อนจะยื่นมือไปรับอมยิ้ม
“ขอบคุณนะคะ”
“ไม่เป็นไร”
“พี่ท็อปคะ”
“ว่าไงครับ” พี่ท็อปหันหน้ามา ทำให้ฉันเผลอสบตาเข้ากับเจ้าของนัยน์ตาสีเฮเซลที่สามารถสะกดสายตาทุกคนเอาไว้อย่างชัดเจน อาจเป็นเพราะเขามีเสี้ยวของฝั่งแคนาดาทำให้เครื่องหน้าเขาแทบไร้ที่ติ
หื้อ~ แม่จ้าหนูอยากได้พี่เขา
“แม่ฝากมาบอกว่าวันเสาร์นี้ให้ไปเจอกันที่สำนักงานวิจัยเลยนะคะ ส่วนนี่เอกสารค่ะ” ฉันว่าพลางยื่นเอกสารให้พี่ท็อป
“แล้วนี่น้องเพลินอยู่ห้องไหนเดี๋ยวพี่เดินไปส่ง”
“ไม่เป็นไรค่ะ เพลินเดินไปเองได้” ถึงแม้ในใจอยากให้พี่เขาไปส่งแค่ไหนแต่ฉันก็ยังมีความเกรงใจอยู่ดี อีกอย่างดีไม่ดีเกิดแฟนคลับที่คลั่งไคล้พี่ท็อปมาเห็นเข้าชีวิตฉันคงอยู่ไม่เป็นสุข
“เอางั้นเหรอ ถ้างั้นพี่ไปก่อนนะ”
“ค่ะ”
ฉันมองพี่ท็อปที่เดินขึ้นไปบนอาคารเรียนจนลับตา ก่อนจะมองนาฬิกาข้อมือที่ใกล้จะได้เวลาเข้าแถวแล้วเลยตัดสินใจนั่งตรงนี้ต่อซะเลย
“ขอคุยด้วยหน่อย” เสียงทุ้มดังขึ้นเหนือหัวทำให้ฉันเงยหน้าไปมองคนที่เข้ามายืนด้วยสีหน้าบึ้งตึง
“มีอะไรหรือเปล่ามิว”
“เรื่องวิจัยของแม่เธอน่ะ เขาลากเราเข้ากลุ่มโดยไม่ถามความเห็นสักนิด เราออกจากกลุ่มแม่เธอก็ยังลากเข้าไปอีก พอเราทักไปแม่เธอก็ทำไม่รู้ไม่ชี้ อ่านแล้วไม่ตอบ ตีหน้ามึนกันทั้งแม่ทั้งลูก”
ฉันมองมิวตาปริบๆ นี่เป็นครั้งแรกเลยนะที่เขาพูดยาวแบบนี้แม้ว่าจะเพราะไม่พอใจแม่ฉันก็เถอะ ดีนะฉันเตรียมใจมาจากบ้านแล้วแหละว่าเขาต้องเข้ามาด่าให้แน่ๆ
แม่นะแม่หาเรื่องเดือดร้อนให้ฉันอีกแล้ว!
“อ่า งั้นเราขอโทษแทนแม่ด้วยนะ เดี๋ยวจะกลับไปบอกแม่ให้...”
“ความจริงเราก็เหนื่อยจะปฏิเสธแม่เธอแล้ว ฝากไปบอกแม่เธอหน่อยแล้วกันว่าถ้าอยากให้เราเข้าร่วมวิจัยอะไรนั่นจริงๆ อย่ามาก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวก็แล้วกัน”
“จริงระ...”
พูดจบเขาก็เดินกลับไปโดยไม่มีการล่ำลาสักนิด ไม่แม้แต่จะฟังเสียงทักท้วงถามของฉันเลย นึกจะมาก็มา จะไปก็ไปจริงๆ นายคนนี้ พอดีกับเสียงเพลงมาร์ชโรงเรียนดังขึ้นเป็นสัญญาณให้นักเรียนรีบมาเข้าแถวหน้าเสาธง ฉันจึงหยิบกระเป๋านักเรียนและเดินไปทางแถวของห้องตัวเองซึ่งมีเพื่อนทั้งสามหน่อรออยู่ก่อนแล้ว
“เมื่อกี้เห็นน้า” ไพร์ว่าแล้วเข้ามากระแซะไหล่ฉัน
“อะไรเหรอไพร่”
“อุ๊ย บอกแล้วไงว่าชื่อไพร์ ไม่ใช่ไพร่ตบปากตัวเองสามทีเลยนะ”
“แล้วตกลงกับติ๋มนี่ยังไงเห็นคุยกันบ่อยนะช่วงนี้ ปกติไม่เห็นจะเป็นแบบนี้” เจนนี่ถามอย่างจับผิดอีกคน
“ก็ไม่มีอะไรหรอกแค่คุยเรื่องงานของแม่น่ะ แล้วไม่ต้องมองหน้าเราแบบนั้นเลยนะ” ฉันชี้หน้าเพื่อนรายคนเมื่อพวกนั่นส่งสายตาเหมือนว่าแถได้แถไป
“ขอให้มันเป็นแค่เรื่องงานจริงๆ เถอะ เราไม่อยากให้เพลินเข้าไกลติ๋มเลย”
“เข้าไกลอะไรกัน เข้าใกล้ต่างหากย่ะหญิงมุน” ไพร์บอกหญิงมุนที่ยืนทำหน้างง ฉันลืมบอกไปสนิทเลยว่าหญิงมุนเป็นลูกครึ่งไทย-เกาหลี ที่เพิ่งย้ายมาอยู่ไทยได้สามปี ชื่อเต็มคือ มุน แชวาน ยังไม่ถนัดภาษาไทยนัก ชอบจำหรือพูดคำที่มีความหมายใกล้เคียงกันผิดอยู่เรื่อยไม่ก็ออกเสียงเพี้ยน
“เออๆ หยุดคุยก่อนเจ๊จิตเริ่มมองมาทางนี้แล้ว” ยัยเจนนี่ตัดปัญหาแล้วไปยืนเข้าแถวอย่างเรียบร้อยก่อนที่จะโดนด่ายกแก๊ง
รอบนี้ฉันคงต้องขอบคุณเจ๊จิตสินะที่ทำให้พวกมันหยุดซักไซ้สักที
‘วันนี้ไปแอบดูท็อปแล้วมารายงานด้วย’
นั่นคือประโยคที่แม่ทักแชตมาหาฉันเมื่อก่อนเวลาพักเที่ยง แม่บอกว่าอยากรู้นิสัยพื้นฐานของพี่ท็อปก่อนเริ่มการวิจัยฉันเลยตัดสินใจบอกเรื่องนี้กับแก๊งชะนีสลาตัน พอพวกมันรู้ก็แทบกรี๊ดลั่นยิ่งไพร์นี่เป็นปลื้มระริกระรี้อยากไปส่องพี่ท็อปสุดฤทธิ์สุดเดช
“แกอย่ากระโตกกระตากสิไพร่ เดี๋ยวพี่เขาก็รู้ว่าเราแอบส่องอยู่หรอก” เจนนี่ว่าให้
“ยัยเจน! บอกกี่ครั้งแล้วว่าให้เรียกไพร์ แต่แม่แกนี่ดีเนอะเพลินสนับสนุนให้ลูกส่องผู้ชายไม่เหมือนบ้านฉันแค่จับแก้วน้ำนิ้วก้อยกระดิกนิดเดียวพ่อแทบจะหั่นนิ้วทิ้ง ชีวิตดี๊ดีไปอีก”
ฉันปล่อยให้ไพร์บ่นของมันไป ก่อนจะมองพี่ท็อปที่กำลังเตะบอลอยู่กลางสนามฟุตบอล แดดจากดวงอาทิตย์แทบจะไหม้หัวอยู่รอมร่อแต่พวกผู้ชายที่เตะฟุตบอลกันอยู่นั่นดูไม่สะทกสะท้านสักนิด ผิวหนังพวกคุณทำมาจากเหล็กหรือไงกัน ขนาดฉันยืนในซุ้มยังสัมผัสถึงความร้อนเลย แล้วดูพี่ท็อปนั่นสิขนาดตากแดดยังมีความวิ้งค์มากกว่าผู้หญิงบางคนซะอีก
“โหย แฟนคลับพี่ท็อปอย่างเยอะเลย” หญิงมุนพูดพลางหยิบสมุดมาพัดหน้าตัวเอง เธอก็คงจะร้อนอยู่หรอกเพราะเคยอยู่ในประเทศที่มีอากาศหนาวก็ขนาดฉันอยู่ที่นี่มาทั้งชีวิตยังทนไม่ไหวเลย
“นี่พวกแกมีน้ำป่ะ ฉันจะเอาไปให้พี่ท็อปตอนเล่นบอลเสร็จ”
“ไพร่ กรุณาเบิกตาให้กว้างแล้วมองทางผู้หญิงที่ถือน้ำมาคนละขวดพวกนั้นสิ แกควรจะรู้นะว่าเขาก็เอามาให้พี่ท็อปเหมือนกันถ้าแกยังริจะเอาไปให้อีก พี่ท็อปคงได้กินจนน้ำท่วมปอดตายแน่”
เจนนี่ชี้ไปทางผู้หญิงที่นั่งกันเป็นสิบคน บางคนก็มีป้าย ‘FC P’TOP’ แบบที่ว่าเล่นใหญ่กันได้อีก
“เป็นสก๊อตไบร์ทหรือไง ชอบขัดตลอด เชอะ!”
“งั้นแกก็เป็นฝอยขัดหม้อแล้วล่ะ”
“มันก็เหมือนกันป่ะ”
“ไม่เหมือน เพราะสก็อตไบร์ทดูอินเตอร์กว่าฝอยขัดหม้ออย่างแกเยอะ”
นี่พวกมันสองคนไม่มีเรื่องจะทะเลาะกันแล้วใช่ไหม
“พวกแกหยุดทะเลาะกันสักนาทีเถอะ ขอร้องงง” ฉันถึงกับยกมือไหว้พวกมันทั้งสองคน ไพร์กับเจนนี่จึงยอมสงบศึกกันชั่วขณะ
จากที่ส่องพี่ท็อปจนจบเกมฝั่งพี่เขาก็ชนะตามคาด และฉันได้ค้นพบว่าพี่ท็อปนั่นหล่อทุกกระบวนท่าการยกขาขึ้นเตะลูกฟุตบอลและการวืดล้มไปอย่างเท่ๆ เรียกเสียงกรี๊ดจากสาวๆ ได้อย่างถล่มทลาย
ฉันมองพี่ท็อปที่กำลังเดินออกมาจากสนามฟุตบอลก่อนจะถูกพวกแฟนคลับทั้งหลายเข้าไปรุมทึ้งยิ่งกว่าแร้งลงซะอีก ถ้าฉันเป็นพี่ท็อปคงขยาดผู้หญิงไปอีกนาน น่ากลัวแรงงง
“เฮ้ย! ไอ้ติ๋มเอาลูกบอลไปเก็บด้วยเว้ย!” เสียงนั่นทำให้ฉันละสายตาจากพี่ท็อป หันไปมองพวกผู้ชายที่เรียนห้องเดียวกันเรียกมิว เขากำลังวิ่งเหยาะๆ เข้ามาจะเก็บลูกฟุตบอลที่อยู่บนพื้นสนามหญ้าระหว่างที่เดินเข้ามา หนึ่งในกลุ่มพวกนั้นก็เตะลูกฟุตบอลอัดเข้าตรงหน้าท้องของมิวอย่างจังจนเขาล้มลง
พลั่ก!
“โทษทีวะ ตีนมันลั่น ฮ่าๆๆ” พวกนั้นยืนหัวเราะกันโดยไม่สนใจมิวที่ดูเหมือนจะเจ็บหน้าท้องสักนิด มันจุกใช่เล่นเลยนะนั่น
ฉันมองเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยความรู้สึกแน่นอกอย่างบอกไม่ถูก ได้แต่สงสัยว่าทำไมพวกนั้นถึงต้องรังแกมิวไม่จบไม่สิ้นกันสักที หลายครั้งที่ฉันเห็นเขาถูกกระทำแบบนี้จากเพื่อนร่วมห้องแต่ฉันกลับไม่เคยยื่นมือเข้าไปช่วยเลยสักครั้ง ทั้งที่เขาเคยช่วยฉันไว้หลายครั้ง...แม้ว่าจะเอาตัวเองแทบไม่รอด
“กลับห้องเหอะเขาเลิกเล่นกันแล้ว” เจนนี่บอก
“พวกแกไปก่อนเลยนะ เราว่าจะเข้าห้องน้ำก่อนน่ะ” เป็นอีกครั้งที่ฉันยกประโยคนี้มาใช้โกหกเพื่อน
“อ้าว ให้ไปเป็นเพื่อนไหม”
“ไม่เป็นไร พวกแกไปก่อนเหอะเดี๋ยวเข้าสาย คาบเจ๊จิตด้วยนี่”
“เออๆ รีบตามมาแล้วกัน”
เมื่อเห็นแก๊งชะนีสลาตันเดินกันไปจนลับตาแล้ว ฉันจึงเดินตามมิวไปยังโรงยิมที่เขาเพิ่งเดินอุ้มลูกฟุตบอลเข้าไปเก็บไว้ทันที ไม่รู้ว่าป่านนี้เขาเป็นไงบ้างโดนบอลอัดไปแรงแบบนั้นคงเจ็บน่าดู พอเดินเข้าไปข้างในก็เห็นว่ามิวกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ริมลานบาสเกตบอล
“นายเป็นยังไงบ้าง” ฉันถามด้วยความเป็นห่วง
“ตามมาทำไม” เขาถามโดยไม่ปรายตามองฉันสักนิด
“ไปทายาที่ห้องพยาบาลไหม”
“ไม่เป็นไร เธอไปเรียนเถอะ”
“แต่มันจะช้ำในเอานะ”
“เราดูแลตัวเองได้”
“ดูแลตัวเองได้แล้วเป็นเบ๊ไอ้พวกนั้นทำไม ถ้ายังดูแลตัวเองไม่ได้ก็อย่าทำเป็นเก่ง แล้วก็หยุดทำตัวให้คนอื่นเป็นห่วงสักทีได้ไหม”
“คนอื่นที่ว่าเป็นห่วงนี่...ใครล่ะ” มิวตวัดสายตามองฉันก่อนกระตุกริมฝีปากยิ้มในเสี้ยววินาทีที่ฉันกะพริบตา
“ก็...พ่อแม่นายไง ถ้ากลับบ้านไปแล้วเห็นนายตัวช้ำแบบนี้คิดว่าเขาจะสบายใจหรือไง”
“คนแบบนั้นไม่สนใจเราหรอก” เขารำพึงกับตัวเองแต่ฉันดันได้ยิน
“ทำไมล่ะ”
“อย่ารู้เลย ถ้าไม่อยากให้เราช้ำในเธอก็ทายาให้เราสิ”
“หา!?”
ฉันงงเกินกว่าจะกู่กลับได้เมื่อจู่ๆ มิวก็เปลี่ยนเรื่องแล้วหยิบหลอดยาแก้ช้ำในมาตรงหน้า
“ทาสิ บ่นนักไม่ใช่เหรอ”
“ฮะ เอ่อ ก็ได้เลิกเสื้อขึ้นสิ” ฉันว่าพลางบีบยาใส่มือก่อนจ้องไปที่หน้าท้องของเขา
ฉ่าาา
อาการหูอื้อคล้ายได้ยินเสียงตอนกำลังผัดผักบุ้งไฟแดงดังขึ้นหน้าเริ่มร้อนๆ เมื่อเห็นว่าผู้ชายตรงหน้ามีกล้ามหน้าท้องกับเขาด้วย ไล่นับดูแล้วมีหกก้อน แน่นมากค่ะทุกคน เอ๊ย ฉันต้องทายาสิมัวคิดอะไรเนี่ยนังเพลิน!
“อะ ออกกำลังกายบ่อยเหรอ” ถามอะไรออกไปอีกเนี่ย
“อืม”
ขณะที่มือทายาฉันก็เบือนสายตาหนีจากกล้ามหน้าท้องนั่น ให้ตาย ครั้งแรกเลยนะที่ได้จ้องและสัมผัสก้อนเนื้อแน่นปึกชัดเจนยิ่งกว่าภาพ 4D ซะอีก
“ทำอะไรของเธอเนี่ย”
“ทายาไง” ฉันตอบแต่สายตายังจ้องไปยังแป้นบาสเกตบอลในสนาม ทำไมหน้าท้องมิวแปลกจังมีตุ่มๆ ด้วย หัวสิวหรือเปล่าเนี่ย
“ทายาอะไรของเธอเนี่ย มองบ้างสินี่ทาขึ้นมาถึงนมเราแล้ว เราโดนอัดที่ท้องนะเข้าใจอะไรผิดป่ะ”
มิวโวยวายใหญ่ ส่วนฉันพอตั้งสติได้ก็ละมือออกจากตรงนั้นทันที ได้แต่ขอโทษขอโพยเพราะไม่ได้ตั้งใจ ก็ใครจะไปรู้ลูบๆ อยู่มือมันก็ไปอยู่ตรงนั้นเองนะ อย่ามองเหมือนฉันเป็นผู้หญิงลามกสิ
“เฮ้ย! เราขอโทษไม่ได้ตั้งใจจะจับนมนายนะ”
“เฮ้อ จะไปไหนก็ไป เราทาเองได้” มิวโบกมือไล่
“แต่...” ฉันชะงักเมื่อมิวมองมาราวกับจะบอกให้ฉันหยุดพูดแล้วไสหัวไปได้แล้ว “ละ...แล้วไม่ขึ้นไปเรียนเหรอ”
“เรื่องของเราน่า”
ฉันกรอกตามองบนพร้อมเบะปากอย่างหมั่นไส้ในความเย่อหยิ่งของเขา เชอะ! ‘เรื่องของเราน่า’ สนตายล่ะ ฉันไปก็ได้วะ!
บ้าน
เลิกเรียนปุ๊บฉันก็ตรงดิ่งกลับมาบ้านอย่างเนือยๆ เนื่องจากเข้าห้องเรียนสาย เจ๊จิตเลยทำโทษโดยการออกมายืนคาบไม้บรรทัดหน้าห้องให้คนที่เดินผ่านไปมาหัวเราะเยาะ รู้งี้นะไม่เข้าเรียนซะดีกว่า เรียนก็ไม่ได้เรียน
“เป็นไร หน้าบูดมาเชียว” แม่ที่กำลังนั่งดูสารคดีสัตว์อยู่ในห้องนั่งเล่นทักขึ้นเมื่อฉันเดินเข้ามา
“ก็วันนี้เจ๊จิตให้หนูไปยืนคาบไม้บรรทัดหน้าห้องทำโทษที่เข้าสาย แถมยังไม่ให้หนูเข้าไปเรียนอีก”
“อยากเรียนว่างั้นเถอะ”
“เปล่าค่ะ” ฉันตอบอย่างเร็ว
“แล้วที่ให้ไปดูพี่ท็อปเขาเป็นไงบ้าง”
“ก็หล่อ ถ้าไม่ได้แม่หนูคงไม่ได้ไปคุยกับพี่ท็อปใกล้ขนาดนี้แน่ ขอบคุณนะคะ” ฉันเข้าไปกอดเอวแม่ก่อนจะโดนแม่ผลักหัวกลับมา
“ผิดประเด็นล่ะ ฉันให้ไปทำงานวิจัยไม่ใช่ให้ไปจีบหนุ่มนะ”
“งานวิจัยนั่นมันของแม่ไม่ใช่เหรอ”
“เป็นลูกก็ต้องช่วยแบ่งเบาภาระแม่สิ”
“แล้วหนูจะได้ส่วนแบ่งด้วยไหมล่ะ”
“เจ้าเล่ห์ตั้งแต่เด็กเลยนะ”
“เออแม่หนูมีเรื่องจะบอกด้วย”
“อะไรล่ะ แต่ถ้าไม่ใช่ข่าวดีก็มุดรูกลับไปเลยนะ” โหยย ใจร้ายจังยังไม่ทันเอ่ยปากก็จะให้ฉันกลับเข้ารูแล้ว
“มิวบอกว่าจะร่วมวิจัยแล้วนะ”
“จะ จริงเหรอ!!?” แม่ตะโกนลั่นบ้านจนฉันสะดุ้งโหยงทั้งยังกลัวข้างบ้านด่าให้ด้วยสิ อะไรจะดีใจเว่อร์วังขนาดนั้น “แม่นี่คิดไม่ผิดจริงๆ ว่าหนูมิวจะต้องใจอ่อน”
“แต่มีข้อแม้นะแม่”
“ข้อแม้อะไรก็รับได้หมดแล้วตอนนี้”
“มิวบอกว่าห้ามก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวเขามากเกินไป แม่ก็ระวังไว้หน่อยล่ะถ้าเกิดอีตานั่นทนไม่ไหวขึ้นมาได้จับหักคอทั้งหนูทั้งแม่แน่ๆ”
“โหยยย แค่นี้แม่ทำได้อยู่แล้ว ดีจังเลยต้องทักไปขอบคุณซะหน่อยแล้ว” แม่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาทันทีระหว่างพิมพ์อะไรยุกยิกปากก็ยิ้มไม่หุบ “เออ เพลิน”
“ว่าไงคะ”
“ตั้งแต่นี้ก็ตามดูพฤติกรรมทั้งท็อปทั้งหนูมิวเลยนะ”
“นี่แม่ใช้งานหนูเกินไปแล้วนะ” ฉันโอดครวญพลางไถลตัวลงไปนอนตักแม่
“ไม่รู้แหละแม่สั่งแล้วห้ามขัดคำสั่งหัด...”
“...หัดตอบแทนบุญคุณซะบ้าง น้ำนมแม่ที่หนูกินมันหลายหยดถ้าไม่มีมันหนูคงไม่โตมาป่านนี้ใช่ไหมคะ” ก่อนแม่จะพูดจบฉันก็พูดต่อประโยคที่จำได้จนขึ้นใจเพราะแม่มักยกมาใช้ตอนที่ฉันกำลังขัดคำสั่งแม่เสมอ
“รู้ก็ดีจ้ะ”
ณ สำนักงานวิจัยแห่งชาติ
สำนักงานแห่งนี้ถูกออกแบบให้มีรูปทรงตึกคล้ายไข่ไก่ในแนวตั้ง โครงสร้างส่วนใหญ่จะใช้กระจกเป็นหลัก เป็นตึกที่มีความสูงหลายสิบชั้น ภายในเป็นองค์กรเกี่ยวกับการทดลองทางวิทยาศาสตร์หลากหลายแขนง ซึ่งจะมีระบบรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุด ฉันเคยมาที่นี่นานๆ ครั้ง แต่มาทีไรก็มีเรื่องให้ตื่นเต้นทุกครั้งไปเพราะตลอดทางเดินที่เข้ามาจะเห็นห้องแล็บที่เป็นกระจกใสทำให้พวกเราสามารถมองทะลุผ่านไปถึงข้างในได้ และเห็นการทดลองต่างๆ ทุกคนที่อยู่ในห้องแล็บใส่เสื้อกาวน์กันหมด และต่างวุ่นวายกับงานตรงหน้า
ฉันโดนแม่ลากมาถึงสำนักงานตั้งแต่เช้าตรู่ เห็นมิวกับพี่ท็อปรออยู่ก่อนแล้วข้างหน้าตึกเนื่องจากทั้งสองคนเข้าไปไม่ได้หากไม่มีบัตรหรือนิ้วมือแสกนเข้าไป พอแม่เห็นพวกเขาทั้งสองคนก็ยิ้มแปล้แล้วเดินนำพวกเราเขาไปด้านใน พวกเราทั้งสามเดินตามแม่มาจนถึงโซน Psychology* โซนนี้พื้นที่ส่วนใหญ่จะเป็นห้องทำงานธรรมดาเหมือนพวกออฟฟิศทั่วไป เราทั้งหมดเข้าไปในห้องที่มีป้ายระบุว่าเป็นห้องของ ‘ศาสตราจารย์ฮัน’
“สวัสดีค่ะ ศาสตราจารย์ฮัน” แม่เปิดประตูเข้าไปทักทายศาสตราจารย์ฮัน
“อ้าว พี่นกสวัสดีครับ” ศาสตราจารย์ฮันละสายตาจากเอกสารตรงหน้ามองมายังแม่ ก่อนจะลุกขึ้นเชิญพวกเราไปนั่งโซฟารับแขกมุมห้องทำงาน “นั่งกันก่อนสิครับ ผมไม่คิดว่าพี่นกจะมาเร็วขนาดนี้นะเนี่ย” นกนี่ชื่อแม่ฉันเองค่ะ รู้แล้วอย่ามาล้อเชียวนะ
ฉันนั่งลงข้างๆ แม่ ก่อนมองไปรอบห้องทำงานที่ใหญ่กว่าห้องนอนบ้านฉันอีก ภายในตกแต่งด้วยโทนสีดำน้ำตาลทำให้ห้องนี้ดูหรูและรู้สึกถึงความขลัง มองไปด้านหลังโต๊ะทำงานก็จะมีชั้นวางของที่อัดแน่นไปด้วยหนังสือ ถัดจากนั้นไปทางขวามือจะเป็นประตูบานสีน้ำตาลซึ่งฉันคาดว่าน่าจะเป็นห้อง...
“ลูกๆ นี่ศาสตราจารย์ฮันนะจะมาเป็นผู้ช่วยแม่ในงานนี้นะ” เสียงของแม่ทำให้ฉันละทิ้งความคิดเมื่อครู่ไป
“สวัสดีค่ะ/สวัสดีครับ” พวกเรายกมือไหว้ศาสตราจาร์ฮัน
“เรียกผมว่าคุณฮันก็ได้นะ”
คุณฮันยิ้มให้พวกเราอย่างอบอุ่น แต่ยกเว้นฉันคนหนึ่งล่ะเพราะฉันเคยเจออิทธิฤทธิ์คุณฮันมาแล้วหนหนึ่ง แม่เคยบอกว่าคุณฮันอายุยังไม่ถึงสามสิบด้วยซ้ำแต่ได้เป็นศาสตราจารย์ขององค์กรนี้เนื่องจากไอคิวที่สูงถึง 180 กว่า ความจริงคุณฮันยังดูหนุ่มอยู่เลยนะ เขาเป็นผู้ชายรูปร่างสูงใหญ่ ผิวขาวซีด ปากแดงจัดมองผ่านๆ คล้ายแวมไพร์ในความคิดของฉัน ที่สำคัญเขามักชอบพูดจาแปลกๆ อย่างตอนที่เราสองคนเจอกันครั้งแรกและฉันเผลอไปสบตาเขาเข้า เขาก็ทักฉันว่า ‘อย่าโกหกแม่บ่อยนักล่ะ’ จนฉันนี่เงิบเลยเพราะมันค่อนข้างจริงไง คิดไปต่างๆ นานาว่าผู้ชายคนนี้เป็นพี่ริวจิตสัมผัสแปลงร่างมาหรือเปล่า จนแม่บอกอีกนั่นแหละว่าคุณฮันเป็นคนมองคนขาดแค่แวบแรกที่สบตากันเขาก็รู้แล้วบุคคลคนนี้นิสัยเป็นยังไง จนทุกวันนี้ฉันไม่กล้าสบตาคุณฮันอีกเลย
“นี่ประวัติของสองคนนี้นะ พี่รบกวนฮันช่วยดูให้หน่อยว่าผ่านเกณฑ์ไหม” แม่ยื่นเอกสารไปให้คุณฮัน เขารับมาเปิดดูก่อนจะปรายตามองมาทางมิวและพี่ท็อปที่นั่งกันเงียบ ฉันเหล่ตามองคุณฮันที่เริ่มหรี่ตามองหน้ามิวกับพี่ท็อปสลับไปมาก่อนจะจ้องใบหน้าของมิวนิ่งๆ หลายวินาที
“ผมขอบัตรประชาชนของคุณหน่อยสิครับ” เขาสบตาเข้ากับมิวก่อนจะแบมือขอบัตรประชาชน ฉันนี่ใจหายวาบเลย รู้อย่างนี้ก่อนเข้ามาในห้องนี้ฉันน่าจะบอกพวกเขาทั้งสองคนว่าอย่าเผลอไปมองตาคุณฮันเข้าเชียว
“เอาไปทำไมครับ” มิวก็ยังดื้อด้านไม่ให้ง่ายๆ พวกเขาสองคนสบตากันตรงๆ ก่อนที่คุณฮันจะเหยียดยิ้มมุมปาก
“แค่อยากรู้อะไรบางอย่างครับ เชื่อใจสิเรื่องที่คุณปิดบังไว้ผมไม่บอกใครหรอก” คุณฮันพูดเหมือนกับนั่งคุยกับมิวแค่สองคนงั้นแหละ คราวนี้ฉันก็เลยรู้ว่ามิวมีเรื่องปิดบังไว้อย่างที่คิดจริงๆ
ฉันมองมิวทำท่าฮึดฮัดก่อนจะยื่นบัตรประชาชนไปให้อย่างรวดเร็วจนมองตามไม่ทัน คุณฮันมองบัตรประชาชนของมิวก่อนจะกระตุกยิ้มมุมปากอย่างกับตัวร้ายในละครหลังข่าวก่อนส่งคืนมิว
“ฮันว่าข้อมูลของสองคนนี้เป็นไงบ้าง”
“ผมว่า...สองคนนี้...น่าสนใจดี”
“พี่ก็คิดเหมือนเรานะ”
“ว่าแต่พวกคุณรู้ไหมครับว่าเราจะทำวิจัยเรื่องอะไรกัน” คุณฮันหันไปถามพวกเขาทั้งสอง
“รู้ครับ” พี่ท็อปตอบ
“เราจะทำวิจัยเกี่ยวกับสัญชาตญาณของคน...สัญชาตญาณที่ฝังลึกอยู่ภายใต้จิตใจของเราตั้งแต่เกิด ไม่ว่าตอนนี้พวกคุณจะเป็นใคร แต่เมื่อถึงยามคับขันคุณไม่สามารถปิดบังมันได้อีกต่อไป...ผมยินดีที่ได้ร่วมงานกับพวกคุณอย่างเป็นทางการนะครับ”
รอยยิ้มและคำพูดที่แฝงนัยยะของคุณฮัน ทำให้ฉันเริ่มเสียวสันหลังวาบแทนพวกเขาแล้วสิ!
*Psychology หรือ จิตวิทยา คือ ศาสตร์ที่ว่าด้วยการศึกษาเกี่ยวกับจิตใจ กระบวนความคิด และพฤติกรรมของมนุษย์ด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
เฮลลโหล มาเซย์ฮัลโหลกันอีกครั้งในตอนที่ 3 อยากจะบอกว่าชื่อตอนเป็นอะไรที่สิ้นคิดมากกก คือคิดชื่อตอนไม่ออกเลยตั้งเป็นชื่อตัวละครใหม่ซะเลย ตัวละครที่เพิ่มมานี้เราอยากบอกว่าชอบคาแรคเตอร์ของทั้งสองมากโดยเฉพาะคุณฮัน
แล้วก็ขอบคุณคอมเม้นของพี่ลูกชุบมากเลยนะคะที่มาช่วยชี้แนะให้หนูเห็นถึงข้อบกพร่องในแต่ละจุดและนำไปปรับแก้ หนูก็พยายามนำไปปรับ
สุดท้ายนี้ก็ขอขอบคุณนักอ่านทุกคนที่โหวตและคอมเมนต์กันมาเลยนะคะ ขอบคุณมากๆๆ _/\_ ยังไงก็ติดตามกันไปเรื่อยๆ เนอะ
แล้วเจอกันใหม่ในตอน 4 นะค้าา^^

โอเคมันเริ่มเข้าเรื่องแล้วเนอะ
- มิวออกกำลังกายแต่ไม่สู้คนอื่น เพราะไม่อยากมีเรื่อง??
- เรื่องการวิจัยอะไรพี่ว่ามันยังแปร่งๆ หน่อย แต่จะหยวนให้ รอดูว่าจะไปทิศทางไหนต่อ
- ศาสตราจารย์น่าสนใจดีนะ คาแรคเตอร์แบบนี้
- บทสนทนาบางช่วงยังเวิ่นไม่ค่อยเข้าประเด็น อ่านบทสนทนาแล้วไม่ได้อินตามไปด้วย ลองปรับดูน้า
- บรรยายน้อยเหมือนเดิม ไม่ได้บอกว่าไม่ดีนะ แต่บางจุดที่ต้องการรายละเอียดหน่อยเช่นการเปลี่ยนฉาก การเปิดฉาก บางจุดยังห้วนไปนะคะ