ไม่รู้เป็นเพราะความซวยหรืออะไรทำให้ฉันดันเข้าไปรับรู้อะไรบ้างอย่างที่ไม่ควรรู้เข้าของผู้ชายติ๋มๆ เพื่อนร่วมชั้นเรียน ทั้งยังต้องชักชวนเขามาให้ร่วมงานวิจัยกับแม่ให้ได้อีก!!
5
คุณฮันสั่งมา
ฉันโดนแม่ทิ้ง...
ความรู้สึกหลังจากตื่นขึ้นมาแล้วเจอจดหมายข้างหัวเตียงโดยลายมือแม่ทำให้ฉันใจเต้นตึกตักด้วยความระทึกว่าแม่จะเล่นพิเรนทร์อะไรตั้งแต่ตอนเช้า แต่พออ่านจบปุ๊บฉันก็ต้องตบหน้าตัวเองเรียกสติเมื่อพบกับสิ่งที่แม่เขียนไว้
‘ถึง เพลิน
กว่าเพลินจะตื่นมาอ่านจดหมายนี้แม่คงไม่อยู่บ้านแล้ว เนื่องจากหลังจากแม่พักงานมาเนิ่นนานและตอนนี้เวลาวันหยุดของแม่ก็หมดลงไปแล้ว เลยถูกเรียกตัวไปทำงานที่มันรัดตัวเอามากๆ จนไม่มีเวลากลับบ้านสัก 1-2 อาทิตย์ แม่อาจจะกลับไปบ้านบ้างหากมีเวลาว่างอันเล็กน้อย ส่วนเรื่องงานวิจัยช่วงนี้แม่จะให้คุณฮันเขาดูแลไปก่อน มีปัญหาอะไรก็ปรึกษาคุณฮันได้เลยนะ ยังไงช่วงที่แม่ไม่อยู่ก็ดูแลบ้านให้ดีๆ ล่ะ ระวังตัวเองด้วย แล้วเจอกันเมื่อแม่ว่างงาน
จาก ขุ่นแม่สุดสวย’
นั่นก็แสดงว่าตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงประมาณอีก 2 อาทิตย์ฉันต้องอยู่บ้านคนเดียวน่ะสิ รู้สึกถึงความลำบากว่าเยือนอย่างฉับพลัน ทำไมก่อนนหน้านี้แม่ไม่บอกให้ฉันเตรียมใจก่อนเนี่ย ทำไมแม่ถึงทิ้งฉันไปอย่างนี้ ฉันเตรียมใจไม่ทัน…
เตรียมใจดีใจไม่ทันน่ะสิ!
“หึ ฮ่าๆๆ โอ้เย้” อย่าได้คิดว่าฉันเป็นบ้าเชียวที่หัวเราะแบบนี้ ความจริงฉันค่อนข้างจะชินแล้วที่แม่มักไม่ค่อยกลับมานอนบ้านในช่วงที่มีงานรัดตัวแบบนี้ แต่แค่รอบนี้แม่ไม่ได้บอกกันล่วงหน้ามันเลยทำให้ฉันตกใจในคราวแรกก่อนแปรเปลี่ยนเป็นความดีใจเข้ามาแทนที่
ฉันลุกขึ้นกระโดดโลดเต้นบนเตียงไปมาก่อนจะก้าวยาวๆ ไปทางตู้เสื้อผ้าแล้วเดินเข้าห้องน้ำไปชำระล้างกาย เพื่อจะออกไปหาอะไรกินนอกบ้านซึ่งก็คงไม่พ้นร้านอาหารตามสั่งหน้าปากซอยนี่แหละ
หลังจากดูความเรียบร้อยของบ้านเสร็จฉันก็ออกมาจากบ้านโดยที่ไม่ลืมล็อกประตูรั้ว หยิบกระเป๋าสตางค์และกุญแจบ้านออกมาด้วย ระยะทางจากบ้านไปหน้าปากซอยไม่ได้ไกลเท่าไหร่นักฉันจึงตัดสินใจเดินไปแทนการขับรถ ช่วยโลกลดมลพิษแถมยังได้ออกกำลังกาย ฉันนี่มันคนดีของสังคมจริงๆ
ตึก ตึก ตึก
เสียงเดินย่ำเท้าของฉันดังขึ้นเมื่อบริเวณนี้ไร้ซึ่งเสียงอื่นๆ ไม่ใช่แค่นั้นฉันคิดว่ามันแปลกไปกว่าทุกทีเมื่อรู้สึกว่ามีใครจ้องมองมาจากด้านหลังทั้งที่ๆ ก่อนออกจากบ้านฉันมองไปทางไหนก็ไม่เจอใครเลยนะ ถ้าเป็นสิ่งลี้ลับจะเล่นงานตอนกลางวันแสกๆ ก็เกินไปไหม
พรึบ
ฉันหันหลังกลับไปมองทางด้านหลังแต่พบเพียงความว่างเปล่าและสายลมที่พัดใบไม้ไปมาบนพื้นถนน จู่ๆ ขนก็ลุกซู่อย่างไร้สาเหตุ ฉันเม้มปากแน่นแล้วเดินต่อไปอย่างรีบเร่ง
ตึก ตึก
นั่นไงเสียงเดินแบบนี้มีคนตามฉันว่าจริงๆ ด้วยถ้าเป็นสิ่งลี้ลับแบบที่คิดมันคงเดินไม่มีเสียงหรอกใช่ไหมล่ะ ฉับรีบเร่งเท้าให้เร็วขึ้นแต่เหมือนโชคชะตาจะไม่เป็นใจเมื่ออีกฝ่ายก็เร่งเท้าตามมาเรื่อยๆ ฉันเริ่มเห็นเงาคนลางๆ ที่อยู่บนพื้นถนนเริ่มใกล้เข้ามา บางครั้งคนก็น่ากลัวกว่าผีซะอีก นี่มันหมู่บ้านร้างหรือยังไงทำไมเวลาป่านนี้ยังไม่มีเสียงคุยกันกันเลย เสียงรถก็ไม่มี ปกติฉันมักจะเดินไปถึงหน้าปากซอยแค่ไม่กี่นาทีด้วยซ้ำแต่ทำไมวันนี้ระยะทางมันช่างยาวไกลจัง
“นะโมตัสสะ ภควาโต พ่อจ้าแม่จ้าช่วยหนูด้วย สัพเพสัพตา เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย” ฉันพึมพำกับตัวเองระหว่างเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นกว่าเดิม พยายามสวดมนต์ภาวนาที่ไม่ปะติดปะต่อกันราวกับอีบ้าข้างถนนเต็มแก่
แปะ!
“ฮือออ” แรงแตะที่ไหล่ขวาทำให้ฉันที่กำลังเดินรู้สึกอ่อนแรงอย่างฉับพลันจนทรุดลงไปนั่งยองอยู่กลางซอยของหมูบ้าน มือทั้งสองยกขึ้นปิดหน้าปิดตาโดยอัตโนมัติ น้ำหูน้ำตาไหลออกมาอย่างไร้สาเหตุ “อย่าทำหนูเลยนะ หนูกลัวแล้ว” ฉันปิดตาปี๋ก่อนจะยกมือไหว้เหนือหัว วินาทีนี้ไม่รู้หรอกว่าเป็นใครที่เดินตามมาแต่ขอไหว้ไว้ก่อน
“นี่ เราเอง” น้ำเสียงคุ้นหูแบบนี้มีคนเดียวเท่านั้น ฉันค่อยๆ ลดมือที่ไหว้ลงแล้วลืมตามองคนนั่งยองแบบเดียวกันตรงหน้า
“มะ มิว ฮือออ ไอ้บ้า!” พอเห็นหน้ามิวฉันก็ปล่อยโฮยกใหญ่ ตามด้วยทุบไหล่เขาไม่ยั้งโทษฐานที่ทำให้ฉันเกือบหัวใจวาย “นายเดินตามเรามาเหรอ”
“อืม” เขาพยักก่อนลุกขึ้นยืน ฉันเลยปาดน้ำตาอย่างลวกๆ แล้วยืนขึ้นบ้าง
“เดินตามเราแล้วจะหลบๆ ซ่อนๆ ทำไม ถ้าเราหัวใจวายขึ้นมาทำไง” ว่าแล้วก็ทุบเขาอีกที
“ก็คุณฮันเขาบอกให้เรามาดูเธอ”
“คุณฮัน? แล้วนายก็เชื่อฟังเขาเนี่ยนะ”
“อืม”
“แปลกจัง ปกตินายดื้อด้านจะตาย แต่พอคุณฮันบอกนายก็วิ่งแจ้นมาเดินตามเราเลยเนี่ยนะ แปลก แปลกมากๆ ด้วย” ฉันหรี่ตามองเขา “งั้นไหนๆ นายก็เดินตามเรามาแล้ว ไปกินข้าวด้วยกันไหมล่ะ”
“กินมาแล้ว”
“ไม่เป็นไร คุณฮันบอกว่าให้นายมาดูเราใช่ไหม งั้นไปดูเรากินข้าวก็ได้นะ”
ในที่สุดฉันก็ลากมิวมายังร้านอาหารตามสั่งหน้าปากซอยได้สำเร็จ จัดการสั่งผัดกะเพราเมนูเบสิกเรียบร้อยพวกเราก็เข้ามานั่งภายในร้าน ฉันมองมิวที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ฉันนั่งเท้าคางมองหน้าเขาอย่างครุ่นคิดก่อนความคิดหนึ่งโผล่ขึ้นมาในหัว...ถ้าจำไม่ผิดฉันจำได้นะว่าวันนั้นที่เราวิ่งหนีผู้ชายชุดดำ เขาไม่ได้ใส่แว่นสายตานี่นา
“นายสายตาสั้นเหรอ”
“อืม”
“แล้วสั้นเท่าไหร่”
“250”
“แล้ว...”
“เป็นเจ้าหนูจำไมหรือไง ถามอยู่นั่น”
“เหอะ ไม่ถามแล้วก็ได้” พอดีกับข้าวผัดกะเพราะไข่ดาวถูกยกมาเสิร์ฟ ฉันจึงลงมือจัดการกับข้าวตรงหน้าอย่างเอร็ดอร่อย
“...”
“ว่าแต่ไม่กินจริงๆ นะ” พอเห็นเขามองอยู่ฉันเลยถามกลับ “กินไหมเดี๋ยวเราเลี้ยงเลย”
“ก็บอกว่ากินมาแล้ว เธอก็รีบๆ กินเถอะจะได้กลับบ้าน”
“นี่จะเดินไปส่งเราที่บ้านด้วยเหรอ ความจริงนายไม่ต้องทำก็ได้นะ เดี๋ยวเราบอกคุณฮันให้ว่านายดูแลเราดีมากกก กินข้าวก็มานั่งจ้องจนกินไม่ลงเลยเนี่ย” ฉันพูดอย่างประชดประชัน “แล้ว...กึก โอ้ยเอ็บ” ฉันที่กำลังอ้าปากพูดถูกมิวยัดช้อนที่มีข้าวพูนช้อนเข้ามาในปากเต็มคำ เต็มปากไม่พอช้อนยังกระทบเข้ากับฟันหน้าไปอีก เจ็บ!
“ช่วยหยุดพูดแล้วกินๆ ไปสักที”
“พูดดีๆ ก็ได้นี่” ฉันบู้ปากอย่างไม่พอใจที่เขามาทำฟันหน้าฉันเกือบโยกเลย
วันต่อมา...
ฉันที่อยู่ในชุดนักเรียนถูกระเบียบกำลังนั่งรอรถเมล์ตรงหน้าปากซอยในช่วงเวลาเจ็ดโมงเช้าของทุกวันที่มีเรียน มองไปยังที่รถแล่นผ่านไปมา ดีนะที่แถวนี้รถไม่ค่อยติด ทำให้ฉันไม่ต้องมายืนตบยุงรอรถเมล์ตั้งแต่ตีห้าตีหก ฉันชะเง้อคอมองว่าเมื่อไหร่รถเมล์จะมาสักทีปกติเวลานี้มาจอดแล้วนะหรือว่ารถจะเสียอีกสายนี้ยิ่งชอบเสียบ่อยๆ ซะด้วย
โอ๊ะ! นั่นไงคิดไม่ทันไรก็ขับมาให้เห็นแต่ไกล
“ไปเถอะ รถเมล์มานู้นแล้ว” จู่ๆ ฉันก็ถูกมือปริศนาดึงให้ลุกขึ้นไปยืนรอรถเมล์ที่กำลังขับเข้ามาจอดริมฟุตปาธ
“เฮ้ยๆ อะไรเนี่ย” ฉันร้องเสียงหลง ก่อนสะบัดแขนออกจากมือปริศนานั่นที่บังอาจมาลากแขนฉันโดยไม่บอกกล่าวกัน “มิว...นายอีกแล้วเหรอ”
ทำไมช่วงนี้ฉันถึงเจอเขาบ่อยจัง แถมเจอแต่ละครั้งก็ทำให้ฉันเกือบหัวใจวายทุกทีไป โผล่มาดีๆ ไม่เป็นหรือไงนายคนนี้
“อืม รีบขึ้นรถเหอะ” ฉันถูกเขาดันหลังให้รีบขึ้นรถเมล์ก่อนเขาจะตามขึ้นมา วันนี้บนรถเมล์คนน้อยกว่าวันก่อนๆ ทำให้เราสองคนมีที่นั่งไม่ต้องไปยืนโหนเสาดมกลิ่นรักแร้ใครเข้าในยามเช้า
“นายมาตอนไหนเนี่ย ทำไมถึงเราไม่เห็นเลย” ฉันถามมิวที่นั่งอยู่ข้างๆ
“ก่อนเธอมานั่งรอรถเมล์สักห้านาที”
“หือ ถ้ามาก่อนเราก็ต้องเห็นนายสิ นี่นายวาร์ปหรือว่ามีผ้าคลุมล่องหนแบบแฮรี่พอตเตอร์หรือไง”
“เพ้อเจ้อ” ว่าไม่พอเขายังผลักหัวฉันไปชนกับหน้าต่างจนเกิดเสียงดัง ‘โป๊ก!’
“โอ้ย มันเจ็บไหมเนี่ย” ฉันลูบหัวตัวเองป้อยๆ “ว่าแต่ทำไมนายถึงมายืนรอรถเมล์ที่ป้ายนี้ล่ะ” ถ้าจำไม่ผิดบ้านของเขาไม่ได้อยู่ละแวกนี้เลยนะ
“คุณฮันสั่งมา”
คุณฮันอีกแล้ว...ฉันไม่เข้าใจความคิดคุณฮันเอาซะเลย ที่เขาคอยสั่งมิวให้มาตามฉันแบบนี้ไม่เห็นมันจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการวิจัยตรงไหน แล้วมิวนี่ก็แปลกๆ ทำตามที่คุณฮันสั่งไปซะทุกอย่าง
เรานั่งข้างกันอย่างเงียบๆ ไปตลอดทางจนถึงป้ายหนึ่งซึ่งมีเด็กนักเรียนที่เรียนโรงเรียนเดียวกับพวกเราประมาณสามคนขึ้นมาบนรถเมล์ จู่ๆ มิวก็ลุกขึ้นไปนั่งข้างหลังสุดทั้งที่เขาไม่จำเป็นต้องย้ายไปนั่งตรงนั้นด้วยซ้ำ ฉันหันไปมองเขาที่นั่งด้านหลังสุดด้วยความสับสน บางครั้งก็รู้สึกเหมือนเราเป็นเพื่อนกัน บางครั้งเขาก็ทำเหมือนฉันเป็นคนแปลกหน้า
คิดจะไปก็ไป คิดจะมาก็มา...เห็นความรู้สึกฉันเป็นของเล่นหรือไง
ตั้งแต่มิวเลือกที่จะแยกนั่งกับฉันบนรถเมล์เราก็ไม่คุยกันอีก ทั้งที่เราสองคนเริ่มจะพูดจากันดีๆ แล้วแท้ๆ แต่เขากลับทำเป็นเมินฉันอีกครั้ง คิดว่าตัวเองดีมาจากไหนถึงได้เมินฉันเมื่อไหร่ตามที่ใจต้องการแบบนี้ สมองฉันยังคงคิดเรื่องนี้ไม่หยุดหย่อน ไม่เข้าใจทำไมมิวถึงได้ทำเป็นรังเกียจไม่กล้านั่งใกล้เมื่อเห็นพวกเด็กโรงเรียนเดียวกันขึ้นมาบนรถเมล์ กลัวคนอื่นรู้หรือไงว่าเราสองคนรู้จักกัน เขาอายหรือไงที่เป็นเพื่อนกับคนอย่างฉันน่ะ ไอ้ผู้ชายบ้าเอ๊ยย
“มันเป็นอะไรของมันเนี่ย”
“ไม่รู้วะ”
“เจนแกลองตบหน้ามันดูดิ เผื่อจะกลับมายังโลกมนุษย์”
“เพลินไปโลกต่างด่าวอยู่เหรอ”
“โอย ปวดหัวกับเพลินไม่พอยังมาเพลียกับหญิงมุนอีก ฉันล่ะอยากจะชักวันละห้ารอบ”
“ชักอะไรเหรอ”
“ชักเย่อมั้งหญิงมุน”
เสียงของแก๊งชะนีสลาตันเข้าหูซ้ายทะลุออกหูขวาบ้าง แต่ฉันยังคงนั่งเท้าคางบนโต๊ะมองกระดานหน้าห้องที่ไร้รอยขีดเขียนด้วยอารมณ์สับสน จู่ๆ ภาพในวันวานก็ปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง
…
ตอนนั้นฉันยังอยู่ ม.4 แม่บอกว่าจะมารับหลังเลิกเรียน แต่รอจนเย็นในโรงเรียนร้างผู้คนมีเพียงยามและนักเรียนบางส่วนที่ยังคงขับรถไปมาหน้าโรงเรียนทำตัวเป็นอันธพาล สุดท้ายคนพวกนั้นก็จอดรถแถวที่ฉันยืนอยู่ก่อนพวกมันจะย่างสามขุมเข้ามาหาใกล้ฉัน วินาทีนั้นฉันพยายามตั้งหลักและนับหนึ่งถึงสิบไปในใจ ใจมันทั้งกลัวไปหมดว่ารุ่นพี่พวกนั้นจะเข้ามามิดีมิร้ายอย่างข่าวที่เจอได้ในทุกๆ วัน และฉันไม่อยากเป็นอีกรายที่ตกอยู่ในสภาพแบบนั้น
‘อ้าว น้องเพลินยังไม่กลับบ้านเหรอครับ’ พี่คนหนึ่งที่มีรอยแผลเป็นที่ใบหน้าถามขึ้นพร้อมเดินเข้ามาใกล้ฉันเรื่อยๆ ฉันพยายามใจเย็นทำเนียนเป็นเอามือล้วงกระเป๋าเพื่อกดโทรศัพท์ไปหาแม่เมื่อสบโอกาส
‘พี่นี่แฟนคลับน้องเพลินเลยนะอยากคุยกันมาตั้งนานแล้ว’ ยิ่งคนพวกนั้นเอาหน้ามาใกล้ฉันก็ยิ่งขยะแขยงยิ่งกว่าขยะเปียกที่หมักหมมมาเป็นปีซะอีก
‘ออกไปนะ’ หนึ่งในพวกมันถือวิสาสะมาจับแขนฉันจึงรีบสะบัดออกอย่างรังเกียจ หน้าตาไม่ดียังมาทำตัวสารเลวกันอีก
‘ว้าว น้องเพลินพูดกับพี่แล้ว’
พวกมันยิ้มกันอย่างพวกโรคจิตวิตถาร ในใจฉันภาวนาให้แม่มารับฉันเร็วๆ ไม่งั้นฉันได้สติแตกก่อนแน่ๆ
ป๊อก!
กระป๋องน้ำอัดลมปริศนาลอยเข้ามากระทบหัวของพวกมันคนใดคนหนึ่ง พวกนั้นเลือดขึ้นหน้าและมองหาคนที่โยนกระป๋องใส่ พอหันกลับไปก็เห็นมิวทำหน้าซื่อคล้ายว่าจะร้องไห้อยู่รอมร่อ
‘ไอ้ติ๋ม!!’ รุ่นพี่ที่มีรอยแผลตะโกนลั่นอย่างโกรธจัด
‘ผะ ผมขอโทษครับพอดีจะโยนลงถังขยะ’ มิวก้มหน้าก้มตาขอโทษพวกเขา
‘แล้วเห็นหัวกูเป็นถังขยะหรือไงวะ!’ รุ่นพี่พวกนั้นหันไปสนใจมิวกันทั้งหมด นี่เป็นโอกาสที่จะให้ฉันหนีไปแต่ฉันยังเลือกอยู่ตรงนี้ก็เพราะเป็นห่วงมิว ยังไงทุกวันนี้เขาก็โดนพวกในห้องรุมแกล้งมากพอแล้ว ถ้ายังมาโดนรุนพี่ทำร้ายเพิ่มอีกแบบนี้ชีวิตเขาคงถึงฆาตเอาสักวัน นี่ฉันไม่ได้แช่งนะ
‘เปล่าครับ’
‘แล้วโยนใส่หัวกูทำไม!’
พวกมันกระชากคอเสื้อมิวจนสุดท้ายเขาคุกเข่าลงกับพื้น ระหว่างที่คนพวกนั้นเริ่มหงุดหงิดใส่มิวฉันก็เห็นเขามองมาที่ฉัน ทำปากเหมือนจะบอกว่า ‘รีบหนีไปสิ’ แต่ว่าจะให้ฉันหนีไปขณะที่เขากำลังเอาตัวเองมาเสี่ยงแบบนี้เนี่ยนะ เขาคิดว่าฉันจะใจจืดใจดำทิ้งเขาลงหรือไงกัน ฉันส่ายหน้าไปมาพลางหาทางหนีทีไล่ ตอนนั้นมองเห็นแสงรำไรก็คงจะเป็นลุงยามที่แก่หงำเหงือกแล้วแหละ
คิดได้ดังนั้นฉันจึงรีบวิ่งไปทางป้อมยามหน้าโรงเรียนเพิ่งรู้วันนี้นี่แหละว่าแถวโรงเรียนของฉันพอเลิกเรียนปุ๊บก็ไร้ผู้คนจนน่ากลัว
‘ลุงยามคะๆ’ ฉันตะโกนเรียกลุงยามที่กำลังนอนอยู่ในป้อมยาม
‘อะไรนังหนู ทำไมป่านนี้แล้วเอ็งยังไม่กลับบ้านอีก’ ลุงยามผู้มีผมขาวทั้งหัวจากธรรมชาติลุกขึ้นมา
‘คือเพื่อนหนูจะโดนพวกรุ่นพี่ต่อยค่ะ ลุงช่วยรีบไปห้ามหน่อยสิ’ ฉันกล่าวอย่างรนรานก่อนจะดึงลุงยามออกมาจากป้อมเพื่อเร่งให้ไปช่วยมิวให้ทันเวลา
‘โว๊ะ เด็กสมัยนี้ข้าจะปราบให้เข็ดหลาบ’
ฉันเดินนำลุงที่ถือตะบองอย่างเร่งรีบมาทางที่พวกนั้นอยู่เมื่อครู่ พอมาถึงก็ไร้วี่แววสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคนอยู่บริเวณนี้ มีเพียงกระป๋องน้ำอัดลมที่กลิ้งไปมาอยู่บนพื้นให้ดูต่างหน้า
วี่ๆๆ
ความรู้สึกที่ว่ามีแมลงวันบินอยู่รอบหัวนี่มันอะไรกัน ว่างเปล่าที่สุด
‘ไหนล่ะเพื่อนเอ็ง’ ลุงยามรอบไปมารอบๆ ก่อนจะหันมาถามฉันเมื่อไม่พบใครสักคน
‘เอ่อ หนูก็...’ ฉันทำหน้าลำบากใจ รู้สึกตัวเองทำบาปที่ให้คนแก่วิ่งมาขนาดนี้
‘เฮ้อ เสียเวลานอนจริงๆ’ สุดท้ายลุงยามก็เดินกลับไป
‘เฮ้อออ’ ฉันถอนหายใจเฮือกใหญ่สายตายังคงมองที่จุดเดิมและรอบๆ ไร้วี่แววแม้แต่เสียงและเงาราวกับเขาไม่เคยอยู่กันตรงนี้ทั้งๆ ที่เดินไปตามลุงยามมาแปบเดียวเองนะ ป่านนี้มิวไม่โดนยำเละไปแล้วหรือไง
ตลอดทั้งคืนของวันนั้นฉันแทบนอนไม่หลับ เปิดเฟซบุ๊กตลอดเผื่อมีข่าวทะเลาะวิวาทเกี่ยวกับเด็กในโรงเรียนและตามเรื่องของมิวว่าเขายังคงปลอดภัยอยู่ไหม ตอนนั้นฉันยังไม่มีเฟซบุ๊กหรือไลน์ของเขาจึงไม่รู้จะติดต่อทางไหนเหมือนกัน แต่สุดท้ายฉันก็โล่งใจที่เขามาโรงเรียนในวันรุ่งขึ้นแม้ตามใบหน้าจะมีรอยฟกช้ำเพียงเล็กน้อย แต่เขาปลอดภัยฉันก็ดีใจมากแล้วหลังจากวันนั้นฉันก็มีทั้งเฟซบุ๊กและไลน์ของเขาเผื่อฉุกเฉิน...รู้ตัวอีกทีตั้งแต่วันนั้นฉันก็เริ่มเฝ้ามองเขาอยู่ห่างๆ ซะแล้ว
...
“นี่! อีนังเพลิน!!” ฉันสะดุ้งสุดตัวเผลอยกมือขึ้นมาปิดหูตัวเองเมื่อเสียงของไพร์ทะลุเข้ามายังแก้วหูเต็มๆ
“เรียกทำไมเนี่ย”
“ก็แกเหม่ออะไร ทำหน้าเคลิ้มๆ อีก เมายาที่ไหนหรือเปล่าเนี่ย” มันว่าพลางจ้องสำรวจใบหน้าของฉัน จะจ้องตั้งแต่รูขุมขนยันเซลล์ผิวหนังเลยหรือไง
“แกสินังไพร่ เราก็แค่หลับใน” รู้หรอกว่าเพื่อนไม่เชื่อแต่ไม่อยากจะพูดอะไรให้มากความ
“ให้มันจริงเถอะ เชอะ” ไพร่เหล่ตามองฉันก่อนสะบัดหน้าหนี
“เชอะ” สะบัดมาสะบัดกลับ ไม่โกง
“เพลิน แกแน่ใจนะว่าไม่เป็นอะไรจริงๆ” คราวนี้เป็นเจนนี่ที่ถามด้วยความเป็นห่วงอีกคน นี่ฉันดูออกง่ายนักหรือไงว่ากำลังมีเรื่องหนักอกหนักใจอยู่
“ใช่ เราไม่ได้เป็นอะไร เราโอเคดีทุกอย่าง” ฉันพูดพร้อมปั้นยิ้มทั้งๆ ที่ตอนนี้จิตใจของฉันกำลังสับสนอย่างรุนแรง
สับสนเรื่องใครไม่สับสนนะ...ดันมาสับสนกับไอ้ติ๋มของห้องซะได้!
หลังจากเลิกเรียนฉันก็นั่งรถเมล์สายประจำกลับบ้านมาอย่างทุกวัน ในตอนเย็นเป็นช่วงเวลาที่รถติดเอามากๆ ผู้คนบนรถเมล์ก็เยอะจนฉันต้องยืนเบียดไปกับผู้คนอัดกันจนจะกลายเป็นปลากระป๋องเวอร์ชันคนอยู่รอมร่อ กว่าจะถึงปากซอยหน้าบ้านเล่นเอาเหงื่อซกนี่เป็นความทรมานอย่างหนึ่งของนักเรียนที่ต้องขึ้นรถเมล์กลับบ้านเอง
ฉันลงมาจากรถเมล์ก่อนจะแวะซื้อของกินจากหน้าปากซอยเพื่อเอาไปตุนไว้ พอได้ของเรียบร้อยฉันก็เดินกลับบ้าน ระหว่างทางฉันมักจะหันกลับไปมองทางด้านหลังหลายครั้งแต่กลับไม่พบใคร
...นี่ฉันกำลังหวังอะไรอยู่นะ
พรึบ!
“อื้อๆๆ” จู่ๆ ฉันก็ถูกปิดปากแน่นและดึงเข้ามาใกล้กับกองถังขยะข้างเสาไฟฟ้าด้วยมือหนาของใครสักคน
“เงียบ!” มันสั่งด้วยเสียงดุดันจนฉันขาสั่นไปหมด ทั้งๆ ที่ละแวกนี้มีบ้านหลายหลังแต่สุดท้ายฉันก็โดนลากมายังมุมอับข้างกองขยะนี่ เดชะบุญถ้ารอดไปได้ฉันจะทำบุญเก้าวัดจริงๆ ด้วย
“...” ฉันยอมเงียบมันจึงละมือออกจากใบหน้าของฉัน
“ห้ามโวยวายฟังเงียบๆ นะ” ฉันค่อยๆ หันไปมองบุคคลที่ลากฉันมาตรงนี้อย่างเต็มตา พอหันไปเห็นเท่านั้นล่ะฉันก็เห็นผู้ชายแขนเป็นกล้ามปู ผิวดำหน้าเข้มคนนี้จ้องมาทางฉันอย่างเจ้าเล่ห์ เหนือความคาดหมายขั้นสุดนี่มัน!...
“...”
“คุณฮัน อั้ก!” ไม่ทันที่เขาจะได้พูดอะไรมิวที่ไม่รู้มาจากไหนเข้ามาถีบที่หลังจนกลัวว่ากระดูกสันหลังจะหักอยู่รอมร่อจนเขาล้มลงไปกองที่พื้น ไม่รออะไรมิวก็เข้าไปตามกระทืบเขาซ้ำจนฉันได้ยืนอึ้งทำอะไรไม่ถูกไปชั่วขณะ
ตุ้บ! อั้ก!
มิวเข้าไปต่อยเขาไม่ยั้งก่อนจะหิ้วปีกให้ยืนขึ้นด้วยสายตาหน้ากลัว จนฉันไม่กล้าเข้าไปห้ามกลัวโดนลูกหลงไปอีกคน
“โอ๊ยๆ พอแล้วจ้า พี่เจ็บไปหมดแล้ว ฮืออ” เสียงแปร้นๆ ของผู้ชาย(?)หน้ามนคนเข้มดังขึ้นด้วยความเจ็บปวด ก่อนที่มิวจะเข้ามาต่อยซ้ำอีกครั้ง “น้องเพลินช่วยพี่ด้วยสิ ถึงพี่จะมีสภาพเพศเป็นผู้ชายแต่พี่ก็จิตใจบอบบางนะ” พี่สมหมายรีบเข้ามาหลบด้านหลังฉันด้วยความกลัว นี่คิดว่าฉันจะปกป้องเขาจากผู้ชายแบบมิวได้หรือไง ดีไม่ดีฉันอาจจะโดนขว้างไปกองรวมกับถังขยะแถวนี้ก็ได้
“รู้จักกันเหรอ” มิวขมวดคิ้วมุ่นก่อนถามเสียงเรียบ มองฉันสลับกับพี่สมหมายไปมา
“ใช่ นี่พี่สมหมาย เอ๊ย พี่สมายด์ทำงานที่เดียวกับแม่น่ะ” ฉันบอกอย่างร้อนรนก่อนที่จะเปิดศึกยกที่สองกันอีก ขอให้เรื่องมันจบแค่นี้เถอะ
“เหรอ” มิวไม่พูดอะไรมาก เขาเพียงแต่ใช้สายตากวาดมองพี่สมหมายตั้งแต่หัวจรดเท้าแล้วทำหน้าเหลือเชื่อ
“ว่าแต่นายมาได้ไง”
“ก็คุณฮันสั่งมา” มิวบอก
“แล้วพี่สมายด์ล่ะคะ” ฉันหันกลับไปถามพี่สมหมายที่พยายามทำตัวลีบอยู่ด้านหลังฉัน
“พี่ก็โดนคุณฮันสั่งมาเหมือนกัน”
สรุปว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นครั้งนี้คุณฮันเป็นคนบงการทุกอย่างหมดเลยสินะ!
มาเจอกันอีกแล้วในตอนที่ 5 ตอนนี้ก็เร่งปั่นเช่นเดิม
เมื่อตอนที่แล้วโดนเพื่อนทักมาว่าฉากกินหมูกระทะนี่คืออยากกินเองใช่ไหมเลยเขียน ตอบอย่างจริงใจเลยค่ะว่า ใช่!
เราเลยลองไปสังเกตดูตอนก่อนหน้าก็มีฉากกินอยู่เยอะนะเนี่ย ขนาดตอนนี้ยังมีเมนูอาหารโผล่มาคือตอนแต่งหิวใช่ไหม ก็ใช่อีกนั่นแหละ
ตอนต่อไปจะไม่ให้นางเอกเรากินอะไรแล้วค่ะ จะให้ไปออกกำลังแทน 5555
ไปทัศนศึกษามาอาทิตย์ที่แล้วเที่ยวในสุราษฎร์นี่แหละค่ะไม่ได้ไปไหนไกลเลย จะไปพัทลุงก่อนหน้านั่นก็น้ำท่วมจ้าา อดไป ได้ไปล่องเรือและคิดว่าพระ-นาง คงมีฉากนั่งเรือโผล่มาแน่ๆ ในสักตอน
และสุดท้ายนี้ขอขอบคุณคอมเม้นของพี่ลูกชุบที่ช่วยแนะนำหนูในทุกๆ ตอน ขอบคุณนักอ่านทุกคนที่โหวตที่เชียร์กัน นี่ก็ใกล้อาทิตย์สุดท้ายเข้ามาทุกทีแล้ว ก็ขอให้ผู้ที่เข้ารอบทุกคนสู้ๆ
ยังไงก็ฝากติดตามเรื่องนี้ด้วยเด้ออ
- ตอนนี้ไม่มีอะไรจะคอมเม้นมาก แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่มีจุดแก้นะ มันเหมือนกับอาทิตย์ที่ผ่านๆ มาละ พี่ว่าเรื่องมันยังเดินไม่ถึงจุดน่าตื่นเต้น แล้วก็มีคำถามเต็มไปหมด
- ตกลงคุณฮันนี่ยังไง รออ่านตอนต่อไปนะคะ