Zebub_mk16

[JLS10] Instinctive Love เพราะหัวใจบอกให้รักเธอ

ไม่รู้เป็นเพราะความซวยหรืออะไรทำให้ฉันดันเข้าไปรับรู้อะไรบ้างอย่างที่ไม่ควรรู้เข้าของผู้ชายติ๋มๆ เพื่อนร่วมชั้นเรียน ทั้งยังต้องชักชวนเขามาให้ร่วมงานวิจัยกับแม่ให้ได้อีก!!

0%
VOTE
ตอนก่อนหน้า

ตอนที่ 7/7 :: ไอ้ติ๋มใจร้าย






'เวลาจะช่วยเยียวยาบาดแผลภายในใจเรา'

7

ไอ้ติ๋มใจร้าย

 

         ตื่นเช้ามาส่องกระจกก็พบว่าตัวเองกลายเป็นแพนด้าไปแล้ว ขอบตาดำใบหน้าหมองคล้ำยิ่งกว่าพี่สมหมายที่โดนมิวต่อยซะอีก เมื่อคืนฉันแทบนอนไม่หลับมัวคิดแต่เรื่องรูปที่นายพตส่งไปในแชตกลุ่มห้อง ทั้งที่บอกเพื่อนว่าไม่เป็นไรแต่ก็ดันเครียดและนอนไม่หลับเองซะงั้น

         ฉันเดินเข้ามาในโรงเรียนเหมือนปกติของทุกวัน แต่ที่แปลกไปก็คงจะเป็นสายตาที่มองมาทางฉันแล้วกระซิบจนฉันพอรู้ตัวว่าเรื่องฉันกับแพร่กระจายไปทั้งโรงเรียนแล้ว หากสงสัยว่าแค่ข่าวลือเรื่องคบกันของเพียงนักเรียนสองคนถึงกับเป็นประเด็นให้พูดถึงกันไปทั้งโรงเรียนเลยเหรอ ถ้าให้พูดแบบหลงตัวเองเลยฉันอยากจะบอกว่าตัวเองน่ะค่อนข้างจะเป็นที่รู้จักของนักเรียนที่นี่อยู่พอตัว ส่วนมิวเองก็เป็นที่รู้จักไม่แพ้กันแต่ทุกคนมักจะรู้จักเขาในภาพลักษณ์ของ ไอ้ติ๋มที่โดนแกล้งอยู่บ่อยๆ

        “น้องเพลินๆ” เสียงเรียกชื่อฉันพร้อมกับการปรากฏตัวของพี่ท็อปที่หล่อมาแต่ไกลกำลังเดินมาทางนี้

        “สวัสดีค่ะ พี่ท็อป”

        “พี่ได้ข่าวเกี่ยวกับเราเมื่อเช้านี้เอง เพลินโอเคนะ”

        “เพลินไม่เป็นไร เพลินยังโอเคอยู่ค่ะอีกอย่างมันก็ไม่ใช่เรื่องจริง” ฉันอธิบาย หวังว่าพี่ท็อปคงไม่เชื่อข่าวลือพวกนั้นหรอกนะ

        “พี่รู้ แต่ก็อดห่วงไม่ได้”

        “ขอบคุณที่เป็นห่วงนะคะพี่ท็อป แต่เดี๋ยวนานไปคนเขาก็หยุดพูดเองแหละ”

         “ถ้าเป็นแบบนั้นก็ดี แต่เพลินเป็นผู้หญิงน่ะเสียหายกว่าใครอยู่แล้ว” ตั้งแต่พี่ท็อปเข้ามาพูดเรื่องนี้ เขาก็ยังไม่หยุดบ่นเป็นตาแก่ห่วงลูกสาวเลย

         “เพลินดูแลตัวเองได้น่าพี่ท็อป”

        “ถ้าพี่ไม่รู้จักเพลินพี่ก็คงปล่อยผ่านเรื่องนี้อยู่หรอก แล้วแม่เขารู้เรื่องนี้ยังเนี่ย” พี่ท็อปที่เดินเคียงข้างฉันถามขึ้น

         ฉันส่ายหน้า เรื่องนี้ฉันคิดว่าจะไม่บอกแม่ บอกไปเดี๋ยวแม่ได้พาลคิดมากไปอีกคนซะเปล่าๆ

         “เฮ้อ ยังไงก็สู้ๆ นะเพลิน เดี๋ยวพี่ไปกระจายข่าวให้ว่ามันไม่มีอะไร ไม่เครียดๆ” พี่ท็อปว่าพลางยกมือมาวางบนหัวฉันแล้วโยกไปมาอย่างนึกสนุก

         “ขอบคุณนะคะ พี่ท็อปก็ไปได้แล้วนะ เดี๋ยวแฟนคลับพี่มาเห็น เพลินจะโดยเขม่นหนักเข้าไปอีก” ไม่ใช่ฉันไม่อยากคุยกับพี่ท็อปนะ แต่ตลอดทางที่มีพี่ท็อปเดินเคียงข้าง ฉันดันสังเกตเห็นสายตาหลายคู่ที่จ้องเขม็งมาอย่างไม่พอใจ ถ้าคนพวกนั้นไม่เกรงใจพี่ท็อปคงลุกขึ้นมาจิกหัวฉันแล้ว

        “โอเคๆ ถ้างั้นพี่ไปล่ะ” พี่ท็อปมองไปรอบๆ เมื่อเห็นว่ามีคนจ้องมาทางนี้เขาก็ยิ้มหน้าเจื่อนก่อนจะบอกลากัน นี่คิดว่าถ้าพี่ท็อปคุยกับฉันนานกว่านี้แฟนคลับเขาคงลากฉันเข้าไปตบในห้องน้ำเอาแน่ๆ ฉันไม่กล้าเสี่ยงหรอกนะ

        “คิดว่าตัวเองสวยมากมั้งแก มีข่าวกับผู้ชายอีกคนแต่ดันมาเดินกับผู้ชายอีกคน” เสียงพูดของใครคนใดในกลุ่มที่นั่งอยู่ทางโต๊ะไม้หินอ่อนใต้ต้นไม้พูดขึ้นขณะฉันเดินผ่าน ราวกับจงใจพูดให้ฉันได้ยิน

         “เฮ้ออ ก็รู้ๆ กันอยู่ เห็นหน้าใสๆ แต่คบไม่เลือกขนาดไอ้ติ๋มนางยังคบเลย”

        “ฮาๆๆ เออ พูดถูกใจวะ”

        บอกเลยใครมายืนจุดนี้มันยากนะที่จะฝืนยิ้มร่าเริงอีกต่อไปได้ ทั้งๆ ที่คนพวกนั้นไม่รู้จักฉันดีด้วยซ้ำ แต่ฉันก็ไปห้ามอะไรไม่ได้อยู่ดี

 

        ฉันเดินขึ้นตึกเรียนอย่างเอื่อยเฉื่อยในหัวมีเรื่องให้คิดมากมาย ไม่รู้ว่าตอนนี้มิวจะรู้เรื่องที่เกิดขึ้นแล้วหรือยัง พอย่างกายเข้าไปในห้องก็เห็นนักเรียนบางส่วนกำลังพูดคุยเสียงดัง แต่เมื่อหันมาเห็นฉันกำลังยืนอยู่หน้าประตูห้องทุกเสียงกลับหยุดชะงักลงและมองมาที่ฉันจนอึดอัดไปหมด ยังดีที่พวกแก๊งชะนีสลาตันเพื่อนรักมาถึงห้องเรียนก่อนหน้านี้

         “เพลินไหนบอกจะไม่เครียดไง” ฉันถูกหญิงมุนลากเข้ามานั่งและถามไถ่อย่างเป็นห่วง

         “ไม่เครียดแต่มาหน้าตาหมองเชียวนะแก” ไพร์ว่าพลางจ้องหน้าฉันไม่วางตา

        “พูดอะไรบ้างสิ พวกเราเป็นห่วงนะ” เจนนี่ดึงสติฉันกลับมาหลังจากที่ฉันเอาแต่เหม่อลอย

         “ไม่มีอะไรหรอก แค่คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยน่ะ”

         “อย่าคิดมากไปเลยแก เรื่องนี้ฉันจัดการทักแชตไปด่าพตมันเรียบร้อยล่ะ หน้าตาไม่ดีแล้วนิสัยยังไม่ดีอีก” ไพร์บอกด้วยอารมณ์โมโหอยู่หน่อยๆ

        “ขอบใจพวกแกนะที่คอยช่วยเราตลอดเลย แต่เราว่าคงไม่มีอะไรอีกแล้วแหละ” ภาวนาให้พตจบแค่นี้ด้วยแล้วกัน

        “เฮ้อ ไม่เครียดเนอะเพลิน” หญิงมุนลูบหัวฉันเบาๆ

        “ไม่ต้องเครียดไปหรอกยังมีพวกเราอยู่นะ”

        “ใช่ๆ แกยังมีพวกเราอยู่นะ” หลังจากนั้นพวกเราทั้งสี่กอดกันกลม นานแล้วนะที่ไม่ได้รับความรู้สึกอบอุ่นแบบนี้จากเพื่อน แต่ให้ตายสิ พวกมันคิดว่าฉันเครียดที่เป็นข่าวกับมิวแต่ความจริงแล้วฉันแค่เครียดเรื่องมิวก็เท่านั้นเอง

 

        หลายครั้งที่ฉันหันไปมองโต๊ะหลังห้องที่ตั้งอยู่โดดเดี่ยวไร้คนนั่ง นี่ก็เข้าคาบแรกมาได้เกือบครึ่งชั่วโมงแล้วก็ยังไร้วี่แววของมิวปกติเขาก็ไม่ใช่คนที่เหลวไหลขนาดนี้นะ อีกอย่างวันนี้พวกแก๊งพตยังหายไปอีกด้วย ลางสังหรณ์ฉันกำลังบอกว่าต้องมีเรื่องเกิดขึ้นแน่นอน ณ เวลานี้เรื่องที่ครูกำลังสอนอยู่หน้าชั้นเรียนไม่เข้าหัวสมองฉันสักนิดเดียว

         เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือเปล่านะ...

        “เป็นอะไรหรือเปล่า” เจนนี่หันมาถามฉันที่นั่งกระวนกระวายใจจนอยู่ไม่นิ่ง

         “เปล่าหรอก” ฉันส่ายหน้าก่อนทำสมาธิและจดจ้องไปที่กระดานหน้าห้องเรียน

        “ขออนุญาตครับ”

        “เชิญ”

        เสียงนั่นทำให้ฉันละสายตาจากหน้ากระดานหันไปมองผู้ชายกลุ่มใหญ่ที่เดินเข้ามาในห้องเรียนด้วยใบหน้าฟกช้ำตามด้วยมิวที่เดินก้มหน้าก้มตาอยู่ด้านหลังสุด ครูที่สอนอยู่หน้าห้องปรายตามองพวกเขาเล็กน้อยก่อนจะส่ายหน้าแต่ก็ไม่ว่าอะไร พอหันไปทางมิวก็เห็นเขาเดินไปนั่งที่โต๊ะประจำอยู่แล้ว มากไปกว่านั้นใบหน้าของเขาที่เคยเกลี้ยงเกล่ากลับมีรอยช้ำและแว่นร้าวจนทำให้ฉันเป็นห่วงและลากเขาไปทำแผลตอนนี้เลยซะจริงๆ คงจะโดนพวกพตรุมอีกตามเคยแต่รุมยังไงหน้าพวกนั้นถึงได้มีรอยช้ำด้วยเนี่ย

        ครืด ครืด

        เสียงสั่นแจ้งเตือนจากไลน์ดังขึ้น ฉันจึงล้วงมือเข้าไปใต้โต๊ะเพื่อแอบดูข้อความที่ถูกส่งมา

 

        Maythawee : ตอนเที่ยง มาเจอที่ห้องสมุดหน่อย

 

        พอเห็นว่าข้อความถูกส่งมาจากใครฉันก็ขมวดคิ้วมุ่น ก่อนที่จะหันกลับไปมองมิวอีกครั้งก็เห็นเขากำลังตั้งใจฟังที่ครูสอนเป็นอย่างดีเลยส่งสติ๊กเกอร์โอเคตอบกลับไป นี่เป็นครั้งแรกในรอบปีที่เรารู้จักกันแล้วคุยกันในไลน์เลยนะ ถึงแม้จะเป็นประโยคสั้นๆ ที่ไม่ได้แสดงความรู้สึกอะไรเลยก็ตามเถอะ

 

 

        ห้องสมุด

        หลังจากเรียนคาบสุดท้ายของภาคเช้าเสร็จสิ้น ฉันก็รีบแอบหนีเพื่อนๆ มาที่นี่ทันที ห้องสมุดของโรงเรียนนี้เป็นห้องสมุดที่ใหญ่มากมีทั้งหมดสองชั้น ครึ่งหนึ่งของชั้นล่างจะมีคอมพิวเตอร์เรียงรายอยู่ประมาณสามแถวเพื่อให้นักเรียนศึกษาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตแต่เด็กส่วนใหญ่ก็มานั่งเล่นเกมกัน ส่วนอีกครึ่งของชั้นล่างจะเป็นหนังสือนิตยสารทั่วไปรวมถึงที่นั่งสบายๆ ชั้นสองนั้นจะเป็นหนังสือเกี่ยวกับความรู้จริงๆ ชั้นล่างจึงคลาคล่ำไปด้วยนักเรียน ส่วนชั้นสองนั้นมีนักเรียนบางตามาก

        ครืด ครืด

 

        Maythawee : โซนวรรณกรรม ชั้น 2

 

         ฉันได้รับข้อความจากมิวจึงเดินขึ้นไปยังชั้นบนทันที เดินเลี้ยวไปยังโซนที่อับสุดหรือที่ทุกคนเรียกกันว่าโซนวรรณกรรมเห็นมิวกำลังยืนอ่านหนังสืออยู่เงียบๆ คนเดียวตรงหลืบนั่น

        “หวัดดี มีอะไรหรือเปล่าถึงได้เรียกเรามา”

        ฉันเดินยิ้มร่าเข้าไปทักทายเขา มิวปรายตามามองฉันก่อนจะวางหนังสือลงที่ชั้นวาง เขามองหน้าฉันแล้วทำหน้าลำบากใจอะไรสักอย่างจนใจฉันเริ่มใจเสียไปด้วย กลัวว่าเรื่องที่เขาจะพูดเป็นเรื่องไม่ดี

        “...ต่อไปนี้อย่ามายุ่งกับเราได้ไหม” เพียงประโยคแรกที่ออกมาจากปากเขาทำเอาฉันหุบยิ้มฉับ

        “ทะ...ทำไมล่ะ”

        “ไม่มีเหตุผล แต่ขอร้องล่ะต่อจากนี้เจอกันก็ไม่ต้องทัก ไม่ต้องมาสงสารหรือช่วยเหลืออะไรเราทั้งนั้น”

        “พตขู่นายเหรอ”

        “ไม่มีใครขู่เราทั้งนั้นแต่เราอยากบอกให้เธอรู้จากปากเราเองว่าการที่เจอหน้าเธอเกือบทุกวันมันทำให้เรา...รำคาญ ถึงแม้เราจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเธอเองในหลายวันมานี้แต่ก็เพราะคุณฮันทั้งนั้น ความจริงแล้วเราโคตรเบื่อที่ต้องมาตามตูดเธอแบบนี้แล้ววะ”

        จุก...

        ไม่เคยรู้เลยว่าคำว่า รำคาญมีอิทธิพลต่อคนฟังขนาดนี้ ใจฉันปวดหนึบจนนึกคำพูดไม่ออก ฉันรู้นะว่าบางทีตัวเองก็จุ้นจ้านเรื่องเขามากไปแต่ก็ไม่คิดว่าจะถึงขั้นนี้ ใบหน้าของเขาพร่าเลือนไปชั่วขณะ ฉันก้มหน้าลงมองแผ่นกระเบื้องหินอ่อนเพื่อปกปิดความอ่อนแอของตัวเอง

        “เรา...ขอโทษ”

        ตอนนี้ฉันอยากพ่นคำว่าขอโทษใส่หน้าเขาเป็นล้านๆ ครั้งจนกว่าเขาพอใจและให้อภัยในความน่ารำคาญของฉัน ตลอดเวลามิวคงอยากจะบอกฉันแบบนี้ แต่เขาคงไม่กล้าพูด เขาคงหมดความอดทนกับฉันแล้วสินะ...

         “จากนี้ไปเราจบกันด้วยดีแล้วนะ ไม่ต้องทัก ไม่ต้องยิ้ม ไม่ต้องมาสงสาร ชีวิตเธอกลับไปใช้มันให้เหมือนเมื่อก่อนเถอะ เราจะไม่ทำตามคำสั่งคุณฮันอีกแล้ว”

        จบกันด้วยดีกับผีสิ! อย่าคิดเองเออเองได้ไหมเล่า

        “แต่ไม่เห็นต้องตัดขาดกันแบบนี้”

        “ไม่จำเป็น”

         “อย่างน้อยเราก็ยังเป็นเพื่อนกันได้...ใช่ไหม” เหมือนฉันกำลังทำตัวเป็นบ้าเป็นหลังที่กำลังหวังอะไรที่แทบริบหรี่เต็มทน

        “ไม่”

        “...”

        “เราไม่เคยคิดจะเป็นเพื่อนกับเธอ...ไม่เคยเลย”

        “ฮึก” ฉันกัดปากตัวเองแน่น

        หยุด...

        หยุดพูดได้ไหมเล่า จะย้ำให้ฉันรู้สึกแย่ไปถึงไหนกัน คิดว่าฉันเป็นคนใจร้ายขนาดนั้นเลยหรือไง ทำไมต้องทำให้ฉันทำเหมือนไม่รู้จักเขาด้วย ถ้าฉันไม่เข้าไปคุยกับเขาแล้วเขาจะคุยกับใครเขาจะมีเพื่อนไหม แล้วเขาจะเหงาไหมที่ต้องอยู่คนเดียวในโรงเรียนใหญ่ขนาดนี้ เขาไม่คิดจะมีสังคมบ้างหรือไง เขาไม่คิดว่ามันโดดเดี่ยวไปหน่อยเหรอ

        “ฮึก...” ฉันกลั้นสะอื้นแล้วเอามือทุบอกตัวเองไม่หยุด

        มิวเดินออกไปแล้ว เขาไม่ฟังอะไรสักนิดเหมือนอย่างเคย จนบางครั้งฉันก็นึกสงสัยว่ามนุษย์ผู้ชายคนนี้มีความรู้สึกอย่างอื่นบ้างไหมนะ ไม่ว่าเขาจะเป็นใครจะเป็นเมธาวี หรือ ติ๋ม สิ่งที่เขามีคือความเย็นชาและปิดกั้นตัวเองตลอดเวลา จนฉันคิดว่าคงไม่มีใครจะทลายกำแพงที่เขาสร้างขึ้นมาได้อีกแล้ว

        ฉันปาดน้ำตาที่ไหลออกมาอย่างหงุดหงิดที่เสียน้ำตาไปให้คนพรรค์นั้นแค่โดนด่าว่าน่ารำคาญเอง แค่ครั้งแรกเองที่โดนผู้ชายพูดใส่ตรงๆ ด้วยสายตาเย็นชาแบบนั้น แค่นี้ก็สามารถทำให้หัวใจผู้หญิงคนหนึ่งเปราะบางแล้ว….ให้ตายสิ ทำไมฉันถึงได้อ่อนแอแบบนี้นะ

 

        ตกเย็นฉันก็โทรไปหาแม่อย่างหาที่พักพิงใจบางทีการที่อยู่คนเดียวด้วยอารมณ์ฟุ้งซ่านแบบนี้ก็ทำให้ฉันยิ่งคิดมากจนน้ำตาร่วงทุกที

        [ว่าไง]

        รอไม่นานแม่ก็รับสายสงสัยกำลังว่างอยู่พอดี

        “แม่...” จู่ๆ คำพูดที่จะเอ่ยมันก็จุกที่คอไม่กล้าพูดอะไรออกไป

        [มีอะไรหรือเปล่า]

        “คิดถึงนะ”

        [เมื่อวานก็เพิ่งเจอกันไง เดี๋ยวสุดสัปดาห์นี้จะแวะไปที่บ้านนะ]

        “ค่ะ”

        [เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าเพลิน] สุดท้ายความกังวลของฉันก็ปิดแม่ไม่มิด สมกับเป็นแม่ลูกกันจริง แม้ไม่เห็นหน้ากันแต่แม่ก็สามารถรู้ว่าฉันกำลังมีเรื่องไม่สบายใจ

        [มีอะไรบอกแม่ได้]

        “หนูแค่...ไม่เข้าใจ ทำไมเรื่องหลายอย่างมันถึงถาโถมเข้ามาแบบนี้ในวันเดียวกัน” ฉันพยายามอย่างมากที่จะไม่ร้องไห้ออกมาอีกครั้งของวันขณะคุยอยู่กับแม่ “หนูเหนื่อย”

        [ไม่เป็นไรนะ ทุกอย่างจะดีขึ้นไม่ว่าเราจะผ่านอะไรมาแม่ไม่รู้หรอกนะ แค่มองว่าเดี๋ยวมันก็ดีขึ้นก็พอ] ถ้าแม่อยู่ข้างๆ ตอนนี้ท่านคงกำลังลูบหัวฉันเป็นแน่

        “ฮึก อยากให้แม่อยู่ข้างๆ จัง ถึงแม่จะชอบว่าหนูแต่แม่ก็ไม่เคยไล่หนูไปไหน”

        [แล้วมีใครไล่เราฮึ? ทะเลาะกับเพื่อนเหรอ]

        “เปล่าค่ะ” ฉันและมิวไม่เป็นแม้แต่คำว่าเพื่อนด้วยซ้ำ สำหรับเขาแล้วฉันมันก็แค่คนที่บังเอิญได้รู้จักกันในฐานะเรียนห้องเดียวกันก็เท่านั้น

        [ถ้าไม่มีอะไรเดี๋ยวแม่ต้องไปทำงานต่อแล้วนะ]

         “ค่ะ” ฉันวางสายจากแม่แล้ววางโทรศัพท์ไว้บนหัวเตียงก่อนนอนแผ่บนเตียงอย่างไร้ชีวิตชีวา สายตาเหม่อมองเพดานขาวสะอาดตาภายในห้องอย่างเลื่อนลอย

         ฉันค่อนข้างสับสนในตัวเองอยู่พอตัว ไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าทำไมตัวเองถึงต้องมาร้องไห้ฟูมฟายกับอีแค่เรื่องที่เขาบอกว่าฉันมันเป็นคนน่ารำคาญ ทั้งไล่ฉันออกจากชีวิต บอกว่าฉันและเขาไม่เคยเป็นเพื่อนกันและไม่คิดว่าจะเป็นอีกด้วยทั้งๆ ที่ฉันเคยคิดว่าเราสองคนอาจเป็นเพื่อนที่ดีกันได้ภายในอนาคตแต่ทุกอย่างกลับพังลงต่อหน้าต่อตา เมื่อทุกสิ่งที่คิดกลับกลายเป็นเพียงความฝัน...ที่ฉันวาดหวังไว้คนเดียว

         และนั่นก็ทำให้ฉันเริ่มเข้าใจความรู้สึกของตัวเองที่มีต่อเขามาโดยตลอด ถ้าไม่คิดอะไรฉันจะเสียใจขนาดนี้เชียวเหรอ ตลอดเวลาฉันมักจะปฏิเสธความรู้สึกอยู่เสมอ บางครั้งก็รู้สึกหัวใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ทั้งที่ในสายตาคนอื่นมิวก็แค่ผู้ชายใส่แว่นดูติ๋มๆ ชอบทำหน้าเหงาหงอย เป็นเด็กเรียนที่โดนแกล้งอยู่เสมอจนฉันรู้สึกเป็นห่วง แต่เพราะนั่นเป็นเขาในแบบที่ฉันชอบ ไม่ต้องดีอะไรมากมายจนคนอื่นเยินยอแค่เขาดีสำหรับฉันก็พอแล้ว หลายครั้งที่ฉันรู้สึกอับจนหนทางเขามักจะโผล่เข้ามาช่วยอย่างงงๆ แต่เราก็ไม่เคยพูดอะไรต่อกันมากนัก และในตอนนี้ฉันไม่อาจปฏิเสธความรู้สึกตัวเองได้อีกต่อไปแล้ว

         ฝ้าเพดานที่อยู่ในม่านสายตาค่อยๆ เลือนรางลงไปทุกที หางตารับรู้ถึงสัมผัสอันเปียกชื้นที่ไหลออกมาจากดวงตาอย่างห้ามไม่อยู่ ฉันแค่นึกถึงเรื่องราวในวันนี้คำพูดของมิวที่เหมือนถูกกรอซ้ำไปมาในหัวไม่หยุด คำพูดเหล่านั้นมันทำให้ฉันเจ็บปวดจนให้น้ำตาไหลออกมาช้าๆ เจ็บแค่ครั้งนี้แล้วทุกอย่างจะดีขึ้นอย่างที่แม่บอก ฉันเชื่อว่าเวลาจะช่วยเยียวยาบาดแผลภายในใจ

         หลังจากร้องไห้จนเหนื่อยร่างกายของฉันมันก็เหมือนบังคับให้นอนซะเดี๋ยวนี้ ทั้งที่ยังอยู่ในชุดนักเรียน คิดว่าจะลุกไปอาบน้ำแต่ทว่าหนังตากลับหนักอึ้งจนแทบลืมไม่ขึ้น และเข้าสู่ห้วงนิทราลงในที่สุด...

 

        ตือดึ้ง!

 

        คุณฮันส่งข้อความถึงคุณ

 

        ‘เปิดตัวทายาทรุ่นต่อไปของแก๊งไหหยาง...’ 


ตัดจบตอนนี้ค้างไปไหม? นั่งเถียงกับตัวเองอยู่นานมากว่าจะจบตอนยังไง ทุกเรื่องราวมันมีที่มาที่ไปและเหตุผลทีแรกจะเปิดปมทุกอย่างในตอนเดียวมันก็คงดูมากไป เป็นตอนที่เขียนยากมากๆ

นี่เป็นสัปดาห์สุดท้ายแล้วในนักเขียนหน้าใสปี 9 นี้ เวลาเดินทางมารวดเร็วมากในแต่ละสัปดาห์ มีทั้งอุปสรรคมากมาย แต่ก่อนอื่นเราขอพูดถึงแรงบันดาลใจของเรื่องนี้ก่อนเลย หากใครได้อ่านบทนำในฉากแรกคงจำกันได้ว่ามีเด็กออทิสติสโผล่มา ฉากนี้เป็นฉากที่เราได้เจอจริงๆ ในชีวิตเลยได้แรงบันดาลใจ และด้วยช่วงนั้นมีเปิดรับสมัครนักเขียนปี 9 พอดี คิดพล็อตอะไรไม่ออกแต่พอได้เห็นเหตุการณ์นั้น เราก็กลับไปนั่งคิดว่าหากเราสร้างตัวเอกที่โดนเพื่อนและทุกคนมองเหยียดหรือโดนแกล้งขึ้นมาดูล่ะ มันจะเป็นยังไง ถือว่าเป็นพล็อตที่ค่อนข้างท้าทายเรามาก และขอบคุณเหตุการณ์วันนั้นที่ทำให้เราคิดพล็อตและส่งเข้าประกวดนักเขียนหน้าปี 9

การได้เป็นส่วนหนึ่งในนักเขียนหน้าใสปีนี้เราได้ประสบการณ์ขึ้นเยอะเลยค่ะ แถมยังทำอารมณ์เราแปรปรวนบ่อยเอามากๆ บางวันก็ท้อ บางวันก็บ้าบอ 55555 อีกอย่างเป็นเหมือนการฝึกให้เรามีวินัย ไม่ดองงานด้วยเพราะมีเวลาจำกัด 55555 (เสร็จนี่เราก็ต้องไปเตรียมตัวสอบต่อแล้ววว ชีวิตมันเศร้า YY)

ขอบคุณ แม่ และเพื่อนทุกคนเลยนะ โดยเฉพาะ มิว เฟิร์น ที่ช่วงแรกๆ มาช่วยอ่านดูคำผิดไรให้ (ช่วงหลังนี่ปั่นไม่ทันเลยไม่ได้ให้อ่าน) และก็สนับสนุนเราเสมอ ขอบคุณเพื่อนที่โรงเรียนด้วยขอบคุณมากๆ ด้วย และขอบคุณแม่มากๆ เลยที่คอยเป็นกำลังใจให้เสมอ และก็ขอบคุณพี่ลูกชุบและกรรมการทุกคนด้วยนะคะ การรออ่านคอมเม้นของพี่ลูกชุบทำให้หนูใจเต้นตึกตัก ลุ้นระทึกทุกอาทิตย์ ขอบคุณที่คอยบอกแนะนำเสมอมาต่อไปหนูจะพยายามและนำไปปรับปรุงให้มากยิ่งขึ้นค่ะ

ขอขอบคุณทุกกำลังใจ แรงโหวตแรงเชียร์ของทุกคนที่มีกันมาตลอด 6 ตอนที่ผ่านมาจนมาถึงตอนนี้

ความจริงอยากทอร์คให้ยาวกว่านี้แต่กลัวจะกลายเป็นเขียนเรียงความไปซะก่อน 5555

-Zebub_mk16-

 


1 ความคิดเห็น

  • 1
  1. #1 (จากตอนที่ 7)
    2017-02-27 19:39:49
    อาทิตย์สุดท้ายแล้ววววว

    รวมๆ พี่ว่าบรรยายเราดีขึ้นนะ บทสนทนาก็ดีขึ้นด้วย แต่พลอตเรื่องยังอ่อน เหมือนคอนเซปเราดี แต่ว่าตีโจทย์ไม่แตกซะทีเดียว การไล่ลำดับความสำคัญของเรื่องยังทำได้ไม่ดีเท่าไหร่ แล้วก็เสียเวลากับฉากที่ไม่ควรเสียไปเยอะมากตอนแรกๆ พี่เข้าใจว่ามันเป็นการแข่งขันด้วยอ่ะทำให้เราไม่มีเวลาเล่าเรื่องทั้งหมดายในระยะเวลาไม่กี่ตอน ตอนจบตัดได้แบบ โว้ยยย นี่ถ้าเราเจอกันต้องมาบอกพี่นะว่ามันจะเป็นยังไงต่อ 55555 จริงๆ จะบอกว่าคอนเซปของเรามันใหญ่ การเขียนเรื่องออทิสติก เรื่องจิตวิทยา มันทำให้เราต้องทำการบ้านเยอะกว่าคนอื่น ไม่ใช่แค่ทำการบ้านเยอะนะ แต่การเอามาเล่าให้คนอ่านฟัง ต้องเป็นาษาเข้าใจง่าย ผ่านเหตุการณ์ที่เข้าใจง่าย อย่างตอนนี้พี่ไม่รู้ว่าเราทำการบ้านมาเยอะแค่ไหนเรื่องจิตวิทยาหรือออทิสติก แต่เท่าที่อ่านมาพี่ไม่ได้สัมผัสถึงตรงจุดพวกนั้นเลย เราอาจจะใส่ไว้แต่น้อยมากเกินไป หรือว่าบางเกินไปจนสัมผัสไม่ได้ บรรยากาศของเรื่องไม่สม่ำเสมอด้วย บางจุดนางเอกก็ออกแนวใสๆ ฮาๆ บางจุดก็ดราม่าเชียว อย่างตอนที่มิวมาบอกไม่อยากเป็นเพื่อนพี่ว่ามันแรนด้อมมากไป นางเอกน่าจะฉลาดรู้ทันหน่อยว่ามันจะต้องมีอะไรแน่ๆ โดยเฉพาะเมื่อก่อนหน้านี้ไม่มีเหตุการณ์อะไรมากระทบความสัมพันธ์อ่ะ เราอาจจะต้องทำการบ้านลงรายละเอียดเรื่องพลอตมากกว่านี้ แล้วก็วางรากตัวละครอื่นๆ ให้เท่ากัน ตอนนี้เหมือนรากตัวละครจะไปหนักที่มิวคนเดียว แม้แต่นางเอกก็ยังไม่รู้สึกว่าตัวละครมีมิติเยอะเท่ากับมิวอ่ะ อันนี้ลองเก็บไว้เป็นการบ้านตอนเขียนต่อเนอะ


    #1
  • 1

แสดงความคิดเห็น