Zebub_mk16

[JLS10] Instinctive Love เพราะหัวใจบอกให้รักเธอ

ไม่รู้เป็นเพราะความซวยหรืออะไรทำให้ฉันดันเข้าไปรับรู้อะไรบ้างอย่างที่ไม่ควรรู้เข้าของผู้ชายติ๋มๆ เพื่อนร่วมชั้นเรียน ทั้งยังต้องชักชวนเขามาให้ร่วมงานวิจัยกับแม่ให้ได้อีก!!

0%
VOTE
ตอนก่อนหน้า

ตอนที่ 4/7 :: ถ้าได้รัก ก็จะรักให้ดีที่สุด

ตอนถัดไป







4

ถ้าได้รัก ก็จะรักให้ดีที่สุด

 

ตอนเย็นของวันนี้แม่ฉันนึกคึกอยากจะจัดปาร์ตี้เนื่องในโอกาสจะได้กลับไปทำงานอย่างเป็นทางการหลังจากหยุดพักไปเป็นเดือน ฉันจึงมีหน้าที่เชิญแขกอย่างเพื่อนในแก๊งให้มาร่วมงาน และไปซื้อของมาเตรียมกับแม่หลังจากเลิกเรียน และในตอนนี้ฉันกำลังยืนรอแม่มารับที่หน้าโรงเรียน แต่ที่แปลกไปกว่านั้นมิวก็มายืนหน้าบึ้งตึงอยู่ข้างๆ ฉันด้วยนี่สิ

“แม่เธอจะมาตอนไหนเนี่ย นี่เลิกเรียนมาหลายนาทีแล้วนะ” มิวเปรยขึ้นขณะมองนาฬิกาข้อมือ นี่โรงเรียนเพิ่งเลิกไปแค่ห้านาทีเองนะ ยิ่งรถติดแบบนี้ถ้าไม่กะเวลาออกมาจากบ้านก่อนกว่าจะมาถึงก็ห้าโมงเย็นนู้นแหละ

“อดทนหน่อยสิ แล้วที่ปากไปโดนอะไรมาน่ะ” ฉันสังเกตเห็นมุมปากของเขามีรอยช้ำทั้งที่ตอนเช้าก็ไม่เห็นจะมี ซึ่งถ้าให้เดาก็คงถูกพวกหลังห้องนั่นต่อยอีกแน่ๆ

“ยุ่งน่า” เขาบอกปัดพร้อมกับเอามือมาปิดรอยนั่นไว้

“ก็ไม่ได้อยากยุ่งหรอกนะแต่เห็นแล้ว...”

“น่าสงสารเหรอ” เขาแทรกขึ้นก่อนที่ฉันจะพูดจบซะอีก

“ไม่นะ น่าโมโหต่างหากสู้กลับบ้างสิ นายก็คน พวกนั้นก็คน เรามีสิทธิเท่าเทียมกันนะให้พวกนั้นข่มได้ยังไงทุกวัน โอย! พูดแล้วขึ้น” อารมณ์ของฉันพุ่งสูง เลือดในกายเริ่มร้อนขึ้นมาเมื่อพูดถึงพวกผู้ชายในห้องที่ชอบรังแกคนที่อ่อนแอกว่า รวมถึงโมโหคนตัวสูงข้างๆ นี่ด้วย ตัวโตซะเปล่าให้พวกนั้นรุมแกล้งอยู่ได้ ขนาดฉันพูดแบบนี้เขายังทำหน้าไม่สะทกสะท้านเลยทำราวกับคำพูดของฉันเพียงเป็นฝุ่นผงที่ลอยอยู่ในอากาศ จนเดี๋ยวนี้ฉันต้องเริ่มปรับตัวให้ชินกับพฤติกรรมแบบนี้ของเขาแล้ว

“โทรไปหาแม่เธอสิว่าถึงไหนแล้ว เราไม่ได้ว่างขนาดนั้นนะ”

“ถ้าไม่ว่างแล้วตกลงมาทำไมล่ะ”

“กับแม่เธอปฏิเสธได้ที่ไหน”

ฉันพยักหน้าเห็นด้วย แม่ฉันน่ะถึงจะโดนปฏิเสธแม่ก็ยังทำมึนจนบางทีฉันก็ขี้เกียจเถียงให้เสียเวลาเพราะยังไงสุดท้ายก็ต้องทำตามที่แม่พูดทุกอย่าง สุดท้ายฉันจึงล้วงโทรศัพท์ออกมาโทรไปหาแม่ตามที่มิวบอกจนได้ แต่ไม่ทันได้กดโทรออกรถเก๋งสีขาวป้ายทะเบียนรถคุ้นตาก็ค่อยๆ เข้ามาจอดที่ริมฟุตปาธ

“โอ๊ะ! นั่นไงรถแม่ ไปกันเถอะ” ฉันรีบจูงมือมิวเดินไปทางรถของแม่ที่เข้ามาจอดรับข้างฟุตปาธ มิวนั่งด้านหลังส่วนฉันนั่งข้างแม่ที่ทำหน้าที่ขับรถ

“สวัสดีครับ” มิวไหว้แม่ฉัน

“หวัดดีจ้า เดี๋ยวเราไปซื้อของทำอาหารกันก่อนเข้าบ้านนะ เพลินได้บอกเพื่อนกับพี่ท็อปหรือยัง” แม่ถามฉัน ก่อนที่รถจะเคลื่อนตัวไปยังที่หมายต่อไป

“บอกเรียบร้อยแล้วค่ะ”

“โอเค แล้วหนูมิวอยากกินอาหารอะไรเป็นพิเศษไหม”

“แม่หนูอยากกินหมูกระทะ” ฉันโพล่งขึ้น

“นี่แม่กำลังคุยกับหนูมิวอยู่นะอย่าขัดสิ ตกลงว่าไงจ้ะหนูมิว” แม่ไม่สนใจคำร่ำร้องของฉันสักนิดก่อนจะหันไปถามมิวอีกครั้ง ฉันล่ะอยากร้องไห้ที่แม่พูดกับมิวเสียงหว๊านหวาน ทีพูดกับฉันนะห้วนซะไม่มี ความลำเอียงนี้ทำให้ฉันเริ่มคิดว่าตัวเองถูกเก็บมาจากกระบอกไม้ไผ่หรือเปล่า ยิ่งตอนเด็กๆ เคยโดนล้อด้วยว่าโง่เกินกว่าจะเกิดมาเป็นลูกพ่อกับแม่ที่เป็นถึงระดับครูบาอาจารย์ซะด้วย

“ยังไงก็ได้ครับ”

“ลำเอียงอ่ะ” ฉันบู้ปากกอดอกแล้วหันหน้าไปทางหน้าต่างปานกำลังเล่นเอ็มวีเพลงอกหัก

“งั้นเราไปซื้อพวกของทำบาร์บีคิวกันนะ” ฉันเริ่มหงอยกว่าเดิมที่แม่ไม่ยอมทำหมูกระทะตามความประสงค์ แต่ก็ไม่กล้าคัดค้าน “...เอาหมูกระทะด้วยก็ได้”

ทันทีที่ได้ยินคำว่าหมูกระทะฉันหันไปมองแม่ตาลุกวาวด้วยความดีใจ แล้วเข้าไปกอดเอวแม่ทั้งๆ ที่ยังขับรถอยู่

“ออกไปเลย ฉันกำลังขับรถอยู่นะ” แม่ดันฉันออกด้วยมือข้างเดียวก่อนจะหันไปสนใจกับเส้นทางข้างหน้าต่อ

ฉันยอมผละออกจากแม่ก่อนจะนั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อยู่คนเดียว ความจริงแค่หมูกระทะไม่น่าจะทำให้ฉันดีใจเว่อร์ได้ขนาดนี้หรอก แต่บังเอิญเมื่อตอนเที่ยงเพื่อนในแก๊งดันมาท้าทายด้วยการให้ฉันไปขอแม่ทำหมูกระทะด้วยซึ่งนานทีปีหนที่แม่จะยอมให้ทำหมูกระทะกัน โดยมีข้อแลกเปลี่ยนว่าถ้าแม่ยอมให้ทำหมูกระทะพวกมันจะเลี้ยงข้าวฉันเป็นเวลาหนึ่งอาทิตย์ คราวนี้แหละฉันจะให้พวกมันเลี้ยงข้าวเที่ยงสมใจไปเลย!

แล้วทำไมแม่ฉันถึงไม่อยากให้ทำหมูกระทะน่ะเหรอ...มันเป็นเรื่องที่ค่อนข้างตลกปนไร้สาระมากในความคิดของฉัน

เรื่องมันมีอยู่ว่าเมื่อหลายปีก่อนมีหมอดูคนหนึ่งทักว่าถ้าทำหมูกระทะภายในบริเวณบ้านจะทำให้เงินหดหาย คนภายในบ้านทรุดป่วย เจ้ากรรมนายเวจะรตามมาเอาชีวิต และแม่ฉันก็เชื่อสนิทใจ คือถ้าจะกินหมูกระทะต้องปักธูปก่อนทุกครั้งตามที่หมอดูคนนั้นกล่าวไว้ ถ้าหากบอกว่าผู้คนที่ทำงานด้านวิทยาศาสตร์ไม่เชื่อเรื่องเวรกรรมหรือโชคชะตาในอนาคต ฉันอยากจะบอกว่ามันไม่จริงเสมอไปเพราะแม่ของฉันเชื่อทุกอย่างที่หมอดูทำนาย!

 

ณ ห้างสรรพสินค้า

ฉันโดนแม่ทิ้งให้มาซื้อของกับมิวเพียงสองคน เนื่องจากวันนี้ดันมีเสื้อผ้าลดแลกแจกแถมดึงดูดใจเหล่าแม่บ้านเป็นอย่างมากมาวางขายที่ชั้นล่างของห้าง คนมุงซื้อกันถล่มทลายจนแม่รีบยัดเงินใส่มือฉันแล้วบอกให้ซื้อของเองกันไปก่อน แม่คงเลือกเสื้อผ้าอีกนาน

“นี่ช่วยกันเลือกของบ้าง” มิวหันมาสะกิดฉันที่กำลังยืนเหม่ออยู่

“นายอยากกินอะไรก็เลือกไปเถอะ แต่อย่าลืมหมูของเรานะ”

“แม่เขาใช้เธอให้มาซื้อเองนะ นี่มาช่วยเลือกก็บุญเท่าไหร่แล้ว” เขาเหลือบมองฉันแล้วส่ายหัว คงจะด่าฉันในใจอยู่ล่ะสิ

“บ่นเป็นตาแก่ไปได้ ยังไงพอซื้อไปนายก็ต้องกินด้วยอยู่ดี”

แชะ!

“อ้าวๆๆ ยังไงกันเนี่ยสองคน” เสียงคุ้นๆ ตามด้วยเสียงชัตเตอร์ทำให้ฉันให้ไปมองคนพวกนั้น ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมห้องที่มิวคอยตามเป็นเบ๊ให้พวกมัน ถ้าจำไม่ผิดไอ้คนที่ชอบทำท่าทางเป็นหัวหน้าแก๊งนี่น่าจะชื่อพตนี่แหละ “ว่าไงจ้ะน้องเพลิน ทำไมถึงได้มาเดินซื้อของกับไอ้ติ๋มนี่ได้”

ฉันก้าวถอยหลังเมื่อเห็นว่านายพตนั่นเดินเข้ามาใกล้ ก่อนจะดึงมิวเข้ามาหลบด้านหลังตัวเอง ผู้คนในบริเวณนี้เริ่มมองมาทางพวกเราอย่างหวาดระแวง

“เฮ้อ ทักแล้วไม่ตอบ ไอ้ติ๋มนี่เป็นผู้ชายซะเปล่าไปยืนหลบหลังผู้หญิงได้ไงวะ” เขามองผ่านฉันไปยังมิว ฉันไม่รู้ว่าตอนนี้มิวจะมีท่าทางยังไงที่ต้องมาเจอพตในเวลาแบบนี้ สายตาของฉันจ้องพตอย่างหมั่นไส้ ในสายตาฉันนายพตนั่นก็แค่ผู้ชายชอบอวดดีเท่านั้น ข่มคนอื่นเพื่อให้ตัวเองดูสูงส่ง ทั้งๆ ที่การกระทำนั้นต่ำทราม!

“พอได้แล้ว! สนุกหรือไงที่ได้แกล้งคนอื่นเขาน่ะ” นาทีนี้ฉันตะโกนลั่นโดยไม่อายใครหน้าไหนทั้งนั้น ฉันรู้เห็นมาตลอดว่านายพตแกล้งใคร ยังไงแบบไหนบ้างแต่ไม่เคยมีสักครั้งที่ฉันจะเข้าไปด่าแบบนี้

“ถ้าไม่สนุกคงไม่ทำหรอก” พตยืนเอามือล้วงกระเป๋ากางเกงด้วยท่าทางมาดมั่น เขาดูเหมือนภาคภูมิใจในความเป็นคนเลวของตัวเองงั้นแหละ

“ไปตายซะเถอะไปไอ้พวกเวร!” ฉันตะโกนใส่หน้าพวกมัน

“นังนี่…!”  พตพุ่งเข้ามาหาฉันพร้อมกับเงื้อมฝ่ามือหนาขึ้นจะตบหน้าจนฉันรีบหลับตาปี๋ด้วยความกลัว ขนาดอยู่ในที่สาธารณะยังคิดจะทำร้ายคนอื่นเขาอีก ผู้ใหญ่แถวนี้ไม่มีใครคิดจะช่วยหรือเรียก รปภ. กันเลยหรือไง! ผ่านไปหลายวินาทีฉันก็ไม่รู้สึกถึงแรงกระทบใดๆ บนใบหน้าทั้งที่ความจริงมันควรจะเจ็บ พอลืมตาขึ้นมาก็เห็นมิวจับข้อมือ และจ้องเขม็งพตด้วยนัยน์ตาที่แข็งกร้าวราวกับไม่ใช่ตัวเขาในยามปกติ

“ไอ้...ติ๋ม” พตหน้าซีดเผือดที่มิวเข้ามากันไว้ก่อนที่ฝ่ามือของเขาจะปะทะเข้ากับหน้าของฉัน

“เอ่อ เราขอโทษ เราไม่ได้ตั้งใจ” รู้ตัวอีกทีมิวก็รีบปล่อยข้อมือของพตแล้วขอโทษขอโพยด้วยสีหน้าสลด พตจึงยิ้มเยาะทันที ส่วนฉันที่กำลังจะยิ้มปริ่มที่มิวเริ่มสู้กับคนอื่นบ้างได้แต่ทำหน้าเหรอหราระหว่างทั้งสองคน

“หึ นึกว่าจะแน่”

“ระ เราขอโทษจริงๆ นะอย่าเอาเรื่องเราเลย” ฉันยืนมองมิวที่แทบจะก้มลงไปคุกเข่าต่อหน้าพตอยู่รอมร่อ แล้วได้แต่เจ็บใจ ฉันอยากตะโกนให้เขาลุกสู้สักครั้งไม่ใช่เพื่อใครอื่นหรอกนะ แต่เพื่อศักดิ์ศรีของตัวเองสักครั้ง

“ไอ้ขี้ขลาด วันนี้ขี้เกียจแกล้งแล้ว เจอกันพรุ่งนี้นะครับน้องเพลิน” พตเดินออกไปแล้วเหลือเพียงเราสองคน ฉันเดินเข้าไปหามิวและทุบไปที่ไหล่เขาดัง ‘อั้ก!’

“ทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร มีศักดิ์ศรีบ้างไหมเนี่ย เราบอกกี่ครั้งแล้วว่าให้นายโต้ตอบพวกมันไปบ้าง”

“ไปเลือกของกันต่อเหอะ”

พูดเรื่องนี้ทีไรก็เป็นแบบนี้ทุกที มิวชอบเปลี่ยนเรื่องตลอดจะต้องให้บอกกี่ครั้งว่ามันไม่ได้ดูน่าสงสารแต่มันทำให้ฉันเป็นห่วง เขาไม่รักตัวเองบ้างหรือไงนะ

 

ตลอดทางกลับบ้านฉันแทบไม่คุยหรือมองหน้ามิวเลย ยอมรับเลยว่าฉันโกรธมากที่เขาทำตัวเป็นเบี้ยล่างคนแบบนั้น แต่ก็นะฉันจะมีสิทธิ์อะไรไปบังคับจิตใจเขาได้ ต่อไปนี้จะทำอะไรก็เชิญเลยแล้วกัน ฉันจะไม่ไปสนใจแล้ว!

“เพลิน! ทำไมแกเอาตะเกียบไปจิ้มหมูแบบนั้นล่ะ” เสียงเจนนี่ที่นั่งย่างหมูกระทะอยู่ข้างๆ ทักขึ้น ฉันก้มไปดูเนื้อหมูที่สุกแล้วในจานที่ถูกชำแหละด้วยตะเกียบโดยฝีมือตัวเอง

“ก็เราชอบกินแบบนี้” ว่าแล้วก็คีบเนื้อหมูเละๆ ที่ตัวเองเป็นคนทำมากินโชว์เพื่อนด้วยหน้าตาเอร็ดอร่อย

“เพลินป่วยเหรอ” หญิงมุนเอามืออังหน้าผากฉัน

“ทำไมเหรอ”

“ก็เพลินดูแปลกๆ เราเห็นเพลินนั่งทำหน้าหงุดหงิดมาสักพักแล้ว”

“ไม่มีอะไรหรอกหญิงมุน”

“ว่าแต่...แม่แกดูสนิทกับติ๋มเนอะ” ไพร์ที่นั่งอีกฝั่งชะโงกหน้าถาม

ฉันมองแม่กับมิวกำลังทำบาร์บีคิวกันอยู่ไม่ไกลจากโต๊ะที่พวกเรานั่งอยู่ แม่ชวนมิวคุยไม่หยุดตั้งแต่นั่งกันมาในรถแล้วดูก็รู้ว่าคงเอ็นดูเขาขนาดไหน จนฉันแทบอยากมอบตำแหน่งลูกของแม่ให้มิวซะเดี๋ยวนี้เลย

“อืม แม่เราบอกว่าถูกชะตากับมิวน่ะ”

“เหรอ แค่กๆ แล้วเมื่อไหร่จะเอาธูปออกได้เนี่ย แค่กๆ” ไพร่สำลักควันธูปที่ลอยไปทางมันไม่หยุด จนฉันเริ่มจะเห็นใจ

“แม่ธูปนี่เอาออกได้หรือยัง” ฉันตะโกนถามแม่

“ได้แล้ว แต่ไหว้ก่อนนะแล้วเอาไปปักตรงกระถางต้นไม้ให้เรียบร้อยล่ะ” แม่บอก พวกเราทั้งสี่จึงยกมือไหว้หมูบนกระทะอย่างพร้อมเพรียง ฉันดึงธูปที่ถูกปักอยู่บนเนื้อหมูตรงกลางเตาออกแล้วเดินไปปักในกระถางต้นไม้ตามที่แม่บอกโดยที่ไม่ลืมยกมือไหว้อีกครั้งก่อนกลับมานั่งที่เดิม รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นบ้ายังไงไม่รู้ที่ต้องมากินหมูกระทะพร้อมจุดธูปไปด้วย

กริ๊งงง

เสียงออดหน้าบ้านทำให้พวกเราชะงักมองหน้ากันไปมาอยู่ครูหนึ่ง ก่อนที่แม่จะหันมาบอกให้ฉันไปเปิดประตูบ้านต้อนรับผู้มาใหม่

“เพลินไปเปิดประตูบ้านหน่อย”

“ค่าา”

ฉันจำใจต้องลุกขึ้นเดินลัดผ่านตัวบ้านไปยังประตูรั้วหน้าบ้าน พอเปิดประตูออกก็เห็นพี่ท็อปที่อยู่ในชุดเสื้อยืดกับกางเกงยีนส์ธรรมดายืนยิ้มแฉ่งอยู่ ฉันมองพี่เขาอย่างตะลึงอยู่ครู่หนึ่งก่อนเชิญเข้าบ้าน

“เข้ามาก่อนสิค่ะพี่ท็อป ตอนนี้แม่กำลังทำบาร์บีคิวกันอยู่เลย”

“ครับ ว่าแต่ใครมาแล้วบ้างเนี่ย”

“ก็เพื่อนเพลินแล้วก็มิวค่ะ”

“อ่อ”

ฉันเดินนำพี่ท็อปไปยังสวนหลังบ้านที่เป็นลานกว้าง เสียงพูดคุยของเพื่อนฉันเงียบไปทันทีเมื่อเห็นพี่ท็อปเดินเข้ามา

“อ้าว ท็อปมาแล้วเหรอ มาช่วยแม่ย่างบาร์บีคิวนี่มา ส่วนหนูมิวไปนั่งพักเถอะ” พอแม่หันมาเห็นพี่ท็อปก็กวักมือเรียกให้ไปรับใช้ นี่แม่จะใช้ทุกคนที่เป็นแขกของงานเลยหรือไงกัน

ฉันมองไปทางมิวที่แม่บอกให้พักหลังจากช่วยนู้นนี่มาสักพักใหญ่ เราสองคนมองหน้ากันด้วยความอึดอัดใจอย่างบอกไม่ถูก ฉันยังโกรธเขาอยู่นะแต่เห็นแก่แววตาเหมือนแมวหงอยๆ นั่นแล้ว ฉันจะยอมพูดกับเขาก่อนก็ได้

“มานั่งกับพวกเราสิ” ฉันเอ่ยชวนเขาก่อนเดินไปนั่งที่โต๊ะ พอหันไปมองมิวเขาก็ยืนนิ่งไม่ไหวติงไม่เดินเข้ามาสักที

“มาเถอะติ๋ม พวกฉันไม่กินหัวนายหรอก” สุดท้ายไพร์ก็ไปลากเขาให้มานั่งด้วยกัน

พออยู่กับครบแก๊งพวกเราก็คุยไปกินไปอย่างสนุกสนานถึงแม้จะเกร็งอยู่บ้างที่มีมิวมาร่วมวงด้วย แต่ตลอดเวลาที่เราคุยกัน เขามักจะนั่งกินอย่างเงียบๆ หลายครั้งที่ฉันสังเกตว่าเขาล้วงโทรศัพท์ออกมาเหมือนมีคนโทรเข้าตลอดเวลา แล้วก็กดวางสาย ฉันไม่ได้ถามอะไรให้มากความได้แต่เก็บงำความสงสัยเอาไว้คนเดียว

ฉันลอบมองสีหน้าหงุดหงิดของเขาที่มองไปยังโทรศัพท์ในมือที่ขึ้นว่ามีคนกำลังรอสายตอบรับเขาอยู่ ได้แต่คิดในใจว่า ‘ใครกันนะที่โทรมา...แล้วทำให้เขามีสีหน้าหงุดหงิดแบบนี้

สักพักมิวก็ลุกขึ้นเดินออกไปจากตรงนี้โดยไม่มีใครสังเกต ฉันมองแผ่นหลังนั่นก่อนจะมองมาที่เพื่อนตัวเองที่กำลังคุยไม่หยุดก่อนจะตัดสินใจลุกขึ้นตามเขาไป

“เพลินจะไปไหน” เจนนี่ถาม

“เอ่อ เราจะไปเข้าห้องน้ำน่ะ” ไม่รู้ทำไมจะโกหกเพื่อนทีไรชอบบอกว่าตัวเองไปเข้าห้องน้ำทุกที

“งั้นฝากหยิบน้ำเขียวมาเพิ่มอีกขวดนะ”

“อื้ม”

พอเห็นว่าพวกมันไม่พูดอะไรแล้ว ฉันจึงเดินเข้าไปในบ้านที่มิวเพิ่งเข้าไปก่อนไม่กี่นาที ฉันเดินเข้ามาในบ้านก่อนจะเลี้ยวไปทางห้องครัวขณะที่กำลังย่างกายเข้าไปในครัวถึงกับชะงักเท้าที่กำลังจะก้าวเข้าไป เมื่อได้ยินเสียงของเขากำลังคุยกับใครสักคนทางโทรศัพท์

“ต้องให้ผมทำยังไง พ่อถึงจะเลิกส่งคนมาตามสักที”

ฉันยืนหลบอยูข้างประตูห้องครัวแอบฟังอยู่เงียบๆ จากสิ่งที่ได้ยินมาหัวสมองของฉันเริ่มประมวลผลทันทีว่าพวกผู้ชายชุดดำที่ฉันเจอครั้งนั้นก็คงเป็นคนของพ่อเขาสินะ

“พ่อบังคับให้ตายยังไงผมก็ไม่กลับไปเหยียบที่นั่น ถ้าพ่อยังยืนยันจะทำแบบนี้”

ฉันไม่ได้ยินหรอกว่าพ่อของเขาพูดอะไรบ้าง แต่ก็ยังคงปักหลักแอบฟังต่อ

“พ่อรู้ไหมว่าผมไม่อยากมีชีวิตเหมือนพ่อกับแม่” น้ำเสียงของเขาสั่นราวกับกำลังกลั้นอารมณ์อ่อนไหวภายในใจ

“...”

“ถ้าพ่ออยากให้ผมกลับไป พ่อก็ต้องหยุดทุกอย่าง...ตามที่ผมต้องการ”

หลังจากนั้นเขาวางสายไปด้วยใบหน้าคร่ำเครียดก่อนจะเท้าแขนลงบนเคาน์เตอร์ห้องครัวส่วนมืออีกข้างกุมขมับตัวเอง ฉันแอบมองเขาอยู่ในมุมนี้ยังรู้เลยว่าเขาต้องเก็บความรู้สึกเอาไว้มากมายขนาดไหน ถ้าเป็นไปได้ฉันก็อยากจะเข้าไปถามเขาตรงๆ แล้วพูดปลอบใจเขาว่า ‘ไม่เป็นไร เดี๋ยวมันจะดีขึ้นเองไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตามที่เขากำลังแบกรับอยู่ตอนนี้

“แอบฟังคนอื่นคุยโทรศัพท์แบบนี้ มันเสียมารยาทนะครับ” เสียงกระซิบข้างหูทำให้ฉันสะดุ้งสุดตัว

“อุ๊ย! ตาเถร!” ฉันที่กำลังคิดอะไรเพลินๆ สะดุ้งเกือบหงายหลังพอหันไปก็เห็นคุณฮันยืนอยู่

มาตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย?

“ประตูรั้วไม่ได้ล็อกผมเลยเดินเข้ามา” เขาตอบเหมือนอ่านความคิดความอ่านฉันออกอีกแล้ว

มาว่าฉันเสียมารยาทคุณฮันก็ใช่ย่อยเถอะ เข้าบ้านคนอื่นเขาโดยไม่ได้รับอนุญาต นี่ถ้าอายุไม่ห่างกันเกือบสิบปีฉันจะด่ากลับแล้วนะ

“อ้าว นั่นคุณมิวออกมาพอดีเลย เมื่อกี้ผมเห็นคุณเพลินแอบฟังคุณคุยโทรศัพท์ด้วยครับ”

ฉับเหลือกตาไปมองคุณฮันทันทีที่เขาบอกความจริงมิวไปแบบนั้น ทำตัวเป็นเด็กขี้ฟ้องไปได้! ฉันได้แต่ฟึดฟัดใส่คุณฮันในใจเท่านั้นก่อนจะก้มหน้างุดเมื่อเห็นว่ามิวจ้องฉันอยู่

“ถ้างั้นผมขอตัวก่อนนะครับ” ทิ้งระเบิดไว้เสร็จคุณฮันก็หนีปัญหาไปทันที คราวนี้เลยเหลือเพียงฉันและมิวสองคนตรงหน้าห้องครัว

“...”

“...”

เป็นหลายนาทีที่ไม่มีใครพูดอะไรออกมา ฉันจึงเงยหน้ามองมิวที่นิ่งเงียบกว่าปกติเขามองฉันอย่างเลื่อนลอยจนฉันต้องแก้ตัวไปก่อน

“ความจริงเราไม่ได้จะมาแอบฟังนายคุยโทรศัพท์เลยนะ แค่จะมาเข้าห้องน้ำแต่ดันได้ยินเข้าพอดี...ก็เลยหยุดฟัง”

“เหรอ แล้วทำไมไม่ไปเข้าห้องน้ำล่ะ เราคุยโทรศัพท์เสร็จตั้งนานแล้ว”

“เราก็กำลังจะไปนี่ไง” ฉันตอบอย่างรนรานก่อนเดินไปทางห้องน้ำแต่ไม่วายหันกลับมาเรียกเขาอีกครั้ง “มิว!

เขาเลิกคิ้วแทนคำพูดฉันจึงรวบรวมความกล้าที่จะถามสิ่งเหล่านี้ออกไป ถึงแม้ว่าเมื่อมิวฟังคำถามจบแล้วเขาอยากจะด่าฉันว่าจุ้นจ้านก็ตามเถอะ 

“นายหนีออกจากบ้านมาเหรอ” ฉันถามพลางมองเขาไม่วางตา

“ไม่เชิง” เขายอมตอบง่ายกว่าที่คิด

ถ้างั้นที่วันนั้นเขาบอกว่าเพิ่งย้ายบ้านมันเป็นเรื่องโกหกสินะ เขาไม่ได้ย้ายบ้านแต่เขาหนีออกมาจากบ้าน หากฉันเรียบเรียงเหตุการณ์ไม่ผิดนะ

“แล้วนานหรือยังที่นายหนีออกมา”

“ตั้งแต่เข้าเรียนที่นี่เราก็ไม่เคยกลับไปบ้าน”

อาจเป็นเพราะตอนนี้เขากำลังอยู่ในช่วงอารมณ์สับสน อ่อนแอ ทำให้เขายอมเปิดเผยจนหมดเปลือก ถ้างั้นตอนนี้เขาก็หนีออกจากบ้านมาได้ประมาณหนึ่งปีแล้วสินะ

“นายมีปัญหาอะไรกับที่บ้านเหรอ ถึงกับต้องหนีออกมานานขนาดนี้ เราว่าที่บ้านเขาคงเป็นห่วงนายนะ”

“เราถามอะไรหน่อยสิ” เขาเอ่ยประโยคนี้แล้วมองหน้าฉันนิ่งทั้งๆ ที่แววตาของเขากำลังสั่นไหว

“อื้มๆ ถามมาสิ”

“ถ้าเธอมีสิ่งที่เธอรักแต่มันไปไม่ได้กับสิ่งที่ครอบครัวกำหนดให้เธอจะเลือกอะไร ความรักหรือสิ่งที่ครอบครัวตีกรอบวางไว้ให้อยู่แล้ว”

เป็นคำถามเรียบๆ ที่ทำให้ฉันคิดหนัก ฉันรู้สึกโชคดีที่เกิดมาในครอบครัวธรรมดา พ่อและแม่ก็ไม่เคยวางกรอบให้ฉันอยู่รู้สึกอึดอัดใจสักครั้ง ยกเว้นป้าข้างบ้านที่ชอบเข้ามาถามไถ่ว่าได้เกรดเท่าไหร่ ซึ่งฉันก็มักไม่ใส่ใจนัก

“ความรักสิ เราคิดว่าถ้าเรารัก เราจะทำมันได้ดีที่สุด” ฉันบอกมิว

“ใช่ เราเลือกความรัก...”

ฉันมองนัยน์ตาของเขาที่สื่อถึงความหมายลึกซึ้งบางอย่างที่คงมีเพียงเขาคนเดียวที่เข้าใจมันดีที่สุด ความรู้สึกของผู้ชายตรงหน้าเป็นสิ่งที่ฉันไม่เคยคาดการณ์มันได้เลย…

 

 สวีดัด สวัสดี 
มาพบกันอีกครั้งในตอนที่ 4 ตอนนี้เป็นอะไรที่กลัวปั่นไม่ทันแรงมากกก หาเวลาปลีกตัวมาปั่นยากมาก
ช่วงนี้งานรัดตัวยิ่งกว่าญาญ่า อุรัสยาซะอีก ครูก็ชอบมาสั่งงานช่วงเดือนสุดท้ายของการเรียนทุกเทอม
รายงานเอย งานเล็กงานน้อยเอยหนูทำไม่ทันแล้วค่าาา เดี๋ยวสอบย่อย เดี๋ยวต้องไปทัศนศึกษาอีกจะปั่นตอน 5 ทันมั้ยถามใจเธอดู แงงง T^T #ช่วงขอบ่นหน่อย


สุดท้ายนี้ก็ขอขอบคุณพี่ลูกชุบอีกเช่นเคยที่คอยมาคอมเม้นแนะนำอยู่เสมอ ถึงบางครั้งหนูก็ปรับอะไรได้ไม่มากแต่จะพยายามยิ่งขึ้นๆ นะคะ
และขอขอบคุณทุกโหวต ทุกคอมเม้นที่เข้ามาอ่านเรื่องของเรายังไงก็ติดตามไปเรื่อยๆ เน้ออ
แล้วเจอกันเมื่อโลกต้องการ บ้ายยย 

 

 

 

 

 

 


2 ความคิดเห็น

  • 1
  1. #1 เธขเธญเธฅเธขเธฅ (จากตอนที่ 4)
    2017-02-03 17:00:48
    นี่อ่านยังหงุดหงิดเลย ทำไมไม่สู้เขาบ้างมิว ต่อยมันๆ แล้วมิวหนีออกมาจากบ้านเป็นปีๆ หุ้ยย วายยย 
    #1
  2. #2 (จากตอนที่ 4)
    2017-02-06 05:24:39
    พี่เข้าใจนะ บางอย่างแนะนำไปมันปรับทันทีเลยไม่ได้ พี่เลยปล่อยผ่านบางอย่างหยวนๆ ได้บ้าง แต่บางจุดที่มันสำคัญกับเรื่องจริงๆ ก็ต้องชี้อ่ะนะ อย่างตอนนี้พี่ว่าเนื้อเรื่องออกมาดีนะ เหมือนทุกฉากมีเหตุผลของมันหมด แต่ไม่ชอบอย่างเดียวคือบทสนทนาโหลงเหลงไป จริงๆ มันไม่ได้ใส่ละเอียดและเยอะขนาดนี้ก็ได้ อาจจะแบบใส่ท่อนเด็ดๆ ที่เล่าเรื่องได้ผ่านบทสนทนาอ่ะ แต่ก็ยังชอบนะ โดยรวม ชอบมากกว่าทุกตอนที่ผ่านมา

    ไปทัศนศึกษาที่ไหนคะ เที่ยวให้สนุกนะ อย่าลืมทำงานด้วย! 
    #2
  • 1

แสดงความคิดเห็น