ไม่รู้เป็นเพราะความซวยหรืออะไรทำให้ฉันดันเข้าไปรับรู้อะไรบ้างอย่างที่ไม่ควรรู้เข้าของผู้ชายติ๋มๆ เพื่อนร่วมชั้นเรียน ทั้งยังต้องชักชวนเขามาให้ร่วมงานวิจัยกับแม่ให้ได้อีก!!
6
ฉันและเขา เรากิ๊กกัน...งั้นเหรอ?!
“โอ้ย เจ็บๆ น้องเพลินมือนี่หนักจัง” เสียงโอดโอยของพี่สมหมายดังขึ้นขณะที่ฉันกำลังทำแผลให้ด้วยความปรารถนาดี แต่ไม่วายโดนกล่าวหาว่ามือหนักอีก
ฉันมองใบหน้าฟกช้ำของพี่สมหมายอย่างสงสารอยู่ดีๆ ก็โดนต่อยซะได้ ดีนะพี่แกผิวเข้มเลยไม่เห็นรอยช้ำเท่าไหร่ แล้วไอ้คนต่อยก็นั่งหน้าสลอนอยู่ใกล้ๆ ฉันเนี่ย
“ทำเองเลยไหมคะ”
“ฮือ ทำแผลให้พี่ก่อน” พี่สมหมายงอแง “นี่พี่ต้องเรียกค่าเสียหายจากเพื่อนน้องเพลินนะ ทำพี่หมดสวยเลย” สงสัยพี่สมหมายจะไม่หลาบจำกับกำปั้นและฝีเท้าของมิวถึงได้เล่นหูเล่นตาใส่เขาแบบนั้น
“ความจริงพี่สมายด์ก็ผิดนะคะที่มาให้เพลินตกใจ”
“น้องเพลินต้องไปว่าคุณฮันสิ เขาสั่งให้พี่มาทำแบบนี้นะ พี่ก็ไม่ได้เอ๊ะใจอะไร ใครจะรู้ว่าต้องโดนต่อยล่ะ”
“ผมขอโทษครับ” มิวเอ่ยขอโทษเป็นครั้งสามแล้วตั้งแต่เกิดเรื่อง เขาทำตัวไม่ถูกเอามากๆ ในตอนแรกที่เพิ่งมารู้ว่าฉันกับพี่สมหมายรู้จักกันมาก่อน
“จุ๊บแก้มก่อนสิพี่จะหายโกรธ” พี่สมหมายว่าแล้วทำแก้มป่องหันไปหามิว เขาถึงกับหน้าซีดไปเลยก่อนจะขอตัวออกไปนอกบ้าน
“ผมขอออกไปเดินเล่นข้างนอกดีกว่า” เขารีบเดินออกไปทันทีจนฉันหลุดขำ พี่สมหมายทำมิวกลัวแล้วเนี่ย
“พี่น่ากลัวขนาดนั้นเลยเหรอน้องเพลิน”
“ก็ไม่รู้สิคะ แหะๆ” ฉันได้แต่หัวเราะอย่างเฝื่อนๆ
อยากจะบอกอยู่หรอกว่าพี่สมหมายดูเป็นผู้ชายน่ากลัวก็เกรงว่าจะพูดทำร้ายจิตใจพี่แกเกินไป ก็นะ ร้อยทั้งร้อยถ้าเจอผู้ชายร่างยักษ์ แขนกล้ามปู ผิวเข้ม หย้าโหดแบบพี่สมหมายเป็นอันต้องวิ่งหนีไปซะทุกราย ทั้งที่จริงๆ แล้วพี่สมหมายเป็นคนนิสัยมุ้งมิ้งชอบสีชมพู ขนาดวันนี้ยังใส่เสื้อสีชมพูเรืองแสงที่ตัดกับสีผิวมาเลย
“ว่าแต่คุณฮันได้บอกพี่สมายด์ไหมคะ ว่าให้พี่มาทำแบบนี้ทำไม”
“ไม่ได้บอกนะแค่บอกให้ทำตัวเหมือนโจรลักพาตัวน้องเพลินอ่ะ พี่ก็ไม่เข้าใจคุณฮันนักหรอก แต่คุณฮันให้เงินดีพี่ก็เลยทำเห็นคุ้มที่ไหนได้สงสัยต้องไปเบิกเพิ่ม จะเอาไปทำจมูกใหม่อีก” พี่สมหมายเกาหัวตัวเองแกรกๆ
“อ่อ แล้วนี่พี่สมายด์จะกลับเลยไหมคะ”
“ที่ถามนี่จะไล่พี่เหรอ”
“เอ่อ...”
“ไปก็ได้ค่ะ แต่พี่ขอถามอะไรหน่อยสิ” พี่สมหมายเข้ามากระซิบข้างหู “ผู้ชายคนนั้นที่ต่อยพี่เป็นแฟนน้องเพลินเหรอคะ”
คำถามของพี่สมหมายทำเอาฉันเบิกตากว้างก่อนรีบปฏิเสธอย่างรนราน
“เฮ้ย! ไม่ใช่นะ แฟนเฟินอะไรกันล่ะพี่” ฉันรีบปฏิเสธ มีตรงไหนที่พวกเราทำให้สมหมายคิดแบบนั้นไปได้นะ ถ้าเป็นคู่กัดก็พอว่าไป
“จริงเหรอ” พี่สมหมายหรี่ตามองอย่างจับพิรุธ
“จริงค่ะ แค่เพื่อนกัน” ฉันย้ำด้วยสีหน้าจริงจัง
“ค่ะ ‘เพื่อนรัก’ กันแน่เลย” พี่สมหมายเน้นคำว่า ‘เพื่อนรัก’ จนฉันถึงกับหน้าเห่อร้อน เพื่อนรักอะไรกันล่ะ แค่เป็นเพื่อนกันเฉยๆ มิวยังไม่อยากจะเป็นเลยมั้ง
“พอเถอะๆ ข้ามเรื่องนี้ไปค่ะ” ฉันรีบดึงพี่สมหมายไปทางประตูรั้วหน้าบ้าน พี่เขาก็แซวฉันไม่เลิกจริงๆ
“ที่ไล่พี่นี่อยากอยู่กับเพื่อนสองต่อสองใช่ไหมคะ”
“ไม่เกี่ยวอะไรทั้งนั้น พี่กลับไปก่อนเถอะค่ะ” ฉันลากพี่สมหมายออกมา ดีนะที่เขาไม่ขืนตัวไม่งั้นฉันลากไม่ไหวแน่นอน ตัวใหญ่อย่างกับฮัลค์
พอออกมาจากบ้านก็เห็นมิวนั่งอยู่ตรงชิงช้าที่ตั้งอยู่หน้าบ้าน เขาหันมามองนี้พอดีทำให้ฉันเผลอสบตาเขา แต่ฉันรีบเบือนหน้าหนีไปทางอื่นทันทีด้วยอารมณ์เก้อเขินอย่างไม่มีสาเหตุ เคยเป็นกันไหมอาการแบบว่า...เราไม่ได้ชอบเขานะเว้ย แต่พอโดนแซวกลับเขินขึ้นมาเฉยเลย ตอนนี้คาดว่าฉันคงกำลังเป็นแบบนั้นล่ะ
เอ๊ะ! เขิน...เขินงั้นเหรอ ฉันเนี่ยนะจะเขินอีตานั่น บ้าบอไปแล้ว ฉันว่าเมื่อกี้สมองฉันแค่เบลอก็เท่านั้น เพราะพี่สมหมายนั่นแหละที่ยัดเยียดความคิดบ้าบอใส่สมองฉัน
“จะกลับแล้วเหรอครับ” มิวลุกขึ้นจากชิงช้าเมื่อไหร่ไม่รู้ เขาเดินมาทางนี้แล้วถามพี่สมหมาย
“ใช่จ้ะ จะไปส่งพี่เหรอ” พี่สมหมายพูดเสียงหวานมองมิวตาเป็นประกาย
“เปล่าครับ”
“ชิ พูดว่าจะไปส่งให้ดีใจหน่อยก็ไม่ได้ งั้นพี่ไปแล้วนะฝากน้องเพลินด้วยล่ะ”
“ครับ”
ฉันโบกมือลาพี่สมหมายที่ยิ้มแป้นแล้นอยู่ก่อนจะเดินออกไป จนสุดท้ายตรงนี้ก็เหลือแค่ฉันกับมิวที่ยืนอยู่ เราสองคนมองหน้าก่อนเหมือนไม่รู้จะพูดอะไรกันดีก่อนจะเบือนหน้าไปคนละทาง บรรยากาศรอบข้างก็เงียบลงถนัดตา ฉันค่อยๆ เหลือบตามองมิวที่ยืนหน้านิ่งตามฉบับของเขา ตอนนี้เราทั้งสองเหมือนกำลังหยั่งเชิงกันว่าใครจะเป็นฝ่ายปริปากพูดก่อนกันคนนั้นแพ้งั้นแหละ จนสุดท้ายมิวก็โพล่งขึ้นหลังจากที่เงียบกันไปชั่วขณะหนึ่ง
“เรากลับก่อนนะ เธอก็อย่าลืมล็อกบ้านให้ดีล่ะ” มิวบอกก่อนจะเดินออกจากบ้านตามพี่สมหมายไปอีกคน
“เดี๋ยวสิ พอดีเรามีเรื่องจะคุยด้วย” ฉันเรียกไว้ก่อนที่เขาจะเดินออกไป
“ถ้าเป็นเรื่องที่คุณฮันให้เราคอยตามเธอคงให้คำตอบไม่ได้หรอกนะ” ความจริงก็อยากจะถามเรื่องนี้แหละ แต่โดนมิวดักทางซะก่อนอย่างกับอ่านความคิดฉันออกอีกคน
“ไม่เกี่ยวอะไรกับคุณฮันทั้งนั้น เราจะถามเรื่องนายนี่แหละ”
“...” เขายืนเงียบ
“เฮ้อ” ฉันถอดหายใจเฮือกใหญ่ มองหน้ามิวที่กำลังจ้องไม่วางตา รู้สึกอึดอัดในใจอย่างบอกไม่ถูก
“...”
“ที่ผ่านมานายทำเหมือนตัวเองอ่อนแอมาตลอดเลยจนเราเชื่อสนิทใจ แต่สิ่งที่นายทำกับพี่สมหมายวันนี้มันทำให้เราเริ่มไม่แน่ใจแล้วกลับมาถามตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่านายเป็นใครกันแน่ สิ่งที่นายแสดงให้คนอื่นเห็น มันคือตัวตนของนายจริงๆ เหรอ” เรื่องนี้ฉันอยากจะเข้าไปถามเขาตั้งแต่เกิดเรื่องแล้วด้วยซ้ำแต่คิดว่าเขาคงไม่อยากให้ใครรู้ คนธรรมดาที่ไหนจะผลักผู้ชายร่างยักษ์อย่างพี่สมหมายล้มได้ถ้าไม่มีทักษะการต่อสู้อยู่พอตัว อีกอย่างพี่สมหมายก็ไม่ใช่คนธรรมดาไก่กาอาราเล่นะเขาเคยเป็นนักมวยมาก่อนที่จะมาทำงานสายนี้ด้วยซ้ำ
“เฮ้อ เธอไม่จำเป็นต้องรู้เรื่องของเรา ไม่จำเป็นต้องรู้ว่าเราเป็นใครมาจากไหนหรอกนะ เพราะถึงเธอรู้มันก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงขึ้นมา” น้ำเสียงเรียบนิ่งเอ่ยขึ้น ฉันเงยหน้ามองใบหน้าของคนร่างสูงที่กำลังมองฉันอยู่เช่นกัน หลายครั้งที่มีคำถามเป็นล้านที่ฉันอยากจะเอ่ยถามผู้ชายตรงหน้า หลายครั้งที่เราสองคนมักมองหน้ากันอย่างอึดอัดภายในใจ
หลายครั้งที่ฉันถามไป ก็ได้กลับมาเพียงความว่างเปล่าจากคนตรงหน้า
“เราไม่ได้อยากให้มันเปลี่ยนแปลงแค่เราไม่เข้าใจนาย นายก็สู้คนอื่นได้แต่ทำไมนายถึงต้องแสร้งทำตัวอ่อนแอด้วย”
“สักวันเธอจะรู้เอง”
“สักวันนี่คงไม่ใช่วันที่นายยอมให้ไอ้พวกในห้องซ้อมจนปางตายก่อนใช่ไหม”
“พูดไปเธอก็ไม่เข้าใจ แค่จำเอาไว้ว่าคนพวกนั้นทำเราตายไม่ได้หรอกน่า”
“เราเชื่อ...แต่ไม่เห็นมีความจำเป็นอะไรที่นายต้องยอมให้พวกในห้องเรียนแกล้งเลยนะ”
“เฮ้อออ” เขาถอนหายใจก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่พระอาทิตย์ใกล้จะตกดินเต็มที
“ไม่บอกตอนนี้ก็ไม่เป็นไร”
“...”
“เราจะรอนะ...รอวันที่นายพร้อมบอกทุกอย่างกับทุกคน”
“ขอบใจที่เข้าใจกัน เรากลับก่อนนะอยู่คนเดียวอย่าลืมล็อกบ้านให้ดีๆ ล่ะ” มือหนาของเขายกขึ้นมาแปะกลางศีรษะของฉันก่อนโยกมันไปมา ริมฝีปากของเขาค่อยๆ ขยับเผยรอยยิ้มบางๆ ที่นานครั้งจะเห็นสักที
“กลับดีๆ ล่ะ” ฉันโบกมือลามิวที่เปิดประตูออกจากบ้านไปแล้ว
ฉันยังยืนอยู่ที่เดิมสักพักพระอาทิตย์เริ่มจะตกดิน ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้ม และถึงแม้วันเวลาจะเปลี่ยนไปแต่เรื่องราวยังดำเนินอยู่ที่เดิม...ได้แต่หวังว่าสักวันมิวจะเปิดใจเล่ามันออกมา
ณ สำนักงานวิจัยแห่งชาติ
ฉันปรากฏตัวหน้าสำนักงานฯ หลังจากเลิกเรียนในตอนเย็น เนื่องจากเมื่อคืนวานนี้คุณฮันติดต่อฉันให้เข้ามาพบเขาที่นี่ ฉันไม่ได้ถามเขากลับด้วยซ้ำว่ามีเรื่องอะไรเพราะเขาดันตัดสายไปซะก่อน เป็นผู้ชายนิสัยเสียที่ไม่อาจมีสิ่งใดมาลบล้างได้จริงๆ
“อ้าว น้องเพลิน” เสียงคุ้นหูเรียกชื่อฉันดังมาจากทางด้านหลัง พอหันไปก็เห็นพี่สมหมายที่ใบหน้าปูดบวมอยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตคลุมทับด้วยสูตสีส้ม กางเกงสามส่วนสีเขียว ตามด้วยรองเท้าช้างดาว กำลังหิ้วถุงที่ใส่แก้วน้ำเดินมาทางนี้พอดี ฉันจึงรีบเข้าไปช่วยถือ
“มาเพลินช่วยถือค่ะ จะเข้าไปข้างในใช่ไหมคะ เพลินขอติดเข้าไปด้วยคนนะ”
“จ้ะ มาหาแม่เหรอเรา”
“ความจริงคุณฮันเรียกเพลินมาคุยน่ะ พี่สมายด์รู้ไหมคะว่าเขาจะคุยเรื่องอะไร”
“โอ๊ย พี่จะไปรู้อะไรล่ะคะ คุณฮันนางชอบคิดอะไรแปลกๆ เลี่ยงได้เป็นเลี่ยงค่ะตอนนี้ จากที่โดนเมื่อวานยังเจ็บไม่หาย” พี่สมหมายพูดอย่างกลัวๆ พลางลูบแขนตัวเอง
ฉันเดินตามพี่สมหมายมายังห้องทำงานของเขาก่อนจะวางถุงแก้วน้ำลงบนโต๊ะแล้วแยกย้ายกับเขาตรงนั้น พอเดินออกมาจากห้องพี่สมหมายก็บังเอิญเจอแม่ที่เพิ่งออกมาจากห้องแล็บพอดี
“แม่!” ฉันเบิกตากว้างก่อนจะวิ่งเข้าไปกอดแม่แต่โดนเบรกไว้ซะก่อน
“หยุด!”
“แม่รังเกียจลูกเหรอ” ฉันทำหน้ามุ่ย ไม่ได้เจอกันไม่กี่วัน จากลูกเป็นอื่นไปซะแล้วน่าน้อยใจจริงๆ
“เพิ่งออกจากห้องแล็บมาเนี่ยเชื้อโรคทั้งนั้น มาหาคุณฮันใช่ไหม”
“ค่ะ แต่อยากอยู่คุยกับแม่ก่อนนี่นา”
“ก็ได้เจอกันแล้วนี่ไงรีบไปหาคุณฮันเถอะ ถ้าช้าเดี๋ยวได้กลับบ้านดึกหรอก”
“ฮื่อ ไปก็ได้ ไว้เจอกันนะคะ” ฉันทำหน้าเง้าหน้างอ แต่จำต้องเดินออกมาตามคำสั่งของแม่เพื่อไปคุยกับคุณฮัน ไม่รู้จะเป็นเรื่องสำคัญหรือเปล่าถึงได้เรียกฉันมาคุยซะถึงที่นี่
ฉันเดินมาหยุดอยู่ที่หน้าห้องของ ‘ศาสตราจารย์ฮัน’ ก่อนจะเคาะประตูตามมารยาทผู้ดี
ก๊อก ก๊อก
ไม่มีเสียงตอบรับกลับมา ฉันจึงลองบิดลูกบิดประตูพอเห็นว่าไม่ได้ล็อกจึงเปิดเข้าไป แล้วเคาะประตูอีกครั้งเพื่อให้คุณฮันที่กำลังนั่งทำงานอยู่รับรู้ถึงการมาของฉัน
ก๊อก ก๊อก
“จะเคาะอะไรหนักหนาเข้ามานั่งก่อนสิ” ไม่วายฉันโดนคุณฮันเอ็ดเรื่องเคาะประตู ใครจะไปรู้ล่ะว่าเขาจะได้ยินเสียงเคาะประตูหรือเปล่า ขืนทะเล่อทะล่าเข้ามาก็โดนด่าว่าเสียมารยาทเข้าให้อีก
“ค่ะ” ฉันเดินเข้ามานั่งที่โซฟารับแขกอย่างสงบเสงี่ยม สักพักคุณฮันก็ละมือจากงานตรงหน้าเดินเข้ามานั่งบนโซฟาตรงข้างฉัน
“เมื่อวานเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า” เขาเข้าประเด็นทันที
“เพลินว่าคุณฮันรู้ดีอยู่แก่ใจว่าเกิดอะไรขึ้น จริงไหมล่ะคะ” เป็นครั้งแรกที่ฉันรู้สึกว่าตัวเองเริ่มจับทางผู้ชายตรงหน้าได้
“สายตาคุณมันฟ้องว่าคุณใกล้จะเลิกโง่เต็มทีแล้ว ยินดีด้วยนะ” คุณฮันยิ้มมุมปากอย่างถือดี แล้วคำพูดเหมือนจะหลอกด่านี่ทำฉันอารมณ์พุ่งปรี๊ดขึ้นมาทันที ถ้าจะพูดแบบนี้เรียกฉันว่าเป็นแมงกะพรุนซะเลยสิ
“ค่ะ เรียกมาคุยแค่นี้ใช่ไหมคะ” อย่าพูดว่าเรียกมาคุยเลย ต้องพูดว่าเรียกว่าด่าซะมากกว่า
“ผมมีเรื่องจะบอกคุณเพลินด้วย”
“อ่อ เอ่อ คือคุณฮันไม่จำเป็นต้องเรียกเพลินว่า ‘คุณเพลิน’ นะคะ” ได้ยินเขาเรียกฉันว่า ‘คุณเพลิน’ ทีไรรู้สึกเหมือนตัวเองอายุใกล้เลขสามสิบเข้าไปทุกที ทั้งที่ฉันยังไม่ถึงสี่สิบด้วยซ้ำไป
“เราสนิทกันเหรอครับ”
“หา?” ฉันงงมากที่โดนคุณฮันถามแบบนั้น
“เราสนิทกันถึงขั้นผมต้องเรียกคุณว่าน้องเพลินเหรอครับ” เขามองฉันด้วยสายตาแบบผู้ชายเจ้าชู้ตอนเรียกฉันว่า ‘น้องเพลิน’ นี่ถ้าไม่รู้จักคุณฮันมาก่อนคงหลงกลตกหลุมรักเขาไปแล้วนะเนี่ย อยากกระซิบบอกแฟนในอนาคตของคุณฮันจริงๆ ว่าผู้ชายคนนี้ชอบเลี้ยงสัตว์ ยิ่งเลี้ยงหมาในปากนี่ชอบมาก พูดจานิ่มๆ แต่แทงใจดำขั้นสุดเจ็บยิ่งกว่าก็อบลินที่โดนดาบปักอกมาเป็นร้อยปีอีกค่ะ
“แล้วแต่คุณฮันเลยค่ะ จะเรียกยังไงก็ตามสบายค่ะ”
“ครับ ผมว่าคุณเพลินคงได้สังเกตอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปของคุณมิวแล้วใช่ไหมครับ”
“ก็ อาจจะ...” ฉันรำพึง
“ผมเป็นคนชอบเล่นเกมครับ ยิ่งได้มองหมากในเกมมันก็ยิ่งสนุก” ฉันไม่เข้าใจที่คุณฮันพูดอย่างนึกสนุก ไม่รู้ว่าครั้งนี้ผู้ชายที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามจะมาไม้ไหนกันแน่
“เพลินไม่เข้าใจ” ตอนนี้คิ้วของฉันคงผูกกันเป็นโบแล้วแน่ๆ
“ผมว่าคุณเพลินคงอยากรู้ว่าแท้จริงแล้วคุณมิวเป็นใครใช่ไหมล่ะ”
...ก็ใช่
“เอาไปสิ” จู่ๆ คุณฮันก็ส่งกระดาษที่พับหลายทบมาให้ ฉันมองมันอย่างลังเลที่จะรับไว้อยู่นาน “รับไปสิครับ แล้วทุกอย่างที่คุณสงสัยจะกระจ่างทันที”
คุณฮันพูดพลางมองหน้าฉัน รู้ตัวอีกทีฉันก็หยิบกระดาษแผ่นนั้นมาจากมือเขาซะแล้ว รู้สึกเหมือนตัวเองโดนสะกดจิตไปชั่วขณะยังไงยังงั้น
“เพลินไม่ต้องการค่ะ” เมื่อได้สติฉันจึงวางกระดาษลงบนโต๊ะหน้าโซฟาที่กั้นระหว่างเรา ถ้าฉันหยิบกระดาษแผ่นนี้ไปนั่นเท่ากับว่าฉันกำลังทรยศคำพูดตัวเอง ทั้งๆ เมื่อวานนี้เพิ่งบอกมิวไปว่าจะรอที่สักวันเขาจะมาเล่าเรื่องทุกอย่างด้วยตัวเองและมันก็จะเป็นไปตามความต้องการของคุณฮัน ซึ่งฉันไม่คิดจะเล่นสงครามประสาทกับเขาเป็นอันขาด
“เอาเก็บไว้ก่อนก็ได้ สักวันคุณอาจต้องการมัน คิดว่าคุณมิวเขาจะบอกเรื่องของเขาเหรอ ถ้าเขาจะบอกคงบอกไปนานแล้วจริงไหมล่ะ” จิตใจของฉันเริ่มเอนเอียงไปทางคำพูดคุณฮันมันก็จริงอย่างที่เขาพูดอีกนั่นแหละ ไม่มีอะไรมายืนยันได้ว่ามิวจะบอกฉัน
แต่เรื่องของมิว...บางครั้งฉันก็ไม่จำเป็นต้องรู้ก็ได้ ถ้ามิวไม่ต้องการให้ฉันรับรู้
“ไม่ค่ะ เพลินคิดว่ามิวเขาคงไม่อยากให้ใครมารู้เรื่องของเขา อย่างที่คุณฮันว่าแหละค่ะ ถ้าเขาจะบอกเขาคงบอกไปนานแล้วแต่ที่เขาไม่บอกเพราะไม่อยากให้ใครรู้ ถ้ามิวไม่บอกเพลินก็ไม่อยากรู้ค่ะ คุณฮันมีเรื่องจะพูดแค่นี้ใช่ไหมคะเพลินจะได้กลับสักที” ฉันรู้สึกฉุนคุณฮันที่เขาทำเหมือนทุกอย่างเป็นเรื่องสนุกไปซะหมด
“ถ้าคุณเพลินต้องการแบบนั้นก็โอเค ผมคิดว่าคุณเพลินอยากรู้ซะอีก สงสัยผมคงคิดผิด”
“คิดถูกค่ะ เพลินอยากรู้แต่อยากรู้จากปากของมิว” ฉันบอก
“รู้หรือเปล่าว่าที่ผมกำลังทำเป็นประโยชน์กับคุณทั้งสองคน” ยิ่งได้ฟังคุณฮันพูดฉันก็งงไปกันใหญ่
ประโยชน์?
ฉันไม่เห็นจะสัมผัสถึงประโยชน์ที่จะได้รับสักอย่าง เห็นแต่เพียงคุณฮันกำลังนึกสนุกเป็นเด็กวัยรุ่นที่ได้แกล้งเพื่อน คิดว่าเก่งแล้วจะเป็นโรคประสาทบ้าบออะไรก็ได้เหรอคนเรา
“เฮ้ออ เพลินต้องขอกลับก่อนดีกว่า”
“เชิญครับ” ยังดีที่ครั้งนี้เขาไม่พูดให้ฉันได้หันไปเถียงต่อ ฉันถอนใจอย่างโล่งอกแล้วเดินออกมาจากห้องคุณฮัน
ได้แต่หวังว่าคุณฮันคงหยุดคิดที่จะเล่นอะไรสักแบบนี้สักที
ตกดึก
หลังจากกลับมาถึงบ้านฉันก็หาอะไรกิน อาบน้ำแต่งตัวสวมชุดนอนลายปิกาจูเรียบร้อยแล้วก็นอนคุยแชตกับเพื่อนบนเตียงไปเรื่อยเปื่อย ส่วนใหญ่ก็จะคุยกันเรื่องทั่วไปตามประสาวัยรุ่น มีบ้างที่พวกเรานินทาคนอื่น หรือไม่ก็ส่งการบ้านมาลอกกันทางนี้
YingMoon : นอนกันตอนไหน เราง่วงแล้ว
หญิงมุนถามพร้อมกับส่งส่งสติ๊กเกอร์หมีง่วงมาให้พวกเราหลังจากคุยกันมาได้สักพัก พอมองนาฬิกาก็ปรากฎว่าใกล้เที่ยงคืนซะแล้ว เพิ่งแชตกับเพื่อนไปแปบเดียวเอง เวลาเดินเร็วชะมัด
ไพร์ไม่ใช่ไพร่ : เรื่อยๆ อ่ะแก ยังไม่ง่วงเลออ
ถ้าแกง่วงก็นอนไปก่อนเลย ไม่ได้มีใครมาห้ามแกนิ
ไพร์ตอบมาคนแรก พร้อมกับแซะหญิงมุนกลายๆ อีกเดี๋ยวคงได้ทะเลาะกันในแชตชัวร์
YingMoon : กวน *ตามด้วยรูปฝ่าเท้าที่หญิงมุนถ่ายส่งมา*
ไพร์ไม่ใช่ไพร่ : *ส่งรูปฝ่าเท้ากลับ*
สงสัยพวกมันจะเปิดศึกกันแล้วจริงๆ เล่นเสนอหนังเท้าตัวเองเข้าประชันกันอย่างไม่มีใครยอมใครขนาดนี้
พะเลิน : ขนาดไม่เจอหน้ากันยังหาเรื่องทะเลาะกันอีกเนอะพวกแก
ไพร์ไม่ใช่ไพร่ : มันกวนฉันก่อนนะแก
YingMoon : แกย้อวดูนะเพลิน จะรู้ว่าไพร่กวนเราก่อน
ไพร์ไม่ใช่ไพร่ : ย้อนป่ะ? ไม่ใช่ย้อว
หัดพิมพ์ไทยให้ถูกก่อนเถอะ
แบร่ *สติ๊กเกอร์แลบลิ้น*
ฉันว่าศึกครั้งนี้ถ้าไม่มีใครไปห้ามทัพพวกมันได้โกรธกันจริงแน่ๆ
พะเลิน : ไปนอนๆ
จนสุดท้ายฉันตัดปัญหาด้วยการไล่พวกมันไปนอนซะเลย วันนี้ก็แปลกกันทั้งที่ใกล้เที่ยงคืนแล้วแต่ไม่มีใครคิดจะนอนปกติกลุ่มเรานี่เข้านอนกันตั้งแต่สามทุ่ม เป็นเด็กอนามัยสุดๆ
YingMoon : นี่ไง จะนอนล่ะ แล้วเจนอยู่ไหน
ไพร์ไม่ใช่ไพร่ : ยัยเจนไปไหนวะไม่เห็นเลย
พะเลิน : ไม่รู้ สิงเฟซบุ๊กอยู่ป่าว
แกไปตามสิไพร่
ไพร์ไม่ใช่ไพร่ : แปบ
ฉันนอนรอไพร์ไปตามล่าหาเจนนี่ในเฟซบุ๊ก แก๊งเราจะมีช่วงพิเศษก่อนเข้านอนทุกครั้ง โดยทุกคนต้องสิงอยู่ในไลน์เพื่อบอกฝันดีกันอย่างครบองค์ประชุมถึงจะเข้านอนกันได้ คือถ้าขาดใครไปสักคนใจมันจะอยู่ไม่สุขไง
ไพร์ไม่ใช่ไพร่ : เพลิน
ไม่ใช่เจนนี่แบล็คพิ้งค์ : เพลิน
ห้านาทีต่อมาสติของฉันอยู่ในสภาวะกึ่งหลับกึ่งตื่นถึงกับต้องปรือตาขึ้นเมื่อเพื่อนทั้งสองทักไลน์มาหาในกลุ่มพร้อมกัน
พะเลิน : กว่าจะมานะเจน ฝันดี
ง่วงหนักมาก
ไพร์ไม่ใช่ไพร่ : อย่าเพิ่งนอนแก!!
ไม่ใช่เจนนี่แบล็คพิ้งค์ : เกิดเรื่องใหญ่แล้ววว
เป็นอีกครั้งที่มันสองคนส่งข้อความมาพร้อมกัน ป่านนี้หญิงมุนคงเข้านอนฝันดีไปแล้วแต่ฉันนี่สิยังติดบ่วงกับพวกมันอยู่อีก
พะเลิน : มีอะไรค่อยว่ากัน พน. ได้ป่ะ
จะนอน *สติ๊กเกอร์หมีนอนหลับ*
ไม่ใช่เจนนี่แบล็คพิ้งค์ : แกจะนอนไม่ได้นะถ้าไม่รู้เรื่องนี้
เรื่องของแกกับมิวน่ะ
พออ่านมาถึงตรง ‘เรื่องของแกกับมิว’ ตาฉันก็สว่างขึ้นมาทันที ด้วยความสงสัยฉันจึงขยี้ตาตัวเองให้หายง่วงและเด้งตัวขึ้นจากเตียง
พะเลิน : *ส่งสติ๊กเกอร์รูปหมีงง พอดีขี้เกียจพิมพ์*
ไพร์ไม่ใช่ไพร่ : ไอ้พตมันไปประกาศในกลุ่มห้องว่าแกกับติ๋มคบกัน
นี่ฉันเพิ่งทักไปด่ามันเนี่ย เล่นอะไรไม่เข้าเรื่อง
ฉันลืมความง่วงเมื่อครู่ไปเป็นปลิดทิ้ง ง่วงคืออะไรลืมไปหมดแล้วตอนนี้ ไม่พอแค่นี้ไพร์ยังส่งรูปตามมาให้ดูอีก เป็นรูปตอนที่ฉันกับมิวไปเดินซื้อของมาจัดฉลองที่แม่ได้เริ่มทำงานเมื่อหลายวันก่อน
ไม่ใช่เจนนี่แบล็คพิ้งค์ : ตอนแรกเราคิดว่าจะไม่บอกแก แต่อีไพร่มันกดดันเรา
แกไม่เครียดนะเว้ย
ความจริงมันก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าอายสักนิดก็แค่รูปฉันกับมิวสองคนในห้างสรรพสินค้า คนเดินเพ่นพ่านไปหมดจะแปลกอะไรถ้าเห็นฉันอยู่กับมิวที่นั่นเราไม่ได้ไปทำเรื่องไม่ดีสักหน่อย แต่พอฉันเข้าไปอ่านแชตกลุ่มห้องกลับพบว่านายพตนั่นใส่สีตีไข่ซะกลายเป็นหนังคนละม้วนกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง นายนั่นไปบอกทุกคนว่าฉันอยู่กินกับมิวและกำลังซื้อของเข้าบ้าน ที่แปลกกว่านั้นทุกคนก็เชื่อที่พตบอก
ไปเกิดเป็นแมงกะพรุนเลยเถอะถ้าจะคิดได้แค่นี้
ไพร์ไม่ใช่ไพร่ : เพลินตอบหน่อย เป็นห่วงนะเว้ย
นี่ฉันกำลังไล่แก้ข่าวให้อยู่ ไม่เครียดๆ
พะเลิน : ขอบใจนะพวกแก แต่ไม่เป็นไรหรอก
เรื่องแค่นี้เองไปนอนกันได้แล้ว
ไม่ต้องเครียดแทนเรา
ฉันพิมพ์ตอบพวกมันที่ดูเป็นเดือดเป็นร้อนแทนเจ้าของเรื่องอย่างฉันซะอีก ข่าวแบบนี้ลือได้แค่ไม่กี่วันเดี๋ยวก็หายเข้ากลีบเมฆไปแล้วล่ะ อีกอย่างมันก็ไม่ใช่เรื่องจริง ฉันก็ไม่รู้จะเดือดร้อนไปทำไม ยิ่งเราร้อนตัวพวกนั้นก็ยิ่งสนุกและได้ใจ
ช่างเถอะ...เดี๋ยวมันก็ผ่านไปด้วยดี...ใช่ไหมนะ
ตอนนี้จะไม่ talk มากจะเก็บไว้ตอนหน้า และก็ขอบคุณคำแนะนำของพี่ลูกชุบอีกเช่นเคย ถึงแม้ว่าบางหนูอาจจะปรับปรุงได้ไม่ดีนัก แต่จะพยายามให้มากๆ ค่ะ
แล้วเจอกันตอนที่ 7 ค่าาา
คืออยากรู้ว่าจะยังไงต่อ มันมีจุดที่พี่สงสัยหลายอย่างมาก จะได้คำตอบก่อนแข่งจบมั้ยอ่ะ T_T
พี่ชอบเรื่องแบ๊คกราวน์ของมิวนะ จริงๆ แล้วตัวเราอ่ะ บรรยายไม่แย่ บทสนทนาไม่แย่ แต่พลอตอ่อน คาแรคเตอร์อ่อน ซึ่งพอมาเจอกับเรื่องอื่นมันเลยโดมิโน่ไปหมด อย่างตอนแรกเรื่องนี้เปิดมาเป็นอีกโทนเลย กว่าจะเข้าโทนนี้ก็ปาไปหลายตอนแล้ว อาจจะเพราะมันเป็นการแข่งขันด้วยล่ะ มันเลยขับเขี้ยวกันด้วยการเดินหน้าของเรื่องค่อนข้างเยอะ พัฒนาการเราจากตอนแรกดีมากนะ พี่จำได้ว่าตอนแรกยังบรรยายติดๆ กัน เล่าเรื่องงงๆ แต่ตอนนี้ทุกอย่างชัดเจนขึ้น เป็นกำลังใจให้จ้า รออ่านตอนต่อไปน้า