ในปีการศึกษา 2551 นี้ มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้รับนักศึกษาใหม่เป็นสามสาวฝาแฝดจากจังหวัดน่าน วัย 19 ปี ประกอบด้วย "ใหญ่"..วิจิตรา, "กลาง"..วิภาวรรณ และ "เล็ก".. วารุณี โคกมา

          "
ใหญ่" พี่คนโต เข้าเรียนในคณะครุศาสตร์ ส่วน "กลาง" เรียนคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ โปรแกรมรัฐประศาสนศาสตร์ และ "เล็ก"น้องสุดท้อง เลือกสอบเข้าเรียนคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ โปรแกรมจิตวิทยา

         การเดินทางจากจังหวัดน่าน มาถึงจังหวัดปทุมธานี เพื่อหาโอกาสในการเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีนั้น เป็นผลมาจากภาวะทางเศรษฐกิจ และฐานะทางบ้าน ทำให้ทั้ง 3 พี่น้องต้องมาหางานทำก่อนที่จะหาที่เรียน

         วิจิตรา หรือ "ใหญ่" เปิดเผยว่าพ่อกับแม่มีอาชีพทำนาทำสวน ตอนเด็กๆ อยู่ที่จ.น่าน พ่อแม่ส่งให้เรียนหนังสือในระดับอนุบาลถึงชั้นประถม ที่โรงเรียนบ้านเมืองจัง ต่อจากนั้นก็ไปเรียนต่อระดับมัธยม ที่โรงเรียนศรีนครน่าน จนจบ ม.6 แต่จบเพียง 2 คน คือ ใหญ่กับกลาง ส่วนเล็กเรียนแค่ ม.3 ก็ไปเรียนต่อระดับ ปวช. ที่วิทยาลัยเทคนิคน่าน

          "
ในช่วงที่เรียนระดับมัธยมอยู่ พ่อกับแม่มาหางานทำในกรุงเทพฯ และไปขายผลไม้อยู่ที่จ.สมุทรปราการ พวกเราทั้ง 3 คนเลยต้องอยู่กับตาและยาย ส่วนพ่อแม่ก็จะส่งเงินไปให้ ในช่วงที่กำลังเรียน เวลา ปิดเทอมก็จะพากันมาหางานทำในโรงงานย่านนวนครเพื่อเก็บเงินไว้เรียนหนังสือ โดยมีญาติๆ มาทำงานที่นี่กันอยู่แล้ว ตอนที่มาทำงานก็ไม่ได้ไปหาพ่อแม่ที่จ. สมุทรปราการเพราะค่าใช้จ่ายสูง แต่พ่อแม่ก็จะมาหา จะทำอย่างนี้จนโรงเรียนเปิดเทอมแล้วกลับไปเรียนต่อจนจบ"


         วิจิตราเล่าให้ฟังด้วยว่า พ่อกับแม่บอกตอนนี้จะเลี้ยงไม่ไหว เพราะโตกันหมดแล้ว จึงมาทำงานเพื่อช่วยเหลือพ่อกับแม่ เพราะในสังคมปัจจุบันพ่อแม่เลี้ยงลูกคนเดียวก็เหนื่อยพอแล้ว แต่พ่อแม่มีลูกพร้อมกัน 3 คน จึงต้องขยันทำงานเพื่อช่วยเหลือแบ่งเบาให้กับพ่อแม่บ้าง หลังจากเรียนจบก็เดินทางมาหาน้าสาวที่จ.พระนครศรีอยุธยา โดยน้าสาวพาไปสมัครที่ห้างสรรพสินค้า แต่ที่นั่นรับคนเดียว เลยตัดสินใจไม่ทำ น้าสาวจึงพามาสมัครที่ร้านอาหารครัววังน้อย เจ้าของร้านใจดีรับไว้ทั้งหมด 3 คน เช่าบ้านอยู่ด้วยกันใกล้ๆ กับสภ.วังน้อย วันนี้ดีใจมากที่มหาวิทยา ลัยรับเข้าเป็นนักศึกษา รู้ สึกดีใจที่ได้มีโอกาสได้เรียนต่อ"

          สําหรับงานในตำแหน่งพนักงานเสิร์ฟของทั้ง 3 พี่น้อง วิภาวรรณ หรือ "กลาง" เล่าว่า จากที่เราเป็นฝาแฝด ก็มีลูกค้าบางท่านสับสนและงง ว่าสั่งอาหารไปแล้ว ทำไมยังมาเดินอยู่ตรงนี้ ไม่ไปแจ้งรายการอาหารที่สั่งให้ทางห้องครัว บางคนถึงกับทักว่า "วันนี้จะได้รับประ ทานไหม" ก็เข้าใจลูกค้า เพราะเรา 3 คน อาจไปสร้างความสับสนให้กับลูกค้า

           "
สำหรับพวกเราไม่เคยมองว่างานเด็กเสิร์ฟเป็นงานที่น่าอาย อย่างที่เด็กวัยรุ่นบางคนคิด ตัวเองมองว่าครอบครัวคือ พ่อแม่เป็นคนยากจนอยู่แล้ว ถ้าพ่อแม่ไม่มีพวกเราทั้ง 3 คน พ่อแม่ก็คงจะหาเลี้ยงตัวเองให้อยู่อย่างมีความสุขได้ ถึงแม้จะไม่มากมายอะไร ในสมัยเด็กยังคิดอะไรไม่ได้ พอโตขึ้นมา และเริ่มรู้ถึงค่าใช้จ่ายมันเป็นเรื่องที่ทุกข์ และลำบากมากสำหรับพ่อแม่ ทุกวันนี้มีลูกเพียงคนเดียวก็แสนจะแย่อยู่แล้ว พ่อแม่มีถึง 3 คนจึงเข้าใจดี"

          วิภาวรรณบอกด้วยว่า พวกเราทั้ง 3 คน มีความตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่า จะต้องเรียนให้สูงกว่านี้เพื่อมีงานทำที่ดี มีโอกาสตอบแทนบุญคุณพ่อแม่ จึงต้องช่วยกันหางานทำเพื่อเป็นค่าเล่าเรียน ซึ่งก็จะทำให้พ่อแม่สบายใจมากขึ้น และก็ดีใจมากที่สอบได้และมีชื่อได้เข้าเรียนที่มหาวิทยา ลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ฯ

          ด้าน นางสายยัน พรหมพิราม ผู้จัดการร้านอาหารครัววังน้อย ที่เป็นสถานที่ทำงานของทั้ง 3 สาว พูดถึงพนักงานของร้านว่า ที่รับสามแฝดสาวเข้าทำงาน เพราะมองว่าเด็กอายุขนาดนี้ส่วนใหญ่ก็จะไปตามเพื่อนฝูงเพราะอยู่ในวัยของเขา แต่เด็กแฝดทั้ง 3 คนเป็นเด็กที่น่ารักสุภาพเรียบร้อย


           "
น้าสาวของเด็กแฝดที่รู้จักกันมาก่อนได้พามาฝาก เพราะเด็กอยากเรียนหนังสือ ประกอบกับพ่อแม่ของเขามีรายได้น้อยไม่สามารถที่จะหาเงินมาส่งเสียลูกสาวทั้ง 3 ได้จึงรับไว้ซึ่งทางร้านก็ส่งเสริมอยู่แล้วสำหรับเด็กเรียนหนังสือและอยากหารายได้ช่วยเหลือครอบครัว ทางร้านจะดูแลเด็กแบบลูกหลานเป็นระบบครอบครัว ซึ่งก็เป็นห่วงเขาทุกอย่าง เราไม่ได้ดูแลเด็กแบบระบบนาย จ้าง"

          นางสายยันเล่าให้ฟังด้วยว่า เคยมีลูกค้าที่มานั่งรับประทานอาหารทักผิดทักถูกอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องปกติ แม้แต่ผู้จัดการเองที่สัมผัสอยู่กับเด็กประจำยังเรียกชื่อเด็กผิดเลย เพราะเขาจะทำงานกันอยู่ตลอด จึงหาจุดสังเกตที่จะใช้เป็นวิธีการจำไม่ได้ ก็จะใช้วิธีการเรียกทั้งสามคนเลย เช่น ใหญ่ กลาง เล็ก แล้วก็จะใช้คนใดคนหนึ่ง ก็ถือว่าสนุกดีที่ร้านของเรามีอะไรที่แปลกๆ

            "
เคยบอกกับ ใหญ่ กลาง เล็ก ว่าถ้าหนูไปเรียนหนังสือวันธรรมดา ตอนเย็นกลับมาทำครึ่งวันก็ได้ช่วงเย็นตั้งแต่ 17.00-22.00 . ก็ขึ้นอยู่กับเด็กถ้างานที่มหาวิทยาลัยมีไม่มาก แต่ถ้างานที่มหา วิทยาลัยมาก ก็ให้ทำที่มหาวิทยาลัยก่อน เราจะเน้นว่างานเรียนเป็นใหญ่นะลูก ถ้ามีโอกาสก็มาคือจะให้โอกาสเขาเสมอ"

          ส่วน วารุณี หรือ "เล็ก" พูดถึงชีวิตนักศึกษา ว่า "รู้สึกดีใจมากที่ทาง มหาวิทยาลัยรับพวกหนูทั้ง 3 คน พ่อแม่รู้ก็ดีใจมากเช่นกัน ก็จะตั้งใจเรียนให้จบเพื่อช่วยเหลือพ่อแม่ในอนาคต ดีใจมากที่ได้รับการให้กำลังใจจากท่านอธิการบดี และรองอธิการบดี ที่คอยให้คำแนะนำเปรียบเหมือนว่า พวกหนูทั้ง 3 คนเป็นเหมือนลูกหลานของท่าน ทำให้เหมือนกับว่าท้องฟ้านี้เปิดสว่าง"

            "
ก่อนหน้านั้นยังมืดมนอยู่เลย ไม่รู้ว่าจะได้เรียนอยู่ด้วยกันหรือเปล่า แม้ว่าจะทำงานกันทั้ง 3 คนก็ตาม แต่ค่าใช้จ่ายในการเรียนเพียงคนเดียวก็พอๆ กับพวกหนูทั้ง 3 คนทำงานตลอดทั้งเดือน ทางท่านอธิการบดีบอกว่า ถ้าเรียนเกรดเฉลี่ยดี ก็มีโอกาสได้ทุนเรียนฟรี โดยจะต้องมีเกรด 3 ขึ้นไป ถ้าทำเกรดได้ดีก็คงมีโอกาสช่วยพ่อแม่ได้สูง วันที่จ่ายค่าลงทะเบียนและอื่นๆ แรกเข้าก็จ่ายไป 2 หมื่นกว่าบาท พ่อกับแม่ก็ส่งเงินมาช่วย ก็ยังไม่ทราบว่าพ่อแม่ไปกู้หนี้ใครมาบ้างหรือเปล่า"

            "
เล็ก" บอกด้วยว่า เรียนจบมาได้เกรดเฉลี่ย 2.5 ที่เลือกเอกรัฐประศาสนศาสตร์ เพราะชอบการเมืองการปกครอง ส่วนการทำงานก็เพื่อหารายได้เสริมช่วยเหลือตนเอง ต้องแบ่งเวลาให้ถูกต้อง ก็จะต้องดูตารางเรียนว่ามีช่วงวันเวลาใดบ้างที่จะมีเวลาเหลือไปทำงาน แต่ก็ต้องเอาเวลาเรียนเป็นหลัก

          ด้าน "กลาง"กล่าวว่า ได้เกรดเฉลี่ย 2.85 ปกติชอบช่วยเหลือเพื่อนๆ อยู่เสมอ จึงเลือกเอกจิตวิทยา น่าจะนำไปใช้ได้ในการช่วยเหลือหรือประสานงานกับคนอื่นที่ยังไม่เข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคม

          ส่วน"ใหญ่"บอกว่า เรียนจบมาที่เกรดเฉลี่ย 3.36 ที่เลือกเอกคณิตศาสตร์ เพราะอยากเป็นนักวิเคราะห์นักคำนวณ และนักคิดสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ ส่วนของการแบ่งเวลาไปทำงานก็ต้องดูจากเวลาเรียน ถ้าเรียนเสร็จและยังมีเวลาเหลือก็จะไปทำงาน

          ดร.ทองหล่อ วงศ์อินทร์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราช ภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า ทราบว่าเด็กทั้งสามมีความกตัญญูอดทนขยันหาเงินเพื่อจะให้ตนเองได้เข้าเรียน ซึ่งนักศึกษาทุกคนจะต้องปฏิบัติและเข้มแข็งในการเรียนหนังสือ โดยจะได้รับทุนเรียนฟรี ส่วนตัวเห็นด้วยที่นักศึกษารู้จักจัดเวลาในการทำงานซึ่งเป็นเรื่องที่ดี ทางมหาวิทยาลัยก็มีงานให้นักศึกษาได้ทำระหว่างเรียน ถ้านักศึกษามีความขยัน มีงานทำแน่นอนไม่ต้องขอเงินทางบ้านเลย เพียงแต่ว่าให้มีความรับผิดชอบต่อตนเอง

            "
สำหรับนักศึกษาทำงานกับเอกชนต่างๆ ทางมหาวิท ยาลัยมีความเป็นห่วง ซึ่งนักศึกษาต้องมองว่าสถานประกอบการมีความมั่นคงปลอดภัยเพียงใด ก็อยากให้นักศึกษาพยายามเรียนเพื่อจะได้ทุนฟรีตลอดไป"

             ดูจากความคิดความอ่านและความพยายามของแฝดทั้งสามเชื่อว่า อนาคตที่ดีกว่ารอทั้งสามอยู่แล้วแน่นอน

 

พี่ลาเต้ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจากหนังสือพิมพ์ข่าวสด

 
พี่ลาเต้
พี่ลาเต้ - Columnist นักข่าวสายการศึกษา เกาะติดทุกข่าวแทนน้องๆ ตัวถีบ ตัวดันให้ ม.6 สอบติด

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

14 ความคิดเห็น

มิโกะ 21 ส.ค. 51 17:28 น. 1
น้องสามสาวฝาแฝดเก่งจัง พยายามดีมากเรย

เป็นพี่น้องที่สู้ชีวิตจิงๆ นับถือค่ะ ยังไงซะน้องสามสาวก้อสู้ต่อไปนะพี่เป็นกำลังใจให้นะคะ
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
๐Lด็กนิสัeเสีe๐ Member 22 ส.ค. 51 16:52 น. 10

เคยไปเดินสมัครงานกับเพื่อนตอนอยู่ปีสอง แต่ก็ไม่ได้สักที่เลย

เลยแอบเศร้าเล็กๆว่า งานหาโคตรยากเลยสมัยนี้ ขนาดเด็กล้างจานยังเต็มเลย

ดีใจกับครอบครัวนี้จังที่มีลูกที่ตั้งใจเรียนและตั้งใจทำงาน

ย้อนมาดูตัวเอง บอกตามตรงตอนพิมพ์เนี่ยโดดเรียนมานะ 

เฮอะๆๆ ให้ตายเหอะGod

0
กำลังโหลด
เพลงใบไม้ Member 22 ส.ค. 51 19:22 น. 11
นับถือค่ะ

เราต้องตั้งใจ

แล้วคนที่มีพร้อมทุกอย่างไม่ต้องดิ้นรนเหมือนพวกเขาก็ควรจะตั้งใจเรียนให้มากๆนะคะ
0
กำลังโหลด
redcurrent 8 ก.ย. 51 20:19 น. 12
ดีจัง สู้ๆๆนะ
ขนาดเราพ่อแม่ก็ส่ง

ยังทำงานด้วยเลย

ที่ สเวนเซส์ จะจบแล้วด้วย


เปงกำลังใจให้นะค้า
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด