|
สวัสดีครับ..เช้านี้นอกจากข่าวการเมืองที่ทำให้ พี่ลาเต้ ตกใจ บ่างการศึกษาเรื่องนี้ก็เป็นอีกหนึ่งข่าวที่ตกใจเหมือนกัน..ลองมาอ่านดูว่าจริงไหมที่ วัยรุ่นทั้วโลก อยากที่จะเป็นดารา มากกว่านักวิทยาศาสตร์ ไปอ่านรายละเอียดกันเลยครับ.. นายวุฒิพงศ์ ฉายแสง รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เปิดเผยว่า ในการประชุมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อสังคม (Science and Technology Society Forum) ที่ประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 5-7 ต.ค.ที่ผ่านมา โดยมี รมว.วิทยาศาสตร์ จาก 27 ประเทศทั่วโลก และผู้บริหารที่มีอำนาจตัดสินใจทางวิทยาศาสตร์จาก 16 ประเทศ รวม 43 ประเทศ ได้หารือกันถึงปัญหาที่นักวิทยาศาสตร์แต่ละคนประสบอยู่ ซึ่งตรงกันคือปัญหาโลกร้อนและภาวะขาดแคลนอาหารของพลเมืองโลก
รมว.วท.กล่าวต่อว่า แต่อย่างไรก็ตาม มีปัญหาที่สำคัญกว่า นั่นก็คือ จะทำอย่างไรให้ประชาชนโดยเฉพาะเยาวชนให้ความสนใจกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ แม้กระทั่งในกลุ่มประเทศยุโรป คนรุ่นใหม่ไม่สนใจเรียนด้านวิทยาศาสตร์เลย เช่นเดียวกับญี่ปุ่น แม้จะได้ชื่อว่าเป็นประเทศแห่งเทคโนโลยีก็ตาม โดย รมว.วิทยาศาสตร์แต่ละประเทศระบุว่า อาชีพที่คนรุ่นใหม่ให้ความสนใจและอยากจะเป็นคือดารา นักแสดงหรือนักร้องมากกว่า เพราะเป็นอาชีพที่มีชื่อเสียงเร็ว ได้เงินง่ายและได้มีการแสดงออก เป็นที่รู้จักของสังคม ส่วนวิทยาศาสตร์ เป็นอาชีพทางเลือกลำดับท้ายๆ ของคนรุ่นใหม่ในที่ประชุมได้พยายามหาทางออกกันว่า จะทำอย่างไรจึงจะให้สื่อมวลชนของแต่ละประเทศได้มีการสื่อสารกับคนรุ่นใหม่ ให้หันมาสนใจวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีว่ามีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ ซึ่งในส่วนของประเทศไทย ตนคงจะต้องหันมาทบทวนบทบาทการทำงานด้านวิทยาศาสตร์ของกระทรวงใหม่ เพื่อสร้างความตระหนัก เพราะถ้าเยาวชนไม่สามารถเข้าถึงวิทยาศาสตร์ได้ ก็จะเสียเปรียบในการแข่งขันกับประเทศอื่นจะว่าเป็นแล้ว..อยากเป็นอะไรก็ไม่ใช่เรื่องผิดนะครับ..อยู่ที่ความถนัด ความชอบ และความสุขส่วนตัวมากกว่า..แต่ที่สำคัญของให้เป็นเด็กดีก็พอแล้วคร๊าบ..จริงไหม..อิอิ..สวัสดีครับ |
|
พพี่ลาเต้ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจากหนังสือพิมพ์ข่าวสดพ |


34 ความคิดเห็น
คนส่วนใหญ่เรียนสายวิทย์ คร่ำเครียดกับ เคมี ฟิสิกส์ ชีวะ
แต่พอเวลาทำงาน..
คนส่วนใหญ่กับทำงานทางสายบริหาร ธุรกิจ บันเทิง อะไรพวกเนี่ย มากกว่าความเปนวิทยาศาสตร์
แล้วคนที่ทำงานพวกวิทย์ๆ จะกลายเปนดูเคร่งเครียด อะไรประมาณเนี่ยอ่ะ
มันแปลกดีเนอะ~
อาจจะเพราะว่า ติดทีวีมาตั้งแต่เด็ก (มั้ง)
แต่ตอนนี้ ที่จริงเรียนวิทย์อยู่นะ แต่ก็พยายามเอนไปศิลป์ๆอยู่
เลยกลายเป็น วิทย์บันเทิง อิอิอิ
บางครั้งสิ่งที่เราอยากเป็น มันก็ต่างกับสิ่งที่เราต้องเป็นนะคะ ต้องคิดดูให้ดีๆก่อนตัดสินใจล่ะ
หากบันเทิงใข้ การจับจุดให้ถูกและอารมณ์
วิทย์ใช่ว่าไม่สน แต่ไม่มีความสามารถเพียงพอที่จะเรียน
มนุษย์ส่วนใหญ่ต้องการชื่อเสียงและเป็นจุดเด่นของคนทั่วไปครับ เป็นเรื่องปกติ
-*-
จะเป็นดารา..ไปเรียนแอดติ้งยังทัน แต่พอเป็นดาราแล้วจะกลับมาเป็นนักวิทย์...คิดว่ากลับมาเรียนแคลคูลัสได้ป้ะล่ะ ??? (ก่อนเรียนแคลฯ ก็ต้องให้พื้นฐานแน่นๆก่อน ซึ่งพอถึงตอนนั้น คาดว่าคงไม่เหลืออะไรแล้ว - -*)
ทุกคนอยากมีตัวตนบนโลกนี้ทั้งนั้นแหละ เป็นนักวิทย์ ไม่ค่อยมีคนสนใจ การทำงานก็น่าเบื่อ วันๆเอาแต่อยู่ในแล็บ พูดจากับคนอื่นก็ไม่รู้เรื่อง (ที่ไม่อยู่ในแล็บก็เป็นนักวิชาการอิสระ) ตังค์ก็ไม่มี กว่าจะมีคนให้ทุนก็..รอกันให้เงกเลย ถ้าไม่มีใครเห็นคุณค่า/ประโยชน์ของงานวิจัยที่เราทำ...ฝันไปเหอะว่าจะได้ทุน!! บางงานก็ต้องควักตังค์ตัวเองมาเป็นทุนเนี่ยแหละ
แต่ถ้สาเป็นดารานะ..ว้าววว รูปชั้นอยู่ในทีวี ทุกคนในประเทศไทยจะรู้จักเรา ถ้าดังได้อีกก็ไปกันทั่วโลก รวยเอาๆ (แต่เราว่ามันเป็นอาชีพที่ฉาบฉวยยังไงไม่รู้ วันนี้ดังได้ พรุ่งนี้ก็ร่วงได้)
เราเรียนในโครงการที่ดันให้เราเป็นนักวิทย์อ่ะนะ ได้ไปฝึกงานในแล็บ ไปดูงานที่สถาบันวิจัย
อยากบอกว่าตอนเรียนลำบาก ตอนทำงานก็อาจจะลำบาก แต่เคยคิดมั้ย...เราลำบากกันเพื่ออะไร?
ถ้าประเทศไทยเรามีนักวิทย์มากๆ มีคนเห็นความสำคัญของการพัฒนาวิทยาศาสตร์...ต่อไปประเทศไทยเราต้องเจริญแหงๆ
เอาแค่เชื้อเพลิง..ประเทศไทยเราจนเอาๆเพราะนำเข้าน้ำมัน
ทีนี้ถ้าเกิดมีใครจะสนับสนุนให้ใช้ผลิตภัณฑ์เกษตรมาทำเชื้อเพลง (ก็อย่างที่รู้ๆกันอยู่..พวกเอทานอล ไรเงี้ย~) แทนที่ไทยเราจะนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ ก็กลายเป็นว่าเราเป็นผู้ส่งออกเชื้อเพลิงไง 55+ ตอนนี้ก็ผสมๆกันอยู่ เราคิดว่ามันต้องมีใครซักคนแหละที่คิดทำวิจัย ประดิษฐ์เครื่องยนต์ที่ใช้เอทานอล 100% ถ้าคิดแบบจริงจังอ่ะ..คือถ้าคนไทยเราทำได้ ประเทศเราจะรวยกว่านี้10เท่า เกษตรกรจะไม่ยากจนด้วย เพราะเราต้องพึ่งเค้าหนิ 55+
นอกจากนี้ พวกเด็กเรียนหลายคนมุ่งไปที่หมอ-วิศวะ (เรายอมรับว่าเราเป็นหนึ่งในนั้นแหละ แต่ทำไงได้..ถูกเทรนมาให้เป็นนักวิทย์ซะอย่างงั้น T^T)
บางคนบอกว่าเอาเด็กดีๆ ที่หัวเค้าไปได้ไกลมาให้เรียนเป็นนักวิทย์...ดูไม่ดีเลย แทนที่จะได้ไปทำอย่างอื่น ก็มากลายเป็นนักวิจัยไส้แห้ง(ไม่ใช่นักเขียนไส้แห้งนะ) คือตอนนี้ค่านิยมมันเอียงไปทางนั้นอ่ะ - -* อยากบอกว่าเป็นนักวิทย์ก็ทำประโยชน์ได้ไม่แพ้หมอ-วิศวะหรอกนะ แต่ทั้งนี้มันก็ขึ้นอยู่กับความชอบของคนด้วยอ่ะ
เราเลือกเกินไม่ได้ แต่เลือกที่จะเป็นได้
(คิดว่าคงเคยได้ยินกัน)
เราว่าสิ่งที่ควรทำคือปรับทํศนคติของนักการเมืองทั้งหลาย แทนที่จะคอยเล่นเก้าอี้ดนตรีกัน หรือเอาเวลามาประท้วงกันเนี่ย...ช่วยระดมหัวของท่านๆกันนิดนึง ควรเปลี่ยนค่านิยม และให้การสนับสนุนวิทยาศาสตร์ซะหน่อย ให้ทุนศึกษาเยอะๆเลย ใครสนใจอะไรก็ให้ทุนๆๆ ดันๆกันไปให้เต็มที่ ไม่ใช่เอาแต่หาช่องทางดูดเงินเข้ากระเป๋า เล่นเก้าอี้ดนตรี หรือเอาเวลามานั่งประท้วงแหกปากเย้วๆกันอ่ะนะ ประเทศไทยจะเจริญกว่านี้เยอะ!
คอมเม้นต์ยาวไปปะ
ขอแสดงความเห็นในฐานะคนเรียนวิทย์แบบจริงจัง
(เกิดมาเพื่อวิทยาศาสตร์ 55+ จะรักและบูชาวิทยาศาสตร์ต่อไป 555+)
พูดในฐานะคนเรียนสายศิลป์อย่างจริงจัง เกิดมาเพื่อเรียนศิลป์ค่ะ
เราอยากเปนโปแกรมเมอร์ม่ายก้อนักวิทย์นี่เหละ
เราว่าเปนนักวิทย์ดีอย่างพอเวลาเราค้นพบอาไรที่คนอื่นม่ายรุเปนคนแรกน่าจาเปนอาไรที่วิเศสดี
แต่เปนดาราก้อดีนะดังดีแถมยังมีแต่คนชอบ
สรุปเปนได้ 2 อย่างจาเปนอาไรที่โคตรวิเศสเรยล่ะ
ไม่รู้สิ
ยังไม่รู้เลยว่าตัวเองอยากเป็นอะไร
เรียนสายวิทย์ แต่แบบ ไม่ชอบเลยอ่า เลือกสายผิดชัดๆ
คิดว่าน่าจะเป็นเพราะวิชาวิทยาศาสตร์เป็นวิชาเครียด ( ตอนนี้เครียดมากๆ เรียนไม่รู้เรื่องเลย) การที่คิดอยากจะเป็นดารา คือ ความต้องการพักผ่อนสมอง ต้องการชื่อเสียง แต่ถ้าเราไมนักวิทยาศาสตร์ก็ไม่สามารถเรียนรู้สิ่งใหม่ หาวิธีต่างๆแก้ไขปัญหาได้เหมือนกัน
ไม่ว่าอาชีพควรเลือกตามความต้องการของตนและความเหมาะสมดีกว่าเป็นเพราะถูกการบังคับ
แย่งงานกัน
ป่าวป่าว
อยากเป็นนักร้องอ่า มะงั้นก็เปนนักแสดงก้อดั้ย
อือถ้าใครมีโอกาสก็อยากได้กันทั้งนั้นแหลจ๊ะๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
มาคุยกันได้จ้าเพื่อนๆๆๆๆๆ
http://kaewta555.hi5.com
เราอยากเป็นครูสอนสังคมอ่ะนะ