|
สวัสดีครับ..ถึงวันออกพรรษา 15 ค่ำเดือน 11 ทีไร..สิ่งที่นึกถึงอยู่ทุกปี ก็คงจะหนีไม่พ้น ดวงไฟสีขาวที่พุ่งขึ้นจากกลางลำแม่น้ำโขง ที่หลายๆคนเรียกว่า บั้งไฟพญานาค ซึ่งเหตุการณ์ในลักษณะนี้ได้เกิดขึ้นมาแล้ว หลายปี หลายยุค หลายช่วงชีวิตคน จนเรียกสิ่งนี้ได้ว่าเป็น ตำนาน ก็อาจจะได้..แต่ถึงจะมีมายาวนานขนาดไหน ก็ยังไม่มีใครสามารถพิสูจน์ได้ว่า สิ่งที่เรามองเห็นมันคืออะไร และเกิดขึ้นได้อย่างไร ปรากฏการณ์ บั้งไฟพญานาค เป็นปรากฏการณ์ที่มีลูกไฟมหัศจรรย์พุ่งขึ้นจากแม่น้ำโขง ที่เรียกว่ามหัศจรรย์นั้น เพราะเป็นการยากที่จะพิสูจน์ว่าสิ่งนั้นเป็นอะไร เกิดขึ้นได้อย่างไร และทำไมจึงเกิดขึ้นเฉพาะวันออกพรรษาเท่านั้น แม้ว่าวันออกพรรษาของแต่ละปีจะไม่ตรงกับวัน และที่สำคัญทำไมถึงต้องเกิดขึ้นเฉพาะที่บริเวณอำเภอโพนพิสัย กิ่งอำเภอรัตนวาปี และอำเภอบึงกาฬ ของจังหวัดหนองคาย เท่านั้น ทั้งๆที่แม่น้ำโขงไหลผ่านหลายดินแดน
บั้งไฟพญานาค เป็นลูกไฟที่พุ่งขึ้นสู่อากาศแก้วก็จางหายไป เกิดขึ้นทั้งกลางแม่น้ำโขง และบริเวณใกล้ๆ ฝั่ง ขึ้นสูงประมาณ 30-50 เมตร บางแห่งขึ้นสูงเป็น 100 เมตร ขนาดของลูกไฟที่เกิดขึ้นนั้น ขนาดโตเท่าผลส้ม ขนาดกลางเท่าไข่ไก่ และขนาดเล็กเท่าหัวแม่มือ เวลาที่เกิดไม่แน่นอนแต่ต้องมืดค่ำก่อนจึงจะเกิด ด้านจำนวนที่เกิดขึ้นนั้นก็ไม่เท่ากัน บางแห่งเกิดขึ้นเพียง 1 ลูก บางแห่งเกิดขึ้น 20 ลูก หรือบางแห่งก็เกิด 50-100 ลูก เทพเจ้าทางน้ำที่ชาวบ้านลุ่มแม่น้ำโขงนับถือก็คือ เจ้าแม่สองนาง เพื่อเป็นการเซ่นไหว้ และลดการเสียชีวิตของผู้ประกอบการทางน้ำ จึงปรากฏเห็นศาลเจ้าแม่สองนางตามแถบลุ่มแม่น้ำโขงทั้งสองฟากฝั่ง เช่น ศาลเจ้าแม่สองนาง ที่วัดหายโศก อำเภอเมืองหนองคาย , ศาลเจ้าแม่สองนางที่บ้านจอมนาง อำเภอโพนพิสัย ศาลเจ้าแม่สองนางที่หน้าโรงพยาบาล อ.บึงกาฬ ในรอบปีจะมีพิธีบวงสรวงเจ้าแม่สองนางเพื่อให้เจ้าแม่ปกป้องคุ้มครองไม่ให้ประสบภัยอันตรายและเกิดสิริมงคลแก่ผู้ประกอบการทางน้ำ
พญานาค งู เงือก คือเทพเจ้าทางน้ำ ซึ่งเป็นความเชื่อของคนบางกลุ่มเท่านั้น จริงเท็จอย่างไรนั้นยากแก่การพิสูจน์ แต่ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในวันเพ็ญ 15 ค่ำ เดือน 11 หรือวัน แรม 1 ค่ำ เดือน 11 ที่พี่น้องอาศัยอยู่ตามริมแม่น้ำโขงเรียกกันติดปากมาแต่ตั้งแต่สมัยปู่ ย่า ตา ยาย ว่า บั้งไฟพญานาค หรือ บั้งไฟผี ซึ่งมีความเป็นมาจากการเล่าของคนเฒ่าคนแก่คู่หนึ่ง ผู้เฒ่าเล่าให้ฟังว่าในคืนวันเพ็ญเดือน 11 ขึ้น 15 ค่ำ เมื่อนั่งเรือออกไปหาปลากลางแม่น้ำโขงจะเกิดมีลูกไฟขึ้นรอบ ๆ เรือเป็นจำนวนมาก จนเกิดความกลัวต้องพายเรือเข้าหาฝั่ง ซึ่งเท่าที่สังเกตปรากฏการณ์นี้ก็จะเกิดขึ้นเฉพาะในคืนดังกล่าวเท่านั้น ต่อมาทางอำเภอโดนพิสัยได้จัดงานไหลเรือไฟ และชมบั้งไฟพญานาค มีการประชาสัมพันธ์กัน ประชาชนจากทั่วสารทิศ ได้มากันมาดูบั้งไฟพญานาคสิ่งมหัศจรรย์แห่งลุ่มแม่น้ำโขง บางคนก็มาด้วยการอยากรู้เพื่อพิสูจน์ด้วยตาตนเอง ซึ่งก็ไม่ทำให้ผู้ที่มาดูผิดหวัง
1. กลุ่มคนรุ่นใหม่คือพวกหัววิทยาศาสตร์ ซึ่งก็มีความเชื่อว่าลูกไฟที่พุ่งขึ้นมานั้นเป็นการรวมตัวกันของก๊าซ หรือแร่ธาตุ เมื่อรวมตัวกันแล้วถูกแรงอัดพุ่งขึ้นเหนือน้ำทำให้เกิดปาฏิกิริยากับอากาศแล้วเกิดแสงสว่างขึ้น แต่ก็มีผู้แย้งว่า ทำไมต้องมาเกิดเฉพาะวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 เท่านั้น 2. กลุ่มไม่แสดงความคิดเห็น ดูแล้วเห็นว่ามีลูกไฟขึ้นมาจากลำแม่น้ำโขง 3. กลุ่มหัวโบราณ มีความเชื่อว่าลำแม่น้ำโขงเป็นที่อยู่ของพวกนาค ซึ่งเป็นเทพพวกหนึ่ง สามารถแปลงกายเป็นงู หรือคนได้ ลำน้ำโขงบริเวณอำเภอโพนพิสัย เป็นภพหรือเมืองหน้าด่านที่เป็นทางขึ้นสู่เมืองมนุษย์ของเหล่าพญานาค ในทุกคืนวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 ซึ่งเป็นวันออกพรรษา เป็นวันที่พระพุทธเจ้าเสด็จจากดวงดึงส์มาสู่โลกมนุษย์ในวันรุ่งขึ้น เพื่อเป็นการต้อนรับพระพุทธองค์ เหล่าบรรดาพญานาคที่อยู่ตามลำแม่น้ำโขงจึงทำบั้งไฟถวายเป็นพุทธลูกไฟ พุ่งขึ้นมาตามลำแม่น้ำโขง จึงเรียนกันว่า บั้งไฟพญานาค
ที่สำคัญคนยังรู้ไม่มากก็คือ ตลอดลำแม่น้ำโขง ระยะความยาว 4,000 กิโลเมตรนี้ ตรงที่ลึกที่สุดที่เรียกว่า "สะดือแม่น้ำโขง" อยู่ที่แก่งอาฮง คนเฒ่าคนแก่เคยวัดโดยใช้เชือกผูกกับก้อนหินหย่อนลงไปวัดได้ 98 วา ซึ่งบริเวณนี้จะมีน้ำไหลวนที่แรงมากๆ แต่เมื่อหน้าแล้งกลับจะเห็นได้ชัดเจนมากๆ ซึ่งมีความเชื่อว่าบริเวณนี้มีถ้ำขนาดใหญ่ ที่จะไปทะลุถึงที่ฝั่งลาวได้
จากการบอกเล่าของพ่อเฒ่าอุ่นหล้า อัศศมนตรี อายุ 91 ปี อยู่บ้านเลขที่ 435 คุ้มวัดศรีคุณเมือง อำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย ในสมัยหนุ่มๆ เป็นนายท้ายเรือที่ล่องเรือไปมาระหว่างหนองคาย-บึงกาฬ เมื่อถึงฤดูน้ำเต็มตลิ่ง เมื่อผ่านมาถึงแก่งอาฮง บริเวณที่เรียกว่า "สะดือแม่น้ำโขง" จะเห็นสิ่งประหลาดห่างจากเรือประมาณ 1 กิโลเมตร เป็นลักษณะคล้ายต้นตาลขนาดใหญ่ ไม่มีใบราวๆ 2 เมตร มีละอองน้ำเป็นแตกฝอยๆ รอบ ๆ ต้น มีสีดำมัน แต่เมื่อเดินเรือเข้าไปใกล้ๆ จะไม่มีอะไร ทำให้ผู้คนที่เดินทางตามลำน้ำ เมื่อผ่านบริเวณนี้ก็จะนำพวกหมากพลู เหล้าขาว โยนลงไปในน้ำเพื่อเป็นการเซ่นไหว้เจ้าที่เจ้าทาง บริเวณแก่งอาฮงมีความประหลาดอีกประการคือ ศพจะไหลไม่พ้นแก่งอาฮง เมื่อมีคน หรือศพตกลงในแม่น้ำโขงเหนือแก่งอาฮงไม่ว่าที่ใด ถ้าหาศพไม่พบจะหาพบได้ที่นี่ คือแก่งอาฮง |
|
พพี่ลาเต้ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพดีๆจากวิกีพีเดียพ |






23 ความคิดเห็น
ที่นี่รถวิ่งไปวิ่ง
มา
เตมไปหมด
ร.ร.ก้อไม่มีคนเรียน
ก็มีขึ้นนะแต่จะไม่เยอะเท่าที่หนองคาย
อเมซิ่งไทยแลนด์
อยากเห็นค่ะ
น่าสนใจมากเลย
อยากให้คนไปพอสูจน์ดู
อยากรู้
เห็นลูกเล็กๆพุ่งขึ้นไปอย่างรวดเร็วอยู่ทางฝั่งลาว
พอดีเพื่อนอยู่ทางฝั่งลาวด้วย ก็เลยโทรไปถามว่าเห็นชัดมั้ย
คำตอบก็คือ มันเกิดอยู่ฝั่งไทยไม่ใช่เหรอ
แบบว่าเหลือเชื่ออ่ะ
อยากไปเห็นกับตาอะ - - แต่ไม่เคยได้ไปสักที
อยากไปดูเหมือนกัน
แต่เชื่อหรือไม่เชื่อนี่ยังพิสูจน์ไม่ได้
น่ากัวจัง
เราเชื่อนะเรื่องพญานาคและบั้งไฟพญานาคอะ
เพราะเราเป็นคนหนองคาย
เป็นลูกไฟสีแดงส้มๆพุ่งขึ้นจากน้ำโขงอะ
แต่ก่อนขึ้นเยอะมากเป็นร้อยๆลูกแต่มาเดี๋ยวนี้ยิ่งน้อยลง T^T
หนึ่งปีมีครั้งเดียว
ทุกวันนี้ก็ยังพิสูจน์ไม่ได้เลย
แล้วก็เรื่องนี้มีการพิสูจน์แล้วนะคะ แต่พิสูจน์ไม่ได้ จำได้ว่าเคยมีข่าวว่าฝั่งลาวออกมาประกาศด้วยซ้ำว่าเป็นฝีมือลาวเอง แต่ข่าวเงียบไปแล้ว ใครจะเชื่อยังไงก็แล้วแต่นะ แต่วิงก์ไม่เชื่อว่าเป็นลาวทำง่ะ วิงก์ออกแนวเชื่อไปทางพญานาคมากกว่า
อย่าคิดว่าเป็นเรื่องวิทยาศาสตร๊ สิ่งนี้ที่เกิดนี้ไม่ใช่ปรากฏการณ์ธรรมชาติครับ แต่เป็นเพราะพญานาค
ที่ลาเต้ กล่าวว่าพญานาคทำบั้งำฟถวายนั้นไม่ใช่นะครับ แต่เป็นอำนาจแห่งการบำเพ็ญภาวนาของเหล่าพญานาคทั้งมวลว่ากันว่าที่ใต้ลำน้ำโขงตรงอำเภอโพนพิสัยคือนครนาคราชอันมีพระเขี้นวแก้วของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เหล่านาคราช นาคเทวีจะมีบำเพ็ญตะบะเป็นเวลาสามเดือนตามการเข้าพรรษาเมื่ออกพรรษาของค่ำคืนการลาสิกขา เหล่านาคราชจะคายทิพยอำนาจพ่นออกมาเป็นลุกไฟเพื่อถวายเป็นพุทธบูชาครับ เรื่องนี้จริงไม่จริงอย่าไปเชื่อนักวิทยาศาสตรืมากนัก พวกเขาก็ยังหาข้อสรุปไม่ได้เลย มีแต่เดาสุ่มไปเรื่อย ไม่มีที่ไหนในโลกมีปรากกการณ์แบบนี้ เพราะเกิดในวันออกพรรษาเท่านั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์และศรัทธาของไทยพุทธทั้งมวล อย่างน้อยในโลกปัจจุบันขอให้เชื่อเรื่องอบบนี้ไว้มั่งก้ดี เพราะโลกของเราเวลานี้มักใช้วิทยาสตร์มากลบความเชื่อทั้งมวล ทั้งที่บางอย่างก็มีอยู่แท้แท้
ภูมิใจจังที่เปนคนหนองคาย
แต่ก้พึ่งเคยดูปีนี้ปีแรกก
ภูมิใจมากกกก
ตอนนั้นอาจารย์ที่โรงเรียนเก่าไปหนองคายกับเพื่อน แล้วกลับมาเล่าให้ฟังว่าเห็นงูใหญ่มากๆ เหมือนต้นตาลสีน้ำตาลไม่ก็สีดำนี่แหละจำไม่ได้แล้วเป็นฝูงนับร้อยๆตัวกำลังว่ายน้ำอยู่ประมาณว่ายน้ำมั้งนานนะแล้วก็หายไปแต่ครูบอกว่าถ้าอยู่ฝั่งลาวจะเห็นเป็นนางรำกำลังรำกันอยู่ ครูเล่าให้ฟังอีกว่าอาจารย์อีกคนหัวฟูฟ่องเลย เห็นแบบจะๆ เห็นต่อหน้าต่อตาด้วย เวลาประมาณพลบค่ำเนี่ยแหละ