ชีวิตนอกรั้วมหาวิทยาลัย (คณะอักษรศาสตร์)

 
คณะอักษรศาสตร์ Issue 003 week1, February 2009
 
คณะอักษรศาสตร์
ตอนที่ 3/4 : จากรุ่นพี่ถึงรุ่นน้อง : ชีวิตนอกรั้วมหาวิทยาลัย
 
เสียงจากศิษย์เก่าคณะอักษรศาสตร์
        ชีวิตการทำงานคงเป็นภาพเลือนรางสำหรับน้องๆ ในตอนนี้ใช่มั้ยคะ เพราะเราเรียนมาตลอดชีวิต ยังไม่เคยสัมผัสชีวิตการทำงาน การทำงานก็คงเป็นเหมือนจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญครั้งหนึ่งเหมือนกัน แน่นอนล่ะว่าเรียนจบแล้วก็ต้องเริ่มทำงาน มันเป็นเหมือนการเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมรอบตัวเราเหมือนกัน พี่แก้มว่าจริงๆ แล้วก็ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวอะไรหรอกค่ะ ยังไงมันก็เป็นวิถีชีวิตที่เราทุกคนต้องเจอ แต่ถ้าเราได้รู้ว่าคนที่จบไปแล้วเค้ามีความคิดเห็นอย่างไรบ้างกับการทำงานในตอนนี้ก็คงมีประโยชน์ไม่น้อยเลย จริงไหมคะ? ^^
        สำหรับสาวๆ หรือหนุ่มๆ ที่อยากเข้าคณะอักษรศาสตร์ วันนี้พี่แก้มมีรุ่นพี่ที่เรียนจบจากคณะอักษรศาสตร์ และกำลังทำงานในสายอาชีพต่างๆ มาบอกเล่าประสบการณ์ชีวิตการทำงาน และข้อคิดดีๆ เกี่ยวกับการใช้ชีวิตมาฝากกันค่ะ ไปติดตามกันเล้ย!
 
รุ่นพี่คนที่ 1: พี่ออม คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
 
พี่แก้ม: แนะนำตัวให้น้องๆ รู้จักนิดนึงจ้า ^^
ออม: ชื่อภาวดี สายสุวรรณ ค่ะ เรียกพี่ออมก็ได้ค่ะ จบปริญญาตรี คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ เอกอังกฤษ โทภาษาศาสตร์ (โครงการเกียรตินิยม) เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง ปัจจุบันเป็นนิสิตบัณฑิตศึกษา ปีหนึ่ง ภาควิชาภาษาศาสตร์ จุฬาฯ โดยได้รับทุนอุดหนุนการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อเฉลิมฉลองวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนมายุครบ 72 พรรษา ศึกษาต่อในระดับปริญญาเอกเป็นเวลา 5 ปี
          โครงการนี้เป็นโครงการที่ต้องการสร้างนักวิชาการและบุคลากรในบางสาขา คัดเลือกนิสิตเข้าโครงการโดยใช้เกรดเฉลี่ยตอนปีหนึ่ง คือ 3.75 ขึ้นไป โครงการนี้นอกจากจะสนับสนุนด้านการเงิน คือออกค่าเทอมและค่าวิจัยให้แล้ว ยังเปิดโอกาสให้นิสิตได้ค้นคว้าและทำวิจัย มีการเรียนแบบ individual study และเรียนร่วมกับนิสิตบัณฑิตศึกษา และยังต้องทำวิจัยเป็นปริญญานิพนธ์ในตอนปีสุดท้ายด้วย พี่ออมเองเรียนเอกอังกฤษ ก็เรียนเหมือนคนอื่นๆ แต่วิชาโทภาษาศาสตร์นั้นเรียนแบบโครงการเกียรตินิยมค่ะ
 
พี่แก้ม: ทำไมน้องออมถึงเลือกเรียนอักษรฯคะ
ออม: เหตุผลที่เลือกเรียนอักษรก็คงต้องบอกว่าไม่มีอะไรมากมายเลยค่ะ แค่รู้สึกว่าตัวเองชอบและถนัดด้านภาษามานานแล้ว เมื่อความชอบและความถนัดมันตรงกันก็เลยตัดสินใจได้ไม่ยากค่ะ ตอนนั้นพี่ออมก็ไม่ได้คิดถึงอนาคตว่าจบแล้วจะทำอะไร แค่ชอบอ่ะค่ะ คิดว่าเรียนที่เราชอบน่าจะดีที่สุด ก็เลยเลือกเรียนอักษรฯค่ะ
 
 
 
 
พี่แก้ม: ตอนเรียนได้ทำกิจกรรมอะไรบ้างคะ
ออม: ตอนเรียนก็ทำกิจกรรมในคณะพอสมควร หลักๆ ก็เป็นพี่เชียร์ คอยดูแลน้องๆ ปีหนึ่งค่ะ กิจกรรมนอกมหาวิทยาลัยก็เคยทำงานเป็นล่ามในงานศึกษาต่อสหราชอาณาจักรของบริติชเคาน์ซิล สอนพิเศษภาษาอังกฤษ สอนเปียโน แล้วก็เป็น attache ในงานกีฬามหาวิทยาลัยโลกค่ะ นอกจากนี้ก็มีตรวจปรู๊ฟบทความวิชาการภาษาอังกฤษของวารสารวิชาการ Manusya แล้วก็ตอนจบปีสามก็ได้มีโอกาสไปฝึกงานที่ USAID สถานฑูตอเมริกาค่ะ
 
พี่แก้ม: ดูจากเพื่อนๆ แล้ว ส่วนใหญ่จบมาทำอะไรกันบ้างคะ
ออม: เพื่อนๆ ส่วนใหญทำงานบริษัทกันค่ะ โดยเนื้องานก็แตกต่างกันไป มีเป็นเลขานุการที่ดูจะเป็นแบบฉบับของคนจบอักษรฯในสายตาคนภายนอก หลายคนเป็นแอร์ ซึ่งก็เป็นอาชีพที่หลายคนใฝ่ฝัน บางคนอยู่ฝ่าย HR (Human Resourcement) ทำเกี่ยวกับโปรแกรมอบรมสัมมนาพนักงาน พัฒนาบุคลากร บางคนก็ทำงานธนาคาร คือจริงๆ แล้วมีหลากหลายมาก หลายคนไปทำงานในสาขาที่ไม่เคยเรียนมาก่อน ก็ถือเป็นการเรียนรู้งานไปในตัวค่ะ ได้ยินว่ามีคนเป็นครูสอนในโรงเรียนด้วยค่ะ
          ส่วนคนที่ไม่ทำงานก็ไปเรียนต่อกันเยอะเหมือนกัน ส่วนใหญ่จะไปเรียนที่อังกฤษกันค่ะ คงเพราะเรียนจบภายในหนึ่งปี สาขาที่ำไปเรียนก็หลากหลายค่ะ เช่น การสอนภาษาอังกฤษ ปรัชญา โฆษณา ประชาสัมพันธ์ เป็นต้น ถ้าถามว่าจบแล้วทำงานหรือเรียนมากกว่ากัน คงทำงานมากกว่า เพราะหลายคนยังไม่รู้ว่าตัวเองอยากเรียนอะไรต่อ ก็เลยไปทำงานค้นหาตัวเองก่อนอ่ะค่ะ
 
พี่แก้ม: ตอนก่อนจบกับหลังจบ สิ่งที่หวังไว้ต่างกันอย่างไร มีอะไรเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดบ้าง
ออม: ในแง่ของคนที่ไปทำงาน คิดว่าตอนก่อนจบคงคาดหวังว่าจะได้ออกไปสู่โลกภายนอกที่แปลกใหม่อะไรประมาณนี้อ่ะค่ะ แต่เท่าที่ดูจากเื่พื่อนๆ ตอนนี้แล้ว ทุกคนเบื่อชีวิตการทำงาน แล้วก็คิดถึงชีวิตตอนเรียนอ่ะค่ะ สิ่งที่เปลี่ยนไปก็คงจะเป็นเรื่องหน้าที่ความรับผิดชอบ ดูเพื่อนๆ ทุกคนโตเป็นผู้ใหญ่อย่างเต็มตัวกันแล้ว ส่วนคนที่เรียนก็ไม่ได้เจอกับอะไรที่ผิดความคาดหมาย เพราะเมื่อคิดจะเรียนโท ทุกคนก็ทำใจไว้แล้วว่ามันต้องหนักแน่นอน สิ่งที่เปลี่ยนไปก็เป็นวิธีการเรียน การอ่านหนังสือ ที่ต้องจริงจังขึ้นมาก ทำรายงานเยอะมากด้วย เพราะฉะนั้นทุกคนก็ดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นเหมือนกันแม้ว่าจะไม่ได้ทำงานค่ะ
 
 
พี่แก้ม: การเรียนปริญญาโทได้ให้อะไรกับน้องออมบ้างคะ
ออม: ในแง่วิชาการก็คงทำให้เรามีความรู้ลึกซึ้งในแต่ละสาขา ได้้เรียนในสิ่งที่เราชอบจริงๆ ในส่วนของการใช้ชีวิต พี่ออมคิดว่าการเรียนโททำให้เราเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น รู้หน้าที่และรับผิดชอบตัวเองมากขึ้นอ่ะค่ะ มันมีอะไรที่เราต้องอ่านต้องทำเยอะ ก็ไม่ได้แปลว่าเราต้องทำงานตลอดเวลา คนเราก็ต้องมีเวลาพักผ่อน เพียงแต่เราจะรับผิดชอบตัวเองยังไง แบ่งเวลาได้แค่ไหน ที่จะทำให้งานเสร็จแล้วเราก็ไม่เครียดจนเกินไปด้วยค่ะ ตัวพี่ออมเองตอนแรกคิดว่าเรียนที่เดิมคงไม่ได้ต้องปรับเปลี่ยนอะไรมาก แต่เอาเข้าจริงๆ ก็เรียกได้ว่าทุกอย่างเปลี่ยนไปหมด ทั้งเรื่องการเรียนและเรื่องสังคมเพื่อนฝูง เลยต้องปรับตัวเยอะเหมือนกันค่ะ
 
พี่แก้ม: หลังจากเรียนโทกับเอกจบแล้ว ตั้งใจไว้ว่าอยากจะทำอะไรคะ
ออม: ตั้งใจว่าอยากจะเป็นอาจารย์ค่ะ เพราะคิดว่าสิ่งที่เรียนอยู่เป็นสิ่งที่เราชอบ มีความสุข และทำได้ดี ไปทำงานอย่างอื่นคงจะไม่รุ่งด้วย 555+ ก็เลยคิดว่าการเป็นอาจารย์น่าจะตรงกับตัวเราค่ะ อีกอย่างหนึ่งคือสาขาวิชาภาษาศาสตร์ที่พี่ออมเรียนยังไม่ได้เป็นที่รู้็้จักในเมืองไทยเท่าไหร่ ก็เลยคิดว่าอยากจะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งอ่ะค่ะ เพราะจริงๆ แล้วแม้จะเป็นสาขาวิชาที่ไม่ได้มีอะไรให้เห็นเป็นรูปธรรม แต่พี่ก็คิดว่ามันมีประโยชน์ในหลายๆ ด้านค่ะ
 
พี่แก้ม: สิ่งที่อยากบอกต่อให้รุ่นน้องรู้เกี่ยวกับชีวิตหลังจบการศึกษา การเรียนต่อเป็นสิ่งจำเป็นในปัจจุบันมั้ย
ออม: คิดว่าหลายคนคงเคยได้ยินมาแล้วว่าชีวิตตอนที่เรียนอยู่นั้นสนุกที่สุด และโลกภายนอกมันไม่ได้สวยงามอย่างทีี่่เราคิด พี่ก็คงอยากจะย้ำว่ามันเป็นเรื่องจริงค่ะ 555+ โลกภายนอกไม่ได้เลวร้าย แต่ัมันก็ไม่ได้สวยหรูเหมืิอนในละคร ก็เลยอยากให้น้องๆ ใช้ชีวิตการเรียนให้คุ้มค่าที่สุด โดยเฉพาะเรื่องกิจกรรมซึ่งสำคัญมาก นอกจากจะทำให้เราได้เพื่อนเยอะแยะแล้ว ยังทำให้โลกการเรียนรู้ของเรากว้างขึ้น ให้ประสบการณ์กับเราในเรื่องการทำงานร่วมกับผู้อื่น ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมาก จะทำให้เราปรับตัวเข้ากับสังคมใหม่ๆ ได้ง่ายค่ะ
          ส่วนเรื่องเรียนต่อนั้น โดยส่วนตัวพี่คิดว่าจำเป็นนะคะ เพราะปัจจุบันนี้ป.โทดูเหมือนจะกลายเป็นมาตรฐานที่ทุกคนมีแล้ว คิดว่าถ้ามีโอกาสก็น่าจะเรียนนะคะ แ่ต่จะเรียนด้านไหนก็แล้วแต่ความชอบค่ะ พี่ออมคิดว่าถ้าจะเรียนก็ไม่ควรจะเว้นไปนานหลายปีเกินไปนะคะ เพราะมันจะเหมือนหมดไฟอ่ะค่ะ น่าจะรีบเรียนให้เร็วที่สุดค่ะ
 
 
 
รุ่นพี่คนที่2: พี่นุ่น คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
 
พี่แก้ม: แนะนำตัวนิดนึงค่า^^
นุ่น: ชื่อ พี่นุ่น นะคะ จบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เอกภาษาอังกฤษค่ะ ตอนนี้ทำงานแอร์โฮสเตสค่ะ
 
พี่แก้ม: ทำไมพี่นุ่นถึงเลือกเรียนคณะอักษรศาสตร์คะ
นุ่น: ตอนแรกพี่เองไม่ได้คิดว่าจะเรียนอักษรฯ เพราะใจจริงอยากเรียนด้านนิเทศมากกว่า แต่เพราะพ่อกับแม่อยากให้เรียนอักษรฯ พี่ก็เลยตัดสินใจเรียน พอมาเรียนแล้วพี่ก็ค่อนข้างแฮปปี้นะ คือความใฝ่ฝันในตอนเด็กอยากเป็น working woman เป็นนักโฆษณา พรีเซนต์งานเก่งๆ และก็อยากเป็นแอร์โฮสเตส เพราะตอนเด็กๆ จำได้ว่าเคยขึ้นเครื่องบินแล้วเห็นแอร์โฮสเตสการบินไทย แล้วประทับใจมาก เลยใฝ่ฝันว่าอยากเป็นแอร์โฮสเตส แต่ไม่เคยคิดว่าเรียนอักษรฯแล้วจะได้ทำงานเป็นแอร์โฮสเตสจริงๆ
 
พี่แก้ม: การเรียนอักษรฯให้อะไรกับพี่นุ่นบ้างคะ
นุ่น: คณะนี้จะสอนให้เราเข้าใจมนุษย์มากขึ้น รู้จักคิดอะไรให้ลึกซึ้ง และได้เรียนรู้เกี่ยวกับอารยธรรมต่างๆ รู้ว่าลักษณะของแต่ละชนชาติเป็นยังไง คือตอนเรียนอาจจะยังไม่รู้ทั้งหมด แต่พอเราเจอคนหลากหลายมากขึ้น เราก็จะเข้าใจว่าคนแต่ละชาติแตกต่างกันอย่างไร เพราะต้องเจอคนตลอดเวลา เรื่องนี้ก็ช่วยในการทำงานแอร์โฮเตสได้จริงๆ เช่น การปฏิบัติต่อคนตะวันตกกับคนตะวันออกที่แตกต่างกัน อีกเรื่องคือภาษา แน่นอนว่าเราเรียนคณะนี้ก็ต้องได้อยู่แล้ว การทำงานนี้ไม่ใช่แค่จำคำพูดเป็นแบบแผน แต่เราก็ต้องสื่อสารกับผู้โดยสารได้ หากมีอะไรเกิดขึ้น เราก็ต้องรู้จ้กแก้ปัญหาให้ได้ เรื่องภาษาจึงเป็นเรื่องสำคัญค่ะ
 
 
 
 
 
พี่แก้ม: การทำงานตรงนี้ซึ่งถือเป็นหนึ่งในงานในฝันของพี่นุ่น พี่นุ่นคิดว่ามันตรงกับภาพที่คิดไว้ก่อนหน้านี้มั้ยคะ
นุ่น: เหมือนกับที่คิดไว้มั้ย พี่ว่าแตกต่างโดยสิ้นเชิง 555+ เพราะคนส่วนใหญ่จะคิดว่าแอร์โฮสเตสมีภาพลักษณ์สวยงาม เดินลากกระเป๋าเฉิบๆ ที่สนามบิน แต่ความจริงไม่ใช่แบบนั้น อย่างเช่นแอร์ฯ ที่บินภายในประเทศ เที่ยวบินหนึ่งแค่หนึ่งชั่วโมง แต่จริงๆ อาจจะเป็นเที่ยวบินที่ 4ของวันแล้วก็ได้ คือจะต้องบินต่อเนื่องหลายที่ ลงจอดที่นี่ก็ต้องบินไปต่อที่อื่น ถ้าไปบินต่างประเทศ พอลงแล้วก็ไม่ใช่ว่าจะออกไปเที่ยวได้สบาย ทำงานบนเครื่องก็ค่อนข้างเหนื่อยแล้ว ขนาดนั่งเครื่องเรายังเจทแล็ก แล้วคิดว่าคนที่เป็นแอร์ฯ เค้าต้องทำงานด้วย มันก็ต้องเหนื่อยแน่นอน แล้วยังเหนื่อยมากกว่าทำงานภาคพื้นดิน
          พี่เองก็เคยทำงานโรงแรมมาก่อน การทำงาน 8 ชั่วโมงบนเครื่องกับข้างล่างมันไม่เหมือนกันจริงๆ ใครที่คิดว่าอยากทำงานแอร์ฯ เพราะจะได้เงินเยอะ จะได้แต่งตัวสวยๆ พี่ไม่คิดอย่างนั้น เราต้องมีใจรักจริงๆ เพราะเป็นงานที่ค่อนข้างละเอียดอ่อน คือถ้าเกิดอะไรขึ้นบนเครื่องบิน คนที่จะช่วยให้ผู้โดยสารปลอดภัยคือลูกเรือ ชีวิตของผู้โดยสารอยู่กับเรา
           หน้าที่ที่สำคัญที่สุดของแอร์โฮสเตสก็คือเรื่องความปลอดภัย ตอนเทรนถือเป็นเรื่องอันดับหนึ่งเลยนะ เรื่องบริการเป็นเรื่องรอง ทุกคนมักจะเข้าใจว่างานแอร์เป็นเรื่องservice แต่จริงๆ มันไม่ใช่แค่เรื่องนั้นอย่างเดียว เราต้องดูแลความปลอดภัยให้ผู้โดยสาร เราต้องมีสติอยู่เสมอ คือต้องมีทั้งความนอบน้อม แต่ก็ต้องมีความมั่นใจถ้าเป็นเรื่องของความปลอดภัย เราต้องรู้จักตัดสินใจอย่างเด็ดขาด
 
พี่แก้ม: อยากฝากอะไรถึงน้องๆ ที่อยากเรียนคณะอักษรศาสตร์ และอยากเป็นแอร์โฮสเตสบ้างค่ะ
นุ่น: สำหรับคนที่อยากเรียนอักษรฯ พี่คิดว่าต้องเป็นคนรักการอ่านนิดนึง เพระต้องอ่านเยอะ วิเคราะห์เยอะ เราจะได้เรียนรู้กระบวนการคิดของบุคคล ได้เรียนรู้อารยธรรมทั่วโลก คือคณะนี้มันค่อนข้างกว้าง จบมาแล้วทำได้หลายอย่าง ไม่ใช่อย่างคณะอื่นที่รู้ว่าจบแล้วไปทำอะไร อย่างเช่นคณะวิศวะก็จบมาเป็นวิศวะ พี่คิดว่าขึ้นอยู่กับตัวเราว่าถนัดเรื่องใด สนใจเรื่องใด ทำในสิ่งที่เราอยากทำ เพื่อนพี่ก็ทำงานกันหลากหลายมาก มีทั้งครู นักเขียน นักแปล เป็นแอร์ฯก็เยอะ ยิ่งถ้าเรามีความรู้เพิ่มเติมก็สามารถนำภาษาที่เราเรียนรู้มาเอาไปใช้ประโยชน์ต่อได้
          ส่วนเรื่องการเป็นแอร์โฮสเตส พี่คิดว่าเรื่องการเตรียมตัวไม่ต้องมีอะไรมาก ตอนสัมภาษณ์ ก็พยายามพรีเซนต์ความเป็นตัวตนของเราจริงๆ ไม่ใช่พยายามทำให้ผู้สัมภาษณ์ถูกใจ หรือทำตามความต้องการของสายการบิน เช่น สายการบินนี้ชอบคนมั่นใจ เราก็เปลี่ยนเป็นคนมั่นใจ สายการบินนี้ชอบคนอ่อนหวาน เราก็ทำตัวอ่อนหวาน ถ้าทำแล้วไม่ใช่ตัวเรา ก็อย่าทำดีกว่า เราควรแสดงตัวตนของเราไปเลย เค้าจะได้รู้ว่าเราเหมาะกับอาชีพนี้มั้ย ที่สำคัญต้องถามตัวเองว่าเรารักในงานนี้หรือเปล่า เพราะมันไม่ใช่งานสบายๆ อย่างที่ทุกคนคิด เราต้องมีใจรักจริงๆ ค่ะ พี่ว่าการที่เรามีใจรักให้กับงานมันใช้ได้กับงานทุกประเภทเลย ไม่ใช่งานด้านนี้ด้านเดียว
 
รุ่นพี่คนที่3: พี่โบว์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
 
พี่แก้ม: แนะนำตัวนิดนึงค่า
โบว์ : ชื่อพี่โบว์นะคะ เรียนจบปริญญาตรี อักษรศาสตร์ จุฬาฯ เอกอังกฤษ โทวรรณคดีเปรียบเทียบ จบปริญญาโท มนุษยศาสตร์ University of Amsterdam (the Netherlands) สาขา Film Studies ตอนนี้ทำงานอิสระ ส่วนหนึ่งคือ งานสำนักพิมพ์ที่ทำหนังสือและนิตยสารสอนภาษาอังกฤษ (สำนักพิมพ์ MIS Publishing นิตยสาร I Get English) อีกส่วนคืองานแปลซับไตเติลซีรีย์ฝรั่ง (ส่วนมากอเมริกัน) ให้บริษัททำซับส่งเมืองนอก ก่อนนี้ทำงานเป็นหัวหน้าบก.ของสำนักพิมพ์แห่งหนึ่ง
 
พี่แก้ม: ทำไมพี่โบว์ถึงเลือกเรียนอักษรฯคะ
โบว์ : เลือกเรียนอักษรเพราะเป็นคนชอบอ่านหนังสือ ดูหนัง และฟังเพลงต่างประเทศมาแต่ไหนแต่ไร และคิดว่าการเรียนภาษาอังกฤษจะเบิกทางให้เราได้เรียนรู้อะไรทุกอย่างที่มีการบันทึกในรูปแบบภาษา เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความรู้ (ไม่ว่าจะจากสื่อใด) ก็ต้องแปลมาเป็นภาษาอังกฤษ (เพราะมันเป็นภาษาสากล) คือพูดง่ายๆ คือ เรียนภาษาอังกฤษไปเพื่อรับประกันว่าจะสามารถอ่านทุกเรื่องบนโลกได้เข้าใจนั่นเอง
 
พี่แก้ม: ดูจากเพื่อนๆ แล้ว ส่วนใหญ่จบมาทำอะไรกันบ้าง
โบว์ : ส่วนมากเลยจะทำงานหนังสือ รองมาก็เป็นเลขานุการ แต่จริงๆ แล้วเรียนอักษรมาทำงานได้เยอะมาก ขึ้นอยู่กับความสนใจและบุคลิกของแต่ละคน ถ้าเป็นคนที่มีความมั่นใจหน่อย อาจจะไปเป็นแอร์ฯ หรือไม่ก็ทำงานบริการอื่นๆ ที่ต้องใช้ภาษา เช่น ล่าม อะไรทำนองนั้น นอกจากนี้ความรู้จากที่เรียนจบอักษร (ภาษา และ วิธีการคิดแบบวิเคราะห์) ก็เป็นพื้นฐานที่ดีเพื่อไปเรียนต่อสาขาอื่น
 
พี่แก้ม: ลักษณะหลักๆ ของงานที่ทำ
โบว์ : งานที่ทำกับสำนักพิมพ์ก็เป็นนักเขียนและบก.อิสระ หน้าที่นักเขียนคือเขียนเรื่องที่ได้โจทย์มา เช่น ให้เขียนเรื่องภาษาอังกฤษเพื่อการท่องเที่ยว ก็หาข้อมูล เขียนเป็นต้นฉบับเพื่อนำไปตรวจทานและตีพิมพ์ ส่วนบก. ก็มีทั้งเขียนคอลัมน์ที่ได้รับมอบหมาย และปรู๊ฟความถูกต้องของภาษา (ทั้งอังกฤษและไทย เพราะเป็นนิตยสารสอนภาษาอังกฤษ) ส่วนงานแปลซับก็ตรงตัวเลย คือรับงานมาเป็นตอนๆ แล้วแปลส่งตามกำหนดเวลา
 
 
 
 
 
พี่แก้ม: สิ่งที่เรียนนำมาใช้ตอนทำงานอย่างไรบ้าง และ คณะอักษรฯ สอนอะไรให้กับเราบ้าง
โบว์ : ใช้ภาษาที่เรียนมา ทั้งแบบทางตัว คือ ใช้อ่าน เขียน แปล และแบบทางอ้อมคือ ใช้หาข้อมูล นำมาเขียนงานอีกที (ข้อมูลส่วนใหญ่ที่หาได้จะเป็นภาษาอังกฤษ) คณะอักษรฯช่วยได้มากในเรื่องการคิดอะไรแบบเป็นขั้นตอน เป็นระบบ คิดแบบวิเคราะห์ (หากเรียนพวกวรรณคดีเยอะๆ อย่างพี่) ตรงจุดนี้ช่วยให้เราเขียนงานได้ดีขึ้นในส่วนของการอธิบายสิ่งต่างๆ ช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจสิ่งที่เราต้องการสื่อมากขึ้น นอกจากเรื่องงาน การคิดแบบวิเคราะห์ยังช่วยเรื่องการใช้ชีวิตด้วย ส่วนตัวแล้วพี่คิดว่าการได้เรียนให้ฝึกคิดวิเคราะห์ โดยเฉพาะจากการอ่านเยอะๆ (ไม่ว่าจะเป็น fiction หรือ non-fiction) ช่วยให้เราเป็นคนไม่ตัดสินคนอื่นง่ายๆ มองอะไรในแง่บวกมากขึ้น เพราะเราเข้าใจธรรมชาติมนุษย์มากขึ้น สรุปแล้ว ทำให้เราเป็นคนที่มีความสุขมากขึ้นนั่นล่ะ
 
พี่แก้ม: พอได้มาทำงานจริงๆ แล้ว สิ่งที่คิดตอนเรียนแตกต่างจากตอนทำงานอย่างไรบ้าง
โบว์ : ส่วนตัวแล้วไม่ต่างกันในทางรูปธรรม คือ เราได้รับมอบหมายงานให้ทำตามกำหนด เหมือนการทำการบ้านหรือทำรายงานสมัยเรียน จะต่างแบบชัดเจนตรงที่ไม่มีการสอบ แต่ไม่ใช่ว่าจะเลิกทบทวนความรู้หรือหาความรู้ใหม่นะ ตรงกันข้าม ต้องพยายามหาความรู้ใหม่เรื่อยๆ ส่วนในทางนามธรรม ต่างกันมากตรงที่สภาพจิตใจเรา เพราะการทำงานเป็นการรับผิดชอบสิ่งอื่นนอกจากตัวเราเอง เช่น ทำงานสำนักพิมพ์ เราต้องคิดถึงเพื่อนร่วมงาน คิดถึงผลตอบรับจากผู้อ่าน คิดถึงผลกำไรของสำนักพิมพ์ ถ้าเราทำงานไม่ได้ตามที่ควร ก็จะมีผลกระทบแบบที่จับต้องได้ เป็นความกดดันที่ทุกคนต้องเจอเมื่อเริ่มทำงาน ขึ้นอยู่กับว่าใครจะรับมือกับมันได้ดีแค่ไหน
 
พี่แก้ม: สิ่งที่อยากบอกต่อให้รุ่นน้องรู้เกี่ยวกับชีวิตการทำงาน เช่น เรียนคณะนี้ควรมีบุคลิกไรบ้าง หรือการทำกิจกรรมในมหาวิทยาลัยจำเป็นต่อการทำงานมากหรือไม่
โบว์ : เรื่องชีวิตการทำงานพูดไปแล้วในข้อที่แล้ว ส่วนเรื่องคนที่เรียนคณะนี้ พี่คิดว่าจะมีบุคลิกยังไงก็ได้ เพราะพี่เห็นคนทุกประเภทในคณะนี้ ตั้งแต่ขี้อาย ไม่กล้าพูดในห้องเรียน ไปจนถึงพวกเซลฟ์สุดๆ แบบเด็กศิลปกรรมยังต้องถอย คืออย่าคิดว่ามันมีข้อกำหนด เพราะจริงๆ แล้วเราใช้ชีวิตในคณะแค่ 4 ปี อย่ากลุ้มใจกับเรื่องที่จะไม่เป็นประโยชน์กับเราหลังจากจบไปแล้ว เวลา 4 ปีนี้ควรจะหมดไปกับการทำสิ่งที่เรารักจริงๆ เพราะนี่เป็นช่วงเวลาของเราจริงๆ (หลังจากนี้จะเป็นช่วงเวลาของเจ้านายและเจ้าหนี้ จะทำอะไรตามใจไม่ได้แล้ว 555+) อยากรู้อยากทำอะไรก็รีบๆ ทำ รีบๆ หา รีบๆ ตักตวงตอนที่ยังทำได้ ส่วนเรื่องกิจกรรมในมหาวิทยาลัยก็แล้วแต่ พี่คิดว่าไม่จำเป็นต้องทำ แต่หากทำแล้ว มันทำให้เราเป็นคนที่ “ดีขึ้น” หรือทำให้เรา “โตขึ้น” ก็อย่าปฏิเสธ ลองทำดูก่อน เพราะนอกจากจะได้บทเรียนดีๆ แล้ว เราอาจได้เพื่อนที่จะคบกันไปจนตาย (เหมือนพี่) ก็ได้
 
รุ่นพี่คนที่4: พี่วี คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
 
พี่แก้ม: แนะนำตัวนิดนึงจ้า
วี : ชื่อ พี่วี ค่ะ จบคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เอกภาษาอังกฤษ ตอนนี้กำลังศึกษาปริญญาโทอยู่ที่คณะศิลปศาสตร์ สาขาวิชาการแปลภาษาอังกฤษและภาษาไทย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ค่ะ อาชีพตอนนี้ก็คือ เป็นอาจารย์แล้วก็นักแปลค่ะ
 
พี่แก้ม: ทำไมถึงเลือกเรียนอักษรฯคะ
วี : ตอนที่เอนทรานซ์ไม่รู้ตัวเองด้วยซ้ำว่าอยากเรียนอะไร เพราะตอนที่เรียนมัธยมไม่เคยคิดเลยค่ะ รู้อย่างเดียวว่าชอบเรียนภาษาที่สุด เวลามีแข่งเกี่ยวกับภาษาอังกฤษหรือฝรั่งเศสที่ไหน อาจารย์ท่านก็จะส่งให้ไปแข่ง ส่วนใหญ่ก็จะชนะกลับมา พอตอนได้คะแนนเอนฯมา อาจารย์ก็บอกว่าให้เลือกอักษรศาสตร์สิ เพราะคะแนนดี สำหรับสายศิลป์แล้วคณะนี้เป็นอะไรที่สุดยอดแล้ว พอคิดว่าคงได้เรียนอะไรสนุกๆ เกี่ยวกับภาษาก็เลยเลือกไป
 
พี่แก้ม: ดูจากเพื่อนๆ แล้ว ส่วนใหญ่จบมาทำอะไรกันบ้าง
วี : เพื่อนๆ ส่วนใหญ่เป็นแอร์โฮสเตสกันค่ะ ไม่อย่างนั้นก็จะไปทำงานเป็นคอลัมนิสต์ เป็นนักแปล นักเขียน ทำนิตยสาร เป็นอาจารย์ ไม่ก็ทำงานในสถานทูตหรือกระทรวงต่างประเทศ อ้อ มีคนหนึ่งไปเป็น traffic controller ที่อยู่บนหอบังคับการบินด้วย อันที่จริงเราสามารถจะเรียนต่อในสาขาอื่นๆ เช่นบริหาร โรงแรม หรือ financeเพื่อต่อยอดทำงานด้านอื่นไปเลยก็เห็นเยอะนะคะ ตอนไปฝึกงานที่วิทยุการบินก็ เจอรุ่นพี่ท่านหนึ่งที่ไปต่อโทเมืองนอกแล้วกลับมาเป็นหัวหน้ากองงานด้ายฝ่ายบุคคล มีอีกงานหนึ่งที่น่าสนใจซึ่งต้องใช้ไหวพริบกับความสามารถทางภาษามากเลยก็คือล่ามค่ะ
 
 
 
พี่แก้ม: ลักษณะหลักๆ ของงานที่ทำในตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง
วี : ลักษณะงานอาจารย์ที่เคยทำมีสองแบบนะคะ คือ เป็นอาจารย์ที่สอนติวเด็กอินเตอร์หรือเด็กเอนทรานซ์อันนั้นก็จะเป็นการสอนแบบเจาะลึก แข่งกับเวลาที่งวดเข้ามา เพราะต้องติวให้ทันสอบ ต้องคอยให้กำลังใจ ให้เด็กๆ ผ่อนคลาย ส่วนอีกงานหนึ่งคือ งานอาจารย์มหาวิทยาลัย อันนี้ก็จะกว้างหน่อย คือจะสอนเพื่อขยายความรู้ที่เขามี เปิดหูเปิดตาเด็กๆ ให้ได้เห็นและมองอะไรใหม่ๆ คอยเตือนให้เด็กๆ มองอนาคตให้ดีๆ มองเห็นหน้าที่ความรับผิดชอบของตัวเอง ส่วนการเป็นนักแปลนั้นหลักใหญ่ใจความก็คล้ายกันค่ะ เราจะต้องรู้จักสื่อสารกับคนอ่าน ถ่ายทอดอารมณ์ของงานไม่ว่าจะเป็นงานเขียน หรือหนังก็ตาม และต้องเป็นคนใฝ่รู้เรื่องรอบตัว แล้วก็ต้องเป็นละเอียดรอบคอบด้วย เพราะมันจะมีอะไรที่ท้าทายความสามารถเราเสมอ
 
พี่แก้ม: สิ่งที่เรียนนำมาใช้ตอนทำงานอย่างไรบ้างและคณะอักษรให้อะไรกับเราบ้าง
วี : ถ้าถามว่าคณะให้อะไรบ้าง ต้องบอกเลยว่าคณะให้ทุกอย่างจริงๆ ค่ะ ตอนเรียนบางวันก็เศร้ามากๆ เพราะรู้สึกว่าทำไมเรียนหนักอย่างนี้ อ่านหนังสือเยอะแยะมากมาย หลายครั้งก็อดงองแงไม่ได้ ตอนนั้นไม่เข้าใจว่าทำไมอาจารย์ท่านถึงได้ต้องเคี่ยวเข็ญ ทำไมต้องให้ทำอะไรยากๆ บางครั้งเหมือนจะเห็นเราเป็นยอดมนุษย์ที่ทำได้ทุกอย่าง แต่สิ่งที่เรียนมาเอามาใช้กับการทำงานได้เต็มร้อยมากๆ ไม่เคยคิดว่าที่เรียนมาจนหัวบวมนี่จะเป็นสมบัติชั้นเลิศในการทำงาน 555+ แม้แต่ตอนนี้ที่เรียนต่อโท ไม่ว่าอาจารย์จะหยิบอะไรขึ้นมาเราก็พอรู้หมด เพราะเราเจอมาหมดแล้ว ไบเบิ้ล เทพปกรณัม บทละคร วรรณคดียากๆ พอจบมาแล้วเหมือนเป็นคนตีความอะไรอยู่ตลอดเวลา อักษรฯหล่อหลอมให้เป็นคนอดทนและรอบรู้ นี่แหละ อักษร ฮ่าๆๆ
 
พี่แก้ม: ตอนก่อนจบกับหลังจบ สิ่งที่หวังไว้ต่างกันอย่างไร มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้างอย่างเห็นได้ชัด
วี : ก่อนจบตัวเองไม่ได้คาดหวังอะไร รู้สึกกลัวว่าคงมีคนเก่งกว่าเรามากมาย มองอนาคตตัวเองแบบมืดมน แต่พอจบมาแล้วพบว่ามันไม่ใช่เลยนะคะ มีโอกาสมากมายเข้ามาในชีวิต ทั้งหมดมาจากสิ่งที่เราถูกสั่งสอนมา ผู้ใหญ่หลายท่านเมตตาให้เราได้ลองแสดงความสามารถเพราะเขาเชื่อมั่นในตัวเรา สิ่งเหล่านี้ทำให้ทัศนะเราเปลี่ยนไปเยอะ เข้าใจแล้วว่านี่แหละคือผลของการทุ่มเทในการเรียนของเรา
 
พี่แก้ม: มีอะไรอยากบอกต่อให้รุ่นน้องรู้เกี่ยวกับชีวิตการทำงานบ้างคะ
วี : สำหรับน้องๆ ที่อยากจะมาเป็นสาวอักษร อยากให้ทุกคนขยันๆ นะคะ เรียนอักษรไม่ได้สวยงามไปตลอดสี่ปีนะ การเรียนอักษรเป็นเหมือนแข่งไตรกีฬา ที่คิดว่าแค่นี้สุดๆ แล้ว พอขึ้นปีต่อไปยากกว่านั้นได้อีก เหนื่อยเหมือนกันค่ะ แต่เราก็สู้ได้ ส่วนการทำกิจกรรมในมหาวิทยาลัยก็สำคัญนะคะ เพราะเราจะได้รู้จักเพื่อนๆ จากคณะอื่น ซึ่งจะเป็นเครือข่ายของเราในอนาคต การไปหาประสบการณ์ข้างนอก เช่นฝึกงาน หรือ ลงเรียนวิชาที่เพิ่มทักษะในด้านต่างๆ เช่น การฝึกอบรมล่าม ก็จะช่วยเปิดโอกาสให้เราค้นหาตัวเองว่าอยากทำอะไรด้วยค่ะ
 
 
          พี่ๆ แต่ละคนก็มีข้อคิดดีๆ มาฝากน้องๆ แตกต่างกันออกไปนะคะ แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันก็คือ อยากให้น้องๆ ได้เรียนรู้ประสบการณ์จากชีวิตจริงซึ่งไม่สามารถเรียนรู้ได้จากตำรา หรือห้องเรียน หวังว่าน้องๆ จะได้แง่คิดดีๆ สำหรับการตัดสินใจเลือกเรียนคณะอักษรศาสตร์นะคะ ^^
 
 
Dek-D Team ทีมคอลัมนิสต์ Dek-D

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

37 ความคิดเห็น

อยากเข้าอักษร 6 ก.พ. 52 19:32 น. 1
ตอนนี้อยู่ ม.3 อยากเรียนศิลป์ภาษา และมั่นใจว่าอยากเรียนอักษร รู้ตัวมานานแล้วว่าชอบภาษาอังกฤษกับภาษาเกาหลีมาก

แต่นะ พ่อกับแม่. . . . . ไม่ค่อยอยากให้เรียน เพราะคิดว่างานไม่ดี

เซ็งละพี่
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
lullabelle Member 7 ก.พ. 52 22:21 น. 3

ถ้าเรารู้ตัวแล้ว พี่แก้มว่าเราก็ควรทำให้คุณพ่อคูณแม่เห็นถึงความตั้งใจของเรานะคะ

เพราะสุดท้ายแล้วคนที่เรียนคือตัวเราเอง

ที่พ่อแม่บอกก็เป็นเพราะหวังดีกับตัวเรา แต่ยังไงก็ทางเดินของเรา เราก็ควรตัดสินใจด้วยตัวเอง และพร้อมที่จะสู้ไปกับมันนะคะ

 

0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
moo*nat Member 9 ก.พ. 52 19:49 น. 5

อยากเรียนอักษรค๊า  อยากเรียนเอกจีน

อยากเป็นล่ามกับนักเขียนหนังสือ ชอบอ่านหนังสือมาตั้งนานแล้ว

แต่ว่าเวลาแปลนี้ส่วนใหย่ภาษาจีนมันเป็นตัวเต็มอ่ะค่ะ แต่หนูเรียนตัวย่ออะไรทำยังไงดี

0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
Trick_Art Member 17 ก.พ. 52 18:23 น. 9

อาชีพที่อยากเป็นมากๆเลยก็มี นักแปล นักเขียนอ่ะค่ะ

เห็นพี่คนหนึ่งทำงานแปลซับไตเติ้ลด้วยอ่ะค่ะ น่าสนใจจัง อยากได้ข้อมูลมากกว่านี้อ่ะ

0
กำลังโหลด
คุณแมว 18 ก.พ. 52 10:33 น. 10
อยากทำงานเหมือนพี่โบว์ ส่วนตัวชอบคลุกคลีหนังสือมาก ๆ *-*

อักษรอีกคณะในฝัน


อยากให้มีเอกอื่นมั่งจังค่ะ มีแต่เอกอังกฤษ
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
☆..빅기...☆ Member 5 มี.ค. 52 13:27 น. 12

ได้ความรู้เยอะเลยค่ะ

ที่พี่แก้มนำมาให

เหมือนกับ ได้ประสบการ ทำงาน เองเลย

ฮ่าๆ (เวอรไป)

หนูชอบภาษา มากเลย แต่อยู่ในระดับปานกลาง

แต่ก่อนชอบเลข แต่พออยู่ๆไป มันกลายเป็นไม่ชอบ มากก เลย 

จุฬา จะมีเปิด เอกเกาหลีมั้ยค๊ะเนี่ย

อยากเข้า จุฬา นะ

เอกอังกฤษ กับ เกาหลี นี่ อ๊ากก  ชอบ สอง ภาษานี่มากเลย

0
กำลังโหลด
mink 8 มี.ค. 52 15:50 น. 13
อยากทราบว่า เรีนอักษรจบมาทำงานอะไรได้บ้าง
เพราะเห็น ส่วนใหญ่ จบไปเป็นอาจารย์ เป็นครู
ไม่อยากเป็นครู ค่ะ ><

อยากเป็นทูต นี่เรียน อักษรศาสตร์ตรงแล้วใช่รึป่าวค่ะ
เพื่อนบอกว่า ต้องเรียน รัฐศ่าสตร์การทูตการเมืองการปกครองระหว่างประเทศ
ตกลง เรียนอันไหนกันแน่อ่ะค่ะ - -?
งงแล้วๆๆ ช่วยตอบหน่อยนะค่ะ
0
กำลังโหลด
พี่มิ้งค์เพื่อนน้องออม ^^ 9 มี.ค. 52 23:57 น. 14
การเรียนที่อักษร จุฬาฯ นอกจากจะเข้มข้นในด้านเนื้อหาวิชาการแล้ว สิ่งที่สัมผัสได้เต็มๆคือ บรรยากาศแห่งความเป็นวิชาการที่จะคอยกระตุ้นให้เราพัฒนาตัวเองอยู่เสมอจริงๆค่ะ

น้องออมสามารถทำและบริหารทุกอย่างได้ลงตัว สมเป็นเทพของพี่จริงๆจ้า ^^
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
ซาตานหนุ่มสุดหล่อ Member 18 มี.ค. 52 08:35 น. 18
ถ้าทำงานในกระทรวงการต่างประเทศ  คนที่จบมาจากอักษรศาสตร์แล้วไปทำตำแหน่งไหนครับ?


เพราะตัวเองค่อข้่างโอเคในด้านภาษา  แล้วก็เป็นคนชอบอ่านด้วย 
0
กำลังโหลด
คนรักสนุก(- -) Member 23 มี.ค. 52 20:58 น. 19

พี่คะ หนูมีคำถามคะ


มนุษย์ศาสาตร์ กับอักษร  แตกต่าง กันไหมคะ พี่

เห็นเพื่อนบอกว่า มนุษย์ อ่ะ เรียนง่าย กว่าอะคะ

0
กำลังโหลด
มัดหวา Member 26 มี.ค. 52 20:09 น. 20
เรียนสายญี่ปุ่น อยู่ค่ะ ชอบเรียนภาษามากค่ะ แต่เป็นคนเรียนไม่เก่ง รักการท่องเที่ยวค่ะ เลยอยากเรียนภาษา จิงๆ แล้วเคยฝันไว้ว่าอยากพูดให้ได้ทุกภาษา แต่ก้อคงเป็นไปไม่ได้ อยากช่วยเหลือชาวต่างจาก เวลาที่เขามาอยู่เมืองไทยแล้วมีปํญหา เพราะเคยมีประสบการณ์ แล้วรู้สึกแย่มากเลย รู้สึกเสียใจที่ตัวเองทำอาไรไม่ได้เลย มีฝรั่งเข้ามาถามทาง แต่เราก็ฟังไม่ณู้เรื่อง แปลไม่ออก ฝรั่งเขาก็เลยเหมือนจะสื่อว่าไม่เป็น แล้วเขาก้อเดินไป รู้สึกไม่ดีมากๆเลย ตอนนั้น แต่พอเจอแบบนี้ ก็ทำให้รู้สึกว่าจะ ต้องพยายามให้ได้
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด