ชีวิตนอกรั้วมหาวิทยาลัย (คณะวิศวกรรมศาสตร์)

 

คณะวิศวกรรมศาสตร์ Issue 003 week3, February 2009
 

คณะวิศวกรรมศาสตร์
ตอนที่ 3/4 : จากรุ่นพี่ถึงรุ่นน้อง : ชีวิตนอกรั้วมหาวิทยาลัย
 
เสียงจากศิษย์เก่าคณะวิศวกรรมศาสตร์





        น้องๆ เคยนึกถึงอนาคตบ้างไหมคะว่า พอเราเรียนจบแล้ว เราจะทำงานอะไรดี (พี่แก้มคะ ตอนนี้จะเข้าคณะอะไรยังเลือกไม่ถูกเลยค่ะ ฮ่าๆ) โอเคค่ะ 555+ มันอาจจะเป็นคำถามที่ดูไกลตัว แต่พี่แก้มเชื่อว่า พอรู้ตัวอีกที น้องๆ ก็จะเข้าเรียนมหาวิทยาลัย เผลอแป๊บๆ ก็เรียนจบ แล้วตอนนั้นเอง เราก็จะเริ่มคิดว่า แล้วเราอยากทำงานอะไรกันแน่ บางคนอาจคิดได้ระหว่างเรียนมหาวิทยาลัย บางคนเรียนจบแล้วถึงจะรู้ แต่พี่แก้มว่าถ้าเราเริ่มคิดและสังเกตตัวเองว่าชอบทำอะไรหรือสนใจในสิ่งใดเป็นพิเศษ บางทีน้องๆ อาจจะรู้ตัวได้เร็วขึ้นว่า เราอยากทำงานด้านไหน ทำให้เรามีจุดมุ่งหมายที่ชัดเจนขึ้นค่ะ

        สำหรับน้องๆ ที่อยากเข้าคณะวิศวกรรมศาสตร์ วันนี้พี่แก้มมีรุ่นพี่ที่เรียนจบจากคณะนี้และกำลังทำงานในอาชีพที่แตกต่างกัน มาบอกเล่าประสบการณ์ชีวิตการทำงาน ช่วยให้น้องๆ เข้าใจคนที่เรียนจบคณะวิศวะได้ดียิ่งขึ้นนะคะ เรามาเริ่มต้นด้วยพี่สาวคนนี้เลยค่ะ ^^!

 
   
รุ่นพี่คนที่ 1: พี่ปอนด์ อาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น
     
 

พี่ยีน: ช่วยแนะนำตัวให้น้องๆ รู้จักหน่อยครับ?

พี่ปอนด์: สวัสดีครับผมชื่อปริวัตร คงกำเนิด ชื่อเล่น ปอนด์ ครับ จบ ม.ปลายจากโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี และได้รับทุนการศึกษาแบบกึ่งหนึ่งเข้าศึกษาต่อคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย จนสำเร็จการศึกษาในปีการศึกษา 2551 ได้รับปริญญาวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต (วิศวกรรมคอมพิวเตอร์) เกียรตินิยมอันดับ 1 ครับ

 
พี่ยีน: ทำไมถึงเลือกเรียนคณะวิศวกรรมศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยครับ?

พี่ปอนด์: เพราะที่ ม.หอการค้าไทยเป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง มีคณาจารย์ที่พร้อมด้วยประสบการณ์การสอนและจบปริญญาเอกเกือบทั้งหมด อีกทั้งยังมีเทคโนโลยีที่ทันสมัย สามารถเรียนรู้อะไรได้หลากหลายทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียน อาจารย์ที่นี่ค่อนข้างเป็นกันเอง และให้คำปรึกษาแก่นักศึกษาได้อย่างเต็มที่ และที่สำคัญมหาวิทยาลัยตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพฯ ชั้นใน สามารถเดินทางได้สะดวกครับ

   
 

  

 

พี่ยีน: ตอนเรียนได้ทำกิจกรรมอะไรบ้างครับ?

 

พี่ปอนด์: ก็มีค่ายภูมิใจที่ได้เป็นวิศวฯ แม่ไทร จัดขึ้นสำหรับนักศึกษาคณะวิศวฯ ทุกคน เพื่อปลูกฝังให้สามัคคีกันและมีความภาคภูมิใจในคณะวิศวฯ ม.หอการค้าไทย นอกจากนี้ผมยังเป็นคณะกรรมการนักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ เมื่อปี 2550 อีกด้วยครับ

   
 

พี่ยีน: คิดว่าคณะและมหาวิทยาลัยแห่งนี้ให้อะไรกับคุณบ้างครับ?

  พี่ปอนด์: ให้วิชาความรู้ในด้านวิศวกรรมศาสตร์ อีกทั้งยังเน้นให้ผู้เรียนมีความรู้ในสาขาวิชาโทที่เลือกเรียน เช่น บริหารธุรกิจ เศรษฐศาสตร์ หรือ IT เพื่อให้มีทางเลือกในการประกอบอาชีพ และสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในวิชาเอกที่เรียนได้ครับ
   
 

พี่ยีน: ส่วนใหญ่เพื่อนๆ ที่จบมาด้วยกันทำอะไรกันต่อไปบ้างครับ?

 

พี่ปอนด์: ก็แยกย้ายไปตามสายงานธุรกิจต่างๆ ครับ บางคนเรียนไปด้วยทำงานไปด้วย แล้วแต่ความชอบแต่ละคนครับ แต่ส่วนใหญ่ก็จะทำงานในสายงานที่เรียนมา มีบ้างเปลี่ยนใจไปทำงานในสายบริหารธุรกิจครับ

   
  พี่ยีน: ทุกวันนี้พี่ปอนด์ทำงานอะไรครับ?
 

พี่ปอนด์: ตอนนี้ทำงานเป็นอาจารย์อยู่ที่สาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่นครับ
     
เทอมนี้สอนวิชาการเขียนโปรแกรมทั้งภาษาซีและจาวา และอีกวิชาคือปฏิบัติการวิศวกรรมไฟฟ้าครับ
     
นอกจากสอนแล้วยังต้องมีภาระอย่างอื่นอีก เช่น ให้คำปรึกษาแก่นักศึกษา และงานประกันคุณภาพของคณะฯ ครับ

   
  พี่ยีน: ได้มองๆ เรื่องเรียนต่อในระดับสูงขึ้นไปบ้างไหมครับ?
  พี่ปอนด์: กำลังคิดจะไปเรียนต่อครับ กำลังหาโอกาสและช่องทางอยู่ เพื่อตัดสินใจในสาขาที่จะเรียนครับ ตอนนี้ที่เล็งๆ ไว้คงเป็นทางด้านวิศวฯ คอมหรือทางด้าน IT ครับ เพราะถ้าเรียนจบแล้วก็คงกลับมาเป็นอาจารย์ต่อครับ เพื่อหาโอกาสไปเรียนต่อที่สูงกว่าอีก (ป.เอก) แต่คงอีกนานแหละครับ ตอนนี้แค่คิดๆ และวางแผนไว้ครับ        
            
 
พี่ยีน: มีอะไรอยากฝากน้องๆ ที่กำลังจะเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยบ้างไหมครับ?  

พี่ปอนด์: อยากจะฝากน้องๆ ว่า ให้ใช้ช่วงวัยเรียนให้คุ้มค่า ควรตั้งใจเรียนควบคู่ไปทำกิจกรรม เพื่อเป็นประสบการณ์ที่ดีในการนำไปใช้ในอนาคต
    
ถ้ามีโอกาสก็ควรจะศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้นไปอีก เพื่อเป็นช่องทางในการที่จะประสบความสำเร็จและก้าวหน้าในหน้าที่การงาน
    
พยายามหาตัวเองให้ได้ว่าชอบอะไร แล้วจงทำตามสิ่งที่อยากเป็น มุ่งมั่นและอดทนให้ผ่านไปให้ได้ อย่าท้อซะก่อน ผมจะยึดคติที่ว่า “ยังไม่ได้ทำ ไม่ใช่จะทำไม่ได้”
     
และสุดท้ายเรื่องภาษาต่างประเทศเป็นสิ่งที่สำคัญมาก อย่างน้อยๆ ควรจะมีทักษะในการสื่อสารภาษาต่างประเทศ 1 ภาษา อาจจะไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นภาษาอังกฤษก็ได้ หรือบางคนอาจจะชอบภาษาญี่ปุ่น ก็ขอให้พยายามฝึกฝนไปเรื่อยๆ ครับลัง

 
 
   
 
 .
 
     
     
รุ่นพี่คนที่ 2: พี่พลอย Air traffic controller
 
พี่แก้ม: แนะนำตัวให้น้องๆ รู้จักนิดนึงจ้า
พลอย: ชื่อ "พลอย" ค่ะ สุพัชรา ไตรวิชา จบจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาโลหการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตอนนี้ทำงานอยู่บริษัทวิทยุการบิน หอบังคับการบินหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ช่วงนี้กำลัง on job training เป็น Air traffic controller (Aerodrome controller) หรือเจ้าหน้าที่ควบคุมจราจรทางอากาศ
 
พี่แก้ม: ทำไมถึงเลือกเรียนวิศวะคะ
พลอย: ก็อยากจะเป็นสาววิศวะบ้าง ฮ่าๆๆ จริงๆ ตอนนั้นก็คิดอยู่ว่าจะเลือกคณะอะไรดี แล้ววิศวะก็เป็นคณะอันดับหนึ่งที่คิดว่าอยากเรียนที่สุดนะ ดูน่าจะสนุกท้าทายดี คงทำให้เรารู้สึกแปลกใหม่ขึ้นบ้างจากการเรียนตอนมัธยมฯ ตอนเอ็นทรานซ์ยังจำได้ว่า หลายๆ คนทั้งแม่และก็เพื่อนยังบอกว่าพลอยน่าจะเรียนบัญชี ดูจะเหมาะกว่า แต่ก็นะ ใครจะรู้ดีไปกว่าตัวเรา ว่าเราอยากเรียนอะไร ถึงตอนนี้ให้ย้อนเวลากลับไปอีกกี่ครั้งก็จะเลือกเรียนวิศวะนี่ล่ะค่ะ (proud to be intania chula ka!)
 
 
 
 
พี่แก้ม: ดูจากเพื่อนๆ แล้ว ส่วนใหญ่จบมาทำอะไรกันบ้าง
พลอย: เพื่อนๆ ก็ทำงานกันหลากหลายนะ พอเรียนจบก็มีที่ทำงานเลยบ้าง เรียนต่อโทเลยบ้าง ถ้าพวกที่จบแล้วทำงานเลย แรกๆ ก็มักจะทำงานตรงสายที่เรียนมา หรือไม่ก็ใกล้เคียงนั่นแหละ แล้วก็มีบ้างที่พอทำงานไปสักพักเริ่มมีประสบการณ์ ก็อาจจะเปลี่ยนไปทำงานที่ใกล้เคียงซึ่งไม่ได้ตรงสายซะทีเดียว

       ส่วนพวกที่เรียนต่อก็ไม่พ้น MBA หรือ Management บ้างก็เป็นแนว Business เพื่อนๆ ที่รู้จักก็มีทำงานบริษัท โรงงาน ธนาคาร อยู่แท่นขุดเจาะน้ำมันก็มีนะ พอได้เจอได้คุยกันยังแอบอึ้งว่าทำไมเพื่อนเราเก่งจังทำอะไรได้มากมาย ไม่น่าเชื่อ ฮ่าๆๆ จริงๆ พลอยก็ไม่ได้ทำงานตรงสายงานเลย พูดง่ายๆ ว่าไม่ได้ใช้ความรู้ที่เรียนมาโดยตรงเลยนะ แต่ที่ได้ใช้คงเป็นกระบวนการทางความคิดที่ถูกหล่อหลอมมาจากการเรียนคณะนี้นั่นแหละ
 
พี่แก้ม: ที่เขาว่าคณะวิศวะมีผู้หญิงเรียนน้อยจริงหรือเปล่า แล้วเพื่อนๆ ผู้หญิงส่วนใหญ่เป็นยังไงกันบ้าง (อยู่ท่ามกลางหนุ่มๆ 555+)
พลอย: ก็ถือว่าน้อยนะคะถ้าเทียบกับจำนวนทั้งหมด แต่เดี๋ยวนี้เยอะขึ้นแล้วล่ะแต่ยังไงก็ยังน้อยอยู่ดี ตอนรุ่นของพลอยมีทั้งหมดประมาณ 600-700 คน มีผู้หญิงประมาณ150 คน 555+ จริงๆ ผู้หญิงคณะวิศวะเนี่ยไม่ได้ห้าวไปทั้งหมดนะคะ พูดกันตามตรงแล้วแบบห้าวๆ มีน้อยมาก เราก็เป็นผู้หญิงปกติเหมือนคณะอื่นนั่นแหละคะ มีหลายแบบ ทั้งหวาน เปรี้ยว ซ่า หลากสไตล์หลายอารมณ์

        จากประสบการณ์ที่เป็นผู้หญิงวิศวะมาเนี่ย ขอบอกว่าผู้หญิงคณะนี้สบายจริงๆ เพื่อนผู้ชายมักจะดูแลเทคแคร์ ตามใจกันพอสมควร เรามันคนส่วนน้อย ก็ต้องดูแลกันหน่อย 555+
 
พี่แก้ม: แล้วลักษณะหลักๆ ของงานที่ทำในตอนนี้เป็นอย่างไรบ้างคะ
พลอย: งานที่ทำตอนนี้คือ on job training aerodrome controller เป็นงานที่สื่อสารกับนักบิน คอยจัดการจราจรทางอากาศประมาณนั้น งานก็สนุกดี เหมือนกำลังเล่นเกม เพียงแต่พลาดไม่ได้แบบเล่นเกมนะ งานนี้ความรับผิดชอบสูงมากเลยทีเดียว เกี่ยวกับ safety ด้วยน่ะค่ะ ในชั่วโมงทำงานต้องมีสมาธิอยู่กับงานมากๆ ถ้าชั่วโมงไหนเครื่องบินเข้ามาเยอะๆ เล่นเอาเครียดกันไปเลย พอจบชั่วโมงแทบจะหมดแรง ดูดพลังพอสมควร T^T
 
 
พี่แก้ม: สิ่งที่เรียนนำมาใช้ตอนทำงานอย่างไรบ้าง และคณะวิศวะสอนอะไรให้กับเราบ้างคะ
พลอย: สำหรับพลอย สิ่งที่เรียนมาอาจจะไม่ได้นำมาใช้กับงานโดยตรง เพราะเรียนวิศวะโลหการ ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับการเป็น ATC (Air traffic controller) แต่สิ่งที่ได้น่าจะมาจากการรู้จักเชื่อมโยง วิเคราะห์ ประยุกต์ มองภาพจินตนาการให้ออก มันเหมือนถูกหล่อหลอมมาโดยไม่รู้ตัว

       คณะวิศวะสอนให้คิดค่ะ คิด คิด คิดให้ออก คิดไม่ออกก็จะสอบไม่ได้ หุหุ เค้าสอนให้เราเอาความรู้ที่เค้ามอบให้ทั้งหมดมาคิดประมวลผล นำไปประยุกต์ใช้กับการทำงานจริง ไม่ได้สอนให้จำแล้วทำตาม เพราะบางครั้งการทำงานมันก็ต่างสถานการณ์ต่างตัวแปร ไม่มีเป็นแบบแผนตายตัว ทำตามกันไม่ได้ คณะนี้ไม่ได้สอนให้เป็นวิศวกรได้อย่างเดียว แต่สอนให้เป็นคนที่มีคุณภาพ สามารถนำความรู้จากปริญญาวิศวกรรมศาสตร์ที่ได้มาใช้กับทุกเรื่องทุกเหตุการณ์ของชีวิตให้ได้ และต้องทำได้ดีด้วย
 
พี่แก้ม: พอได้มาทำงานจริงๆ แล้ว สิ่งที่คิดไว้ตอนเรียนแตกต่างจากตอนทำงานอย่างไรบ้าง
พลอย: ต่างนะคะ ตอนเรียนชีวิตมันดูง่ายๆ สบายๆ ไม่ซีเรียส (ยกเว้นตอนสอบ) สนุกสนาน ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรมากมายนอกจากเรื่องการเรียน มันคือการรับผิดชอบตัวเองเท่านั้น แต่พอทำงานทุกอย่างคือเรื่องจริง ต้องทำได้จริงๆ พลาดไม่ได้ ไม่ได้แค่รับผิดชอบตัวเองแล้วเพราะต้องรับผิดชอบกับการกระทำของเรา เพื่อนร่วมงาน ผลที่จะตามมามากมาย อย่างพลอยเหมือนต้องมีส่วนรับผิดชอบกับความปลอดภัยของเครื่องบินที่อยู่ในการควบคุมของเราด้วย แอบเครียดมากๆ ค่ะ 555+
 
พี่แก้ม: สิ่งที่อยากบอกต่อให้รุ่นน้องรู้เกี่ยวกับชีวิตการทำงาน
พลอย: สำหรับน้องๆ ที่อยากเรียนวิศวะ ก็ขอให้คิดดีๆ ว่าเป็นสิ่งที่เราชอบจริงๆ หรือเปล่า เพราะมันไม่ได้แค่ว่าเรียนวิศวะแล้วเท่ ความเท่มันช่วยเราไม่ได้เลยค่ะเมื่อต้องเทียบกับความรับผิดชอบมากมายของการเรียนวิศวะ มันหนักพอสมควร เรียนหนัก ยาก แต่ไม่เกินความสามารถและความพยายามถ้าตั้งใจ นอกจากเรื่องเรียน เด็กวิศวะมีกิจกรรมเยอะนะ ไม่ใช่แค่ที่จุฬาฯ มหาวิทยาลัยอื่นก็มีเยอะเหมือนกัน กิจกรรมแบบสร้างประโยชน์กับสังคมด้วยนะ นี่ล่ะความสนุกของเด็กวิศวะ

       ถ้าอยากเป็นวิศวกรก็ต้องเรียนคณะวิศวะ... แต่ถ้าเรียนคณะวิศวะไม่จำเป็นต้องจบไปเป็นวิศวกร แค่นี้ล่ะค่ะ คำจำกัดความที่คิดได้^^
 
 
 
รุ่นพี่คนที่3: พี่โก๊ะ วิศวกรระบบ (System Engineer)
 
พี่แก้ม: แนะนำตัวนิดนึงค่ะ
โก๊ะ: ชื่อ "โก๊ะ" ครับ จบปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี สาขาวิศวกรรมศาตร์คอมพิวเตอร์ และจบปริญญาโทที่เดียวกัน สาขาเทคโนโลยีสารสนเทศครับ ขณะนี้ทำงานเป็นวิศวกรระบบ (System Engineer) ครับ
 
พี่แก้ม: ทำไมถึงเลือกเรียนวิศวะคะ
โก๊ะ: มีองค์ประกอบหลายอย่าง อย่างแรกก็เพราะความฝันวัยเด็กที่เราอยากจะสร้างรถ สร้างโน่น สร้างนี่ เป็นความฝันแบบเด็กๆ จริงๆ คุ้นๆ ว่าเคยมีคนถามตอนเด็กว่าอยากเป็นอะไรก็จะตอบว่าวิศวกร อย่างที่สองคือตอนมัธยมเราชอบเล่นเกม เล่นคอมพิวเตอร์ อย่างสุดท้ายก็คือเราประเมินตัวเราเองว่าน่าจะสามารถเอ็นทรานซ์เข้าวิศวะได้ และสามารถเรียนได้
 
พี่แก้ม: ดูจากเพื่อนๆ แล้ว ส่วนใหญ่จบมาทำอะไรกันบ้างคะ
โก๊ะ: ส่วนใหญ่ทำงานเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ทั้งฮาร์ดแวร์ ซอฟท์แวร์ และเครือข่าย ช่วงแรกตอนที่เพิ่งเรียนจบกันใหม่ๆ ก็มักจะทำงานตรงสายกัน เช่นเป็นโปรแกรมเมอร์ที่มหาวิทยาลัย หรือตามบริษัทต่างๆ ไปดูแลระบบให้กับธนาคารต่างๆ ไปดูแลระบบให้กับพวก ISP บริษัทโทรศัพท์มือถือ สถานีโทรทัศน์ต่างๆ ไปทำงานติดตั้งดูแลระบบให้ลูกค้าที่อื่นอีกที (System Integrator) เขียน Software ขึ้นมาแล้วไปเสนอขาย เป็น QA (Quality Assurance) หรือ Tester ซึ่งทำงานตรวจสอบ และทดสอบ Software ก่อนจะนำไปใช้งานจริง

       ส่วนคนที่ได้งานไม่ตรงสายยกตัวอย่างเช่น ไปสอบเป็นนักบิน ทำธุรกิจทางบ้านต่อ ไปอยู่ที่ขุดเจาะน้ำมันกลางทะเล ไปเป็น call center

       พอทำงานสักพักมีประสบการณ์มากขึ้น เริ่มเติบโตขึ้นก็เริ่มมีการเปลี่ยนแปลง บางคนก็ไปเรียนต่อโท บางคนก็ไปเรียนภาษาต่างประเทศ ไปเรียนออสเตรเลียบ้าง อเมริกาบ้าง อังกฤษบ้าง บางคนก็เติบโตขึ้นในสายงานเป็น Senior เป็น Manager บางคนก็เลิกทำงานคอมไปทำวิเคราะห์ธุรกิจแทน บางคนก็เปิดบริษัทของตัวเองรับติดตั้งระบบ Database เขียน Program มี่หลายอย่างเลยครับ
 
 
 
 
พี่แก้ม: ลักษณะหลักๆ ของงานที่ทำเป็นอย่างไรบ้างคะ
โก๊ะ: ส่วนใหญ่เป็นงานติดตั้งและดูแลบำรุงรักษาระบบ Hardware ที่เป็น Server ทั้ง UNIX (Solaris, HP-UX, AIX, Linux) และ Windows แล้วก็ติดตั้งและดูแล Software ระบบเช่น Software Back up ติดตั้งและดูแลบำรุงรักษาระบบ Software SAP (SAP Basis) และงานติดตั้งและดูแลบำรุงรักษาระบบ Network และ Security เช่น สาย LAN, switch, router และ Firewall ครับ
 
พี่แก้ม: สิ่งที่เรียนนำมาใช้ตอนทำงานอย่างไรบ้าง
โก๊ะ: ความรู้ที่ใช้ทำงานตอนนี้ค่อนข้างประยุกต์จากทฤษฎีที่เรียนมา แต่สิ่งที่เรียนมาจะเป็นพื้นฐานให้เราสามารถเรียนรู้และเข้าใจสิ่งใหม่ๆ ที่เราต้องเจอในการทำงานได้ง่าย รวดเร็ว และถ่องแท้มากขึ้น
 
พี่แก้ม: พอได้มาทำงานจริงๆ แล้ว สิ่งที่คิดไว้เกี่ยวกับอาชีพนี้แตกต่างจากที่คิดไว้ตอนเรียนอย่างไรบ้าง
โก๊ะ: ความแตกต่างอย่างแรกก็คือ ด้าน Hardware วิศวะคอมในประเทศไทยไม่ใช่นักประดิษฐ์คิดค้น เราไม่ค่อยคิดค้นสิ่งใหม่ๆ ไม่ค่อยได้สร้างสิ่งใหม่ๆ ขึ้นมา มักจะรับเอาเทคโนโลยีมาจากต่างชาติมาใช้ให้เป็นประโยชน์มากกว่า คือมีน้อยบริษัทนะที่จะมี Research & Development (R&D) ของตัวเอง
 
พี่แก้ม: สิ่งที่อยากบอกต่อให้รุ่นน้องรู้เกี่ยวกับชีวิตการทำงาน
โก๊ะ: สำหรับคนที่อยากเป็นวิศวกร สิ่งที่ต้องมีคือ ต้องเป็นคนที่มีความคิดอย่างเป็นระบบ (Systematic Thinking) คือมีที่มาที่ไป มีเหตุมีผล เพราะการแก้ปัญหาต่างๆ ต้องคิดและวิเคราะห์สาเหตุของปัญหาอย่างมีระบบ จึงจะสามารถหาทางแก้ไขได้ถูกต้อง แล้วก็ควรเป็นคนขยัน อดทนในการทำงาน เพราะว่างานมักจะทำไม่เป็นเวลา ต้องทำงานดึกดื่นบ้าง เวลาที่คนอื่นเค้าพักผ่อนกัน เราก็ต้องทำงาน ต้องรู้จักเข้าใจและเห็นใจผู้อื่นเพราะนั่นคือโอกาสที่เราจะได้ทำงานอย่างมีความสุขที่ได้ช่วยเหลือผู้อื่น แล้วยังทำให้เราทราบปัญหา เพื่อหาทางแก้ไขได้ทันท่วงที

       การทำกิจกรรมในมหาวิทยาลัยก็มีประโยชน์ เพราะจะทำให้เรามีประสบการณ์ในการทำงานร่วมกับผู้อื่น รู้จักวางแผนขั้นตอนต่างๆ เช่นเรื่องงบประมาณ ควบคุมให้ทุกอย่างราบรื่น ซึ่งประสบการณ์เหล่านี้จะช่วยเป็นพื้นฐานให้เราสามารถรับมือกับปัญหาต่างๆ ได้พอสมควร นอกจากนั้นกิจกรรมยังช่วยพัฒนาความสัมพันธ์ของเรากับคนอื่นให้ดีขึ้น (ถ้าเป็นกิจกรรมที่ดีนะ)
 
รุ่นพี่คนที่4: พี่มาศ วิศวกรกระบวนการ (Process Engineer)
 
พี่แก้ม: แนะนำตัวนิดนึงค่ะ
มาศ: สวัสดีครับ พี่ชื่อ ภาณุมาศ แซ่ว่อง (บางคนว่าชื่อเหมือนผู้หญิง) จบจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมอุตสาหการ ตอนนี้ทำงานอยู่แผนกผลิต บริษัทชิ้นส่วนรถยนต์แห่งหนึ่งในอมตะซิตี้จังหวัดระยอง
 
พี่แก้ม: ทำไมถึงเลือกเรียนวิศวะคะ
มาศ: น่าจะเป็นเพราะตอนจบ ม.ต้น แล้วทางบ้านแนะนำให้เรียนต่อสายวิชาชีพ เพื่อเรียนจบมาจะได้มีทักษะการทำงานทางด้านช่าง แต่ตั้งใจไว้ว่าจะต้องเรียนให้จบปริญญาตรีให้ได้ ก็เลยเรียนต่อทางด้านวิศวะซึ่งต่อจากทางด้านช่าง
 
พี่แก้ม: ดูจากเพื่อนๆ แล้ว ส่วนใหญ่จบมาทำอะไรกันบ้าง
มาศ: เพื่อนที่จบมาแล้วส่วนใหญ่ก็จะทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมกัน จะทำงานพวกยานยนต์ และอิเล็กทรอนิกส์เป็นหลัก สายงานที่ทำกันก็จะเป็นฝ่ายผลิต วางแผนการผลิต และก็ตรวจสอบและประกันคุณภาพซึ่งก็ตรงกับทางด้านที่เรียนมา บางคนก็เป็นฝ่ายออกแบบผลิตภัณฑ์บ้าง งานประเภทนี้จะบอกว่าไม่ตรงกับสายที่เรียนมาก็ไม่ถูกสักทีเดียวเพราะสาขาวิศวกรรมอุตสาหการค่อนข้างทำงาน ได้หลากหลายในหลายๆ อุตสาหกรรม
 
พี่แก้ม: ลักษณะหลักๆ ของงานที่ทำคืออะไรบ้างคะ
มาศ: ถ้าเป็นวิศวกรกระบวนการหรือที่เรียกกันว่า Process Engineer ก็จะมีหน้าที่ดูแลและควบคุมการผลิตให้เป็นไปตามระบบ หรือพัฒนาการผลิตให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด โดยออกแบบเครื่องมือ เครื่องจักร พัฒนาวิธีการทำงานของพนักงาน ถ้าเป็นฝ่ายผลิต หรือวางแผนการผลิต ก็จะทำการประเมินกระบวนการ การวางกำลังคน วางแผนวัตถุดิบ เพื่อให้เพียงพอสำหรับการผลิตชิ้นงานปัจจุบัน และยอดสั่งซื้อของลูกค้าในอนาคต

       สำหรับแผนกคุณภาพและประกันคุณภาพก็มีหน้าที่ตรวจสอบคุณภาพของชิ้นงาน ควบคุมกระบวนการการผลิตให้มีความคงที่และวิเคราะห์ปัญหาจากการผลิตเพื่อทำการป้องกัน และแก้ไขปัญหาร่วมกับฝ่ายผลิตและวางแผนการผลิต และก็วางระบบการจัดการทางด้านคุณภาพที่เราจะรู้จัก หรือได้ยินอยู่บ่อยๆ ว่า ISO ต่างๆ เหล่านั้น ซึ่งแต่ละสายงานก็ยังมีรายละเอียดการทำงานนอกเหนือจากที่ได้ กล่าวไว้ข้างต้น แล้วแต่สถานการณ์ที่เราจะพบเจอ
 
 
 
 
 
พี่แก้ม: สิ่งที่เรียนนำมาใช้ตอนทำงานอย่างไรบ้าง และ คณะวิศวะสอนอะไรให้กับเราบ้าง
มาศ: มันก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ที่ได้พบเจอหรือสิ่งที่เราได้รับผิดชอบเช่น ถ้าเป็นการแก้ปัญหาทางด้านคุณภาพและกระบวนการก็จะใช้วิชาทางด้านสถิติเพื่อวิเคราะห์และประเมินประสิทธิภาพของกระบวนการ หรือการจัดความสัมพันธ์ระหว่างคนกับเครื่องจักรให้ทำงานสอดคล้องกันก็จะเป็นวิชาการศึกษาเวลาและการเคลื่อนไหวนำมาประยุกต์ ซึ่งหลักๆ แล้วคณะวิศวะก็สอนให้เราเป็นคนรู้จักคิดอย่างเป็นระบบ สอนให้เรารู้จักการแก้ปัญหาและค้นหาปัญหา เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาเกิดขึ้น
 
พี่แก้ม: พอได้มาทำงานจริงๆ แล้วสิ่งที่คิดตอนเรียนแตกต่างจากตอนทำงานอย่างไรบ้าง
มาศ: การเรียนกับการทำงานแตกต่างกันอย่างแน่นอน เพราะตอนเรียนเราจะรับผิดชอบเแค่ตัวเราคนเดียว แต่ตอนทำงานเราจะต้องรับผิดชอบหลายคนที่ทำงานร่วมกับเรา งานที่ได้รับมอบหมายก็จะต้องทำให้เสร็จตามกำหนดและก็ต้องเป็นที่ถูกใจของหัวหน้างาน

       พี่จะเปรียบเทียบงานที่ได้รับมอบหมายมาเหมือนกับการบ้าน ตอนที่เราเรียนอยู่ พอส่งการบ้านไปจะใช้ได้หมด แต่คะแนนจะลดหลั่นกันไปตามคุณภาพของการบ้านที่เราส่งไป แต่สำหรับงานที่เราส่งไปจะมีใช้ได้กับใช้ไม่ได้ ถ้าไม่ได้ก็ต้องนำกลับมาทำใหม่พร้อมทั้งงานใหม่ที่ตามมาด้วย และการตัดสินใจเกี่ยวกับงานในบางครั้งก็ต้องเด็ดขาด รวดเร็ว และถูกต้อง เมื่อตัดสินใจไปแล้วก็ต้องพร้อมที่จะรับกับผลที่ตามมาซึ่งอาจส่งผลโดยตรงต่อบริษัทหรือองค์กร ไม่เหมือนกับตอนเรียน พลาดไปแล้วบางครั้งเรายังเริ่มใหม่ได้ไม่มีอะไรเสียหาย
 
พี่แก้ม: สิ่งที่อยากบอกต่อให้รุ่นน้องรู้เกี่ยวกับชีวิตการทำงาน เช่น เรียนคณะนี้ควรมีบุคลิกอย่างไร หรือการทำกิจกรรมในมหาวิทยาลัยจำเป็นต่อการทำงานมากหรือไม่
มาศ: สำหรับพี่เอง บุคลิกของวิศวกรไม่จำเป็นต้องดูเข้มและน่าเกรงขามจนเกินไป เพราะบางครั้งเมื่อเราอยู่กับลูกน้องหลายๆ คน ความเป็นกันเองกับบุคคลเหล่านี้จะทำให้การทำงานสามารถดำเนินไปได้ด้วยดี วิศวกรบางคนไม่ค่อยเข้ามาคุยหรือมาทำงานกับลูกน้องเพราะถือว่าตัวเองเป็นวิศวกร คนแบบนี้จะไม่ค่อยได้รับความร่วมมือ บางทีความเห็นในการทำงานอาจไม่ตรงกัน ทำให้งานที่ทำอยู่ไม่เดินหน้าหรือไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าที่ควร

       วิศวกรในความคิดพี่ควรจะมีภาวะการเป็นผู้นำ รู้จักคิดแก้ปัญหาให้เป็นระบบ เข้าใจความต้องการของลูกน้อง พร้อมที่จะแก้ปัญหาและให้คำปรึกษาที่ถูกต้องกับบุคคลใต้บังคับบัญชาได้ตลอดเวลา สำหรับกิจกรรมในมหาวิทยาลัยถ้ามีโอกาสเข้าไปร่วมด้วยจะสามารถช่วยให้เราฝึกการทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ ซึ่งจะช่วยให้เรารู้จักกล้าแสดงความเห็นและยอมรับความคิดเห็นของผู้อื่น เพื่อให้งานที่ได้ทำหรือได้รับมอบหมายดำเนินสำเร็จไปได้ด้วยดี
 
       งานวิศวะอาจจะดูยาก และต้องใช้ความรอบคอบมาก แต่พี่แก้มว่าจากที่ได้อ่านประสบการณ์ของพี่ๆ ทั้งสามคนแล้ว พี่แก้มคิดว่า อย่างน้อยถ้าเรามีใจรักในงาน ไม่ว่าจะทำอะไร น้องๆ ก็จะทำงานได้อย่างมีความสุขแน่นอนค่ะ ขอเอาใจช่วยให้ทุกคนได้ค้นพบสิ่งที่ตัวเองรักที่จะทำเร็วๆ นะคะ ^^
 
 






 
Dek-D Team ทีมคอลัมนิสต์ Dek-D

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

18 ความคิดเห็น

กำลังโหลด
กำลังโหลด
wealthy999 20 ก.พ. 52 23:27 น. 3
วิศวะสายไหน งานเยอะสุดคะ
ร่วมแสดงความคิดเห็นหน่อยนะคะ
คือ หนูจบ ป. ตรีวิทยาศาสตร์เคมี อยากเรียน ต่อ ป. โท มี 2 choice ในใจคะ
- chemical engineering
- Industial Engineering
จะเรียนสายไหนดีคะ ช่วยแนะนำด้วยนะคะ
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
ไม่บอกหรอก 28 พ.ค. 52 14:15 น. 12
Transport Engineering สิ
แฟนเค้าเรียนอยู่ เรียนจนไม่มีเวลากลับบ้าน
แบบว่าจบมาแล้วทำงานได้ตั้งหลายสาย ดูท่าจะเวิร์คดี
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
ledust 25 ก.พ. 53 20:32 น. 16
เห็นชื่อสุรศักดิ์มนตรีแล้วยิ้ม
แล้วก็ยิ้มอีกเมื่อพบว่าเป็นอ.ไทย-ญี่ปุ่น แต่คนละสาขากันนะคะ (ทางนี้ยานยนตร์ค่ะ)
แต่ไม่ต้องห่วงนะ ส.ศ.ม. วิศวะคอมก็มี ^^"
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
คนที่รักเธอเสมอOyoyoooo Member 31 ต.ค. 53 12:48 น. 18
ปีหน้า...วิศวะคอมพ์TNI !!!

เจอกันนะคะอาจารย์ปอนด์^^


ป.ล.ตกเลข อ่อนฟิสิกส์ แต่จะเข้าวิศวะ...(ไม่น่ารอด=w=")


แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 31 ตุลาคม 2553 / 12:49
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด