หัวเราะเพราะมันตลกจริงหรือ

       เรื่องมันมีอยู่ว่า มีขนมปังสองชิ้นอยู่ในเตาอบ พอเตาอบนั้นร้อนจนได้ที่ เจ้าขนมปังอันที่หนึ่งก็ร้องออกมาว่า “โอ้ย ทำไมในนี้มันร้อนอย่างงี้” ขนมปังอันที่สองก็ร้องตอบออกมาด้วยความตกใจว่า “ตาเถร ขนมปังพูดได้! ”

       ฟังดูแล้วเรื่องข้างบนนี้ ผมเดาว่าผู้อ่านหลายคนคงยกให้เรื่องนี้เข้าข่ายมุขฝืด แต่เมื่อเรื่องนี้ถูกเล่าในสถานการณ์ต่างๆกัน มันสามารถทำให้คุณแอบอมยิ้ม หัวเราะออกมา หรือ หัวเราะจนท้องคัดท้องแข็งเลยก็ได้ คุณเชื่อหรือไม่ว่า ไอ้เจ้ามุขขนมปังนี้ถูกเอาไปใช้ในห้องทดลองแล้วและการทดลองนี้จะเปลี่ยนนิยามของการหัวเราะไปตลอดกาล

       การหัวเราะเป็นเรื่องธรรมชาติที่มนุษย์ทุกคนเคยทำอย่างน้อยก็หนึ่งครั้งในชีวิต หัวเราะกันมากบ้าง น้อยบ้าง บางคนก็หัวเราะมากเสียจนน้ำหูน้ำตาไหลหยุดไม่ได้ อันนี้ก็แล้วแต่ความเส้นตื้นของแต่ละคน ศาสตร์ของการหัวเราะเป็นเรื่องถกเถียงกันในหมู่นักคิดตั้งแต่สมัยกรีกโบราณว่า อะไรทำให้คนเราหัวเราะ แบบไหนถึงจะเรียกได้ว่า “ตลก”

       คนส่วนใหญ่เชื่อว่า การหัวเราะมีต้นเหตุมาจากคำพูดหรือท่าทางที่น่าตลกขบขัน แต่ ในความเป็นจริงแล้ว การหัวเราะแทบจะไม่มีความเกี่ยวข้องกับความตลกเลย การหัวเราะเป็นสัญชาตญาณการอยู่รอดอย่างหนึ่งของสัตว์สังคมซึ่งไม่มีความเกี่ยวข้องกับระดับสติปัญญาในการที่จะ “เก็ต” มุขเลยแม้แต่น้อย

       ศาสตราจารย์โรเบิร์ต อาร์ โพรวีน แห่งมหาวิทยาลัย์แมรี่แลนด์ Baltimore County ออกเก็บข้อมูลเกี่ยวกับการหัวเราะตามถนนหนทางทั่วไปโดยการสังเกตเรื่องที่ทำให้คนทั่วไปหัวเราะ เขาพบว่า 80-90% ของการหัวเราะที่เกิดขึ้น มาจากประโยคง่ายๆ อย่างเช่น “เออ รู้แล้ว” หรือ “ไว้เจอกันคราวหน้าแล้วกัน”

       ศาสตราจารย์ โพรวีน กล่าวไว้ในหนังสือเรื่อง “การหัวเราะ” ของเขาว่า “บทสนทนาที่ก่อให้เกิดการหัวเราะนั้นเหมือนกับการดูละคร sit-com ที่มีบทพูดแย่ๆอย่างไม่มีที่สิ้นสุด” เขายังค้นพบอีกว่า ผู้พูด โดยเฉพาะผู้หญิง มักจะหัวเราะมากกว่าคนที่ตนพูดด้วยเสียอีก การหัวเราะกลายเป็นเหมือนการคั่นจังหวะเวลาเล่าเรื่อง พอกล่าวอย่างนี้แล้ว หลายคนอาจจะแย้งว่าเราไม่ได้ตั้งใจหัวเราะเพื่อคั่นจังหวะสักหน่อย ถูกต้องแล้ว การหัวเราะเป็นไปตามธรรมชาติ คนส่วนใหญ่จะกลั้นหัวเราะได้ แต่น้อยคนนักจะหัวเราะได้ราวกับว่าเขาขำจริงๆ การหัวเราะนับเป็นการให้สัญญาณทางสังคมที่จริงใจที่สุดเพราะมันยากที่จะแกล้งหัวเราะ ศาสตราจารย์ โพรวีน ยังยกให้การหัวเราะเป็น “สัญญาณทางสังคมที่เก่าแก่ ซึ่งเป็นรากฐานทางพฤติกรรมที่มนุษย์หรือแม้แต่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอื่นๆมีเหมือนๆกัน”

       เสียงหัวเราะ ฮาฮา ของมนุษย์นั้นเชื่อว่ามาจากเสียง แฮะๆ (เหมือนเสียงถอนหายใจ หรือหายใจออกแรงๆ) ที่สัตว์จำพวกลิงทำเวลามันเล่นหยอกล้อกัน ศาสตราจารย์ Jaak Panksepp แห่งมหาวิทยาลัยวอชิงตัน ค้นพบว่าหนูจะส่งเสียงสัญญาณ ultrasonic ให้กันเมื่อเวลามันเล่นหยอกล้อกันเช่นกัน ศาสตราจารย์ทั้งสองสรุปว่า สมองของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมีความสามารถในการสั่งให้ร่างกายสร้างเสียงหัวเราะเพื่อให้ลูกสัตว์ เรียนรู้ที่จะเล่นหยอกล้อกัน สัตว์สังคมชั้นสูงจำเป็นจะต้องมีวิธีการสร้างความสัมพันธ์เพื่อการจัดระบบสังคมภายในกลุ่ม เสียงหัวเราะจึงเปรียบเหมือนเป็นสัญญาณแสดงถึงความสัมพันธ์ฉันท์มิตร แต่ในอีกแง่หนึ่ง การหัวเราะก็อาจจะใช้เพื่อแสดงความเป็นกลุ่มโดยการหัวเราะเยาะเย้ยคนที่แตกต่างจากกลุ่ม หรือคนนอกกลุ่ม

       นักสังคมจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัย ฟลอริดา ได้ทำการวิจัยเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างการหัวเราะและสถานะทางสังคม โดยการเล่ามุขขนมปังในเตาอบ ในการวิจัย ผู้สัมภาษณ์อาสาสมัครหญิงจากการสุ่มจะบอกอาสาสมัครว่าจะมีการเลือกให้รางวัลกับอาสาสมัครบางคนเป็นเงินก้อนใหญ่เหมือนกับการที่เจ้านายให้โบนัสลูกน้องที่ทำได้ถูกใจ หลังจากทำการวิจัยแล้ว หลังจากนั้นอาสาสมัครทั้งหมดจะถูกให้ดูมุขขนมปังในเตาอบจากโทรทัศน์ จากการวิจัยพบว่า ผู้หญิงที่รู้ว่าจะมีการให้เงินรางวัลจะหัวเราะกับมุขนี้มากกว่าผู้หญิงที่ไม่รู้

       นอกจากนี้ยังมีการทำวิจัยเพิ่มเติมโดยการให้กำหนดให้อาสาสมัครหญิงเป็นเจ้านาย ลูกน้องหรือผู้ร่วมงานกับคนที่จะเล่ามุขขนมปังในเตาอบซึ่งอัดไว้ในวีดีโอเทป จากการทดลองพบว่า ผู้หญิงที่ถูกกำหนดให้เป็นลูกน้อง หรือผู้ร่วมงานจะหัวเราะได้ง่ายกว่ากลุ่มที่เป็นเจ้านาย ถึงแม้ว่าคนเล่าเรื่องนั้นไม่ได้อยู่ในห้องก็ตาม กลุ่มคนที่ได้รับคัดเลือกเป็นผู้ที่มีสถานะทางสังคมด้อยกว่ามักจะพยายามหาพวกพ้องโดยการหัวเราะ การหัวเราะจึงเป็นเหมือนการตอบสนองโดยอัตโนมัติตามธรรมชาติของมนุษย์ตามสถานการณ์ มากกว่าที่จะตั้งใจทำให้เกิดขึ้น

       ได้ฟังอย่างนี้กันแล้วก็อย่าไปห่วงมากเลยว่ามันตลกหรือเปล่า ถ้ารู้สึกดีที่จะหัวเราะ ก็ทำได้เลยดีกว่า นอกจากจะทำให้อารมณ์ดีแล้ว หัวเราะวันละนิด อายุจะได้ยืนขึ้นอีกด้วย


:: ( S O U R C E ) :: ( วิชาการ ดอท คอม )* ::

Dek-D Team ทีมคอลัมนิสต์ Dek-D

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

20 ความคิดเห็น

กระจอกเทศขาว Member 5 เม.ย. 50 20:45 น. 1
เง้ออ ..อ่านแล้วนึกถึง โลกจิต ขำๆ ตอนที่ 7 ของท่านแทนไท ประเสริฐกุล จิงๆ เยย แต่ตัวหนูเองมักจะหัวเราะเพราะขำจิง ๆ มากกว่าอ่ะ ไม่เคย แหะๆ เหอะๆ ซะที มีแต่ ห๊าาาา ห้าาา + +
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
•lต้าหู้nอด• Member 7 เม.ย. 50 17:32 น. 6
•โอ้! ได้ความรู้เยอะค่ะ -0- เเต่ว่าเราเส้นโคตรๆ ตื้นเลย -*-

•เจอเรื่องตลก ที่บางคนอาจจะมองว่าฝืด เเต่ข้าน้อยก็ยังหัวเราะได้อย่างน่าเกลียดมาก -*- ไม่ได้เเสร้ง เเต่มันหัวเราะออกมาเอง 5 5+
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
ไทยากิไส้ถั่วแดง Member 13 เม.ย. 50 09:40 น. 19
เอ่อ...  เรามีแต่ฝืนหัวเราะ เป็นประจำเลยเวลาที่เพื่อนฮาๆกัน แต่เรากลับคิดว่ามันแป้กอ่ะ เพื่อนเห็นเราทำหน้านิ่งก็เลยคิดว่าเราไม่ทันมุข เหอะๆ ที่จริงเราเก็ทตั้งแต่มันอ้าปากพูดพยางค์แรกแล้วแหละค่ะ
0
กำลังโหลด
^^InCoMinG^^ Member 16 เม.ย. 50 12:05 น. 20

บางทีเสียงหัวเราะก้อทำให้
หลายๆอย่างดีขึ้น
เช่น หัวเราะให้กับตัวเองเมื่อ
ทำรัยผิดพลาดไป,
หัวเราะกับเหตุการณ์ที่กำลังเคลียด
((กะเพื่อนๆที่หนิดกันเท่านั้นนะ))
ก้อทำให้ทุกอย่างดีขึ้น   ((วัยรุ่นก้อเงี่ยแหละ))
ฮาแตก
"วันไหนไม่ได้หัวเราะ  จะมานั่งเมาะเตาะ
มานั่งเลาะๆข้างเพาะ    ให้มันได้เราะๆ  จนได้"
เสียสถาบัน กลอนไทยหมดเลย
//หนูม่ะได้ตั้งใจ//
คุณก้อตลกเหมือนกัน  นั่งอ่านจนจบจนได้   

0
กำลังโหลด
กำลังโหลด