
อีกหนึ่งทางเลือกของการศึกษา โดยไม่ง้อ Admission
พาไปดูบรรยากาศการเรียนที่แฮปปี้สุดๆ
สวัสดีอีกครั้งครับน้องๆ ชาว www.dek-d.com บทความนี้ก็เป็นบทความที่ 3 แล้วนะครับ ตอนนี้น้องๆ ก็คงจะทราบผล Admission กันแล้ว ก่อนอื่นก็ต้องขอแสดงความดีใจกับน้องๆ ที่สอบติดมหาวิทยาลัยตามที่ตั้งใจไว้ และก็ขอแสดงความเสียใจกับน้องๆ ที่ไม่ติดด้วยนะครับ แต่อย่าเพิ่งท้อถอย ยังมีอีกหลายหนทางให้น้องๆ เลือก และการที่ Admission ไม่ติดก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะหมดอนาคตนะครับ อย่างผมก็เป็นอีกคนที่เอ็นทรานซ์ไม่ติด และได้เลือกเรียนต่อที่สถาบันไอทิม (I-TIM) หรือสถาบันการโรงแรมและการท่องเที่ยวนานาชาติ ทุกวันนี้ผมมีตำแหน่งที่สูงกว่า และได้เงินเดือนมากกว่า เพื่อนๆ รุ่นเดียวกัน ที่จบจากมหาวิทยาลัยรัฐบาลซะอีก วันนี้ผมจะมาเล่าต่อเกี่ยวกับการฝึกงานในเมืองไทย และต่างประเทศ ซึ่งอาจจะยาวไปหน่อยนะครับ แต่ก็อยากจะแบ่งปันประสบการณ์ดีๆ ให้น้องๆ ได้อ่านกันครับ
| หลังจากเรียนที่ไอทิมเป็นระยะเวลาประมาณ 5 เดือน
(การเรียนก็จะเน้นภาคปฏิบัติอย่างเข้มข้น เหมือนที่เคยเล่าไปแล้วครับ)
ก็จะถึงช่วงที่นักศึกษาจะต้องออกไปฝึกงานจริงๆ ครับ
ตัวผมเองเลือกฝึกงานที่ โรงแรม Grand Hyatt Erawan ถนนราชดำริ ในแผนกครัว
(แน่นอนครับ ^_^ ) ผมโชคดีมากครับ ที่ได้ฝึกในครัวหลักของโรงแรม นั่นก็คือ
Dining Room ครับ ซึ่งเป็นครัวบุฟเฟ่ท์ มีทั้งอาหารเช้า กลางวัน
เย็นเลยครับ สำหรับการฝึกงาน ผมใช้ความรู้ที่เรียนมาไม่หมดด้วยซ้ำครับ
เพราะการเรียนที่ไอทิม
อาจารย์สอนรายละเอียดปลีกย่อยในการปฏิบัติมากกว่าอีกครับ
แต่ที่ยากกว่าก็คือในเรื่องของความรับผิดชอบครับ
เพราะการฝึกงานก็เหมือนกับการทำงานจริงๆ ยอมรับว่าช่วงเวลาการฝึกงาน 5
เดือนนั้นเหนื่อยมาก ต้อง Active ตลอดเวลา ต้องทำงานแข่งกับเวลา
และนอกจากทำเร็วแล้ว ยังต้องรักษามาตรฐานในเรื่องรสชาติ
และความสะอาดให้ได้ครับ ส่วนหัวหน้า และผู้ร่วมงานคนอื่นๆ ก็ดีมากครับ
คอยสอน และให้ความช่วยเหลืออยู่ตลอดเวลา ที่นี่ทำงานกันเป็นระบบมาก
ผมได้เรียนรู้อย่างมากในเรื่องของระบบการทำงาน ความรับผิดชอบ
ความกระตือรือร้นในการทำงาน และทำให้มองเห็นภาพการทำงานจริงๆ ได้ดีมากๆ
เลยล่ะครับ |
| ![]() |
การมาฝึกงานในครั้งนี้ ทำให้ผมได้รับประสบการณ์ใหม่ๆ ที่อาจจะหาไม่ได้จากการเรียนที่ไหน ผมได้พบกับเพื่อนร่วมงานจากหลายชาติ ได้รับรู้วัฒนธรรมใหม่ๆ และการทำงานที่นี่ ต้องกระตือรือร้นกว่าที่เมืองไทยมากๆ แทบจะต้องวิ่งทำงานเลยล่ะครับ การทำงานก็เป็นระบบ แบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจน และที่สำคัญ ค่าตอบแทนค่อนข้างสูงมากทีเดียวล่ะครับ ผมเซ็นสัญญาโดยได้รับค่าแรง ชั่วโมงละ 12 เหรียญ (ค่อนข้างสูงนะครับถ้าเทียบกับแผนกอื่น เพราะแผนกครัวจะไม่มีทิปครับ เนื่องจากเราทำงานอยู่เบื้องหลังครับ หากเป็น F&B หรือ เสริฟ ก็จะอยู่ที่ ชั่วโมงละ 6-8 เหรียญ ยังไม่รวมทิปครับ) หากทำงานเกิน 8 ชั่วโมงก็จะคิดเป็น OT คือชั่วโมงละ 15 เหรียญ ผมทำงานวันละ 10 ชั่วโมงครับ สัปดาห์ละ 6 วัน สรุปว่าได้ค่าตอบแทนเดือนละประมาณ 3,000 เหรียญ ถ้าคิดเป็นเงินไทยในช่วงที่ผมฝึกงาน ซึ่งค่าเงินบาทค่อนข้างสูง (ประมาณ 45 บาท ต่อเหรียญ) ก็จะเป็นเดือนละประมาณ 135,000 บาทครับ ซึ่งค่าตอบแทนนี้ยังไม่รวม เซอร์วิสชาร์จนะครับ สรุปว่าพอกลับมาเมืองไทย ผมได้เงินเก็บกลับมาหลายแสนบาทเลยล่ะครับ ซึ่งนับว่าคุ้มมาก ได้ทั้งเงิน ได้ทั้งประสบการณ์ชีวิต แถมยังได้เที่ยวไปทั่วอเมริกาเลยครับ ค่าเดินทางก็ไม่แพง ผมได้ไปทั้ง แกรนด์แคนยอน, ดิสนีย์แลนด์, ยูนิเวอร์แซล , น้ำตกไนแองการ่า, นิวยอร์ค, วอชิงตัน ดีซี ฯลฯ (พูดไม่หมดเลยครับ พอดีผมเป็นคนชอบเที่ยวอ่ะคับ ^_^ ) เป็นประสบการณ์ชีวิตที่หาที่ไหนไม่ได้อีกแล้วครับ
| ![]() | ![]() |
สำหรับในบทความก็คงพอเท่านี้ก่อนนะครับ ยังไงก็ขอขอบคุณน้องๆ ทุกคนที่อ่านบทความชุดนี้ และผมก็หวังว่าอาจจะเป็นอีกแนวทางหนึ่งให้น้องๆ ตัดสินใจ พบกันใหม่บทความหน้านะครับ




27 ความคิดเห็น
แนะนำนิยายให้ลองอ่านกันดูจ้า
http://my.dek-d.com/crhaeinng/story/view.php?id=296091
สาวพันธ์ดุจูจุ๊บหนุ่มหน้าใส
คำบรรยาย : เมื่อหนุ่มหน้าใสได้first kissของลูกสาวยากูซ่าจอมโหดจนทั้งคู่ถูกจับแต่งงานกัน แล้วจะเกิดอะไรขึ้น ขึ้น ขึ้น (echoทำเพื่อ?) มาติดตามกันดูนะค่ะ
อ่านบทความแล้ว นึกภาพออกเลย
น่าสนุกจังเลย ^^V
น่าเรียนมากๆเลย อ่านแล้วสนใจจริง
เพราะปกติชอบด้านนี้อยู่แล้ว
แต่ไม่ถนัดภาษาอังกฤษอ่ะ