สวัสดีจ้าชาว Dek-D.com จากที่เคยได้คุยกันเรื่องตารางเรียนของน้องๆ กันไปแล้ว เห็นแล้วแอบเพลียไปเหมือนกันนะคะ  เรียนกัน 7-8 คาบ เช้า-เย็น เรียนเสร็จแล้วยังมีการบ้าน รายงานให้กลับมาทำอีก ยิ่งใครเป็นเด็กกิจกรรม ต้องทำนี่นั่นอีกหลังเลิกเรียน ไม่รู้จะได้กลับบ้านกี่โมง แล้วจะได้ทำการบ้านเมื่อไหร่ แล้วจะได้นอนกี่โมงก็ยังไม่รู้!!

     แต่ถึงจะเป็นแบบนั้น หน้าที่เราก็ต้องทำทุกอย่างให้ออกมาดีที่สุด ซึ่งสิ่งสำคัญก็คือ เรื่องของการแบ่งเวลาค่ะ

     เรื่องหลักๆ ที่มีผลกับชีวิตพวกเราตอนนี้ ก็ต้องเป็นเรื่องเรียน เรื่องกิจกรรม และสิ่งที่แต่ละคนต้องรับผิดชอบกันไป เช่น การบ้าน รายงาน แต่ก็ยังต้องมีเวลาพักผ่อนด้วย เป็นตารางเวลาที่พวกเราจะต้องมาแบ่งสัดส่วนแต่ละอย่างให้พอดี ซึ่งแต่ละคนมีสูตรการแบ่งสัดส่วนเวลาต่างกันไป

      วันนี้พี่แนนมี 4 สูตรการแบ่งเวลายอดฮิต ที่พบได้บ่อยๆ ในโรงเรียนมาฝากกัน ไปดูกันว่า สูตรแบ่งเวลาของน้องๆ เป็นแบบไหน หรือต่างจาก 4 สูตรนี้!!

        สูตร1 : ทางสายกลาง 



    
[เรียน 25% กิจกรรม 25 % การบ้าน 25% พักผ่อน 25 %]

     สูตรนี้ เรียกว่า “สูตรทางสายกลาง”  คือแบ่งเวลาในทุกๆ เรื่องเท่ากัน ไม่มีโอนเอียงหรือไปทางไหนมากกว่ากัน ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด เพื่อที่จะได้บริหารจัดการได้อย่างเท่าเทียม สูตรแบบนี้ค่อนข้างได้รับความนิยมมาก เพราะว่าน้องๆ สามารถจัดการเวลาได้อย่างเหมาะสม และสามารถทำทุกอย่างได้อย่างเต็มที่ ทุกเรื่อง เนื่องจากแบ่งเวลามาแจ๋วแล้ว ทีนี้ ก็ไปทำแต่ละอย่างให้เต็มเหนี่ยวไปเลย โอกาสพลาดเรื่องใดเรื่องหนึ่งน้อยมาก

        สูตร 2 : สายเลือดกิจกรรม 


 
    
    
[เรียน 15% กิจกรรม 70 % การบ้าน 10 % พักผ่อน 5 %]

     สูตรนี้เรียกว่า “สายเลือดกิจกรรม” เพราะเทไปที่กิจกรรมกว่า 70% เรียกว่าเด็กกิจกรรมเต็มขึ้น หายใจเข้าออกเป็นกิจกรรม แล้วแบ่งให้การเรียน ที่ 15% คือ ไปโรงเรียนทุกวัน เข้าเรียนทุกคาบ แต่เข้าไปได้เรียนหรือเปล่าอีกเรื่อง (เหอๆ) แต่ปัญหาคือ เวลาทำการบ้านยังแทบจะไม่พอ พักผ่อนก็น้อย น้องๆ คนไหนที่ใช้สูตรนี้ เสี่ยงเรื่องเรียนมาก แถมยังไม่ทำการบ้าน รายงาน หรือทำได้ไม่ดี อาจโดนอาจารย์เพ่งเล็งได้นะคะ

         สูตร 3 : เรียนลิซึ่ม 



        [เรียน 60% กิจกรรม 5 % การบ้าน 20 % พักผ่อน 15 %]

     สูตรนี้ เรียกว่า “เรียนลิซึ่ม” คือภาวะหายใจเข้าออก ก็เฮ้อ...เรียน เรียน และเรียน!! เรื่องกิจกรรมรู้มาบ้างว่ามีอะไร  ถ้าไม่เป็นกิจกรรมบังคับ ก็อาจไม่ไป อาจจะเพราะไม่ถนัด ชอบเรียนมากกว่า อยู่กับหนังสือแล้วสบายใจดี แนวโน้มน้องๆ กลุ่มนี้ ถือว่าเป็นกลุ่มหัวกะทิ เรียนเก่งขั้นเทพ แต่อาจโดนบางคนมองว่าหยิ่งในบางครั้ง เพราะดูออกแนวไม่ค่อยมีส่วนร่วมกับใครเท่าไหร่


       สูต
ร 4 : ชิลล์ไว้ก่อน 


 
      [เรียน 20 % กิจกรรม 20 % การบ้าน 10 % พักผ่อน 50 %]

     สูตรนี้เรียกว่า “ชิลล์ไว้ก่อน” ถามว่าเรียนไหม ก็เรียน ทำกิจกรรมไหม ก็ทำ  การบ้านก็ทำ ไม่เคยทิ้ง แต่เน้นหนักไปที่พักผ่อนแบบเต็มที่ บางคนก็เรียกว่าเป็นสูตร “เจียมตัว” คืออยู่แบบกลางๆ แล้วขอดูอยู่ห่างๆ เน้นสบายๆ ไม่ซีเรียสดีกว่า ใครอยากให้ทำอะไรก็ทำ แต่บางทีก็อาจจะไม่ทำเลย บอกแล้วว่า ขอสบายไว้ก่อน!!

     4 สูตรที่ยกตัวอย่างมาให้ดูนี้ น้องๆ เป็นแบบไหนกันคะ แต่ละคนก็มีสูตรไม่แน่นอนตายตัว สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ แต่สูตรไหนดีที่สุด อันนี้ก็ไม่มีคำตอบที่แน่นอน  อยู่ที่ตัวน้องๆ ค่ะว่า จะจัดการแบ่งแต่ละอย่างไปที่อะไร อาจจะวัดจากความชอบ ความถนัด และความเหมาะสมกับตัวเอง ฯลฯ

     วันนี้พี่แนนก็มีตัวอย่างของการจัดการชีวิตของ พี่อาตู รัตนาภรณ์ คำมุงคุล เด็กกิจกรรมแถวหน้า ดีกรีอดีตประธานนักเรียนโรงเรียนสายปัญญาในพระบรมราชินูปถัมถ์ ที่จัดหนักทำการเรียนและกิจกรรมจนได้ดี แอดมิชชั่นติด คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมาได้!! ไปดูวิธีการแบ่งเวลาของพี่อาตูกันดีกว่าค่ะ



>> ทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด!!

     "ตอนเรียนมัธยมกิจกรรมเยอะมาก ป็นทั้งประธานนักเรียน ต้องดูแลน้องๆ ทั้งโรงเรียน แล้วก็ชอบทำค่าย ทั้งในและนอกโรงเรียนด้วย เวลามีกิจกรรมก็จะไปเป็นพี่เลี้ยงค่าย เข้าค่ายต่างๆ ส่วนตอนนี้เรียนมหาวิทยาลัย ก็มีทำกิจกรรมคณะทั่วไป  เป็นฝ่ายแสตนด์และเนื้อหางานเชียร์ของสโมสรนิสิตรัฐศาสตร์ ที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยค่ะ

     เรื่องแบ่งเวลาก็ไม่ได้ตายตัว เพราะการทำกิจกรรม คำนวณไม่ได้เลยว่าจะชนกับอะไร จะกินเวลาเรียนไหม แต่สิ่งที่ทำได้คือ ทำสิ่งที่ทำอยู่ในขณะนั้นให้ดีที่สุด อย่างเวลาเรียนในห้อง ก็ตั้งใจเรียนที่สุด เพราะเรามีเวลาน้อยกว่าเพื่อนในการอ่านหนังสือ ทบทวนบทเรียน เพราะฉะนั้นเวลาเรียนในห้องก็จะตั้งใจมากเป็นพิเศษ การบ้านตามตลอดไม่ให้ขาด เพราะเป็นคะแนนช่วยที่ดีมาก หรือให้เพื่อนช่วย แต่ไม่ได้ช่วยลอกนะ (ฮ่าๆ) แต่ช่วยตาม บอกว่ามีงานอะไรบ้าง เราจะได้ไม่ขาดส่ง

     ส่วนเรื่องกิจกรรม แม้บางกิจกรรมเราจะอยากทำมาก แต่ถ้ารู้ว่าจะกระทบงานอื่น ก็ต้องรู้จักปฏิเสธบ้าง สุดท้ายคือ เรื่องการพักผ่อน อาตูจะหาช่วงหนึ่งที่เราจะห่างกิจกรรมออกมาสักพัก วางแผนไว้ว่าช่วงนี้เราจะพัก งดทำกิจกรรม ไปทำอย่างอื่นบ้าง แล้วค่อยกลับไปทำกิจกรรมแบบเดิม

     สูตรการแบ่งเวลาก็บอกแบบตายตัวไม่ได้ว่าแบบไหนดีที่สุด ขึ้นอยู่กับแต่ละคน อาตูคิดว่าคนที่สามารถแบ่งเวลาได้ดี คือ คนที่รู้จักลำดับความสำคัญของเรื่องต่างๆ ว่าเวลาไหนควรทำอะไร อันไหนสำคัญก่อนหลัง และอีกอย่างหนึ่งคือ คนที่มีวินัยในตัวเอง บางคนชอบทำกิจกรรมมากจนไม่สามารถควบคุมตัวเองให้สนใจการเรียนได้ ถึงจะแบ่งเวลาไว้ แต่ก็ไม่มีประโยชน์

>> กิจกรรมเกินลิมิต ชีวิตเกือบแย่

     "เราทำกิจกรรมเยอะมาก ทำให้หน้าที่และความรับผิดชอบเรามากขึ้น อาจทำให้เราเอาเวลาเรียนไปทำกิจกรรม เอาเวลาพักผ่อนไปทำการบ้าน มั่วกันไปหมด อย่างที่ผ่านมา คือ ไปค่ายนอกโรงเรียนช่วงวันใกล้สอบ ซึ่งเป็นวันเรียนปกติ ก็ต้องโดดไป แล้วช่วงสอบก็รู้ๆกันว่าต้องอ่านหนังสือสอบ แล้วยังเป็นช่วงส่งงานรอบสุดท้าย ครูก็จะสั่งงานเยอะมาก รวมกับของเก่าที่ค้างอยู่อีก

     ผลคือ ขาดเรียนในช่วงนั้น ขาดเวลาทำงานส่งครู พลาดแนวข้อสอบที่ครูบอก และอ่านหนังสือไม่ทัน ต้องมาอ่านจนถึงดึกๆ ของวันที่เหลือ ทำให้นอนไม่พอ ตอบไปสอบก็เบลอมาก คะแนนสอบออกมาก็เน่าตามระเบียบ...เลยต้องกลับมาแก้ไข โดยการจำกัดเวลาว่า นี่คือช่วงสอบ งดกิจกรรมได้แล้ว"


   
>> ให้น้ำหนักแต่ละสิ่งให้เหมาะสม

     "เคล็ดลับก็ไม่มีอะไรเป็นพิเศษนะคะ ขึ้นอยู่กับการให้น้ำหนักความสำคัญของทั้งสองเรื่องให้เหมาะสม ว่าช่วงเวลาไหนเราควรให้น้ำหนักที่การเรียนมากกว่า ช่วงเวลาไหนเราสามารถทำกิจกรรมที่เราชอบได้อย่างเต็มที่ อย่างเช่นช่วงเปิดเทอม กิจกรรมที่ทำก็ควรจะเป็นเวลาที่ว่างจากช่วงเวลาเรียนปกติ อย่างเช่น เสาร์-อาทิตย์ หรือ ตอนเย็นหลังเลิกเรียน

     แต่ถ้าเป็นช่วงปิดเทอม เราก็สามารถทำกิจกรรมได้อย่างเต็มที่ สิ่งที่สำคัญคืออย่าให้การเรียนเสียเป็นอันขาด การทำกิจกรรมเป็นสิ่งที่ดี ดังคำที่ว่า “การศึกษาทำให้คนมีงานทำ แต่กิจกรรมทำให้คนทำงานเป็น” แต่ถ้าหากเราเอาแต่ทำกิจกรรมแล้วไม่สนใจศึกษาเล่าเรียนให้ดี..เราก็อาจจะเป็นคนที่ทำงานเป็น แต่ไม่มีงานทำก็เป็นได้ค่ะ.... "

     แล้วสูตรการแบ่งเวลาของน้องๆ ชาว Dek-D.com หล่ะคะ เป็นยังไงกันบ้าง เป็นแบบ 1 ใน 4 สูตรนี้หรือเปล่า หรือใครมีสูตรเจ๋งๆ แบบอื่น ลองมาบอกให้พี่แนนฟังบ้างนะคะ โย่วๆ!!







พี่แนน
พี่แนน - Columnist พี่ใหญ่ฝ่ายกิจกรรมด้านการศึกษา และฝ่ายดูแลสุขภาพจิตของน้องๆ ในทีมให้เป็นปกติ

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

93 ความคิดเห็น

กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
Kim_Heechul-Sarang Member 30 เม.ย. 54 13:56 น. 15
ดูปุ๊ปรู้ปั๊ปเลยอะ
สูตร2 ฮ่าๆๆ
เลือดเด็กกิจกรรมค่ะ ดนตรีไทยล้วนๆเลย อะไรที่ไม่้ต้องเรียน เราเอาหมด

แต่ว่าเข้าเรียนทุกคาบจริงๆ ฮะๆๆ



แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 30 เมษายน 2554 / 13:51
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
Lancelot 30 เม.ย. 54 15:35 น. 17
ของผม

เรียน 10%
กิจกรรม 60%
การบ้าน 5%
พักผ่อน 25%

ประมาณว่ากิจกรรมในร.ร.ทุกอย่างต้องมีผมอยู่ด้วยทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง
การบ้านก็ลอกเขาอย่างเดียว-*-
เรียนเฉพาะวิชาที่ถนัด
กลับมาบ้านนอน+เที่ยวลูกเดียว-*-
เกรดก็เลยได้แค่ 2.13 T_T (เกือบ 1.00 แล้วเรา)
0
กำลังโหลด
เดก สป 30 เม.ย. 54 16:43 น. 18
เอิ่ม..........

สูตร 4 นี่ ใช่เลย

แต่เราเป็นแบบนี้มากกว่า

เรียน 20%

พักผ่อน 20%

กิจกรรม 20%

การบ้าน 20%

กิน 20%

หุหุ 555+
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด