สวัสดีจ้าชาว Dek-D.com เวลาน้องๆ เขียนรายงาน เขียนเรียงความ เคยรู้สึกตันๆ บ้างไหมคะ? ไม่รู้ว่าจะเขียนยังไงให้น่าอ่าน หรือจะใช้ภาษายังไงให้ออกมาเป็นทางการ บางทีก็ใส่น้ำเยอะ วนไปวนมา เนื้อหานิดเดียว หรือบางทีเราก็ติดภาษาพูด ไปใช้ในงานเขียน ซึ่งตรงนี้น้องๆ หลายคนเจอแบบเดียวกันเยอะมาก

      จากหนังสือ "ฉลาดคิด คิดอย่างคนฉลาด How to be a Brilliant Thinker " สำนักพิมพ์บิสคิต บอกไว้ถึงเรื่องนี้ไว้ว่า จุดอ่อนที่น้องๆ มองข้ามไป คือเรื่องของทักษะภาษา ที่ไม่ได้ให้ความสำคัญเท่าที่ควร  คือพออ่านได้ เขียนได้ พูดได้ ก็ไปทำอย่างอื่นซะอย่างงั้น ไม่ได้พัฒนาทักษะพวกนี้ต่อไป  

      อ่านไปอ่านมา เลยได้แนวคิดดีๆ ในด้านการพัฒนาทักษะภาษาสุดเจ๋งของมา 5 ข้อที่ต้องลองไปใช้กันดู มีอะไรบ้างหล่ะ?




      1.ใช้พจนานุกรม-พจนานุกรมคำเหมือน

        อย่างน้อย น้องๆ  ต้องมีพจนานุกรมกันคนล่ะ 1 เล่ม ใช้ไหมคะ ในหนังสือ เค้าแนะนำเลยว่า ลองใช้พจนานุกรมทุกครั้งที่น้องๆ เจอคำศัพท์ใหม่ๆ หาความหมาย หรือดูการสะกดคำที่น้องๆ ไม่แน่ใจ ส่วนพจนานุกรมคำเหมือน ก็เอาไว้ใช้หาคำอื่นที่มีความหายเดียวกัน หรือใกล้เคียงกัน จะได้ไม่ต้องใช้คำซ้ำ กลายเป็นมีแต่น้ำไป

     น้องๆ คงเคยตันเวลาเขียนกันใช่ไหมคะ อย่างบางทีเขียนคำนี้ไปแล้ว แต่อยากจะใช้อีก แต่ก็ดูฟุ่มเฟือย ซ้ำ กลัวคนอ่านจะเบื่อ ก็ลองหาคำที่ึความหมายใลก้เคียงกันดูจากพจนานุกรมคำเหมือนดูได้ค่ะ จะได้สื่อได้ตรงตามที่ต้องการ และความหมายสละสลวยขึ้นด้วย

     2.อ่าน อ่าน อ่าน!!

        น้องๆ ต้องหัดอ่านให้มากขึ้น ในหนังสือเค้าแนะำมาเลยว่างานเขียนดีๆ ของนักเขียนดีๆ ไม่ว่าจะเป็นนิยาย หนังสือสารคดี บทความนิตยสาร หนังสือพิมพ์ หรือลองไปอ่านกลอน อ่านกวีบ้าง จะทำให้น้องๆ ได้เห็นศัพท์ใหม่ ไ้ด้เห็นการเขียนที่หลากหลายอีกด้วยค่ะ
  
     อย่างพี่แนนเอง ชอบอ่านนิยายมากหน่อย ก่อนจะมาอ่านหนังสือวิชาการ ก็ทำให้เห็นว่า แนวการเขียนของเรา บางทีก็แอบติดสำนวนนิยายมาซะเยอะ เพราะพอลองไปอ่านพวกหนังสือวิชาการแล้ว จะรู้เลยว่า สไตล์ต่างกันมาก (น้ำไม่ค่อยมี แหะ)

    3.ศึกษาคำใหม่

       เรื่องนี้ ในหนังสือให้ตัวอย่างคำศัพท์ดีๆ มาด้วยค่ะ อย่าง การลองใช้พจนานุกรมในการศึกษาคำรากศัพท์ไปด้วย เช่น คำว่าภาษาศาสตร์ (philology) ซึ่งหมายถึงศาสตร์แห่งภาษาและประวัติการพัฒนาของภาษา มาจากคำภาษากรีกโบราณว่า philos หมายถึง "เพื่อน" และคำภาษากรีก logos ซึ่งหมายถึง "ถ้อยคำ" ดังนั้นรากศัพท์ของคำว่า philology จึงหมายถึง "ความรักในถ้อยคำ" ซึ่งถ้าดูในพจนานุกรม น้องๆ ก็จะได้เห็นคำอื่นไปด้วย เช่น "การรักเพื่อนมนุษย์ (philanthropy)" "การสะสมแสตมป์ (philately)"
 
     หรือน้องๆ จะลองจากคำศัพท์ที่เห็นกันบ่อยๆ อย่างคำว่า port มีความหมายว่า ขนส่ง พอไปรวมกับคำอื่น ก็มีึความหมายใหม่ เช่น  คำว่า import  ก็มาจาก im (ข้างใน) ก็แปลว่า นำเข้ามา ก็คือ สั่งสินค้าเข้ามา หรือคำว่า export ก็มาจาก ex (ข้างนอก) ก็แปลว่า ขนออกไป ก็คือการส่งสินค้าออกนั่นเอง


     4.เขียน เขียน เขียน!!

        - สิ่งที่เราเขียนสื่อความหมายที่เราต้องการหรือเปล่า?

        - คนอ่านจะเข้าใจอย่างชัดเจนไหม?

        - เราทำให้มันดูกระชับหรือถูกต้องกว่านี้ได้ไหม?

        ในหนังสือแนะนำว่า ให้เราลองตอบ คำถาม 3 ข้อนี้ดูนะคะ ว่าเราสามารถตอบได้หรือเปล่า อย่างเวลาพี่แนนจะเขียนอะไรแต่ละอย่าง ก็ต้องคิดตามที่หนังสือแนะนำมาหล่ะค่ะ ถ้าตอบไม่ได้ พี่แนนก็ต้องเขียนใหม่ จนกว่าจะตอบคำถามได้ ซึ่งส่วนใหญ่ ปัญหาก็คือ พี่แนนเข้าใจ แต่ไม่รู้ว่าคนอ่านจะเข้าใจหรือเปล่า เพราะฉะนั้นเวลาเขียนเสร็จ ก็ต้องลองเอาไปให้คนอื่นลองอ่านดู ถ้าคนอ่านเข้าใจตรงกับที่เราต้องการสื่อ ก็เรียบร้อย ผ่านได้ค่ะ

     5.สำรวจการพูดตัวเอง

        เรื่องการพูดก็สำคัญนะคะ เมื่อน้องๆ ปรับปรุงทักษะภาษาในส่วนการเขียน การอ่านแล้ว การพูดน้องๆ ก็สามารถปรับปรุงให้ดีขึ้นได้นะคะ จะได้พร้อมเวลาไปรายงานหน้าห้อง ไปพูดต่อหน้าคนมากๆ เช่น ลองอัดวิดิโอคลิปตัวเองตอนพูด แล้วลองมาดูกันว่าเรามีส่วนผิดพลาดตรงไหนบ้าง

        พออัดวิดิโอเสร็จแล้วเอามาดู บางทีเราก็จะได้เห็นอะไรแปลกๆ จากตัวเราด้วยนะคะ อย่างการพูดติดคำประหลาดๆ อย่างพี่แนน อาจจะติดคำว่า "เอ่อ.." บางคนก็ติดคำอื่น เช่น "ก็ๆ" "อย่างเช่น"  "คือ" ฯลฯ ซึ่งจะกลายเป็นบุคลิคที่ไม่ดี เป็นสิ่งที่เราต้องปรับปรุงต่อไปค่ะ
       
       

     5 วิธีนี้ น้องๆ ลองนำไปใช้ปรับปรุงทักษะด้านภาษาของน้องๆ กันดูนะคะ ใครอ่อนจุดไหน ก็ลองแก้ไขกันดู คราวนี้ เวลาต้องใช้ทักษะด้านการเขียนขึ้นมา ก็ไม่กลัวอีกแล้ว ทั้งรายงาน บทความ การพูดหน้าชั้น ฯลฯ เข้ามาเล้ย!!

     ก่อนไป น้องๆ มีทักษะการใช้ภาษากันแค่ไหน ในหนังสือฉลาดคิด คิดอย่างคนฉลาด มีแบบทดสอบง่ายๆ มาถามน้องๆ กันท้ายเล่มด้วยค่ะ




     ชาว Dek-D.com ได้กันคนละกี่คะแนนคะ  พี่แนนเองก็ต้องไปฝึกทักษะเพิ่มเติมเหมือนกัน กลัวจะเขียนไม่ดี น้องๆ ไม่ชอบกัน ฮ่าๆ ว่าแต่ใครมีวิธีฝึกแบบไหนอีก อย่าลืมมาแบ่งกันบ้างนะคะ!!

   หมายเหตุ : ขอขอบคุณหนังสือ"ฉลาดคิด คิดอย่างคนฉลาด How to be a Brilliant Thinker " สำนักพิมพ์บิสคิต ไว้ ณ ที่นี้ด้วยค่ะ
   





ข้อมูลอ้างอิง : หนังสือ ฉลาดคิด คิดอย่างคนฉลาด How to be a Brilliant Thinker
สนพ.บิสคิต

 

พี่แนน
พี่แนน - Columnist พี่ใหญ่ฝ่ายกิจกรรมด้านการศึกษา และฝ่ายดูแลสุขภาพจิตของน้องๆ ในทีมให้เป็นปกติ

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

49 ความคิดเห็น

สมุกเล่มเล็ก Member 7 พ.ค. 54 03:49 น. 1

บ่อยมากกกเวลาเล่าเรื่องให้เพื่อนฟัง
"แบบว่า" "อะไรอย่างเนี้ย" "ใช่ปะ"
คงต้องลองฝึกแล้วแหละ

0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
KAMGENG Member 7 พ.ค. 54 17:39 น. 10
 แค่แต่งนิยายในเว็บเด็กดีก็ได้ฝึกแล้วค่ะ 555
ถึงกับเปิดพจนานุกรมควบคู่ เพราะเป็นคนไม่ชอบใช้ภาษาวิบัติ ;P
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
Kim_Heechul-Sarang Member 8 พ.ค. 54 01:44 น. 17
ช่วงปิดเทอมเพื่อนโทรศัพท์มา...แล้วเพื่อนบอกว่า
เดี๋ยวนี้แกติดคำว่า "ก็แบบ" มากไปนะ สัมภาษณ์ระวังนะเว้ย
ขอบคุณเพื่อนมากที่อุตส่าห์บอก ตอนเม้าท์กับเพื่อนนี่ ตั้งสติตลอดเวลา
รู้เลยว่าเรากำลังจะพูดคำว่า ก็แบบ อีกแล้ว ก็ตัดคำนั้นออกไปเลย สักพักเริ่มไม่ค่อยพูดก็แบบแล้ว
แค่ว่าก็มีหลุดๆมาบ้างนิดๆหน่อย ตอนนี้ไม่น่าจะเป็นแล้ว...มั้ง
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด