|
เป็นธรรมดาของวัยเรียนอย่างเราๆ ที่มักจะขี้เกียจเรียน ติดทีวี นอนตื่นสาย การบ้านไม่ทำ ความจำสั้น ปั่นการบ้านตอนเช้า โอ๊ยย..พอๆๆ เดี๋ยวจะยาวกว่านี้ ฮ่าๆ สิ่งเหล่านี้เป็นนิสัยเสียๆ ของวัยเรียนที่แก้กันยากเหลือเกินและไม่มีใครไม่เคยเป็น แต่พฤติกรรมที่ว่ามานี้สามารถเปลี่ยนเป็นเรื่องสร้างสรรค์ได้นะ ถ้าน้องๆ คิดจะปฏิบัติตามที่พี่มิ้นท์จะบอกต่อไปนี้

1) คำว่า "เดี๋ยว" พูดได้ แต่ไม่ใช่กับการอ่านหนังสือ คำว่า "เดี๋ยว" เหมือนเป็นคำปฏิเสธหรือเป็นคีย์เวิร์ดที่บอกนัยๆ ว่า ฉันไม่ทำหรอก หรือ ยังไม่อยากทำตอนนี้ เป็นการผัดวันประกันพรุ่งไปเรื่อยๆ และคนเราก็มักจะติดคำว่า "เดี๋ยว" จนเป็นคำฮิตติดปากที่เลิกยากจริงๆ ซึ่งพี่มิ้นท์ก็ไม่ได้มาบอกให้น้องเลิกค่ะ แต่แค่ให้ "เปลี่ยน" ไปใช้ในทางสร้างสรรค์ เช่น จากเดิมที่บอกว่า "เดี๋ยว" ค่อยอ่านหนังสือละกัน ขอไปดูซีรีย์เกาหลีก่อน ก็เปลี่ยนเป็น เดี๋ยวค่อยดูซีรีย์เรื่องนี้ละกัน ขอไปอ่านหนังสือก่อน หรือ ละครคืนนี้ เดี๋ยวค่อยไปหาดูย้อนหลังในยูทูปละกันเนอะ เป็นไงคะ เรายังพูดเดี๋ยวได้เหมือนเดิม แต่สร้างสรรค์และเป็นประโยชน์ต่อการเรียนขึ้นเยอะเลย
2) วาดรูปเล่นตอนครูสอนหรอ?? วาดไปสิ แม้จะไม่ได้วาดเก่งเป็นเด็กศิลป์ แต่งานอดิเรกอย่างนึงระหว่างเรียน ก็คือ การขีดๆ เขียนๆ วาดสารพัดตัวการ์ตูนลงในหลังสมุด ฮั่นแน่ะ!! อย่าบอกนะว่าไม่เคยทำ สิ่งเหล่านี้อาจทำให้ชั่วโมงเรียนไม่น่าเบื่อ หรือไม่หลับตอนเรียน แต่ก็เป็นอุปสรรคในการเรียนค่ะ เพราะจะทำให้น้องๆ ไม่สนใจฟังที่ครูสอน (เพราะในชีวิตจริง แค่คิดจะวาดรูปเล่นในชั่วโมงเรียนก็แสดงว่าไม่อยากฟังอาจารย์แล้ว) แต่ถ้าน้องๆ เปลี่ยนจากการนั่งวาดรูปเล่นๆ มาวาดอะไรที่เป็นจริงเป็นจังมากขึ้น เช่น ฟังครูสอนแล้ววาดรูปแทนการจด วาดให้ออกมาเป็นเรื่องราว ซึ่งภาพยังมีส่วนช่วยให้การจำดีขึ้นด้วย เห็นมั้ย...จากอุปสรรคในการเรียน กลายมาเป็นเรื่องสนุกสุดสร้างสรรค์ในการเรียนได้แล้ว แถมเราก็ยังทำในสิ่งที่ชอบในการเรียนได้เหมือนเดิม
|

|
3) ลอกการบ้าน ลอกงานตัวเอง ดูยังไง้ ยังไงก็ไม่ใช่เรื่องสร้างสรรค์เนอะ แต่เชื่อพี่มิ้นท์เถอะ ว่าสามารถเป็นเรื่องสร้างสรรค์ได้ แต่เอานิสัยการช่างลอกมาลอกเลคเชอร์ในชั่วโมงเรียน มาลงสมุดเล่มใหม่ พูดง่ายๆ ก็คือ กลับมาเขียนใหม่ ให้อ่านง่ายกว่าเดิม หรืออาจจะย่อใหม่ทำสัญลักษณ์ต่างๆ ให้ดูดีขึ้น ถือเป็นการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ และยังมีประโยชน์มากๆ ตอนจะสอบอีกด้วย เพราะว่าได้อ่านเนื้อหาในสมุดที่จดมาแบบสวยงาม ไม่ต้องมาปวดหัวตอนอ่านยังไงล่ะ
4) เปลี่ยนความคิดแง่ลบให้เป็นบวก จากที่เคยคิดว่า "ไม่ทำงาน/ไม่อ่านหนังสือแล้วโดนหักคะแนน" เป็น "ทำการบ้าน/อ่านหนังสือ แล้วจะสอบได้คะแนนดี แอดติด ฯลฯ" สองความคิดนี้ได้ผลลัพธ์ที่เหมือนกันคือ การบ้านเสร็จหรือ ได้อ่านหนังสือตามที่คิด แต่คุณภาพของงานแตกต่างกัน เพราะถ้าเราคิดแค่ว่า ไม่ทำงานแล้วคุณครูดุ ก็เลยต้องทำงานส่ง ครูจะได้ไม่ดุ งานออกมาจะเป็นยังไงก็สนใจ ขอแค่เสร็จก็พอ มันจะต่างจากการคิดว่า ทำแล้วจะได้คะแนนดี ครูชื่นชม หากคิดในแง่นี้ได้ เราก็จะทำงานสุดฝีมือ ตั้งใจทำมากกว่าเก่า เพราะมีเป้าหมายรออยู่ข้างหน้านั่นเอง ดังนั้น นิสัยเสียๆ ที่มักคิดเพื่อทำงานส่งๆ ก็เปลี่ยนมาเป็นคิดสร้างเป้าหมายเพื่อให้ทำงานหรืออ่านหนังสืออย่างเต็มความสามารถดีกว่านะ
นี่ก็เป็นเพียงตัวอย่างเล็กน้อยที่น้องๆ สามารถเอาไปประยุกต์กับนิสัยเสียอื่นๆ ได้ ทุกอย่างมันมีสองด้านเสมอ เพราะฉะนั้นนิสัยด้านลบที่ส่งผลเสียต่อการเรียน มองอีกด้านมันก็มีด้านดีอยู่ด้วยเช่นกัน เหมือนที่พี่มิ้นท์แนะนำมา ส่วนนิสัย "ขี้เกียจ" เนี่ย ก็ไม่รู้ว่าจะเปลี่ยนยังไง สุดท้าย คงบอกได้แค่ว่าเปลี่ยนตัวเอง ให้ขี้เกียจในเรื่องอื่นแทน เอ๊ะ..แต่ก็ไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุด เอาเป็นว่า "เลิกขี้เกียจ" ไปเลยดีที่สุดค่ะ

|
53 ความคิดเห็น
ชอบจังความคิดแบบนี้
เป็นคำแนะนำที่ดีมาก ๆเลยคะ แต่ทำไมมันยากเหลือเกินที่จะทำ
ตรงเราเลยอ้า
ปวดหัวกะคณิตมากเลยอ่ะ