สวัสดีจ้าชาว Dek-D.com หลังจากหลายโรงเรียนโดนเลื่อนเปิดเทอม ตอนนี้ก็ได้เวลาเปิดเทอมกันสักที คราวนี้ก็จะได้ไปเจอเพื่อนๆ เจออาจารย์ที่คิดถึงกันสักที แล้วก็จะได้เรียนกันจริงๆ สักที (แม้จะต้องเพิ่มเวลาเรียนเพิ่มก็เถอะ เหอๆ) แต่พี่แนน ที่ไม่มีวันปิดเทอมเหมือนน้องๆ (ฮ่าๆ) ก็ยังมีเรื่องสนุกๆ ในรั้วโรงเรียนมาเล่าให้ฟังกันอีกเช่นเคยค่ะ กับ 10 เรื่องควรรู้ ซึ่งวันนี้เป็นคิวของโรงเรียนหญิงล้วนที่เก่าแก่โรงเรียนหนึ่งของไทยเลย นั่นก็คือ โรงเรียนราชนีบน ค่ะ ซึ่งพี่แนนได้คุยกับ น้องหนูนา ชนกสุดา วงศ์วิเศษ ชั้น ม.4/1 เเผนวิทย์-คณิต RB 84 ที่มาเล่าเรื่องเด็ดๆ สนุกๆ ในโรงเรียนให้ฟัง ว่าแล้วก็ไปดูกันเลยว่า มีเรื่อง 1. มีถนนผ่าโรงเรียนเป็นสองฝั่ง - โรงเรียนอื่นๆ อาจจะมีหลายตึกได้ ตึกเหล่านั้นอาจจะแยกกันได้ แต่เชื่อไหมว่ามีแค่โรงเรียนเราโรงเรียนเดียวแน่ๆ ที่มีถนนเขียวไข่กาผ่าครึ่ง โรงเรียนเป็นสองฝั่ง “ขาดกัน” อย่างชัดเจน และสองฝั่งของโรงเรียนก็มีกำแพงแยกกันอย่างแน่นหนา หนทางเดียวที่จะข้ามไปหากันคือประตูหน้าที่มีพี่ๆ รปภ.ควบคุม กับสะพานลอยที่เชื่อมระหว่างโรงเรียนกับโรงเรียนเท่านั้น ช่วงเช้าและช่วงหลังเลิกเรียน ถนนเขียวไข่กาจะ “รถติดม๊ากกกมาก” เป็นประวัติศาสตร์ชาติไทยแต่สมัยอยุธยา ส่วนเวลานอกจากนั้นถนนจะโล่ง กว้าง ไม่มีรถวิ่งเลย 2. พระรูปเจ้าฟ้าวไลย์อลงกรณ์ - ลานหน้าโรงเรียนจะเป็นที่ประดิษฐานของพระรูปสมเด็จเจ้าฟ้าวไลย์อลงกรณ์ กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธร ผู้ก่อตั้งโรงเรียนราชินีบน นักเรียนทุกคนที่นี่จะถือว่าพระรูปเจ้าฟ้าศักดิ์สิทธิ์มากๆ ค่ะ ทุกวันจะมีเวรผลัดเปลี่ยนกันมาถวายดอกไม้ที่หน้าพระรูปตอนเข้าแถว รวมถึงคุณครูที่มักจะซื้อดอกไม้ พวงมาลัย และสร้อยไข่มุกที่เจ้าฟ้าฯ ทรงโปรดมาถวายเสมอๆ เวลาที่นักเรียนมีเรื่องอะไรก็จะมักจะมาขอพรกับเจ้าฟ้าค่ะ โดยการนำพวงมาลัยไปกราบเจ้าฟ้างามๆ พร้อมกับขอพร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องขอให้ผ่านอุปสรรคไปได้ ขอให้สอบผ่าน ขอให้กีฬาสีปีนี้ชนะ ขอให้เอนท์ติด เมื่อมีสมหวังได้พรกันก็มักจะกลับมาไหว้อีกรอบ ถ้าเป็นการแข่งขันกีฬาสีก็มักจะวิ่งรอบๆ ลานพระรูปเป็นการเฉลิมฉลองและสร้างความสามัคคีในหมู่คณะ จะว่าไปก็มีเรื่องจะเมาท์เรื่องนึง! เนื่องจากนักเรียน ม.ปลายทุกห้องเรียนจะต้องมาเข้าแถวที่หน้าเสาธงในวันที่ฝนไม่ตก เวลาประมาณแปดโมงตรงในวันอากาศดี ลานพระรูปจะร้อนมากกก!!! และคุณครูฝ่ายปกครองก็จะลากตัวเพื่อนๆ ที่บังอาจคุยในแถวออกมาทำโทษให้ตากแดดที่ลานพระรูป นอกจากจะร้อนแล้วยังอับอายอีกด้วย 555 3. โรงเรียนพี่-โรงเรียนน้อง - หลายคนมักจะจำสับสน ระหว่างโรงเรียนของพวกเรา “ราชินีบน” ที่สี่แยกบางกระบือ กับโรงเรียน “ราชินี” ที่อยู่ถนนมหาราช ปากคลองตลาด ว่ามีความเกี่ยวของกันยังไง?? ทำไม๊ทำไมจะต้องมาชื่อคล้ายกันด้วย? จริงๆ แล้วโรงเรียนทั้งสองเป็นโรงเรียนพี่โรงเรียนน้องกัน โรงเรียนราชีนี ก่อตั้งก่อน โดยพระราชมารดาของสมเด็จเจ้าฟ้าวไลย์ฯ ค่ะ ส่วนโรงเรียน “ราชินีบน” ของหนูนานั้นก่อตั้งขึ้นทีหลัง แต่ที่ได้ชื่อ “ราชินีบน” เพราะว่าโรงเรียนหนูนาตั้งอยู่ทางเหนือของแม่น้ำเจ้าพระยามากกว่านั่นเอง ประเด็นต่อมาที่มักจะสับสน คือ เด็กสองโรงเรียนนี้ต่างกันตรงไหน? เป็นคำถามที่ยอดฮิตเวลาพวกเราสองโรงเรียนออกงานพร้อมๆ กัน เพราะว่าใช้เครื่องแบบเดียวกัน กฎระเบียบของทรงผมก็เหมือนกัน แต่สำหรับพวกเราสองสถาบันแล้วจะแยกกันไม่ยากหรอกค่ะ หนึ่ง คือ สีกระโปรง โรงเรียนราชินีบนของหนูนาใช้สีกรมท่า แต่ว่าโรงเรียนราชินีใช้สีน้ำเงิน กับสอง คือ คอซอง โรงเรียนราชินีบนจะใช้คอซองสำเร็จรูป แต่โรงเรียนราชินีจะใช้คอซองผูกเอง ถึงแม้ว่าเราสองโรงเรียนจะเป็นโรงเรียนพี่โรงเรียนน้องกัน แต่ก็ไม่ได้ชอบใจหรอกนะคะที่จะโดนทักผิดสถาบันกันบ่อยๆ 5555 ทุกปี พี่ๆ ม.6 จะมีการจัดสานสัมพันธ์ระหว่างสองโรงเรียนขึ้น โดยสลับกันเป็นเจ้าภาพแต่ละปี (ถ้าจำไม่ผิดปีเลขคี่ ราชินีเป็นเจ้าภาพ ปีเลขคู่ ราชินีบเป็นเจ้าภาพ) ก็จะมีการจัดแข่งขันกีฬา ร้องเพลง สุดแล้วแต่จะงัดความเจ๋งออกมาแข่งกัน นอกจากนั้นก็จะมีการพาชมโรงเรียน ส่วนมากโรงเรียนราชินีบนมักจะใส่ชุดแดง และโรงเรียนราชีนีมักจะมาเยี่ยมพวกเราในชุดชมพู น่ารักเนอะ 4.ร้านแพนเค้กที่ดังที่สุดในโรงเรียน - นาทีนี้เด็กราชินีบน ไม่ว่ากี่รุ่นต่อกี่รุ่นก็ต้องรู้จักร้านนี้ค่ะ "ร้านพี่นุ" ซึ่งตั้งขายอยู่ข้างๆ กำแพงโรงเรียน พี่นุตั้งขายตั้งแต่เช้า สำหรับใครก็ตามที่ยังไม่ได้กินข้าวเช้าก็จำเป็นจะต้องฝากท้องไว้กับแพนเค้กของพี่นุ บางทีมีการซื้อไปฝากกันกินต่อในห้องเรียน แพนเค้กจากร้านพี่นุ อาหารเช้าของสาวๆ RB ขนมที่พี่นุขายมีตั้งแต่แพนเค้กธรรมดา แบบกรอบๆ วาดเป็นการ์ตูน ห่อกล้วย ห่อเยลลี่ ไส้กรอกผัดใส่นมเนยน้ำตาลไข่ ช็อคโกแลต ซอสพริก ซอสมะเขือเทศ พริกไทย แล้วแต่จะมิกซ์แอนด์แมตช์กันตามสะดวก พี่นุใจดีมากๆ อีกจุดหนึ่งที่ทำให้ร้านแพนเค้กร้านนี้ดังเพราะว่าพี่นุจำชื่อเด็กๆเก่งมาก เคยซื้อกินเมือสมัยประถมแล้วไม่ได้กินนาน กลับมาซื้ออีกทีตอน ม.ปลายแล้วพี่นุแกยังจำได้!!! นอกจากจะอร่อยแล้วยังให้ความรู้สึกที่เป็นกันเอง ไม่ว่าศิษย์เก่ารุ่นไหนๆ ก็ต้องเคยกินแพนเค้กร้านนี้แน่นอน~!! 5.การเข้าห้องประชุมสัปดาห์ละครั้ง!! - ใครเกิดเป็นนักเรียนโรงเรียนราชินีบนจะรู้สึกชีวิตเหนื่อยมาก (ขนาดนั้น??) เพราะการเข้าห้องประชุมจะต้องเข้าถึงสัปดาห์ละครั้ง ซึ่งจะมีกิจกรรมดังต่อไปนี้คือ - การสวดมนต์ - พบฝ่ายปกครอง รายการอบรมบ่มนิสัย และทำโทษ (อันนี้ชอบมาก รู้สึกเป็นสีสัน) - ฝึกร้องเพลง (อันได้เเก่เพลงประจำโรงเรียนเเละสรรเสริญพระบารมี ) ภายในห้องประชุมทุกสิ่งทุกอย่างจะเป็นสีเขียวมุกพราะว่าเป็นสีที่สมเด็จเจ้าฟ้าฯ ทรงโปรด ภายในหอประชุมก็ยังมีพระรูปเจ้าฟ้าอีกด้วย คุณครูจะต้องเตือนทุกครั้งให้ก้มกราบ สำหรับเด็กโรงเรียนราชินีบนการได้ทำกิจกรรมในห้องประชุมถือว่าเป็นอะไรที่ท้าทาย โชว์ไม่เจ๋งจริงอาจจะโดนโห่ได้ (ปานนั้น) เพราะเวทีนี้เป็นเวทีที่ใหญ่และศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของโรงเรียนแล้ว หอประชุมวไลย์อลงกรณ์จะเป็นหอประชุมที่ทางโรงเรียนใช้ต้อนรับแขก จัดการแข่งขัน ตลอดจนการแสดงใหญ่ๆ ทั้งหมดค่ะ การได้เข้าห้องประชุมสัปดาห์ละครั้ง สำหรับหนูนาแล้วถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ติดตราตรึงใจมาก! เคยคิดจะหนีเข้าห้องประชุมตั้งแต่สมัย ป.4 จนตอนนี้ยังไม่เคยทำสำเร็จซักครั้ง!! โดยเฉพาะวีคไหนที่เป็นคิวสวดมนต์จะรู้สึกว่าเวลาช่างผ่านไปช้าเหลือเกินน ในเวลาพักลางวันของวันพฤหัส พวกเราเด็ก ม.ปลายจะกินข้าวกันอย่างขวัญผวา รอเสียงระฆังที่จะดัง เป๊งๆๆๆๆๆๆ ให้รีบกินข้าวอย่างไวที่สุด เพื่อรีบต่อแถวเข้าห้องประชุมกันอย่างเร่งด่วน ไม่ว่ากับข้าวมื้อนั้นจะเป็นแกงเผ็ด เป็ดย่างหรืออะไรก็ตามแต่ มันจะต้องเคลื่อนลงกระเพาะอย่างเร็วที่สุดเช่นกัน ~! ภาพระฆังโบราณที่เป็นสัญญาณเรียกเข้าหอประชุม ม.ปลายเป็นอีกระดับชั้นที่จะโดนตำหนิเรื่องเข้าห้องประชุมช้าแทบทุกสัปดาห์ (ก็คนกำลังกินอ่ะ!! ถึงแม้ว่าช่วงหลังพวกเราจะไม่ค่อยสะทกสะท้านกับเสียงระฆังเท่าไหร่แล้ว ฮ่าๆ) 6.สุพรีมสามเสน และ ไฮมอลล์สามเสน - ใครที่เพิ่งมาแถวนี้ครั้งแรกอาจจะนึกว่าแบบ “โอ้โห้ ห้างของโรงเรียนหรือเปล่าว?” เพราะว่าหลังเลิกเรียนพวเราสาวๆ ราชินีบนมักจะมาชอปปิ้ง (ไม่มีไรให้ชอบเล๊ยยย) กับรอคุณพ่อคุณแม่มารับแถวๆ นี้ หลังเลิกเรียนจะเห็นนักเรียนในเครื่องแบบเดินกันทั้งสองห้างสรรพสินค้า เหมือนราชินีบนเป็นเจ้าถิ่นคุมอย่างแท้จริง!!!! ถึงแม้ว่าไฮมอล์จะเป็นห้างเล็กๆ ที่มีแค่สองชั้น อาคารค่อนข้างเก่าเพราะเปิดมาหลายปีแล้ว แต่เชื่อขนมกินเลยค่ะว่าเด็ก RB ทุกซอก ทุกมุม ทุกร้าน ลานจอดรถด้านหลังที่ติดกับแมคโคร สามเสนก็เป็นรถของผู้ปกครองโรงเรียนกว่าครึ่ง (ต้องขอบคุณแมคโครที่เอื้ออำนวยมา ณ จุดนี้ ^ ^) ห้างเปิดใหม่อีกห้างหนึ่งที่ไม่พูดถึงคงไม่ได้ สุพรีมสามเสน!!! คราวนี้ใหญ่ขึ้นมาจากไฮมอลล์เล็กน้อย ต้องเดินข้ามสะพานลอยกันไปอีกนิดนึง ถ้าเทียบระดับความนิยมแล้วสำหรับเด็กโรงเรียนราชินีบนไม่ค่อยได้เดินสุพรีมกันเท่าไหร่ จากเหตุผลหลายๆประการที่ทำให้หลายคนไม่ค่อยชอบที่นี่ เปอร์เซ็นการเดินสุพรีมของเด็กๆ RB จึงน้อยกว่าไฮมอล์มาก ดังนั้นหลักเลิกเรียน เด็ก RB จึงไม่ค่อยได้เดินกันมาก มักใช้เป็นจุดนัดพบหรือมาดูหนังในวันแต่งไปรเวท แน่นอนค่ะว่าทั้งสองห้างมักจะมีครูเวรไปแอบเดินดูความเป็นระเบียบเรียบร้อยและความปลอดภัยของนักเรียนบ่อยๆ (ฮ่าๆ) 7. โรงเรียนหญิงล้วนที่ไม่มีสนามหญ้า - เป็นเรื่องอาภัพจริงๆ เป็นเพราะว่าโรงเรียนราชินีบนเป็นโรงเรียนหญิงล้วน และผู้หญิงก็ไม่นิยมเล่นกีฬากลางแดดกัน โรงเรียนของหนูจึงมีสนามหญ้าอันปะติ๋ว!!! แต่เวลาเล่นกีฬากันไม่มีปัญหา เพราะว่าโรงเรียนมีโรงยิมลอยฟ้าถึงสามแห่ง เรียกได้ราชินีบนให้กำเนิดผู้หญิงไม่ทนแดด แต่ทนร้อนกันทั้งโรงเรียน! สนามหญ้าที่โรงเรียนจะแบ่งเป็นสองฝั่ง ฝั่งหนึ่งจะเป็นส่วนของสวนพฤษศาสตร์ และลานพิกุล เรามักจะเรียกสนามนี้ว่า “สนามศาลพระภูมิ” เพราะว่าด้านในสนามจะเป็นที่ตั้งของศาลพระภูมิโรงเรียน สนามนี้เวลาพักกลางวัน มักจะมีพี่ๆ ม.ปลายที่เก็บกด (เช่นหนูนาเป็นต้น 555 ) มาวิ่งเล่นไล่จับกันกลางแดด ถ้าเป็นช่วงใกล้กีฬาสีก็จะมีน้องๆ ประถมมาซ้อมกีฬากัน (เมื่อเวลาไม่มีโรงยิมซ้อม) ส่วนอีกฝั่งคือ “สนามหน้าเสาธง” ค่ะ ไม่เป็นไรๆ ถึงแม้ว่าเราจะไม่มีสนามหญ้า โรงเรียนเราก็สามารถใช้อาคารยิมเนเซี่ยมอย่างสะบักสะบอมได้ ด้านล่างเป็นที่จอดรถ ด้านบนเป็นยิมฯ กีฬา ทั้งแบด บาส วอลเล่ เบตอง รำดาบ ทุกสิ่งทุกอย่างอัดแนนอยู่แถวๆ นี้ ถ้าถ่ายภาพในยิมมาได้ จะเห็นร่องรอยทางประวัติศาสตร์บนกำแพง ไม่วาจะเป็นรอยลูกบาส ลูกวอลเล่ ลูกบอล ลูกแบดฯ ลายพร้อยไปหมดทั้งกำแพงโรงยิมค่ะ (ฮาร์ดคอจริงๆ) 8. ละครภาษาอังกฤษสุดเท่!! - เป็นหนึ่งในไม่กี่งานที่โรงเรียนราชินีบนจะออกสื่อและอนุญาตให้คนนอกโรงเรียนสามารถเข้ามาชมงานในโรงเรียนได้ และเป็นงานที่รุ่นพี่ RB ม.6 ทุกรุ่นตั้งหน้าตั้งตาคอยให้มาถึง ละครภาษาอังกฤษเป็นละครฟอร์มยักษ์ของโรงเรียนที่จัดขึ้นทุกปี โดย RB ม.6 จะเป็นคนจัดการทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นเรื่องทุน เนื้อเรื่อง นักแสดง ฉาก ซึ่งสำหรับน้องๆแล้ว อลังการมาก!!!โดยเฉพาะเรื่องทั้งหมดนั้นต้องเป็นการดำเนินการภายใต้ “ภาษาอังกฤษ” Anatta ละครภาษาอังกฤษเรื่องล่าสุด แน่นอนว่าจะต้องมีความงาม อลังการ พิถีพิถันในทุกรายละเอียด ต้องอาศัยความร่วมมือร่วมแรงร่วมใจจากคณะครู และความสามัคคีของเพื่อนๆ ร่วมรุ่น แค่ฟังก็เครื่องร้อนอยากจะทำแล้วพระเอก-นางเอก ของทุกรุ่นจะต้องมีการขับเคี่ยว และคัดกันอย่างเข้มข้น รวมถึงเสียงพากษ์นักแสดงเช่นกัน พระเอกปีไหนหล่อมากๆ จะมีน้องๆ ประถมตามกรี๊ดขอลายเซ็น (เราเองก็เป็นหนึ่งในนั้น 555) The Butterfly lovers ละครภาษาอังกฤษอีกปีที่พระเอกหล่อได้ใจ กว่าจะได้ละครภาษาอังกฤษซักเรื่องหนึ่ง พี่ๆ จะต้องเหนื่อยมากๆ ทุกปี ทั้งการซักซ้อมบท การคัดนักแสดง ดูและเรื่องแสง สี เสียง ลำดับ ซึ่งมันจะสำเร็จไม่ได้เลยถ้าไม่มีครูป้อคอยช่วยทำมาตลอด รุ่นน้องทุกคนที่ดูละครภาษาอังกฤษของรุ่นพี่ก็มักจะมีไฟแรงและอยากทำ ทั้งๆ ที่รู้ว่ามันต้องฝ่าฟันอุปสรรคมากกว่าเพลงขอบฟ้า ของพี่ตูนบอดี้แสลม แต่มันคือผลงานของรุ่น!! ถ้าทำเจ๋งจะเป็นอะไรที่เป็นหน้าเป็นตามากๆ ไม่ต้องรอถึง ม.6 ก็อยากทำ การแสดงละครภาษาอังกฤษของพวกเราชาว RB จะมีช่วงใกล้ๆ คริสมาสต์ของทุกปี วันนั้นที่โรงเรียนจะมีการจัดซุ้มอย่างอลังการ เด็กๆ จะซื้อกุหลาบเตรียมให้รุ่นพี่ที่ได้ออกหน้าเวที จะมีการจำหน่ายบัตรให้เข้ามาชมละครภายในโรงเรียนซึ่งเป็นละครรอบเย็น พวกพี่ๆ ก็จะมือไม้สั่นกันตั้งแต่เช้า ความฝันสูงสุดของเด็กๆ RB ก่อนจบการศึกษาก็ต้องละครภาษาอังกฤษนี่ล่ะ >__< 9. โบว์และป้ายชื่อ เอกลักษณ์อีกอย่างของโรงเรียน - ถูกต้องทุกคน ถูกต้องอย่างที่สุด มันเป็นแฟชั่น เอ๊ยย!! มันเป็นกฎระเบียบของโรงเรียนค่ะ แต่ละระดับชั้นจะมีโบว์ประจำ เช่น เด็กๆ ป.1 ทุกคนจะต้องผูกโบว์แดง เหลือง ชมพู ฟ้า ขาว กรมท่า เป็น ป.2 ถึง ป.6 ตามลำดับ ส่วนหลังจาก ป.6 ไปแล้ว โรงเรียนก็ได้เกิดความสำนึกขึ้นมาว่าเด็กๆ โตเกินจะมาผูกโบว์หลากสีอีกต่อไป ฮ่าๆ จึงเปลี่ยนมาให้ผูกโบว์สีกรมท่า แต่ว่าเปลี่ยนขนาดแทน โดยของประถมจะเป็นโบว์ขนาดหนึ่งนิ้วค่ะ ของ ม.ต้น ก็เป็นนิ้วครึ่ง และ ม.ปลายเป็นสองนิ้วตามลำดับ ทำให้เด็กๆ ราชินีบนได้ซื้อโบว์ใหม่มาผูกผมทุกปีเลย เย่ ๆ ประเด็นต่อมาคือ ป้ายชื่อ!!! ใช่แล้วค่ะ ป้ายชื่อที่โรงเรียนไหนก็มีนั่นแหละ!!! โปรดสังเกตที่อกเสื้อด้านซ้าย นั่นแหละค่า~ ป้ายชื่อ ป้ายชื่อของนักเรียน RB เป็นป้ายเข็มกลัดธรรมดา และฝึกหัดติดกันตั้งแต่ประถม ใครไม่ติด ลืมติดก็จะโดนว่ากล่าวตักเตือน ถ้าลืมกันบ่อยๆ ก็ต้องมีการปรับเงิน ซึ่งป้ายชื่อก็จะเหมือนโบว์นั่นแหละค่ะ เปลี่ยนสีมันทุกปี ประถมก็จะมีสีกรมท่า สีม่วง สีฟ้า สีส้ม สีเขียว สีน้ำเงิน (หลากหลายสีสันจนหนูนาเองจำผิดจำถูก) ส่วน ม.ปลาย อันนี้ชัวร์ ม.4 จะมีป้ายชื่อสีชมพู ม.5 เป็นสีขาว และพี่ๆ ม.6 เป็นสีแดง ทำให้เราจำได้ว่ารุ่นพี่คนไหนเป็นรุ่นไหน และแน่นอนที่สุด เวลากระทำผิด การทำโทษยอดฮิตของฝ่ายปกครองคือ “การยึดป้ายชื่อ” โดยเมื่อทำการยืดไป เราจะต้องไปรับโทษเพื่อไถ่ป้ายชื่อคืนตามลำดับ 10. แรงบันดาลใจจากรุ่นพี่ - ทุกๆ ครั้งที่รุ่นพี่ม.6 แต่ละรุ่นจบไป พวกเรามักจะได้ยินคำชมเชยเสมอ ว่าโรงเรียนราชินีบนมักจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ 100% ทุกครั้งไป สำหรับหนูนาไม่ได้เป็นการกดดัน แต่เหมือนเป็นแรงผลักดันให้น้องๆได้ตั้งใจเรียน เวลาเห็นรุ่นพี่ที่จบออกไปใส่ชุดมหาลัยเข้ามาไหว้คุณครูแล้วจะรู้สึกแบบว่า โอ้โห ! มันเท่มากเลย ยิ่งเป็นมหาลัยดังๆ โรงเรียนจะจับถ่ายรูป ทำอิงค์เจทแปะหน้าโรงเรียนให้ได้อับอาย! เอ๊ยยย! เป็นเกียรติแก่วงศ์ตระกูตลอดชั่วนาตาปี รุ่นพี่ ม.6 ทุกปีจะกุมตำแหน่งนายกฯ ชุมนุมไว้ ซึ่งนายกฯ ชุมนุมแต่ละปีจะมีผลงาน สไตล์การทำงานที่แตกต่างกัน แต่ว่าทุกรุ่นจะมีผลงาน ซึ่งเป็นผลประโยชน์ให้กับน้องๆ และการเรียนการสอนภายในโรงเรียนเสมอๆ พี่เขาก็กลับมาทำหน้าที ถือโทรโข่ง สั่งงานเสมือนว่าพี่แกยังเรียนอยู่ที่ตึกนี้ กินข้าวที่โรงอาหารนี้ พรุ่งนี้เช้าก็ยังจะต้องมาเรียนที่นี่ ..ทั้งๆที่พี่เขาก็จบไปแล้ว ซึ่งหนูนามองแล้วเป็นภาพที่แบบ เท่มากอ่ะ!!! ที่นี่ RB สายเลือดสีน้ำเงินชมพูยังคงอยู่ในตัวเสมอ ไม่ต้องรอจบ ไม่ต้องรอน้ำท่วม ยังไงก็รักโรงเรียน... น้องๆ Dek-D.com คนไหนมี 10 เรื่องเด็ดๆ เรื่องน่ารู้ในโรงเรียน อย่าเก็บไว้คนเดียวนะคะ ส่งมาให้พี่แนนเล่าออกสื่อ ให้เพื่อนๆ ได้รู้จักโรงเรียนเรากันดีกว่า ส่งมาได้เลยค่ะที่ nan@dek-d.com รับรองได้ออกสื่อ โรงเรียนเราเกิดและดังแน่นอน!!! ภาพประกอบ www.dealfish.co.th, www.jienggroup.com, www.rajinibon.ac.th facebook fanpage พี่นุ |
แสดงความคิดเห็น
ถูกเลือกโดยทีมงาน
ยอดถูกใจสูงสุด
พูดถึงเรื่องยึดป้ายชื่อแล้วนึกออก
กฎที่สุดๆเรื่องป้ายชื่อก็ ห้ามพับกระโปรง ห้ามเดินกิน,กินขนมในห้อง
ห้ามข้ามถนนหน้าโรงเรียน(ต้องข้ามสะพานลอย)
ห้ามเดินจับมือกัน(อันนี้เค้าเพิ่งพูดไปเมื่อเทอม 1 ที่ผ่านมา 0^0)
ห้ามใช้หูฟัง(จะโดนยึดหูฟังด้วยอ่ะนะ) ห้ามโดดเข้าห้องประชุม
ห้ามม.ปลายไปตึกม.ต้น ห้ามม.ปลายปล่อยเสื้อหลุดออกจากกระโปรง(ถ้าเจอก็จะโดนใส่กระโปรงแบบติดกระดุม เค้าทำกันมาแล้วจริงจัง!) ฯลฯ
เพราะถ้าทำอะไรแค่หนึ่งอย่างที่บอกมาแน่นอนว่าโดนยึดป้ายชื่อ (ถ้าเค้าเห็นถ้าไม่เห็นก็รอดไป~)
และถ้าโดนยึดป้ายชื่อสำหรับม.ปลายก็จะโดนคุกเข่าหน้าห้องพิพิธภัณฑ์หรือาจจะโดนบำเพ็ญประโยชน์ หนักสุดก็ทั้งสองอย่าง- -*แต่ถ้าม.ต้น เอ่อ.....จำไม่ได้อ่ะ รู้สึกว่าเคยโดนคัดอะไรซักอย่างนะ
แต่รุสึกว่ามันยังขาดๆไปปะ เหมือนมันยังขาด........ไว้นึกออกจะมาพิมต่อ55555

กำลังโหลด
ทำไมเด็กรุ่นหลังๆ ต้องถักสองเปีย สมัยพี่ยังให้ถักเปียเดียวได้อยู่เลยตอนอยู่มัธยมอ่ะ
กำลังโหลด
เราเป็นเด็กเก่าราชินีจบออกมาตอนป.6แต่อยู่คั้งแต่อนุบาล
ตอนนี้ย้ายเข้านายโรงแทนเรียน2ภาษาแต่ว่ายังรักโรงเรียนเหมือนเดิม ;]
รุ่นไหนคะ?
กำลังโหลด
รายชื่อผู้ถูกใจความเห็นนี้ คน
แจ้งลบความคิดเห็น
คุณต้องการที่จะลบความเห็นนี้ใช่หรือไม่ ?




















104 ความคิดเห็น
เป็นชานเมืองที่ไม่ค่อยรู้อะไรในเมืองเลย
ขอบคุณค่ะ(_ _)
สุดยอดเลย เป็นเรื่องที่หากคนในไม่มาเล่า คนนอกอย่างเราก็คงไม่รู้
เรารักราชินีบน <3
พี่เคยกินขนมในห้องเรียนแล้วโดนเรียกไปคุกเข่าที่หน้าห้องพิพิธภัณฑ์มาแล้ว เมื่อยสุดๆ
พวกเราRBเท่านั้นแหละที่รู้ดีที่สุด !
บรรยายเท่าไหร่ก็ไม่หมด อยู่ที่นี่มาตั้งแต่อนุบาลแล้ว ^^
จีจี้ปลาน้อย ผู้เป็นไปดอลของเด็กๆ ณ ตึกอนุบาล <3
(แพนเค้กพี่นุฟินมากจริงๆ )
ร้านพี่นุสุดยอด !!!
เราเคยไปกินร้านพี่นุครั้งสุดท้ายประมาณประถม 1-2 แล้วก็เลิกกินไป จนมาตอนนี้ มัธยม 2 แล้วกลับมาซื้อให้น้องกินอีกครั้ง พี่นุเค้ายังจำเราได้ !! ยอดดด ขอสมัครเป็นเอฟซีพี่นุอีกคนไปเลย พี่น้องสามสี่คนเอฟซีพี่นุทุกคนเลยคะ 555 แล้วก็ตอนที่พี่สาวเรากลับมาที่ รร. อีกครั้ง พี่นุเค้าก็จำพี่เราได้ พอรู้ว่าพี่สาวเราเข้ามหาลัยได้แล้ว พีนุเค้าให้แพนเค้ก+โตเกียวมาฟรีๆเลย พี่นุเค้าบอกว่า ฉลองให้ที่น้องเข้ามหาลัยได้นะครับ โอ้ จอร์จ พี่แกสุดยอดมากกกกกกกก !!
แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 7 ธันวาคม 2554 / 21:03
แก้ไขครั้งที่ 2 เมื่อ 7 ธันวาคม 2554 / 21:05