|
สวัสดีค่าน้องๆ ชาว Dek-D.com มีโรงเรียนไหนยังไม่เปิดเทอมบ้างรึป่าวเอ่ย ถ้ายังไม่เปิด ขอบอกว่าเชยมากๆ ฮ่าๆ (ล้อเล่นนะคะ) ช่วงนี้พี่มิ้นท์เริ่มเห็นน้องๆ นักเรียนเยอะขึ้น แต่ละคนรู้สึกแฮปปี้ดีที่ได้เปิดเทอม เหมือนได้เจอเพื่อนๆ ได้กลับมาสนุกที่โรงเรียน อารมณ์คึกๆ คักๆ ก็กลับมาสมกับเป็นช่วงใกล้ปีใหม่

แต่พอสังเกตดีๆ ไม่รู้ว่าแฮปปี้จริงมั้ย เพราะน้องๆ แต่ละคนแบกของพะรุงพะรัง เหมือนยกชั้นหนังสือทั้งบ้านมาโรงเรียน หนังสือแต่ละเล่ม ปาหัวแมวแตกทั้งนั้น แอบรู้สึกหนักแทนเลยนะเนี่ย (สมัยตัวเอง ก็แบกหลังตุงเหมือนกัน) เพราะบางโรงเรียนต้องใช้วิธีเดินเรียน ไม่มีห้องประจำ ทำให้ไม่สามารถเก็บหนังสือไว้ใต้โต๊ะได้ ต้องแบกกระเป๋าเดินเรียนทั้งวัน สภาพก็เลยเป็นอีเพิ้งแบกของเกะกะเต็มไปหมด น้องๆ รู้มั้ยคะ การแบกของหนักเกินไปมีผลต่อสุขภาพด้วยนะ อาจจะทำให้ปวดหลัง ปวดแขน หลังโก่งแต่เด็ก ยังทำให้เสียบุคลิก เพราะเดินตัวเอียง โยกไปโยกมา และที่สำคัญถ้าต้องขึ้นรถเมล์ การแบกของน้ำหนักมากเกิน เสี่ยงต่ออุบัติเหตุอีกต่างหาก โอ้โห..ข้อเสียเยอะขนาดนี้ ต้องแก้ไขด่วนเลย งั้นอย่ารอช้ามาดูวิธีจัดการน้ำหนักส่วนเกินของกระเป๋า (แบบไม่ต้องเข้าคอร์สลดน้ำหนัก) กันดีกว่า
วิธีที่ 1 : จัดตารางสอน ตารางสอนไม่ได้มีแค่ทำให้เรารู้ว่าเราต้องเรียนวิชาไหน ห้องไหน แต่ยังจำเป็นต่อการจัดกระเป๋าด้วย เพราะในแต่ละวิชาก็จะมีหนังสือที่ต้องใช้เรียน บางวิชาไม่มี แต่บางวิชาก็สองสามเล่ม ไหนจะมีสมุดอีก รวมๆ ในหนึ่งเทอมมีเกือบสิบวิชา ถ้าเราไม่จัดตารางสอนเลย กระเป๋าเราต้องบวมเหมือนกระเป๋าย้ายบ้านแน่ๆ ซึ่งกลุ่มเด็กที่ไม่จัดตารางสอนนี่มีจริงๆ นะคะ โดยเฉพาะเด็กผู้ชาย ฮ่าๆ ดังนั้น เสียเวลา 5 นาที แต่ช่วยให้กระเป๋าเบาขึ้นได้ ก็ยอมเสียเวลานิดหน่อยดีกว่านะ เพื่อชีวิตที่ดีขึ้นค่ะ วิชาไหนยังไม่เรียน ก็เอาออกไปบ้างก็ได้ค่ะ
วิธีที่ 2 : ผลัดกันเอาหนังสือมาเรียน เวลานั่งเรียนจะนั่งเรียนกันเป็นคู่ ซึ่งคู่ของเราก็จะนั่งเรียนด้วยกันเกือบทุกวิชา ถ้าวิชาไหนอาจารย์ไม่โหดมาก ไม่เช็คหนังสือ ก็ทำข้อตกลงกับเพื่อนไปเลยสลับกันเอามา เช่น เธอเอามาวันจันทร์-อังคาร เดี๋ยวเราเอามา พุธ-พฤหัส เอง วิธีนี้ช่วยได้เยอะค่ะ และยังเชื่อมความสัมพันธ์กับเพื่อนได้ด้วย แต่ถ้ามีการบ้านมาเราก็จดใส่สมุดการบ้านไปก่อน หรือไม่ก็โทรไปถามเพื่อนก็ได้ว่ามีการบ้านอะไรมั้ย แต่วิธีนี้เหมือนทำสัญญาใจกับเพื่อน ถ้าไม่เอามาก็ตายหมู่นะคะ เพราะฉะนั้นห้ามลืมเด็ดขาด ไม่งั้นอาจโดนเพื่อนรักสาปแช่งให้เป็นหมูได้ ฮ่าๆ

วิธีที่ 3 : แบ่งน้ำหนัก การแบ่งน้ำหนักก็คือ การแอบเอาหนังสือไปใส่กระเป๋าเพื่อน เอ้ย!.. ไม่ใช่แล้ว อันนี้เรียกเป็นเพื่อนนิสัยไม่ดีแล้ว แต่การแบ่งน้ำหนัก คือ การแบ่งถ่ายน้ำหนักจากกระเป๋าเดียวเป็นสองกระเป๋า โรงเรียนส่วนใหญ่จะมีกระเป๋าที่เป็นย่าม เรียกกระเป๋าลูกบ้าง กระเป๋าเคียงบ้าง (แล้วแต่โรงเรียนจะเรียก) กระเป๋าแบบนี้ช่วยได้เยอะค่ะ เพราะเมื่อไหร่ที่เรามีกระเป๋า 2 ใบ เราก็ถือสองข้าง เพื่อให้เกิดสมดุลระหว่างการถือ ที่สำคัญแบ่งเป็น 2 กระเป๋า น้ำหนักของกระเป๋าแต่ละใบก็จะลดลงด้วย
วิธีที่ 4 : ฝากให้เราช่วยดูแล ถ้าวิชาไหนมีเรียนในวันพรุ่งนี้อีก และไม่มีการบ้าน ลองเจรจากับอาจารย์ประจำวิชา หรือ อาจารย์ที่ปรึกษาดูว่า สามารถฝากหนังสือได้มั้ย เพราะไม่มีการบ้าน ยังไงๆ พรุ่งนี้ก็ต้องเอามาเรียนอีก มันหนักเกินไป หนูแบกไม่ไหวค่ะ ลองใช้ลูกอ้อน น่ารักๆ กับอาจารย์ เผื่อเค้าจะปราณี แต่ถ้ามีการบ้าน ก็ควรเอากลับมานะคะ ไม่อย่างนั้นจะโดนหาว่าขี้เกียจได้

วิธีที่ 5 : เอาของไม่จำเป็นออก น้องๆ เคยเปิดกระเป๋าตัวเองมั้ยคะ เปิดปุ๊บ พี่มิ้นท์เชื่อว่าจะต้องตกใจแน่ๆ ตกใจกับปริมาณสิ่งของที่เพิ่มขึ้นมา บางทีก็ไม่รู้ตัวหรอกว่ามันมาจากไหน เช่น ชีทแต่ละวิชา ได้มาปุ๊บ ก็เก็บใส่กระเป๋าปั๊บ 2 อาทิตย์ผ่านไป ก็ไม่รู้ตัวเลยว่ามันหนามาเป็นนิ้วแล้ว ชีทพวกนี้เป็นศัตรูตัวฉกาจเลยค่ะ ทำให้เราเผลอคิดไปว่ามันไม่หนัก แต่พอมันรวมตัวกันเมื่อไหร่ ก็หนังสือเล่มโตๆ นี่เอง เพราะฉะนั้นชีทแผ่นไหนที่เรียนจบแล้ว ก็จัดการเอาออกใส่กระเป๋า แยกเป็นวิชาให้เรียบร้อยเวลาหยิบมาทบทวนจะได้ไม่ลำบากค่ะ อีกอย่างที่ควรเช็คกระเป๋าตัวเอง คือ พวกของใช้จุกจิก น้องๆ บางคนชอบซื้อปากกาเป็นชีวิตจิตใจ กระเป๋าใส่ดินสอใบนึงมีปากกาสิบกว่าแท่ง ถามว่าใช้หมดมั้ย?? ไม่หมดหรอกค่ะ แต่ที่จะหมด ก็คือ หมึก เพราะถ้าเราไม่ใช้มันเลย หมึกก็จะแห้ง พอเอามาเขียน อ้าวไม่ติดซะแล้ว หรือบางทีปากกาหัวแตกหมึกเลอะเต็มกระเป๋ายังไม่รู้ตัวอีก ดังนั้น ลองเช็คขีดๆ เขียนๆ ดูหน่อย อันไหนไม่ติดหรือเสีย ก็โละออกไปบ้าง กระเป๋าจะได้ไม่ระเบิดนะคะ
วิธีที 6 : ซีร็อคเฉพาะส่วนที่เรียน เป็นวิธีแก้ไขเฉพาะหนังสือที่มันหนาเกินเหตุ เพราะถ้าให้แบกไปทุกวัน คงได้กระดูกเคลื่อนกันบ้างล่ะ และวิธีเหมาะกับวิชาที่เรารู้บทเรียนล่วงหน้า เพราะจะได้ถ่ายเอกสารได้ถูกบท เช่น วันนี้เรียนบทที่ 3 ก็ถ่ายเอกสารเฉพาะบทที่ 3 ไม่ต้องบทที่ 4-25 ติดมาด้วย เป็นต้น วิธีนี้ช่วยเรื่องน้ำหนักได้มาก แต่ก็เปลืองเงินกว่าเดิม จึงแนะให้เป็นทางเลือกสุดท้ายดีกว่าค่ะ เพราะเกิดวันไหนดวงตก อาจารย์ดันทบทวนของเก่าแล้วไม่มีเอกสารดู จะแย่เอา

ถ้าน้องๆ ประยุกต์ทุกวิธีรวมกัน รับรองว่า กระเป๋าของน้องๆ จะมีแต่ของที่จำเป็นสำหรับการเรียนในแต่ละวัน นอกจากจะมีเรียนแบบสบายใจแล้ว (บางคนแก้ปัญหาน้ำหนักด้วยวิธีไม่เอาหนังสือไปเรียนมันซะเลย อันนี้เป็นเด็กดื้อ เดี๋ยวจะโดนตีนะ) ยังช่วยลดน้ำหนักกระเป๋าให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสมกับตัวเองด้วย เป็นไงล่ะ เจ๋งใช่ป่าว^^
ปล.ลองมาแชร์กันดีกว่า ว่าหนังสือวิชาไหนของชาว Dek-D.com ที่หนาสุดๆ -0-

|
58 ความคิดเห็น
แต่แค่นั้นยังพอรับไหว ประเด็นคือ ...เรียนแบบข้ามๆ ทำเฉพาะแบบฝึกหัดนิดเดียว รวมๆทั้งเล่ม
ทำไปนี้ดดดดดดดนึง = = มีเรียนคณิตทุกวันอีก วันไหนอาจารย์แกจะใช้ก็ไม่รู้ ... T^T
ลืมเรื่องสมุดไปหรือเปล่าอ่า สมุดก็หนักน้าาาาาาา T^T
สรุปแล้ว หลังหัก
อันนั้นก็จำเป็นนะ เอ๊ะ ! อันนั้นก็จำเป็น เห้ย ! เอาอันนั้นไปเผื่อด้วยดีกว่า...
ไปๆมาๆ เห้ยย ทำไมกระเป๋ามันหนักจัง ?
ขนกระเป๋าหนักทุกวัน รู้แล้วทำไมเด็กไทยเตี้ยย !!?
(โทษกระเป๋าซะงั้น 555 -..-)
กระดูกสันหลังคด เป็นมาแล้ว
คุณครูก็บอกนะวันไหนเรียนเล่มไหน -*-
หนังสือเรียน3เล่ม(บางๆ)
แฟ้ม
กล่องดินสอ
การ์ตูน2เล่ม
หนังสืออ่านเล่น1เล่ม
นิยาย1เล่ม
พจนานุกรม
แกมาทำอะไรที่โรงเรียน=*=
กระเป๋าของเราเอาไว้ใส่พวกสมุดเลคเชอร์ และของใช้จุกจิก
ส่วนพวกหนังสือเรียนที่หนักๆเอาใส่ถุงผ้าแ้ล้วก็ถือไปค่ะ
วิธีนี้ก็ช่วยได้เยอะเหมือนกัน
แต่ของจุกจิกเนี่ย กำจัดยังไง มันก็กลับมารกกระเป๋าเหมือนเดิมตลอด
เพราะกระเป๋าสตางค์กับกล่องดินสอหนักมากกก ><
ขอบคุณค่ะ จะลองนำไปปรับใช้ดูนะค๊ะ ^^
หนามาก แถมหนักด้วย
หรือไม่เอาสมุดใส่เป๋าผ้า อาหนังสือกับแฟ้มและขนมใส่กระเป๋าสะพาย
5555
เราอยู่มัธยมนะ โรงเรียนเราอ่ะจะมีสองกระเป๋า คือ กระเป๋าถือ กับ กระเป๋าเป้อ่ะ
ถ้าวันไหนของเยอะก็แบ่งใส่เป้ แต่เด็กส่วนใหญ่ชอบหนีบกระเป๋าถือให้มันแบนๆ 55555
ส่วนใหญ่เราก็เอาไปกระเป๋าเดียวนะ คือกระเป๋าถือ เป็นกฎบังคับ เพราะไม่มีอะไรมากอยู่แล้ว
แต่ถ้าวันไหนของเยอะก็เยอะจริงๆ หลังหักอ่ะ T^T 555 (ก็เว่อไป)
แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 19 ธันวาคม 2554 / 08:14
แก้ไขครั้งที่ 2 เมื่อ 19 ธันวาคม 2554 / 08:15