ความคิดระดับสูง ที่ผู้ใหญ่อยากให้เด็กไทยมี



        น้องๆ ชาว Dek-D คงทราบดีว่ามีการทดสอบมากมายที่เด็กไทยต้องฝ่าฟันผ่านไปเพื่อเรียนต่อในระดับสูงขึ้น ข้อสอบเหล่านี้มีเนื้อหาที่แต่ละปีก็ออกมาในแบบที่นักเรียนไทยทั้งประเทศคาดไม่ถึง ที่มาเป็นความรู้ก็อยู่ที่ความจำ แต่ที่มาเป็นให้คิดให้วิเคราะห์นี่ต้องคิดอย่างไร แล้วทำไมต้องออกให้คิด คิดได้แต่คำตอบก็ไม่เหมือนเฉลย ข้อสอบเหล่านี้ทำให้เด็กไทยหลายคนทั้งฮาทั้งปวดหัวไปทั่วประเทศ แต่จริงๆ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องฮาหรอกนะคะ เพราะในชีวิตจริงคนเราไม่ได้นำความรู้ที่ร่ำเรียนมาใช้กับชีวิตประจำวันทั้งหมด ล้วนต้องนำมาประยุกต์ใช้ให้เป็นจ้า เจ้าประยุกต์นี่แหละค่ะที่เป็นหลักใหญ่ของชีวิต และเจ้าหลักที่ว่านี้อยู่ที่การฝึกฝนกระบวนการคิดค่ะ ทางโรงเรียนก็ต้องมีวิธีการสอนให้นักเรียนคิดเป็น  เขาบรรจุไว้ในหลักสูตรแกนกลาง หลักสูตรกลางของชาติที่ทุกโรงเรียนต้องนำไปใช้ในการจัดการสอนให้บรรลุผลสำเร็จเดียวกันทุกสาระวิชาค่ะ                                                        

       พี่เกียรติก็ไปนำตัวอย่างมาให้ดู ในสาระประวัติศาสตร์ที่ระบุไว้ว่า "นักเรียนสามารถใช้วิธีการทางประวัติศาสตร์มาวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ" คือ ทุกระดับชั้นจะต้องนำความรู้ไปใช้จริงได้ทั้งสิ้น 



      พี่เกียรติขึ้นต้นมาตามนี้ ไม่ได้จะชวนน้องๆ ไปถกเถียงประเด็นทางการศึกษาชาตินะคะ พูดเรื่องนี้ยาวสามอาทิตย์ก็ไม่จบ ส่งข้อความลับมาถกกันดีกว่า ฮ่าๆๆ  แต่ทั้งนี้ก็เพื่อให้น้องๆ เห็นว่า ที่ข้อสอบระดับชาติหรือแม้แต่ในโรงเรียนเราทั้งหลาย ต้องออกให้คิดเยอะๆ มากขึ้น เพราะจริงๆ แล้วเป็นสิ่งที่ผู้ใหญ่คิดไว้เพื่อให้เราเยาวชนทั้งหลายนำความรู้ไปใช้ในการทำงานได้จริงในอนาคต และการจะนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ได้ เราก็ต้องรู้จักการคิดค่ะ 



      ไหนๆ เราก็ต้องคิดแล้ว พี่เกียรติก็เลยนำความรู้เกี่ยวกับ "การคิด" มาให้น้องๆ รู้จัก จะได้เข้าใจว่าสมองของเราทำงานในรูปแบบการใช้ความคิดได้ในลักษณะไหนบ้าง ตามนี้เลยค่ะ

     
   
    การคิดเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นในสมองโดยมีการจัดระบบความรู้ ข้อมูล ข่าวสารทั้งในรูปแบบธรรมดาและสลับซับซ้อน โดยเริ่มจากสิ่งเร้ามากระตุ้นทำให้ใส่ใจ และสมองนำข้อมูลหรือความรู้ที่มีอยู่มาประมวล เพื่อให้ได้ผลของการคิดออกมา

          แต่กว่าที่สมองเราจะประมวลข้อมูลใดออกมาให้ได้สักข้อมูลหนึ่งต้องผ่านการคิดหลายขั้นตอนมากๆ แต่โดยหลักแล้วก็พอจะจำแนกความคิดออกได้เป็น 3 กลุ่ม  คือ (1)ความคิดสร้างสรรค์ (2)ความคิดเชิงวิจารณญาณ และ(3)การแก้ปัญหา ซึ่งเจ้ารูปแบบความคิดทั้งสามนี้จะนำไปสู่การตัดสินใจ (Decision Making) ในเรื่องราวต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเพื่อแก้ปัญหาชีวิต คิดเงินค่าของ หรือแม้แต่ตอบข้อสอบอัตนัยยาวสามหน้ากระดาษก็ตาม ว่าแล้วพี่เกียรติก็ขออธิบายรายละเอียดทั้ง 3 ส่วนค่ะ




        1.ความคิดสร้างสรรค์: Creative Thinking เป็นกระบวนการทางสมองที่ต้องคิด และแสดงออกในลักษณะอเนกนัย คือ คิดได้หลายแง่มุมในสถานการณ์หนึ่งๆ และคิดได้ผลที่รวดเร็ว ตรงประเด็น หรือได้แนวทางใหม่ๆ หลายหลาย ความคิดสร้างสรรค์นี้นำไปสู่การคิดค้นสิ่งแปลกใหม่ให้เกิดขึ้น ทั้งที่เป็นสิ่งประดิษฐ์ใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน หรือเกิดจากการดัดแปลงสิ่งเดิมที่มีอยู่แล้วให้เป็นประโยชน์มากขึ้น มีองค์ประกอบสำคัญ 4 ประการ คือ ความคิดคล่องแคล่ว: Fluency คิดได้เร็ว ความคิดยืดหยุ่น: Flexibility คิดได้หลากหลาย กล้าเปลี่ยนแปลง ความคิดริเริ่ม: Originality คิดได้แปลกใหม่ ต่างไปจากแบบเดิมๆ ไม่ซ้ำซาก  ความคิดละเอียดละออ: Elaboration มองประเด็นของเรื่องได้รอบด้าน 
        แต่สิ่งสำคัญของการที่จะเป็นคนมีความคิดสร้างสรรค์ คือการยอมรับฟังผู้อื่น และนำเรื่องที่ผู้อื่นพูดนั้นมาคิดอย่างจริงจังด้วยค่ะ โดยสรุปคือ เป็๋นกระบวนการคิดที่ทำให้เราสร้างสิ่งใหม่ๆ ขึ้นมาได้นั่นเอง






        2. ความคิดเชิงวิจารณญาณ: Critical Thinking หมายถึง กระบวนการคิดไตร่ตรองอย่างรอบคอบเกี่ยวกับข้อมูลที่เป็นปัญหา หรือข้อมูลที่คลุมเครือ นำไปสู่การสรุปอย่างสมเหตุสมผลทั้งในเชิงอนุมาน(Deductive Thinking)คือ หาคำตอบจากหลักเกณฑ์ที่มีอยู่แล้วมาเป็นคำตอบ และแบบอุปมาน(Inductive Thinking)คือ สรุปผลหรือหาคำตอบมาจากการสังเกตและเก็บข้อมูล ประกอบด้วย สิ่งที่คิด จุดมุ่งหมายในการคิด และกระบวนการคิด พูดง่ายๆ ก็คือ หาคำตอบของเรื่องราวต่างๆ ได้อย่างมีเหตุมีผลนี่แหละค่ะ


             3. การแก้ปัญหา: Problem solving เป็นทักษะกระบวนการทำงานที่ซับซ้อนของสมองที่ต้องอาศัยสติปัญญา ทักษะ ความรู้ ความเข้าใจ ความคิด ความชำนาญ จากประสบการณ์เดิมทั้งที่เจอเองหรือเรียนผ่านสื่อต่าง หรือคำบอกเล่าก็ตาม การพิจารณาต่างๆ ที่ต้องใช้การสังเกต วิเคราะห์ สังเคราะห์อย่างมีวิจารณญาณ มีเหตุผล มีจินตนาการ เพื่อให้สามารถแก้ปัญหาได้ บรรลุตามเป้าหมายที่ต้องการ  ซึ่งสิ่งที่จะทำให้เราแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นก็คือ ประสบการณ์นี่เอง ถ้ายิ่งมีประสบการณ์ในเรื่องที่เป็นปัญหา ก็จะทำให้เราเห็นมุมมองและวิธีแก้ปัญหาที่ชัดเจนขึ้น ว่าแล้วเราก็ต้องไปสร้างปัญหากันเยอะๆ จะได้แก้ปัญหากันเก่งๆ ดีไหม ฮ่าๆๆ (ไม่ดีนะ เป็นไปได้เรียนรู้จากผู้อื่นดีกว่าเนอะ)






      อย่างที่กล่าวไปแล้วข้างต้นเลยจ้า ทั้งสามข้อนี้จะนำไปสู่ความคิดระดับสูง คือ คิดเป็น คิดได้ นำไปประยุกต์ใช้ได้เกิดประโยชน์ได้ในชีวิตประจำวันและในการงานอนาคต ให้เป็นคนที่คิดสิ่งใหม่ได้ ตัดสินได้อย่างยุติธรรม แก้ไขปัญหาได้อย่างเหมาะสมดังหลักสูตรการศึกษาวางไว้ค่ะ รู้จักกันในเบื้องต้นก่อนค่ะ ส่วนวิธีการให้คิดเป็นได้นั้น ค่อยๆ ติดตามกันต่อไปในเว็บ Dek-D เรานี่แหละ แต่พี่เกียรติก็เชื่อว่าโรงเรียนของน้องๆ ต้องแอบสอนเรื่องการคิดนี้ผ่านทุกๆ วิชาอยู่แล้วล่ะ ที่สำคัญอย่าลืมว่าคิดเป็นก็เจ๋งแล้ว แต่ต้องคิดดีให้เป็นซูเปอร์พลเมืองของชาติด้วยนะคะ เอาล่ะ สู้กันเถอะ พี่่น้อง Dek-D ชาวไทย!




 






แหล่งข้อมูล: 
    http://www.curriculum51.net
พี่เกียรติ
พี่เกียรติ - Community Master ถนัดแฝงตัวตามกระทู้เด็กดี มีความสนใจเป็นล้านเรื่องขึ้นอยู่กับดราม่าขณะนั้น

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

48 ความคิดเห็น

ซ่อนนาม Member 9 ก.พ. 55 15:27 น. 1
ความจริง...
สังคมและการเรียนการสอนของไทยเป็นสิ่งที่สกัดกั้นความคิดเหล่านี้ของเด็กเองนั่นแหละ

เช่น "เด็กต้องเคารพผู้ใหญ่" ซึ่งมันก็กลายเป็น "เด็กห้ามเถียงผู้ใหญ่"
แล้วจนท้ายที่สุดก็กลายเป็น "ผู้ใหญ่ถูกเสมอเด็กผิดตลอด"

ลองดูได้ในสังคม สิ่งที่พ่อแม่คิดว่าเราทำผิด แล้วพวกท่านยอมให้เราอธิบายไหม ?
ถ้าไม่ นี่แหละสิ่งที่สกัดกั้นความคิดของเด็ก

หรือไม่ก็ครูที่โรงเรียน เขายอมรับไหมเวลาที่เราไปท้วงว่าเขาผิด หรือแสดงความรู้ที่ไม่ได้สอน
ถ้าไม่ นี่แหละสิ่งที่สกัดกั้นความคิดของเด็ก

แม้กระทั่งตัวข้อสอบเอง มีบ้างไหมที่เป็นข้อเขียนแบบให้อธิบายอย่างเปิดกว้าง ?
มีบ้างไหมช้อยส์ตัวเลือกที่ไม่จำเป็นต้องเลือกช้อยส์แบบนั้นเพียงอย่างเดียวแล้วก็ยังถูก ?
(ฮามากกับข้อสอบผ้าปูโต๊ะ มีวิธีกาช้อยส์เป็นร้อย แต่ท้ายสุดที่ถูกก็ดันมีแค่แบบเดียว
แล้วมันเปิดให้เด็กมีความคิดสร้างสรรค์ตรงไหน ? ยิ่งบีบความคิดเด็กสิไม่ว่า)



สิ่งที่ยกมาเหล่านี้พบได้ยากมากในสังคม มันจึงเป็นการสั่งสอนให้เด็กไทยดีแต่เชื่อตามผู้อื่น
ไม่สามารถที่จะคิดแหวกแนว นอกกรอบหรือขั้นสูงอื่นแบบในบทความเหล่านี้ได้
และลองดูให้ดี
8 ข้อนิสัยที่สกัดกั้นความคิดสร้างสรรค์ มันเป็นสิ่งที่ผู้ใหญ่โดยทั่วไปโดยปรกติในสังคมเป็น
ดังนั้นจึงไม่แปลกที่จะทำให้สิ่งเหล่านี้มันครอบงำมายังเด็กในที่อยู่ในสังคมด้วย


ซึ่งค่านิยมเหล่านี้สมควรจะหายไปจากสังคมไทยได้ตั้งนานแล้ว
ทว่าใครพูดขึ้นมาก็จะถูกหาว่าเป็นคนไม่รู้จักอ่อนน้อมถ่อมตน หรือไม่ก็อกตัญญู
ซึ่งก็ตลกดี การอ่อนน้อมหรือกตัญญูมันเกี่ยวกับการต้องเชื่อฟังผู้ใหญ่เสียทุกอย่างซะที่ไหนล่ะ
เด็กมีบ้างก็สมควร แต่ผู้ใหญ่ต้องตะหนักด้วยว่าตนเองไม่ใช่พระเจ้าที่ทำถูกทุกอย่างเสียสักหน่อย

0
กำลังโหลด
karin<f>e Community 9 ก.พ. 55 15:46 น. 2
ที่คุณซ่อนนามกล่าวมาเห็นด้วยค่ะ แต่นี่คือระบบการศึกษาเราเนอะ จริงๆ แม่บทของการศึกษาชาติเราก็ไม่ใช่ไม่ดีนะ กลับกันเสียอีกเปิดกว้างมากทีเดียว แต่กว้างมากถ้าจะทำมันให้ดีจริงๆ (ด้วยหลายๆปัจจัย) เมื่อเราเอาสิ่งที่ต้องการมาเขียนเป็นหลักการ ยิ่งเขียนให้ภาษาสวยงามมากขนาดไหน ยิ่งนำไปใช้ได้ยากมากขึ้น บางทีอ่านไปก็ไม่เข้าใจสิ่งที่ต้องการสื่อจริงๆ ด้วยซ้ำ

ผู้ใหญ่เป็นคนที่มีประสบการณ์ ดังนั้นจึงมีเกราะความเคยชิน มีความคิดแบบข้าถูก ก็เพราะเคยผ่านและศึกษาเรื่องต่างๆ มามากแล้ว บางครั้งเลยปิดกั้นตัวเองเกินไป ไม่ต้องมองที่ใครหรอกค่ะ ดูที่ตัวเราเองก็ได้ ยิ่งเราโตขึ้นมากเท่าไหร่ เราก็จะมีแนวอะไรสักอย่างมากำหนดตัวเองไว้ เช่น ต้องเป็นคนระเบียบจัด ต้องเป็นคนคิดต่างมากๆ ต้องเป็นคนดูยากๆ ฯลฯ 


แต่ในฐานะพี่เว็บก็อยากจะขอแนะนำน้องๆ ชาว Dek-D ให้ได้พอเข้าใจว่าผู้ใหญ่ต้องการสื่ออะไรบ้าง อาจไม่ถูกต้องทั้งหมด (ในฐานะที่เป็นผู้ใหญ่ แต่ก็ยังหัวใจเด็ก ฮ่าๆๆ) อย่างน้อยก็จะพอเป็นสื่อกลางให้น้องๆ ได้เข้าใจว่า สิ่งที่ผู้ใหญ่ทำมันอาจดูตลก ดูแปลกในสายตา แต่จริงๆ ก็มีข้อดีของมันอยู่นะ ถ้าเราเข้าใจ เราก็จะเป็นอีกคนที่สามารถเสนอ หรือคิดหาวิธีการทำในสิ่งที่ผู้ใหญ่ต้องการให้มันดีด้วยวิธีการที่ดีกว่าเนอะ  

 อยากให้เด็กไทยทุกคนคิดเป็น คิดคล่อง คิดไว และเป็นประโยชน์ค่า อิอิ


0
กำลังโหลด
~SubRock~ Member 9 ก.พ. 55 16:06 น. 3
การศึกษาเป็นเรื่องราวของการแสวงหา ไม่ใช่เรื่องราวของความเชื่อครับ
ถ้าไม่สอนให้แสวงหา ความรู้ที่ได้เรียนไปก็ไม่สามารถใช้ให้เป็นประโยชน์สูงสุด
ตอนนี้ระบบการศึกษาของไทย มันมีแต่ระบบถูกผิด จะต้องทำให้ถูกเท่านั้น
ถูกในสายตาใครล่ะครับ? ผิดในสายตาใครล่ะครับ
เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ เน้นให้ผู้เรียนเชื่อตามตำรา เชื่อตามผู้สอนอย่างนั้นหรือ
เมื่อผู้เรียน เยาวชน กลัวผิด แล้วสิ่งใหม่ๆ มันจะเกิดขึ้นได้อย่างไรล่ะครับ

ผู้ใหญ่ในปัจจุบันในระบบที่ว่า ชี้นกเป็นนก ชี้ไม้เป็นไม้
ทำให้เยาวชนขาดความมั่นใจ ในการทดลอง สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆที่ท้าความสามารถ

ปัญหาเรื่องการศึกษายิ่งใหญ่กว่าที่หลายๆท่าน หลายๆคนคิด
อาจเป็นการมองโลกในแง่ร้ายหน่อย แต่ผมว่ามันไม่ผิดเสียทีเดียว แต่ก็ไม่ถูกร้อยเปอร์เซ็นต์
ลองคิดดูนะครับว่า สถาบันกวดวิชาในปัจจุบัน ทำไม ผุดขึ้นเหมือนดอกเห็ด
ผมคิดว่า ผุดขึ้นมาเพื่อตอบสนองความกลัวของนักเรียน
กลัวไม่ทันเพื่อน กลัวเอ็นท์ไม่ติด กลัวสอบไม่ได้ กลัวได้คะแนนไม่ดี
แต่สรุปแล้ว คือ...กลัวผิดครับ

ทุกคนมีความกลัวในสันดานเป็นเรื่องธรรมดา การเรียนในโรงเรียนกวดวิชาเหล่านี้ 
แน่นอนมีค่าใช้จ่าย บางทีก็สูง บางที่ก็ไม่สูง ขึ้นอยู่กับความนิยม
มันเป็นการปิดกั้นความสามารถของนักเรียนที่เรียนดี แต่ยากจนนะครับ
ปิดยังไงล่ะ ปิดความมั่นใจไงล่ะครับ
ฉันไม่ได้เรียนพิเศษ.. ฉันจะเอาที่ไหนไปแข่งขันกับเพื่อน //ทั้งๆที่สมองตัวเองก็ดี
เมื่อขาดความมั่นใจ ก็ขาดความกล้า
บางคนตอบสนองความต้องการส่วนนี้ในทางที่ผิดครับ
ยังไงบ้างคนไม่ต้องบอก.. กลายเป็นปัญหาสังคม


นี่แหละครับระบบ...

0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
ซ่อนนาม Member 9 ก.พ. 55 16:33 น. 5
#2
เคยได้ไปศึกษาต่อยังต่างประเทศมาบ้าง
คือที่แคนาดานั่นแหละที่ได้ว่าเป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จในหารศึกษาของบทความก่อนหน้า
ซึ่งเราคิดว่าก็น่าจะเป็นเรื่องจริง เพราะจากการได้มีประสบการณ์กับตนเอง
อะไรหลายอย่างของการศึกษาในแคนาดาชวนให้ผู้เรียนอยากพัฒนาตัวเองจริง ๆ


อย่างแรกก็คือ ใช้เทคโนโลยีในการเรียนการสอนอย่างแท้จริง
ตอนชั่วโมงภาษาอังกฤษเขาให้เขียนจดหมายแนะนำตัวผ่านคอมพิวเตอร์
โดยให้ตรวจสอบความถูกต้องของแกรมม่าที่ใช้ผ่าน MS Word
แต่ในไทย สมัยที่เราเรียน ยังให้เรียนวิธีเขียนจดหมายหรือส่งโทรเลขอยู่เลย
ซึ่งจะพบได้ว่ามีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดในจุดนี้
ของไทยไม่ได้สอนอะไรที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีอย่างแท้จริง ชั่วโมงคอมก็คอม ไทยก็ไทย
ไม่มีการประยุกต์เอาคอมมาใช้ในไทยเลยแม้แต่น้อย


ต่อมาคือเรื่องของการอัพเดทเนื้อหาของการเรียน
ตอนที่เราเรียนวิธีการแต่งกลอนไฮคุ เขาก็เอาของคนที่แต่งในปีที่แล้วนั่นแหละมาให้วิจารณ์
ทำให้เรารู้ข้อดีข้อเสียจากการใช้งานจริง ไม่ใช่แบบไทยฉบับปรับปรุงล่าสุด 2533
ไม่ก็นำแต่กาพย์โคลงกลอนสมัย ร1 ร2 มาให้เรียน โดยไม่มีฉบับที่คนแต่งปัจจุบันมาให้รู้เลย
ซึ่งตรงนี้ทำให้เด็กไทยตกเทรนด์ไม่ตามกระแส ขาดความร่วมสมัย ซึ่งไม่สามารถใช้กับชีวิตจริงได้


ถัดมาคือเรื่องของการให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมกับเรื่องที่เรียนอย่างแท้จริง
เช่นตอนแต่งกลอนไฮคุ แทนที่จะแต่งในห้องเรียน ก็ถึงกับพาเดินไปสวนญี่ปุ่น
เพื่อให้ชมความงามจนมีอารมณ์ร่วมแล้วก็ให้แต่งกลอนไฮคุในภายหลัง
หรือวิชาประวัติศาสตร์ ก็พาเดินไปยังพิพิฒภัณฑ์เพื่อให้เห็นภาพจริง
มีการเอาโฆษณาที่ฉายอยู่ในประเทศของเขามาจับแปลทีละคำ
มีการให้จับกลุ่มสนทนากับเพื่อนฝูงที่เป็นชาวต่างชาติเพื่อแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม
ไหนจะเรื่องการให้ค้นคว้าประวัติศาสตร์ของตัวเมือง ก็ให้ไปเดินและถามคนที่อยู่ในย่านร้านค้าเลย
ซึ่งตรงนี้นอกจากจะกระตุ้นให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมกับเรื่องที่เรียน รู้ถึงสภาพจริง
รรวมไปถึงมีความสนุกสนานกับสิ่งที่เรียนมากยิ่งขึ้น
ทว่าในไทยมีแค่นั่งอยู่บนโต๊ะ หาอ่านสิ่งที่อยู่แต่ในหนังสือเท่านั้น ทำให้เกิดความเบื่อหน่าย
ทำให้ไม่อยากเรียน และไม่เปิดหูเปิดตากับความเป็นจริงที่อยู่ด้านนอกสักเท่าไหร่นัก


เรื่องต่อมา การมีแหล่งการเรียนรู้มากมายและหลายหลาก
ไม่ว่าจะห้องสมุดที่มีหนังสือครบ เว็บไซต์ที่มีข้อมูลในเมืองในประเทศมากเท่าที่ต้องการ
การที่มีพิพิฒภัณฑ์ที่เข้าถึงได้ง่าย การเดินทางที่สะดวกรวดเร็ว
ป่าไม้ที่รองรับต่อการท่องเที่ยวเรียนรู้ แต่กลับกันไม่ทำลายธรรมชาติลงไป
ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ประเทศไทยขาด
ห้องสมุดที่หนังสือเก่าไม่ครบครัน เว็บไซต์ของคนไทยที่ให้ข้อมูลแน่นก็มีอยู่น้อย
เดินทางยาก พิพัฒภัณฑ์ที่ไม่สะดวกแถมถูกซ่อนเร้น ธรรมชาติที่ถูกทำลายจนหาไม่ได้จริง
สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ทำให้เด็กไทยไม่สามารถหาข้อมูลมาเรียนรู้เองได้โดยง่าย
จนมีแต่ต้องให้ครูหรือหนังสือเรียนมาป้อนความรู้ให้เท่านั้น


และที่สำคัญ แม้จะไม่ได้เรียนมากเท่าประเทศไทย แต่ก็เรียนรู้มากกว่าคนไทย
เพราะการบ้านที่เขาให้ทำ อย่างที่บอกไปในข้อความด้านบน
ให้ค้นคว้าหาประวัติศาสตร์ของตัวเมืองด้วยตนเอง ซึ่งสิ่งเหล่านี้บังคับให้หลังจากที่เลิกเรียนแล้ว
ผู้เรียนจำเป็นที่จะต้องออกไปสำรวจเมืองด้วยตัวเองว่าตัวเมืองมีประวัติศาสตร์อย่างไร
ผ่านทางเว็บไซต์บ้าง ย่านการค้าบ้าง หรือพิพิฒภัณฑ์ทั้งหลาย
ซึ่งตรงจุดนี้จะทำให้ได้มากกว่าความรู้ที่จะใช้ในชั้นเรียน หากรู้จริงว่าสังคมเป็นอย่างไร

บางทีการที่เด็กไทยไม่รู้ว่าจบไปจะเข้าคณะอะไรก็เพราะเหตุนี้
เพราะเด็กไทยไม่เคยเข้าไปอยูในสังคมจริงเลยว่าสังคมจริงเขาทำอะไรกันบ้าง
อีกทั้งนั่งอยู่หน้าโต๊ะเรียนและถูกบังคับให้เรียนยี่สิบสี่ชั่วโมง
มันก็ไม่มีทางรู้หรอกว่าตัวเองน่ะ แท้จริงแล้วชอบอะไรหรืออยากทำอะไรกันแน่

และคนเราที่ไม่ได้มีความชอบหรือจุดมุ่งหมายอะไรในชีวิต
คิดหรือว่าจะสามารถทำสิ่งที่เป็นภาระหน้าที่ของตนได้อย่างดีที่สุดได้ ?


และนี่แหละคือปัญหาของการศึกษาไทย ที่"บังคับ"ผู้เรียนให้เรียน ไม่ใช่"ชักชวน"ผู้เรียนให้อยาก

0
กำลังโหลด
amuyumu Member 9 ก.พ. 55 16:40 น. 6
เห็นด้วยค่ะ
คือตอนเด็กๆ ถามอะไรครูก็ตอบใช่ไหมคะ
พอโตมา เวลาสงสัยอะไรแล้วถามครู ครูมักจะหงุดหงิดและไม่ตอบแถมด่าซ้ำ
ก็เลยทำตามคนอื่นๆเขาไป ไม่ต้องคิดอะไรเพิ่มแล้ว
0
กำลังโหลด
SassY LadY Member 9 ก.พ. 55 16:43 น. 7
 ก็แย่ลงเรื่อยๆ...


มาตราฐานสังคมไทย...

พวกสูงก็สูงเสียดฟ้า

พวกไม่มีความคิดก็ช่าง...

ต่ำเรี่ยดินเกินไป...
0
กำลังโหลด
ซ่อนนาม Member 9 ก.พ. 55 17:07 น. 8
สำหรับความคิดระดับสูง กับความคิดระดับพื้นฐาน
หากจะให้เห็นภาพง่าย ๆ ก็ขอยกตัวอย่างดังต่อไปนี้

ความคิดระดับพื้นฐานเปรียบเสมือนเส้นตรง
จากจุด A ไป B จาก B ไป C ไม่มีอะไรมากกว่านี้

ความคิดระดับสูงเปรียบเสมือนต้นไม้ที่แตกกระจายไปทุกทิศทาง
จาก A ไป B C D และ แต่ละ B C D ก็มีการแยกไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

ซึ่งคนที่มีความคิดระดับสูงจะสามารถล้ำลึกได้แค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับสิ่งที่คิดครอบคลุมมากแค่ไหน
บางคนความคิดแตกกระจายไปมากก็จริง ทว่าสิ่งที่แตกกระจายไปนั้นไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ต้องการ
มันก็ทำให้ความคิดที่ได้ไม่มีประโยชน์อยู่ดี

จะยกตัวอย่างก็ค่อนข้างยาก
แต่พูดง่าย ๆ ว่าลองคิดให้หลายมิติ หลายมุมมอง อย่ายึดติดกับวิธีคิดเพียงรูปแบบเดียว
หากฝึกฝนไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวก็จะได้ความคิดขั้นสูงกลับมาเอง


บางทีอาจจะเริ่มจากการคิดมุกตลกก็ได้....

เหมือนจะไม่เกี่ยว ? แต่นั่นเกี่ยวอย่างมากเลยนะ !

เพราะมุกตลกไม่สามารถเกิดจากการคิดแบบตรงไปตรงมาได้
หากเกิดจากการที่มันเชื่อมโยง ทว่าขัดแย้ง จึงทำให้เกิดมุกตลกขึ้นมา
ลองดูให้ดีหลายมุกเราจะคิดว่า "มันก็ใช่ แต่มันไม่ใช่อ่า" เราถึงตลกขึ้นมาได้
ดังนั้นการคิดมุกตลกบ่อย ๆ ก็ถือว่าเป็นการพัฒนาความคิดขั้นสูงแล้ว
ทว่ามันยังเป็นเบื้องต้นที่ทำให้ความคิดฟุ้งอยู่
ซึ่งถ้าบีบอีกหน่อยให้สามารถใช้ได้จริง ก็อาจกลายเป็นความคิดขั้นสูงที่อยู่ในบทความนี้เอง
0
กำลังโหลด
อยากให้ฟังเราบ้าง 9 ก.พ. 55 17:13 น. 9
นั่นสิ เหมือนมันจะง่าย หรือแค่เล็กน้อย แต่จริงๆมันไม่ใช่นะคะ นิสัยที่สกัดกั้นความคิดสร้างสรรค์  8 ข้อนี่ ก็จริงอยู่ที่มันเป็นตัวปิดกั้นความคิดสร้างสรรค์ แต่ถ้าถามหาเหตุที่มานั้น แต่ละคนก็มีปัจจัยต่างๆกัน อย่างข้อ 2 เห็นพ้องไปกับคนอื่นๆทั้งๆที่ไม่เห็นด้วย ข้อนี้เจอตลอด ถ้าไม่เห็นพ้องตามคนที่คนอื่นๆคิดว่าดีจะเกิดอะไรตามมา อย่างน้อยก็ พอความคิดไม่ตรงกัน คนอื่นๆจะเลือกเชื่อตามคนที่เรียนดี เก่ง หรือคนที่ชอบเป็นผู้นำกลุ่ม  ถ้าเกิดความคิดไม่ตรงกับคนส่วนใหญ่ คนส่วนใหญ่ในกลุ่มจะแยกเราออกจากกลุ่มว่าเป็นแกะดำ แยกเราออกจากกลุ่ม แล้วตัวเราก็จะโดดเดี่ยว ไม่มีใครอยากจะทำงานร่วมด้วย หาว่าตัวถ่วง(จริงๆนะ ถ้าเราเห็นไม่ตรงกัน แล้วผู้นำกลุ่มไม่ยอมรับฟังความเห็นเรา เราจะโดนแยกจากกลุ่ม หน้าที่ในการทำงานเราจะไม่รู้ แล้วเราจะไม่ได้ทำ แล้วเพื่อนๆจะไม่ชอบเรา)

เอ่อ เหมือนมันจะเว่อร์ แต่เราเป็นจริงๆ เวลาเสนอความคิดใหม่ๆ เพื่อนจะหาว่ามันไม่มีทางเป็นไปได้ ทั้งที่เราพยายามอธิบาย ก็ไม่มีใครยอมฟัง แล้วทำงานเหมือนแบบเดิมๆ
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
คนไร้หนทาง 9 ก.พ. 55 17:25 น. 11
ใช่ ทุกวันนี้ เราเรียนไปอย่างไม่รู้ทางเลย พอมีคนมาถามว่า อยากจะเป็นอะไรล่ะ? เราก็ไม่รู้จะตอบว่าอะไรเลย ได้แต่ยิ้มรับ ไม่ก็บอกชื่ออาชีพที่ผู้คนส่วนใหญ่อยากเป็นกัน บอกตอบไป แต่ตัวเรารู้ว่า จริงๆที่ตอบไปมันไม่ใช่ เราไม่ได้อยากจะทำ แต่จะทำอะไรล่ะ ...?
นั่นสิเราทำอะไรได้ล่ะ ไม่รู้เลย เท่าที่เราจำความได้ โรงเรียน คือ ที่ที่เราไปเรียน ในห้องสี่เหลี่ยมๆ จ้องไปที่กระดาน มีครูพูดสอน เราก็จดตามที่ครูสอน ดูหนังสือ ทำการบ้าน วันๆมีแต่จ้องหน้ากระดาน กับจดตามไปในสมุด จนถึงทุกวันนี้ 10 กว่าปี มันก็เหมือนเดิม เราไม่รู้ว่าตัวเราสามารถทำอะไรได้บ้าง เราไม่รู้ว่าเราเหมาะกับสิ่งไหน แล้วเราก็ไม่รู้ว่าเราสนใจอะไร วันๆมีแต่จ้องหน้ากระดาน จ้องหนังสือ คุยกับครอบครัวแทบนับประโยคได้ในวันนึง สิ่งที่เราเรียนไป ก็แค่จำตามที่ครูสอน สักพักก็ลืม เราไม่มีจุดมั่งหมายเลย
..มีแต่จำ จำ จำ จำ จำไปทำไมล่ะ จำเพื่อไปสอบ สอบแล้วไปเรียนต่อ เรียนแล้วไปหางานทำ แล้วงานที่เราจะทำ มันใช้ที่เราเรียนมา 10 กว่าปีนี้หมดไหมละ
..สุดท้ายเราก็เหมือนไม่รู้อะไรเลย
0
กำลังโหลด
skyocean Member 9 ก.พ. 55 18:02 น. 12

อ่ะโห

โดนซ่อนนามอธิบายระเอียดเกือบยิ๊บไปหมดล่ะ

ผมก็เคยตั้งกระทู้เกี่ยวกับ การปิดกั้นทางความคิดของเด็กหรือคนทั่วๆไป

ซึ่งอย่างที่บอกมาในกระทู้นี้มีอะไรบ้าง อย่าง


1.ความคิดสร้างสรรค์
2. ความคิดเชิงวิจารณญาณ
3. การแก้ปัญหา

ผมจะขอพูดแค่เกี่ยวกับประสบการ์ณที่เคยเจอมาทั้งหมดทั้งมวล เด็กไทยส่วนใหญ่มีแค่

"ความคิดสร้างสรรค์"เท่านั้นแหละ แล้วก็ไม่ใช่ว่าจะมากหรือมีจนเต็มไปหมด ความคิดเชิงวิจารณญาณ หรือ การแก้ปัญหา ไม่ต้องพูดถึงเลย เด็กไทยไม่มีเลย หรืออาจจะมีแต่มีน้อยที่สุดเท่าที่มันจะน้อยได้ ถ้าคุณอยากฉลาดอยากมีความคิดระดับสูงอย่างที่กระทู้บอก

เริ่มจาก
 
1.คุณต้องสังเกตุ ถ้าคุณมีความสังเกตุ อยากรู้อยากเห็นทุกสิ่งทุกอย่างคำถามทั้งหมดทั้งมวลที่คุณคิดมันขึ้นมา มันจะตั้งคำถามกับสมองของคุณ
2.ความมั่นใจ ถ้าคุณมีความกล้าแสดงออกคำถามเหล่านั้น คุณจะหาคำตอบจากคำถามในหัวคุณได้ไม่ยากเลย

ถ้าคุณมี2อย่างนี้ก่อน อยากจะเป็นเด็กฉลาด อยากจะเป็นเด็กอัจฉริยะมันไม่ยากเลย ถ้าถามว่าสังเกตุได้จากไหนว่าคนนู้น คนนี้ เค้าฉลาดหรือไม่อะไรยังไง เรื่องใกล้ตัวมาก เวลาอยู่ในห้องเรียนถามจริง ถ้าคุณครูเขียนอะไรก็ได้บนกระดานแล้วมันผิด ทั้งๆที่ก็รู้กันทั้งห้องอยู่แล้วว่ามันผิด จะมีสักกี่คนที่กล้าพูดว่า นั่นมันผิดนะ!!

อีกอย่างเรื่องการแข่งขันของการศึกษาไทย ทำไมมีค่านิยมอะไรกันผิดๆอย่างนี้ (ถ้าคุณคิดว่าตัวเองฉลาดแล้ว ผมว่าคุณคิดผิด!!!)

ความฉลาด ความคิดระดับสูงสร้างได้ไม่ยากเลย แค่เริ่มจากตัวของตัวเองไม่จำเป็นหรอกคับที่ต้องไปติวแต่เรื่องเรียน ที่ต้องไปสนใจแต่ภายในบทเรียน หรือจะต้องเรียนกับอาจารย์เก่งๆ

อยากฉลาด อยากคิดแบบอิจฉริยะ เริ่มต้นจากทุกสิ่งรอบๆตัว หลังจากนั้นสมองของเรามันก็จะเอาไปประยุกต์ใช้ในอัตโนมัติเองแหละคับ ไม่ว่าจะเป็นทั้งเรื่องเรียน เรื่องสอบ การใช้ชีวิตประจำวัน หรืออย่างที่กระทู้นี้ได้บอกมา3อย่างคือ
1.ความคิดสร้างสรรค์
2. ความคิดเชิงวิจารณญาณ
3. การแก้ปัญหา


ถ้าถามว่าจะบริหารความคิด ความฉลาดยังไง ผมจะบอกให้

1.บอกปัญหาทุกอย่างที่คุณเคยว่า..มันเป็นเรื่องเล็ก ถ้าคุณมองมันใหญ่คุณก็จะแก้ไขมันได้ยาก
2.คิดแบบเชื่อมโยง ก็เหมือนกับที่คุณใช้ปากกาเขียนลงในกระดาษแหละคับ
3.สร้างจิตนาการ จิตนาการไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน แต่มันคือความคิดสร้างสรรค์
4.ทำตัวเองให้เป็นคนที่อยากรู้อยากเห็น (ภาษาชาวบ้านเรื่องว่า ส.เสือ ใส่เกือก นั้นเอง555) ขี้สงสัย และหาคำตอบ
5.คิดแบบง่ายๆ แต่ยอดเยี่ยม
6.เพิ่มความสนใจ ในสิ่งที่คุณสนใจอยู่แล้ว
7.เปลี่ยนความคิดให้เป็นการกระทำ หรือเปลี่ยนจาก นามธรรมเป็นรูปธรรม


แค่นี้เองแล้วคุณก็จะมีความคิดอย่างที่พวกที่สอบได้ ที่1 จบเกียรตินิยมยังต้องอาย



แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 9 กุมภาพันธ์ 2555 / 18:11
แก้ไขครั้งที่ 2 เมื่อ 9 กุมภาพันธ์ 2555 / 18:11
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
Me'z Member 9 ก.พ. 55 21:43 น. 15
เห็นด้วยกับความเห็นที่ 1,14 นะ
อยากให้เด็กมี แต่ก็ไม่เคยเปิดโอกาสให้เด็กอธิบาย
พออธิบาย ก็หาว่าเถียง บางทียังโดนด่ากลับมา
ทำให้เด็กไม่กล้าอธิบาย 

ครูบางคนบอกว่าถ้าไม่เข้าใจให้ 'ถาม'
แต่พอถาม กลับบอกว่า "ไม่ได้ฟังตอนที่ครูสอนหรือไง"
แล้วก็จะด่าเราอีกสารพัด
ทั้งๆที่เราก็ตั้งใจฟัง แต่แค่มันไม่เข้าใจ 

**นี่แหละ ทำให้เด็กไทยไม่กล้าออกความคิดเห็น
เพราะถูกปลูกฝังทางอ้อมมาจากผู้ใหญ่ทั้งนั้น !!
0
กำลังโหลด
ประธานจอมแสบซูยายะ เซน Member 9 ก.พ. 55 22:45 น. 16

อยากกดLike ให้ทุกความเห็นจริงงๆนะ

เด็กสมัยนี้มันอยู่ในกรอบมากเกินไป
เรายังได้ความรู้ตอนที่เราทำนู้นทำนี้ในบ้านมากกว่าในห้องเรียนเป็นไหนๆ

ถ้าเอาเข้าจริงๆแล้ว จะให้ครูสอนด้วยคอมไปตามบ้านยังได้เลย

เพราะความรู้ส่วนใหญ่ก็มีในเน็ตเกลื่อน อยู่ที่ว่าเด็กจะกลั่นกรองเอามาได้แค่ไหน
แล้วการสอนที่โรงเรียนก็ไม่ค่อยต่างจากการดูทีวีที่สถาบันกวดวิชานัก

เด็กไม่ได้ค้นคว้ามากเท่าที่ควร คำตอบต้องตามตำรา

ความคิดร้างสรรค์นั้น ตามที่ ค.ห.12 บอก
ใช่ เด็กไทยมี

ความจริงการใช้วิจารณญานก็มีเหมือนกัน
แต่เหมือนจะใช้ไม่เป็นกันซะมากกว่า

เพราะเด็กไม่ได้รรับการฝึกในจุดนั้นอย่างเพียงพอ

การศึกษาไทยอยู่ในกรอบเสมอ
เน้นปริมาณ
และความจำ

0
กำลังโหลด
ซ่อนนาม Member 9 ก.พ. 55 23:54 น. 17
#16
ความรู้"ทั่วไป"น่ะมีอยู่ในเน็ตเกลื่อนก็จริง

แต่ความรู้ที่เกี่ยวกับไทยแท้ ๆ แบบมาก และลงลึก
เมื่อเทียบกับต่างประเทศแล้วของคนไทยยังขาดแคลนอยู่มากนะ

พูดตามตรงบางเรื่องไม่อาจจะสามารถหาข้อมูลที่เป็นภาษาไทยได้เลย
กลับกันเรื่องของประเทศไทยเอง ดันมีในภาษาต่างประเทศมากกว่าของไทยอีก
ดังนั้นจึงนับได้ว่าข้อมูลของประเทศไทยนั้นมีน้อย

หรือไม่ก็เว็บของราชการเอง ข้อมูลของเว็บราชการที่ควรจะมี
เช่นกฎหมาย ข้อมูลภูมิประเทศ ภูมิศาสตร์ สภาพอากาศ นโยบาบ
ยังนับว่ามีน้อยมากเมื่อเทียบกับวิกิหรือเว็บของต่างประเทศ
เว็บที่ลงหนังสือทั้งเล่มก็ยิ่งนับได้ว่ามีน้อยกว่าน้อย

เราจึงถือว่าประเทศไทยยังขาดแหล่งข้อมูลในเน็ตอย่างแท้จริง

ซึ่งบางทีอาจจะเป็นเพราะนิสัยของคนไทยที่ไม่ค่อยชอบจดบันทึกให้คนอื่นรู้ก็ได้
(เรื่องนี้ก็เป็นตั้งแต่โบราณแล้ว ภูมิปัญญาบางอย่างจะถูกเก็บงำให้รู้แค่ในครอบครัวหรือชุมชน
โดยไม่ยอมเปิดเผยให้แพร่หลายเป็นที่รู้อย่างทั่วกัน คนไทยสมัยใหม่เลยติดนิสัยนี้มาด้วย)


...ตัวอย่างง่าย ๆ ที่เราเคยเจอตอนทำวิทยานิพนธ์คือ
ข้อมูลวิทยานิพนธ์ของไทยในเน็ตหาได้ยากมาก กลับกันของต่างประเทศมีให้เข้าถึงได้โดยง่าย
มีทางเดียวที่จะได้ข้อมูลวิทยานิพนธ์ก็คือการไปห้องสมุดของมหาวิทยาลัยนั้น ๆ
หรือไม่ก็ไปศูนย์รวบรวมงานวิจัยพวกนี้ที่แถวเกษตรโดยตรง
0
กำลังโหลด
karin<f>e Community 10 ก.พ. 55 00:22 น. 18
เข้ามาอ่านความคิดเห็นยามดึก...เลือกปักหมุดความคิดเห็นดีๆ ไม่ถูกเลยทีเดียว ทุกคนมีความคิดที่ดีทั้งนั้นเลย นี่ไงใครว่าเด็กไทยคิดไม่ ถ้าเปิดโอกาส ไม่มีการตราหน้า และไม่จำเป็นต้องเสริมแรง ก็ยังมีอีกหลายๆ คนอยากแสดงความคิด และเห็นได้ดี น่าพูดคุยกันต่อไป...

 
0
กำลังโหลด
pabo na.th Member 10 ก.พ. 55 08:14 น. 19
คิดเป็นมันก็เท่านั้น ถ้าไม่ลงมือทำอะไรเลย จริงมั้ยล่ะ
หรือต่อให้คิดเป็น ก็เอาไปทำอะไรไม่ได้ 
0
กำลังโหลด
ผมอยากบิน~ Member 10 ก.พ. 55 20:56 น. 20
 แต่บางครั้งข้อมูลที่เด็กถูกยัดเยียดมานี่มันมีเยอะเลยนะที่ได้ได้ใช้ในชีวิตประจำวันมั่นๆอ่ะ

บางครั้งหนูว่ามันสอนข้อมูลที่ดูไม่ค่อยมีความจำเป็นต่อเด็กเท่าไหร่เลยอ่ะ
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด