ดูกาลในประเทศไทยทุกวันนี้แปรปรวนอย่างหนักจนปรับตัวแทบไม่ทันเลย อย่างช่วงที่ผ่านมา ฤดูหนาวของคนกรุงเทพมีนับวันได้เลย อุตส่าห์ตั้งตารอ แต่หนาวแค่เนี้ย!! หลังจากนั้นก็กลับมาร้อนตับแตกเหมือนเดิม ตรงกันข้ามกับภาคเหนือ เพื่อนพี่มิ้นท์ไปเที่ยวมาเมื่อต้น ก.พ.อากาศยังหนาวอยู่เลย หลายพื้นที่งงกว่าเดิมเพราะวันนึงมี 3 ฤดู เช้าหนาว บ่ายร้อน เย็นฝนตก โอ้ว..พระเจ้า นี่หรืออากาศเมืองไทย


                 คำถามที่หลายคนกำลังสงสัยอยู่แน่ๆ เลยก็คือ ทำไมอากาศเมืองไทยถึงเป็นเช่นนี้ เป็นผลมาจากภาวะโลกร้อนรึเปล่า ขอบอกเลยว่าก็เกี่ยวข้องเต็มๆ และวันนี้พี่มิ้นท์จะพาน้องๆ มาดูข้อมูลเกี่ยวกับประเทศไทยรวมทั้งโลกของเรา ว่าในอนาคตเราจะต้องอยู่ท่ามกลางอุณหภูมิกี่องศาเซลเซียส!

               



                 จากภาพข้างบน เป็นภาพการทำนายอุณหภูมิของโลกที่จะเพิ่มขึ้นจากภาวะโลกร้อน ในปี 2070 - 2100 หรือ ปี พ.ศ.2613 - 2653 (จะอยู่ถึงมั้ยเนี่ย)โดยใช้สีเป็นสัญลักษณ์ โดยหมายเลขข้างล่าง คือ ระดับอุณหภูมิที่จะสูงขึ้น มีหน่วยคือ องศาเซลเซียส ตรงไหนที่มีความเปลี่ยนแปลงน้อย ก็จะเป็นสีขาว เหลืองอ่อนๆ และส่วนที่เข้มๆ เลยคือ อุณหภูมิจะเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นถึง 8 องศาเซลเซียส หรือมากกว่า

                 จะดูแผนที่นี้รู้เรื่องคงต้องอาศัยความรู้เรื่องแผนที่กันหน่อย แต่ก่อนจะไปไหนไกล ดูประเทศไทยกันก่อนดีกว่า สำหรับประเทศไทยเอง เรียกว่าค่อนข้างโชคดี คือ อุณหภูมิเปลี่ยนแปลงไม่มากเท่าไหร่ คือ ประมาณ 3-4 องศาเซลเซียส เพราะถ้าร้อนกว่านี้มีหวังตัวละลายแน่นอน โดยจะเห็นได้ว่าบริเวณโซนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก็เปลี่ยนแปลงจากเราซักเท่าไหร่



                 จุดที่คำทำนาย ทำนายไว้ว่าอุณหภูมิจะเปลี่ยนแปลงน้อยที่สุด คือ 0.55 องศาเซลเซียส  บริเวณทวีปอเมริกาใต้ แถบประเทศ อาเจนติน่า และบริเวณที่อุณหภูมิ เปลี่ยนแปลงมากที่สุด ถึง 9.2 องศา คือ บริเวณขั้วโลกเหนือ หรือแถบมหาสมุทรอาร์กติค ซึ่งจะอยู่บนๆ ของรูป เห็นได้ชัดเลยว่าจะเป็นสีแดงเข้มไปจนถึงสีดำ ซึ่งตอนนี้ก็กำลังประสบปัญหาธารน้ำแข็งละลายอยู่นั่นเอง

                 และจากแผนที่นี้ มีจุดน่าสังเกตอย่างนึง ไม่รู้ว่าน้องๆ สังเกตเห็นหรือเปล่า บริเวณภาคพื้นทวีป หรือบนดินเนี่ย อุณหภูมิจะมีการเปลี่ยนแปลงมากกว่าพื้นที่ที่เป็นน้ำ ดูได้จากสีที่ยังเป็นสีเหลืองอ่อนอยู่ โดยภาคพื้นทวีปจะมีความเปลี่ยนแปลงเฉลี่ย 4.2 องศา และพื้นน้ำ มหาสมุทร จะเปลี่ยนแปลงเฉลี่ยเพียง 2.5 องศาเท่านั้น นั่นเป็นเพราะว่าพื้นผิวดินนั้นกักเก็บความร้อนได้มากกว่าพื้นผิวน้ำนั่นเอง รู้ยังงี้แล้วหนีลงไปอยู่ในน้ำดีกว่า ฮ่าๆ


                ดูรูปนี้เสร็จพี่มิ้นท์มานั่งคำนวณต่อ อุณหภูมิเฉลี่ยช่วงหน้าร้อนของประเทศไทย พี่มิ้นท์ว่าก็เกือบ 40 องศาแล้ว แล้วถ้าอีก 60 ปี มันเพิ่มขึ้นมาอีก 4 องศา อุณหภูมิเฉลี่ยแค่ 40 องศานิดๆ เอง T^T โอ้ว... ไม่ไหวแล้ววว

อ้างอิงข้อมูลจาก

www.globalwarmingart.com
www.whereisthailand.info/2011/06/global-warming-prediction
  http://globalwarming.house.gov/impactzones/arctic

 

พี่มิ้นท์
พี่มิ้นท์ - Columnist พี่สาวใจเย็น ผู้เกิดมาในแอดมิชชั่นยุคแรก แต่เข้าใจ TCAS มากกว่า

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

30 ความคิดเห็น

กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
ซ่อนนาม Member 29 ก.พ. 55 13:46 น. 4
ค่อนข้างแปลกในประเทศไทย ที่เรื่องของโลกร้อนมีแต่รู้กันว่า โลกร้อนเพราะมนุษย์ เท่านั้น
ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วยังนักวิทยาศาสตร์ไม่น้อยที่สนับสนุน โลกร้อนเพราะธรรมชาติ อยู่


มันแตกต่างกันอย่างไร ?
คำตอบก็คือ โลกร้อนเพราะมนุษย์ วิธีแก้ก็ต้องอยู่ที่มนุษย์
ส่วนโลกร้อนเพราะธรรมชาติ มนุษย์ไม่สามารถแก้ได้
ตัวอย่างเช่น การที่ปลูกป่าที่ซาฮาร่า หรือช่วยหมีขาวที่ขั้วโลกเหนือ ควรเกิดจากการสมัครใจ
ทว่าในปัจจุบันมาจากการบีบบังคับขององค์กรระหว่างประเทศ
เช่นเรื่องคาร์บอนเครดิต หรือการกีดกันทางการค้าหากประเทศนั้นทำลายธรรมชาติเยอะไป
ซึ่งทำลายธรรมชาติเป็นสิ่งที่ต้องเกิดอยู่แล้ว ตัวอย่างเช่นทำอาหารก็ต้องใช้พลังงาน
ทว่าการทำลายธรรมชาตินี้กลับดันตั้งมาตรฐานที่สูงไป เช่นแค่ใช้เตาถ่านถือว่าผิด
ทว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่ประเทศที่ไม่เจริญจะใช้เตาแก๊ส หรือเตาไฟฟ้า ต้องใช้เตาถ่านเท่านั้น
แต่พอใช้ ประเทศอื่นจะเล่นงานด้วยการตั้งภาษีที่สูง หรือไม่ยอมค้ากับประเทศนั้น
นั่นคือการเปรียบเปรย แต่ในสเกลของโลก มันเกิดกรณีที่คล้ายกันนี้ขึ้นจริง
เพื่อที่ประเทศที่เจริญแล้วจะได้หาเรื่องกีกกันประเทศที่ยังไม่เจริญ
หรือไม่หากประเทศที่เจริญเสียเปรียบ ก็จะไม่ยอมรับข้อตกลงนั้นแทนเสียอย่างนั้น
ทั้งที่จริงประเทศที่เจริญได้ทำลายธรรมชาติอันมากกว่าไปก่อนประเทศที่ยังไม่เจริญแล้ว
(ข้อมูลนี่สามารถสังเกตเพิ่มได้ด้วยการวิเคราะห์สิ่งที่เกิดกับ Kyoto Protocol)

ดังนั้นหากเกิดเพราะธรรมชาติ มนุษย์ก็ไม่สามารถแก้ได้ และไม่สมควรที่จะถูกก้าวก่าย
หากต้องการแก้ ก็ต้องแก้ภายในประเทศนั้น ๆ
ตัวอย่างเช่น การปลูกป่า หรือใช้เงินเพื่อป้องกันภัยธรรมชาติในประเทศตนเอง

อย่างไรก็ตาม ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ว่า ถึงธรรมชาติจะทำให้โลกร้อน
แต่มนุษย์เองก็ทำให้โลกร้อนด้วยเช่น ทว่าด้วยอัตราส่วนที่แตกต่างกัน
และธรรมชาติอาจจะมีอัตราส่วนที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากกว่ามนุษย์กระทำ


แล้วอะไรที่ข้อพิสูจน์ว่าโลกร้อนเพราะธรรมชาติ ?
คำตอบก็คือ ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ ทว่าเพียงแค่ตั้งข้อสมมติฐานกันอยู่เท่านั้น
ซึ่งเรื่องนี้มีข้อสังเกตว่าโลกร้อนเพราะมนุษย์อาจจะไม่ใช่เรื่องจริงอยู่คือ

1 หลักฐานที่แสดงว่าโลกร้อนเพราะมนุษย์มีแหล่งที่มาไม่ชัดเจน
ในทางวิชาการจะมีการอ้างอิงแหล่งข้อมูลอยู่เสมอ แต่ส่วนใหญ่เมื่อหาแหล่งข้อมูล
จะพบว่าฝ่ายโลกร้อนเพราะมนุษย์อ้างว่าไม่สามารถนำมาเสนอได้อยู่เสมอ
อีกทั้งเวลาค้นแหล่งข้อมูลก็มักจะไม่พบแหล่งข้อมูลในจุดนั้น

2 หลักฐานที่ใช้พิสูจน์ว่าโลกร้อนไม่ได้มาตรฐาน
ตัวอย่างเช่นเครื่องวัดโลกร้อน จะใช้แต่เครื่องวัดที่ไม่ได้มาตรฐาน
เช่นแต่เดิมเครื่องตั้งอยู่ในป่า ทว่าในปัจจุบันอยู่ในตัวเมือง อุณหภูมิที่ได้ย่อมไม่ใช่ของจริง
ทว่ากลุ่มโลกร้อนเพราะมนุษย์มักจะนำข้อมูลส่วนนั้นมาใช้เป็นข้อมูลหลัก
แต่เมื่อเทียบกับข้อมูลจากดาวเทียมซึ่งได้ผลเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้นแต่น้อยกว่ามาก กลับไม่ถูกใช้
แน่นอนว่ารวมไปถึงการใช้ตัวเองในการสังเกตด้วย เช่นว่าเมื่อ20ปีก่อนไม่ร้อนแต่ปัจจุบันร้อน
ก็ไม่สามารถเชื่อถือได้ เพราะมีสิ่งที่เรียกว่า "ปรากฎการณ์เกาะร้อน" อยู่
ยกตัวอย่างเช่นถ้าท่านไปอยู่ในห้องครัว และทำอาหารในนั้น ในห้องย่อมจะร้อนผิดปรกติ
ทั้งที่ในทางกลับกัน ห้องอื่นของตัวบ้านกลับไม่ได้ร้อนขึ้นตามห้องครัวเลยสักนิด

3 โลกร้อนเพราะมนุษย์มีผลประโยชน์แอบแฝงอยู่
ลองคิดถึงการตลาดในปัจจุบัน การที่อ้างว่าโลกร้อนเพราะมนุษย์สามารถจัดแคมเปนจ์ง่าย
ทว่าหากยอมรับว่าโลกร้อนเพราะธรรมชาติเมื่อไหร่ จะแทบไม่สามารถจัดการใช้จุดนี้หาเงินได้
หากมีผลประโยชน์ร่วมในส่วนนี้ นักวิทยาศาสตร์เหล่านั้นจะขายวิญญาณตนเองได้หรือไม่ ?
หรือไม่การค้นพบว่าโลกร้อนเพราะมนุษย์เป็นความสำเร็จ ที่จะได้จารึกชื่อในประวัติศาสตร์
พวกเขาจะยอมบิดเบือนข้อมูลเพื่อเรื่องนี้กันได้หรือเปล่า ?

4 ที่สนับสนุนการรักโลกเพื่อโลกร้อนเพราะมนุษย์ มีแต่ประชาชนธรรมดา
ตัวอย่างเช่นการประหยัดเหล่านี้ คนที่เข้าร่วมจะเป็นคนระดับล่างที่ใช้ทรัพยากรน้อย
กลับกันคนระดับบนที่ใช้ทรัพยากรมากกลับไม่ลดการสูญเสียทรัพยากรเท่าที่ควร
ตัวอย่างเช่นสหรัฐอเมริกาที่ผลิตคาร์บอน 1 ใน 3 ของโลก
เคยที่จะปฏิเสธการเข้าร่วมโครงการระดับโลกในตรงนี้มาแล้วเพราะตัวเองเสียประโยชน์
แต่เมื่อหาทางได้ผลประโยชน์จากการกีดกันประเทศอื่น กลับเป็นตัวตั้งตัวตีสนับสนุนแทน

5 การรณรงค์โลกร้อนอาจจะไม่สามารถใช้ได้จริง
ตัวอย่างเช่นลดการใช้ถุงพลาสติกแล้วใช้ถุงผ้าแทน บางทีถุงพลาสติกช่วยลดโลกร้อนได้มากกว่า
เพราะเรื่องของโลกร้อนต้องดูอายุของการกระทำตั้งแต่ต้นจนจบ
เช่นการหาวัตถุดิบทำลายธรรมชาติไหม ?
การผลิตใช้พลังงานเยอะไหม ?
การทำลายส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมไหม ?
บางคนดูที่วัสดุก็เหมารวมว่าทำให้โลกร้อนแล้ว แต่หากดูทั้งวงจรอาจจะทำให้ช่วยโลกร้อนได้
กลับกันถุงผ้าที่ว่าช่วยโลกร้อน เอาเข้าจริงอาจใช้พลังงานและทำลายสิ่งแวดล้อมมากกว่าแทน



ด้วยเหตุนี้เรื่องโลกร้อนจึงเป็นสิ่งที่ยังต้องศึกษาอยู่มาก
แต่ในปัจจุบันการตลาดเข้ามาครอบงำ จนอาจจะเกิดการบิดเบือนเป้าหมายกันไปแล้ว



แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 29 กุมภาพันธ์ 2555 / 13:48
แก้ไขครั้งที่ 2 เมื่อ 29 กุมภาพันธ์ 2555 / 16:12
แก้ไขครั้งที่ 3 เมื่อ 29 กุมภาพันธ์ 2555 / 16:16
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
เรือนนรา Member 29 ก.พ. 55 22:35 น. 8
แค่ตอนนี้อากาศก็ร้อนมากแล้วครับ
อีกหกสิบปี....
ไม่ต้องพูดถึงเลยว่ามันจะร้อนขนาดไหน
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
otakugirlss Member 1 มี.ค. 55 12:15 น. 10
ไม่คิดว่าจะมีอายุอยู่ถึงอีก 60 ปีข้างหน้าน่ะ 55+ ขอให้ลูกหลานภายหน้าก้มหน้ารับผลจากการกระทำของคนรุ่นเราไปอย่างมีความอดทนละกัน(เกิดสงสารคนที่ยังไม่ทันเกิดขึ้นมาซะงั้น ^ ^)
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด