|
เปิดเทอมมาก็เหมือนได้เวลาเข้าสู่วังวน เรียน สอบ เรียน สอบ อีกแล้ว ถึงแม้ว่ากว่าจะสอบก็อีกเป็นเดือน แต่น้องๆ ก็ควรเตรียมตัวกันตั้งแต่เนิ่นๆ ถึงเวลาจะได้ไม่ต้องตื่นตัวจนเหมือนโดนไฟลนก้น และได้มีเวลาพักผ่อนในช่วงสอบด้วย ดังนั้นช่วงนี้ชาว Dek-D.com ก็เริ่มอ่านหนังสือเก็บแต้มกันได้เลย
สำหรับมือใหม่หัดฟิตอ่านหนังสือ พี่มิ้นท์ก็มีคำแนะนำดีๆ เกี่ยวกับช่วงเวลาที่ทำให้การอ่านหนังสือมีประสิทธิภาพมากที่สุด เพราะเชื่อว่าหลายคนยังมีปัญหาอ่านไม่ถูกที่ ไม่ถูกเวลา ทำให้ผลที่ได้จากการอ่านหนังสือไม่ครบ 100% ดีไม่ดีก็ไม่ได้อะไรกลับไปเลย
ไม่น่าเชื่อว่าในหนึ่งวัน ช่วงเวลาจะมีผลทั้งต่อร่างกายและการทำงานของสมองสูงมาก ถ้าอยากอ่านหนังสือให้ได้รับประโยชน์สูงสุด ก็ควรเลือกช่วงเวลาที่สมองว่าง ปลอดโปร่ง และตื่นตัว พร้อมรับกับสิ่งใหม่ๆ ที่จะเข้ามา ซึ่งช่วงเวลานั้น คือ ช่วงเวลาที่น้องๆ อาจจะยังหลับสบายอยู่ นั่นก็คือ ช่วงเช้ามืด ประมาณตี 5 - 10 โมงเช้าค่ะ
เชื่อว่าหลายคนเห็นช่วงเวลาก็อ้าปากหาวแล้ว แต่ในเมื่อมันเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดก็ควรรีบตื่นขึ้นมากอบโกยนะคะ หากยังกลัวง่วง แนะนำว่า ตื่นมาแล้วก็รีบล้างหน้า แปรงฟัน ให้กระปรี้กระเปร่าขึ้นมาหน่อย แล้วหาน้ำผลไม้ซัก 1 แก้วมาวางข้างๆ ไว้ซด เอ้ย! ไว้ดื่มตอนตาจะปิด ก็เป็นทริคดีๆ ที่ช่วยให้การอ่านหนังสือมีชีวิตชีวามากขึ้น แต่ถ้าอยากตื่นมาแบบไม่ง่วงจริงๆ ก็ควรนอนแต่หัวค่ำเลยจ้า จะได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ ฮึบๆ
ซึ่งประสิทธิภาพการทำงานของสมองของมนุษย์เรานั้น แต่ละช่วงเวลามีความสามารถแตกต่างกันนะ โดยในช่วงเช้าที่พี่มิ้นท์พูดถึงอยู่นี้ เป็นช่วงที่สมองปลอดโปร่ง หลังจากได้นอนหลับพักผ่อนสมองมาเป็นเวลาที่เหมาะสม การทำงานของสมองจะมีประสิทธิภาพทั้งในการเรียนรู้และจดจำ เรียกว่าอ่านช่วงนี้ อ่านอะไรก็เข้าหัว หากเคยสังเกตจะเห็นว่าเวลาเราอ่านหนังสือหน้าห้องสอบตอนเช้า เราจะจำได้แม่นมาก นั่นก็เป็นเพราะว่ายังเป็นช่วงที่สมองตื่นตัวอยู่ ต่างจากอ่านหนังสือหน้าห้องสอบในช่วงบ่าย ที่ต้องทวนกันสิบแปดรอบถึงจะเข้าหัว
นอกจากนี้แล้วการอ่านหนังสือในช่วงเช้า ยังเป็นเวลาที่เงียบสงบ เราจึงมีสมาธิมากที่สุดค่ะ ส่วนในช่วงเวลาบ่าย ถือเป็นขาลงมากๆ อ่านแล้วไม่ค่อยได้ผลเท่าที่ควร แต่ถ้าจำเป็นต้องอ่านช่วงนี้ ก็ขอให้มีความตั้งใจเยอะๆ เอาชนะความล้าจากสมองและความขี้เกียจของเราให้ได้ล่ะ
แต่ถ้าพลาดช่วงเวลาตอนเช้าแล้ว น้องๆ สามารถอ่านหนังสือได้อีกทีตอนประมาณ 1-2 ทุ่มค่ะ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เรากลับบ้านแล้วเรียบร้อย หรือ ไม่ก็กำลังเรียนพิเศษอยู่ เพราะเป็นเวลาที่สมองจะกลับมาตื่นตัวอีกครั้ง แต่ก็ไม่ได้ผลดีเท่าตอนเช้านะ
ส่วนในช่วงเวลาดึกตั้งแต่ 5 ทุ่มไปจนข้ามวันแบบที่ทำอยู่ทุกวันนี้นั้น พี่มิ้นท์ไม่แนะนำอย่างยิ่งค่ะ เวลานี้ควรรีบนอนให้สมองได้พักผ่อนและจัดระเบียบตัวเอง เพราะตั้งแต่ช่วง 5 ทุ่มเป็นต้นไป สมองจะทำงานน้อยลง มีความเหนื่อยล้า ดังนั้นอ่านเท่าไหร่ก็จำได้ไม่ค่อยดีค่ะ เก็บแรงแล้วมาเตรียมต่อรุ่งเช้าดีกว่านะคะ
หากน้องๆ ได้อ่านบทความนี้แล้ว และอยากเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเองให้นอนเร็วขึ้น ตื่นเช้าขึ้น และตื่นมาอ่านหนังสือแบบไม่ง่วง วิธีการก็ไม่ได้ยากอย่างที่คิดนะคะ ขอแค่ทำแบบนี้ทุกวันไปเรื่อยๆ ร่างกายเราจะปรับตัวและสร้างนิสัยใหม่ให้เรา เหมือนกับเวลาเราหัดนอนดึกขึ้น ซักระยะเวลานึงเราก็นอนดึกได้เองอัตโนมัติ
อันนี้ก็เช่นเดียวกัน ลองฝืนนอนเร็วๆ และฝืนตื่นขึ้นมาให้เช้าขึ้น ซึ่งมีข้อพิสูจน์ออกมาแล้วว่า เราสามารถสร้างนิสัยใหม่ๆ ด้วยการทำพฤติกรรมนั้นๆ ติดต่อกันประมาณ 3 สัปดาห์ ดังนั้นแล้ว พอพ้น 21 วันนี้ก็จะกลายเป็นสิ่งที่เราไม่ต้องฝืนอีกต่อไป โอ้เย่^^
อ้างอิงข้อมูลบางส่วนจากหนังสือ
Effective Time Management
|
71 ความคิดเห็น
สู้ ๆ ค่ะ
เพราะ กลัวผี
อีกอย่างคือ ง่วง ไม่ไหวแล้วววว ว !!!!
คราวนี้เอาไปใช้ในมหาลัย :)
ขอบคุณเด็กดีที่ให้สิ่งดีๆกับเด็กๆอย่างเรามานมนาน
ตั้งแต่อยู่ม.ต้น ตอนนี้ปี 1 แล้ว ^^
ส่วนตอนกลางคืนแจ่มๆสุด ยิ่งดึกยิ่งตาสว่าง
ปกติเราจะเข้านอนตอน 3 ทุ่มหน่อยๆ (ยกเว้นต้องปั่นงานให้ทันวันรุ่งขึ้นก็อาจดึก)
แล้วก็ตื่นช่วงตี 3-4 มานั่งอ่าน ตี5นอนอีกซักงีบ (ขอซักหน่อย 55+) พอตี5ครึ่งก็ไปอาบน้ำ เตรียมไปโรงเรียน
แต่ถ้าเป็นช่วงใกล้สอบจะอ่านเรื่อย ๆ จนโต้รุ่ง (ถ้าเป็นวันหยุด) อ่านทั้งคืนอ่ะนะ แบบว่าถ้าง่วงก็นอนประมาณตี 2-3 ไรงี้
คำเตือน : สูตรนี้ทำให้เป็นหมีแพนด้า ระวังไว้ด้วยล่ะ = =;
เพราะมันง่วงมากกกก
เลยตัดสินใจอ่านตอนกลางคืน
แล้วก็หลับพร้อมหนังสือไปเลย
พอเราตื่นเช้ามาก็จำเนื้อหาที่อ่านไปได้นะ
อืม... แต่ละคนคงมีวิธีที่แตกต่างกันแหละ
คิดว่าอ่านตอนเช้าน่าจะดีกว่าจริงๆแหละ ... คงจะจำได้มากกว่านี้