|
สวัสดีค่ะน้องๆ...ถึงจะทำงานเขียนบทความสายการศึกษา แต่ พี่มิ้นท์ ก็แอบแว๊บไปอ่านข่าวบันเทิงอยู่ทุกวันเหมือนกัน เพราะเราจะได้เห็นหน้าคนบันเทิงสวยๆ หล่อๆ ดูแล้วก็เป็นแรงบันดาลใจให้อย่าหยุดสวยต่อไป ฮ่าๆ เข้าเรื่องดีกว่า ในช่วงปีที่ผ่านมา พี่มิ้นท์ แอบสังเกตว่ามีโรคประหลาดอยู่โรคนึง ซึ่งคนในวงการบันเทิงหลายคนเคยป่วยเป็นโรคนี้ ไม่ว่าจะเป็น โอ อนุชิต, ณัฐ AF4 รวมไปถึงนางเอกชั้นนำอย่าง พลอย เฌอมาลย์ และล่าสุดก็เป็นจ๊ะ จิตตาภา ที่เจออาการนี้เข้าไปเต็มๆ โรคที่กำลังพูดถึงอยู่นี้ ก็คือ "โรคหน้าเบี้ยวครึ่งซีก" นั่นเองค่ะ โรคหน้าเบี้ยวครึ่งซีก มีชื่อทางการแพทย์ว่า Bell’s Palsy หรือ idiopathic facial paralysis(IFP) แปลว่า โรคหน้าเป็นอัมพาตโดยไม่ทราบสาเหตุ เป็นโรคที่มีอาการตามชื่อเลยค่ะ คือ ใบหน้าครึ่งนึงของเราจะไม่สามารถควบคุมได้ทั้งแถบ มุมปากก็จะคอลโทรลไม่ได้ ทำให้ปากเบี้ยว กินข้าว ดื่มน้ำลำบากขึ้นมาก ตาตก หลับตาไม่สนิท กินระยะเวลาป่วยร่วมเดือนกันเลยทีเดียว ซึ่งอาการจะเกิดขึ้นเฉพาะใบหน้าเท่านั้น ไม่ได้ลุกลามไปตามอวัยวะส่วนอื่น(ถ้าลามไปที่อื่น ก็อาจจะเป็นโรคอื่น) ถึงแม้ว่าโรคนี้จะไม่ได้เป็นอันตรายถึงชีวิต แต่ พี่มิ้นท์ ว่าความร้ายแรงของมันก็ไม่ได้น้อยหน้าโรคอื่นเลยในแง่ของการทำลายความมั่นใจในการเข้าสังคม
โรคนี้เกิดจากความผิดปกติของเส้นประสาทสมองคู่ที่ 7 ซึ่งเส้นประสาทสมองของคนเราปกติจะมีทั้งหมด 12 เส้น โดยที่เส้นที่ 7 นี้เป็นเส้นที่ควบคุมกล้ามเนื้อใบหน้าของเรา ซึ่งถ้าเส้นนี้เกิดการอักเสบ บวม จนไม่สามารถทำงานได้ใบหน้าครึ่งนึงก็เลยขยับไม่ได้นั่นเอง แต่สาเหตุหลักๆ ที่ทำให้ปลายประสาทเส้นที่ 7 อักเสบกลับไม่ทราบที่มาแน่นอน แต่เชื่อกันว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับเชื้อไวรัสบางตัว อย่างเช่น งูสวัส หรือ เริม ซึ่งเชื้อไวรัสพวกนี้เป็นเชื้อที่อยู่ในร่างกายอยู่แล้วเพียงแต่ไม่ได้แสดงออกมา จนกว่าร่างกายของเราอ่อนแอหนักๆ เครียดมากๆ จากที่เคยหลบตามปมประสาท ก็จะออกมาจ๊ะเอ๋ และทำลายเส้นประสาทของเรานั่นเอง อาการของโรคนี้ไม่ได้มีแค่หน้าเบี้ยว ปากเบี้ยวเท่านั้น แต่ยังมีโอกาสที่จะปวดหัว รู้สึกตึงใบหน้า กินอาหารแล้วไม่รู้รสชาติ เพราะการรับรสที่ลิ้นผิดปกติในข้างที่เกิดอาการ กินน้ำแล้วก็ไหลหก เพราะควบคุมไม่ได้ ถ้าอยู่ข้างนอกแล้วกินน้ำไหลออกมุมปากแบบนี้ ร้อยทั้งร้อยเป็นใครก็ต้องอายค่ะ นอกจากนี้อาจมีอาการช้าที่หูและใบหน้าร่วมด้วย การแสดงสีหน้าก็ทำได้ลำบาก น้องๆ อ่านมาถึงตรงนี้ก็คงรู้สึกเหมือนกันว่าโรคนี้ช่างน่ากลัวเสียนี่กระไร เอาเป็นว่า พี่มิ้นท์ จะบอกถึงสัญญาณเตือน น้องๆ จะได้คอยสังเกตตัวเอง และคนอื่นได้ด้วย อาการแรก จะรู้สึกเหมือนเป็นไข้ อ่อนเพลียจัด เหมือนมีเสียงอื้อๆ ในหู ตาแห้ง และอาจจะรู้สึกหลับตาไม่สนิท รวมไปถึงคนที่ซึ่งอาการอาจจะเกิดขึ้นในตอนเช้าของอีกวันนึงก็ได้ หรืออาจจะ ใช้เวลาหลายวันกว่าจะปรากฏอาการแบบเต็มรูปแบบ ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลค่ะ สำหรับคนกลุ่มเสี่ยงของโรคนี้ก็มักจะเป็นคนที่ร่างกายอ่อนแอ ไม่ว่าจะเป็นคนสูงอายุ ภูมิคุ้นกันผิดปกติ เบาหวาน หรือคนที่มีอาการติดเชื้อไวรัสอยู่แล้ว เช่น โรคหวัด เป็นต้น แต่หนุ่มสาวเอย อย่าเพิ่งชะล่าใจไป เพราะถ้าหากดูแลตัวเองไม่ดี พักผ่อนไม่เพียงพอ ต่อให้แข็งแรงยิ่งกว่าไอรอนแมนก็มีโอกาสเป็นได้เหมือนกันค่ะ ในส่วนของการรักษา โรคนี้สามารถหายได้เอง เนื่องจากร่างกายมีกระบวนการรักษาตัวเองอยู่แล้ว แต่หากรู้ตัวว่าเข้าข่ายโรคนี้ ก็ควรรีบพบแพทย์ทันทีเพื่อประเมินอาการดีกว่านะคะ ซึ่งคุณหมอหลายๆ ท่านคอนเฟิร์มมาว่าโรคนี้วินิจฉัยแค่แป๊บเดียวก็รู้ผลแล้ว และการอยู่ในการควบคุมอาการตามคำแนะนำของแพทย์ก็จะเป็นสิ่งที่ดีค่ะ เพราะโรคนี้เกี่ยวข้องกับเชื้อไวรัส หากพบหมอเร็ว ก็หายได้เร็ว แต่ถ้าไปหาคุณหมอช้าโดยที่ไม่รู้ตัวมาก่อนว่าเป็น เส้นประสาทอาจถูกทำลายถาวรและไม่หายเลยก็ได้นะคะ สำหรับวิธีการรักษา คุณหมอก็จะให้ยาประเภทกลุ่มยาแก้อักเสบ ลดอาการบวมของเส้นประสาท ยาฆ่าเชื้อไวรัส รวมถึงการทำกายภาพบำบัด เพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อด้วย เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งโรคที่น่ากลัวแถมยังทำให้เราเสียเซลฟ์อีกด้วย เห็นแบบนี้แล้ว พี่มิ้นท์ ยิ่งรู้สึกว่าการมีสุขภาพที่ดีเป็นสิ่งที่เงินซื้อไม่ได้จริงๆ อยากได้ต้องดูแลตัวเอง น้องๆ ยังเป็นวัยรุ่นอยู่ ก็อย่านอนดึกมากนัก จะได้ตุนสุขภาพดีๆ เอาไว้ใช้ในอนาคต^^ สุดท้าย พี่มิ้นท์ ก็ขอจบด้วยพุทธศาสนสุภาษิตที่ว่า "อโรคยา ปรมา ลาภา" การไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐนะคะ (คอลัมน์วิทย์แต่จบด้วยพระพุทธศาสนาซะงั้นอ่ะ) ![]()
อ้างอิงข้อมูลจาก
www.vcharkarn.com/varticle/43811,
รายการคนสู้โรค Thai PBS
รูปภาพจาก www.anatomybox.com/bells-palsy/,
www.aafp.org/afp/2007/1001/p997.html
|
แสดงความคิดเห็น
ถูกเลือกโดยทีมงาน
ยอดถูกใจสูงสุด
รายชื่อผู้ถูกใจความเห็นนี้ คน
แจ้งลบความคิดเห็น
คุณต้องการที่จะลบความเห็นนี้ใช่หรือไม่ ?




21 ความคิดเห็น
แล้ววิธีแก้ไข หรือวิธีดูแลตัวเอง มีเพิ่มเติมอีกมั้ยคะ ??
โดนหมอสั่งให้ยิ้มหน้ากระจกทุกวันเลย
ที่จริงก็หายนะ แต่ถ้าสังเกตดีๆตา2ข้างเราไม่เท่ากันTT
ปากก็ไม่ตรง เศร้าๆ
แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 27 มิถุนายน 2555 / 21:20
สงสัยทำงานหนักกัน ไม่ค่อยได้พักผ่อน :)
แล้วหน้าเบี้ยวไปเลย น่าสงสารมาก กว่าจะหายเป็นเป้าสายตาคนไปนานเลย
มีคนนึงลองไปนวดจับเส้น หมอที่นวดให้เก่งมากนะคะ
นวดให้คนที่เป็นหมอนรองกระดูกฯหายแบบไม่ต้องผ่ามาแล้ว
แต่เรื่องของเรื่องคือมันจะเจ็บมาก และต้องนวดซ้ำกัน 4-5 ครั้งถึงจะหาย
หมอที่นวดเค้าก็บอกว่ามันเกิดจากเส้นในร่างกายตึง แล้วดึงมาจนถึงหน้า
พวกที่เล่นคอมเยอะๆนาน แล้วไม่ยืดเส้นยืดสายมักเป็นบ่อย สุดท้ายเค้าทนเจ็บไม่ไหว
เลยไปหาหมอทานยา แต่ใช้เวลานานหน่อยถึงจะหาย ตอนนี้ก็กลับมาเป็นปกติแล้ว
ขอบคุณสำหรับข้อมมูลดีๆค่ะ
ส่วนตัวก็ชอบนอนดึกนะคะ ประมาณเที่่ยงคืนหรือไม่ก็ตีหนึ่ง ฮือ...
ต่อไปจะเพลา ๆลง แล้วค่า
ขอบคุณที่นำมาให้อ่านกันนะคะ
ขอบคุณข้อมูลดีๆค่ะ
โหววว ถ้าเป็นนี่ไม่กล้าออกจากบ้านเลยทีเดียว