จิตวิญญาณของชาติเรา เราควรใช้สติปัญญาของเราพัฒนาให้สิ่งเหล่านี้ยั่งยืนไป คิดธรรมดา ขายธรรมดาคงไม่ได้ คงต้องใช้ "ความคิดสร้างสรรค์" เข้าช่วย แล้วถ้าทุกๆ คนในชาติมีความคิดสร้างสรรค์ที่ดีๆ ทำไมชาติเราจะไม่พัฒนาผงาดขึ้นมาในสากลโลกจริงไหม
เมื่อเดือนที่แล้ว (พ.ค. 55) มีผลวิจัยจากสำนัก ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ (กรุงเทพโพลล์) ในเรื่อง “ความคิดสร้างสรรค์กับการพัฒนาประเทศ” ผลการวิจัยบอกว่า
ทางผู้วิจัยได้สรุปว่า แสดงว่าแม้ว่าคนไทยส่วนใหญ่จะเชื่อว่าตนเอง มีความคิดสร้างสรรค์ แต่ก็ไม่ได้ประยุกต์ความคิดสร้างสรรค์นั้นมาสู่การปฏิบัติอย่างจริงจัง
เป็นผลวิจัยที่ดีทีเดียว บอกได้เลยว่า คนไทยมีทุกอย่าง มีของ มีความคิด ขาดอย่างเดียวคือกล้าทำ พี่เกียรติขอสนับสนุนให้น้อง กล้าคิด และกล้าทำ ค่ะ อยากทำอะไรทำไปเลย! เป้าหมายมีไว้พุ่งชนอย่างที่ทุกคนทราบดีอยู่แล้ว มีคนกล้าทำทั้งหลายแล้วประสบความสำเร็จมีตัวอย่างหลายๆ คน อย่างนักธุรกิจแบบคุณตัน เถ้าแก่น้อยสาหร่าย อย่างอินโนเวชันแมน ถึงจะแปลกในสายตาใครๆ แต่จริงๆ ก็เป็นคนกล้าคิดกล้าทำเช่นกัน (ไม่รู้จักอินโนเวชันแมนให้ลองค้นหาข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตดูนะ)
การกล้าคิดกล้าทำอย่างสร้างสรรค์นี้ไม่จำเป็นต้องยิ่งใหญ่หรือสร้างรายได้พันล้านเสมอไปนะคะ เพียงแค่คิดและเข้าไปช่วงเหลือสังคม ไปเป็นครูอาสา รวมตัวกันกวาดถนน สอนเพื่อนทำการบ้าน แนะนำคนข้างบ้านให้เล่นทวิตเตอร์ ฯลฯ แค่นี้ก็เรียกว่าสร้างสรรค์ได้แล้ว ขอเพียงน้องๆ ตระหนักไว้เสมอว่า การกล้าคิด กล้าทำ ของเราต้องไม่ทำให้ใครเดือดร้อนเท่านี้ความกล้าอย่างสร้างสรรค์ของเราก็จะเป็นประโยชน์ต่อตนเอง ครอบครัว และสังคมแล้วจ้า สู้!
ขอแนะนำวิธีเริ่มต้นคิดนอกกรอบที่บทความ "คิดอย่างไรให้อยู่ นอกกรอบ" และมาหยุดอาการลืมสร้างสรรค์ได้ที่ "8 นิสัยไม่ได้เรื่อง สกัดกั้นความคิดสร้างสรรค์" ขอขอบคุณผลการวิจัยจากกรุงเทพโพลลล์ด้วยค่ะ
แหล่งที่มา:
ผลวิจัยจากกรุงเทพโพลล์-คิดสร้างสรรค์กับการพัฒนาประเทศ - bangkokpoll.bu.ac.th/
|




22 ความคิดเห็น
อันนี้เจอกับตัวเลยนะ เพราะมีคน"คิดว่าตัวเองคิดนอกกรอบ"มักจะอวดอ้างความสามารถให้ดู
แต่พอวิเคราะหืผลงานให้ดี กลับไม่เจ๋งดั่งที่บอก เลยทำให้พอแยกได้
ดังนั้นมาลองดูว่าเข้าข่ายประเภทไหนกัน
พวกที่"คิดว่าตัวเองคิดนอกกรอบ"
กลุ่มนี้จะคิดแต่เพียงว่า "คิดนอกกรอบคือทำให้แตกต่าง" โดยจงใจที่จะคิดต่างจากผู้อื่น
อันนี้เป็นความคิดที่ผิด ก่อนที่จะคิดนอกกรอบได้ต้องรู้ว่าในกรอบคิดยังไงก่อน
แล้วก็ประยุกต์วิธีคิดในกรอบนั้นแหละ มาหาวิธีคิดนอกกรอบใหม่ เพื่อให้ได้วิธีที่ใช้งานจริงได้
การที่มัวแต่คิดต่าง แปลว่าจะทิ้งสิ่งดีที่มีอยู่เดิมไป ทำให้ไม่อาจได้วิธีใหม่ที่ดีกว่าเดิม
กลับกันกลุ่มที่"คิดนอกกรอบได้จริง"
กลุ่มนี้จะรู้ซึ้งว่าวิธีเดิมนั้นคิดยังไง แล้วจะคิดวิธีใหม่ควบคู่กันไปด้วย
เพราะวิธีเก่าที่ใช้กันมานานย่อมมีสิ่งที่ดีอยู่ ไม่เช่นนั้นเขาคงไม่ทำกันมาจนชินกันหรอก
และเมื่อใช้วิธีเดิมคิดควบคู่กับวิธีใหม่แล้ว จะให้สามารถเปรียบเทียบได้ว่าสิ่งไหนดีหรือไม่ดี
จึงทำให้ดึงของดีที่มีอยู่เดิมมาใช้ต่อ และทิ้งของที่ไม่ดีแล้วนำของใหม่ที่ดีกว่ามาใช้แทน
อีกทั้งคนกลุ่มนี้จะไม่สนว่าภายนอกจะแตกต่างแค่ไหน ขอให้เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดก็พอ
ดังนั้นสรุปได้ว่า
"คิดว่าตัวเองคิดนอกกรอบ" คือพวกยึดติดกับความต่าง เพิกเฉยของเดิม หวังแต่ความหวือหวา
"คิดนอกกรอบได้จริง" คือคิดรวบยอดเก่าใหม่ สนที่การใช้งานจริงถึงไม่ต่างจากเดิมมากก็ยังใช้
แน่นอนเพราะทำมาจนชิน มันย่อมมีดีที่ทำให้เขาทำมากันจนชินอยู่แล้ว
ทว่าการทำจนชินนี่แหละ จึงทำให้หลงลืมที่จะพัฒนางานเดิมให้ดีไปกว่าเดิมได้
ซึ่งการจะต่อเติมงานใหม่ ก็ย่อมจะต้องใช้วิธีแปลกใหม่ในการคิดด้วยเช่นกัน
ด้วยเหตุนี้ จะคิดต่างได้อย่างแท้จริงก็ต้องรู้ด้วยว่าของเดิมนั้นดีไม่ดียังไง
เพราะหากไม่รู้ สิ่งที่คิดใหม่ ก็ยากที่จะดีไปกว่าของเดิมได้
ส่วนใหญ่แล้วพวกเรามี ความคิดสร้างสรรค์ จริงๆ นั่นแหละ แต่กลับ ไม่กล้าทำ
สนับสนุนให้คนไทยกล้าลงมือทำมากขึ้นครับ
อันนี้ต้องแยกให้ดีนะ
มีความคิดสร้างสรรค์ก็จริง แต่ได้เพียงแค่คิดเท่านั้น
ทว่าเวลาเอาออกมากลับไม่ได้เจ๋งจริงก็เป็นได้
ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องปรกติ เพราะเวลาคิดในหัวมันจะมีข้อจำกัดของมันอยู่
ทำให้ไม่สามารถคิดได้หลายมิติ ซับซ้อน หรือรอบด้านได้ดีพอ
(หลายมิติก็เล่นหมากรุกมองการเดินหมากพร้อมกันทุกตัว ซับซ้อนก็คิดล่วงหน้าไปอีกหลายตา
คิดรอบด้านก็เช่นว่าเดินหมากไหนแล้วมีโอกาสชนะมากที่สุด หรือนิสัยของคู่ต่อสู้เป็นเช่นไร)
และเมื่อเอาออกมาเขียน ก็จะพบว่าสิ่งที่ยังคิดไม่ถึงนั่นแหละมักจะเป็นจุดอ่อนให้ทำไม่ได้จริง
ด้วยเหตุนี้จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องฝึกฝนคิดสร้างสรรค์ให้บ่อย
ไม่เพียงแต่คิดอยู่ในหัว แต่เอาออกมาข้างนอกให้เห็นด้วย
แล้วดูว่าสิ่งที่เราคิดมันมีข้อจำกัดในความเป็นจริงเช่นไรบ้าง
และหากฝึกบ่อย สมองเราก็จะพัฒนา จนสามารถคิดได้หลายมิติมากขึ้น
แน่นอน เมื่อเอาออกมาแสดงในช่วงแรก ๆ มันก็ย่อมมีจุดห่วยจนให้คนอื่นตำหนิได้ง่าย
แต่อย่ายอมแพ้เพียงแค่นั้น หัดคิดและแสดงออกมาเรื่อย ๆ เรียนรู้พัฒนาสิ่งที่ผิดพลาด
หากทำบ่อย ๆ เดี๋ยวก็จะสามารถคิดสร้างสรรค์ได้อย่างแท้จริงเอง
ชีวิตจริงๆแล้ว ใช้ว่าอยากจะคิดนอกกรอบ ก็คิดได้
มันมีหลายๆปัจจัย
-ชุดยูนิฟอร์มต้องถูกกฎ
-ทรงผมต้องตามระเบียบ
-ออกความคิดเหตุ ครูว่าหาว่าเถียง(?)
-การสอนแบบเดิมๆ ให้เด็กทำนู้นทำนี้ ยังไงครูก็เขียนให้ลอก ตอนประถม และ สอบแบบคำตอบต้องมะเพียงหนึ่งเดียว ตอบอย่างอื่นผิด
ซึ่งต่างจากต่างชาติ ว่าทำไมชาวต่างชาติความคิอถึงมากมาย
-ยูนิฟอร์ม ไม่มี ให้เด็กใส่เอง เพื่อจะเข้าสังคมตอนอนาคต เ่ช่นเดียวกับทรงผม
-ความคิดทุกความคิดถูกหมด เนื่องจาก ความคิออยู่นอกกรอบ แม้แต่จะตอบในทางชั่วเช่น อยากได้มือถือแบบเพื่อนเนี่ย จพะทำอย่างไร มีเด็กตอบขโมย ยังไม่เลย เเล้วครูคอยบอกว่าทำอย่างนี้แล้วเป็นย่างไร เหจุผมที่ต้องทำตอนแรกเพื่อฝึกเด็ก
มันถูกปลูกฝังมานานนน
ยอมรับเลยจริงๆว่าเป็นคนที่คิดนอกกรอบไม่่ค่อยเป็น
main()
{
int list[100];
int listlength = 0;
char line[100];
int i;
int o1, o2, r;
scanf("%s",line);
i = 0;
while(line[i]!=0) {
if((line[i]>='0') && (line[i]<='9')) {
list[listlength] = (line[i]-'0');
listlength++;
} else {
o2 = list[listlength-1];
o1 = list[listlength-2];
listlength-=2; /* take out these numbers */
if(line[i]=='+')
r = o1 + o2;
else if(line[i]=='-')
r = o1 - o2;
else if(line[i]=='*')
r = o1 * o2;
else
r = o1 / o2;
list[listlength] = r;
listlength++;
}
i++;
}
printf("%d\n", list[listlength-1]);
}
นั่นคือความคิดนอกกรอบของคุณหรือเปล่าค่ะ
พอคิดอีกอย่างก็หาว่ากวนตีน
ยอมโซ้ยก๋วยเตี๋ยวใส่ซาหริ่มดีกว่าเจอเรื่องแบบนี้เลย ปวดกบาล (พูดถึงก็น่าลองเนาะ ก๋วยเตี๋ยวมันร้อน~ =w= )
ไครมาเปลี่ยนใหม่ก็โดนด่า
เพราะงี้ไงประเทศจึงอยู่กับอะไรเก่าๆ ไม่ก้าวหน้าสักที