ตอน.. ละครเวที

เรื่องสัปดาห์นี้ การันตีหลอนด้วยรางวัล "อ่านเรื่องนี้ต้องมีหอน"


         สวัสดีครับ กุ๊ก กุ๊ก กู๋ เรื่องลี้ลับในสถาบันมาแล้ว แน่นอนตามที่นัดหมายกันไว้ว่าตลอดเดือนพฤศจิกายน ไปจนถึงธันวาคม พี่ลาเต้ จะนำเรื่องลี้ลับในสถาบันที่ชนะเลิศจากการประกวดในกิจกรรมเล่าเรื่องผีวันฮาโลวีนปี 2012 มาเล่าให้ฟัง เริ่มต้นวันนี้ด้วยเรื่อง "ละครเวที" น้องอิสริยา เจ้าของรางวัล “อ่านเรื่องนี้ต้องมีหอน” ไม่ต้องให้เสียเวลา เราไปสัมผัสความลี้ลับพร้อมกันเลย กุ๊ก กุ๊ก กู๋

         สวัสดีค่ะ พี่ลาเต้ และเพื่อนๆ ชาวเด็กดีดอทคอม เรื่องนี้เกิดขึ้นสมัยเรียนอยู่ปี 4 (ว้าย แก่จัง) ตามธรรมเนียมนิเทศศาสตร์ชั้นปี 4 จะต้องจัดแสดงละครเวที เมื่อวาระของพวกเรามาถึง เพื่อนๆ ทั้งภาคปกติ และภาคพิเศษ ก็มารวมกันเลือกบทละครเวที นักแสดง รวมทั้งแบ่งกลุ่มแบ่งฝ่ายในการทำงาน ผลสรุปออกมาว่าละครเวทีปีนี้เป็นแนวผี !!! สำหรับตัวเราเองก็อยู่ทีมแสง ซึ่งมีทั้งหมด 6 คน เราเตรียมตัวกันนานมาก ตั้งแต่ต้นเทอมเลย หลังจากที่คัดเลือกนักแสดงได้แล้ว พวกเราก็ซ้อมละครทันที ตอนแรกก็ซ้อมที่ห้องประชุมคณะ จากนั้นใกล้วันแสดงก็ย้ายไปซ้อมที่เวทีจริงซึ่งก็คือ หอศิลป์

         หอศิลป์ เป็นสถานที่จัดแสดงนิทรรศการ และก็มีโรงละครขนาดย่อมให้ทำการแสดงต่างๆ ก็มีผู้มาใช้บริการมากมายหลายรูปแบบ ทั้งจัดคอนเสิร์ต แสดงดนตรี หรือละครเวที โดยการได้เข้ามาซ้อมที่หอศิลป์นี้ นอกจากจะได้เข้ามาเซ็ตฉาก อุปกรณ์ต่างๆ แล้ว ยังได้บล็อกกิ้งเวทีของนักแสดง และฝ่ายแสงของเราก็ได้จัดแสงแบบจริงๆ ซะที ฝ่ายแสงของเรามีที่ทำงาน คือห้องควบคุมไฟอยู่หลังเก้าอี้คนดู คืออยู่เหนือขึ้นไปสามารถมองเห็นเวทีทั้งหมดได้เป็นอย่างดี ในฝ่ายของเรามีน้องปี 1 อยู่คนนึงรูปร่างอ้วนใหญ่ เราเรียกว่าน้องอ้วน


         “ผมเห็นวิญญาณได้” ระหว่างทำงาน อยู่ดีๆ น้องอ้วนพูดก็พูดประโยคนี้ขึ้นมาให้พวกเราฟัง ซึ่งทำเอาแต่ละคนที่ได้ยินหน้าเหวอไปตามๆ กัน ??? แต่สำหรับเรา ฟังแล้วก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก เพราะเท่าที่ฟังน้องเล่า เหมือนน้องจะขี้โม้ยังไงอยู่ 555

         วันหนึ่งหลังจากที่ซ้อมละครเสร็จแล้ว ทีมงานทุกคนเรียกประชุมเพื่อฟังจุดดี และข้อบกพร่องจากการซ้อม ช่วงท้ายของการประชุมอยู่ดีๆ น้องอ้วน ของเราก็ยกมือขึ้นเพื่อจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ทีมผู้กำกับได้ห้ามไว้ และขอไปพูดนอกรอบ ซึ่งหลังจากที่แต่ละคนกำลังแยกย้ายกลับบ้าน เราก็เห็นน้องอ้วนคุยกับทีมผู้กำกับสีหน้าเคร่งเครียด ก็ทำให้ทวีความสงสัยเข้าไปอีก และคิดว่าต้องรู้ให้ได้ว่าเขาคุยกันเรื่องอะไร ?? จึงตัดสินใจชวนเพื่อนสนิทเดินไปถามทีมผู้กำกับทันที แต่ก็เหมือนไม่ได้รับคำตอบที่กระจ่าง

          วันรุ่งขึ้น เมื่ออยู่พร้อมกันในห้องควบคุมแสง เราก็ถามน้องอ้วนทันทีว่า เมื่อวานคุยกันเรื่องอะไร แต่คำตอบที่ได้รับยิ่งทำให้เรางงไปอีก

          “อ่อ เมื่อวานนี้ ผมเตือนพี่เขาเรื่องผีครับ”
          “....” พวกเราก็ได้แต่ งงๆ มันบ้าป่ะเนี่ย


          บอกตรงๆ ว่าเราไม่ค่อยเชื่อถือน้องอ้วนเท่าไหร่นัก เพราะคิดว่าน้องพูดอะไรเหลวไหลไร้สาระ ดูเหมือนจะขี้โม้ แต่ใครจะไปรู้ว่า เรื่องที่น้องพูดนั้นมันจะเกิดขึ้นจริง วันเวลาที่ใกล้จะแสดงจริงเริ่มเข้ามา พวกเราก็มีปัญหาภายใน บางฝ่ายน้อยใจที่ไม่ได้รับความสำคัญ เรื่องปัญหาของฉาก ที่อาจารย์ท่านคอมเม้นท์ว่าไม่สวย และอีกสารพัด ที่พวกเราต้องแก้ไข รวมทั้งไฟที่ยืมมาใช้บางดวงดับก็ต้องไปเปลี่ยนหลอดไฟ แต่ที่สำคัญข่าวลือว่า นักแสดงของเราโดนผีหลอก ??? บ้างเห็นเป็นกลุ่มควัน บ้างเห็นเป็นคนยืนอยู่ตรงที่ไม่มีทางจะไปยืนได้

          แล้ววันแสดงวันแรกก็มาถึง พวกเราตื่นเต้นมาก เมื่อการแสดงจบลงด้วยดี แต่พวกเรากลับได้ฟังเรื่องราวชวนน่าขนลุกว่า....

          “ตอนแสดงมีใครอีกคนมาช่วยถือไฟ” น้องนักแสดงเป็นคนบอก
          “เฮ้ย ถือแค่สามคนเท่านั้นแหล่ะ”
          “แต่ผมเห็นเป็นสี่คนนะพี่ มีใครอีกคนมาช่วยหรือเปล่า”
          “จริงเปล่าเนี่ย หลอกพี่หรือเปล่า เห็นสี่คนแน่นะ”


          หัวหน้าทีมของเราขอให้น้องยืนยัน น้องก็ยืนยันเสียงหนักแน่น ดังนั้นเมื่อทำการแสดงรอบต่อมา หัวหน้าทีมจึงยกมือขึ้นไหว้ ขอไม่ให้มาช่วย และขอให้การแสดงลุล่วงไปด้วยดี แต่แล้วก็ต้องทำให้เราใจหายใจคว่ำอีก เมื่อการแสดงพลาด แสงเกิดไม่สว่างปล่อยให้ฉากมืดไปนานมากกว่าจะเริ่มฉากใหม่ได้ โดยที่เราทีมงานแสงก็ไม่รู้ว่าเกิดขึ้นจากอะไร ขณะที่ฝ่ายอื่นๆ บนเวทีก็โดนเหมือนกัน จู่ๆ นักแสดงประกอบก็เป็นลมกลางเวที จนทีมงานต้องลากตัวออกไป

          ตอนนั้นทีมงานละครเวทีแต่ละคนเริ่มคิดไปไกล ว่าความวุ่นวายต่างๆ ที่เกิดขึ้นตอนการแสดงมันมาจากอะไร ประกอบกับเรื่องทีมงานฝ่ายแสงปริศนาที่มาช่วยยกไฟ โยงกับเรื่องที่เพื่อนเป็นลม ยิ่งทำให้หลายคนเกิดอาการกลัว อีกทั้งน้องอ้วนก็มาเล่าให้ฟังบ่อยๆ อีกเกี่ยวกับวิญญาณที่สิงสถิตย์ในที่แห่งนี้ จนในที่สุดผู้กำกับทนไม่ได้จึงต้องนัดพวกเรามาไหว้ศาล และต้นไทรข้างหอศิลป์ ไม่นานเรื่องก็ถึงหูอาจารย์ อาจารย์จึงนัดพวกเรามาไหว้ชุดใหญ่ รวมทั้งกำชับไม่ให้เราพูดถึงเรื่องนี้อีก

         “ครูแค่อยากให้เราสบายใจเท่านั้น จึงต้องมาไหว้ แต่ครูไม่อยากให้พวกเราหมกมุ่นกับเรื่องพวกนี้ จนทำให้ขาดกำลังใจในการทำละครเวที” อาจารย์แนะนำ และย้ำเสียงหนักแน่น พร้อมทั้งให้น้องอ้วนรับปากว่าจะไม่พูดถึงเกี่ยวกับวิญญาณที่นี้ เพราะคำพูดของอาจารย์ ยิ่งทำให้พวกเราเริ่มหวั่นไหวกับสิ่งที่มองไม่เห็น แต่ทุกอย่างก็มาเฉลยวันการแสดงรอบสุดท้าย

          ขณะที่ทีมงานทุกคน ทุกฝ่ายกำลังตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่เพื่อให้การแสดงรอบสุดท้ายจบลงอย่างสวยงาม แต่เหมือนการแสดงรอบสุดท้ายนี้จะจบไม่สวยเหมือนตามที่หวัง เพราะหลังจากแสดงเสร็จเหล่านักแสดงทุกคนต่างรีบพากันออกจากโรงละครโดยเร็ว จนฝ่ายอื่นๆ ต่างสงสัย และในที่สุดก็ได้รับคำตอบมาแบบขนหัวลุกว่า... "ระหว่างการแสดงดำเนินไป นักแสดงเกือบทุกคนเห็นผู้หญิงไต่เพดานโรงละคร" พอสิ้นประโยคนี้เท่านั้นแหละ ทีมงานทุกฝ่ายออกจากโรงละครกันแทบไม่ทันเลย

          เหตุการณ์ในครั้งนี้ ถูกเล่าต่อกันอย่างหนาหูภายในคณะ จนรุ่นพี่ที่จบไปก็ปีก่อนๆ ได้ฟังก็มาแชร์ประสบการณ์ชวนขนหัวลุกว่า... ละครเวทีปีก่อนก็เจอแบบนี้ และไม่เจอแค่ทีมงาน แต่คนดูก็เห็นกันหลายคน และตั้งแต่นั้นมาก็ไม่มีใครที่กล้าจะทำละครแนวผีมาเล่นที่โรงละครแห่งนี้อีกเลย!!


สัปดาห์หน้า 16 พ.ย.55 รอพบกับ เรื่องผีเจ้าของรางวัล “อ่านแล้วเสียวสันหลัง”

          ได้แก่ เรื่องตึก 13 จาก น้องอนิวรรต กล่าวถึงนักศึกษาของมหาวิทยาลัยชื่อดังทางภาคเหนือ ที่จำเป็นต้องมาอาศัยอยู่หอใน (ตึก 13) อย่างไม่ค่อยสมัครใจเท่าไหร่ และตั้งแต่การย้ายมาอยู่ ณ หอแห่งนี้ เขาและรูมเมทมักจะได้ยินเสียงสวดมนต์ดังขึ้นบ่อยๆ ในยามค่ำคืน และสิ่งที่ตามมาคือ รอยเท้าปริศนาของคนนับร้อย



พี่ลาเต้ ขอขอบคุณรูปภาพจากภาพยนตร์เรื่องเด็กหอ จาก GTH

พี่ลาเต้
พี่ลาเต้ - Columnist นักข่าวสายการศึกษา เกาะติดทุกข่าวแทนน้องๆ ตัวถีบ ตัวดันให้ ม.6 สอบติด

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

กำลังโหลด

48 ความคิดเห็น

กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด