สวัสดีค่ะน้องๆ.... คงเคยได้ยินกันมาบ้างแล้วกับประเด็นที่ว่าเด็กไทยเรียนหนักที่สุดในโลก หนักถึงขนาดที่ว่าถ้าเทียบกันเป็นชั่วโมง เราเรียนมากกว่าเขาเป็นร้อยๆ ชั่วโมงเลยล่ะค่ะ แต่ผลพลอยได้ก็คือ เด็กไทยก็ไม่ได้ดูว่าจะเก่งแบบอัจฉริยะ แถมยังทำให้น้องๆ เกิดความเครียดเพิ่มมากขึ้นด้วยซ้ำ ที่พูดมานี่ยังไม่รวมการเรียนพิเศษเลยนะ!!
เท่าที่พี่มิ้นท์สอบถามน้องๆ ชาว Dek-D มาก็พบว่าน้องๆ เรียนหนักกันจริงๆ ค่ะ เรียนตั้งแต่ 8 โมงครึ่ง ถึง 4 โมงเย็น ไหนจะมีกิจกรรม และเรียนพิเศษ กว่าจะกลับบ้านก็ทุ่มสองทุ่ม พ่อแม่ไม่ทันได้เห็นหน้าลูก ก็ต้องเข้าห้องไปนอนแล้ว...
ช่วงพีคที่สุดของเด็กไทยที่ว่ากันว่าเรียนหนักที่สู๊ดดด ก็คือ อายุ 11 ปี หรือประมาณ ป.5 นั่นเอง โดยมีชั่วโมงเรียนถึง 1,200 ชั่วโมงต่อปี ในขณะที่ประเทศอื่นๆ เรียนกันประมาณ 1,000 ชั่วโมง และในบางประเทศก็ไม่ถึง 1,000 ชั่วโมงด้วยซ้ำ ลองไปดูกราฟข้อมูลนี้กันค่ะ
จากกราฟจะเห็นว่าประเทศที่เรียนหนักใกล้เคียงกับเรา คือ อินโดนีเซีย 1,176 ชม./ปี แต่ก็สู้เราไม่ได้นะคะ 555 ในขณะที่ประเทศออสเตรเลียเรียน 987 ชม. ประเทศมาเลเซียใกล้บ้านเราก็แค่ 964 ชม. ฝรั่งเศส 837 ชม. ส่วนประเทศญี่ปุ่น 761 ชม. นี่ยังไม่รวมประเทศอื่นๆ ที่เรียนน้อยกว่านี้อีกนะคะ
ผลของการเรียนหนัก ในแง่นึงมันก็มีข้อดี ที่ช่วยเคี่ยวเข็ญให้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยได้ แต่ลึกๆ แล้วคงเครียดกันน่าดู เรียนอาทิตย์ละ 5 วัน วันละ 8 ชั่วโมง กลับไปยังเจอการบ้าน และสอบกันรายเดือน ดังนั้นจึงไม่แปลกใจที่มีคุณหมอสาขากุมารแพทย์ได้ให้ความเห็นว่าควรปรับลดเวลาเรียนของเด็กไทยลง เพราะการสอนที่อัดแน่นเกินไปจะปิดกั้นความคิดสร้างสรรค์
ศ.นพ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา ประธานราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย บอกว่าการเรียนของประเทศไทยมีจำนวนวิชามากเกินไป โดยเฉพาะชั้นอนุบาลถึงประถมตอนต้น ซึ่งควรสอนในเรื่องคุณธรรมและจริยธรรมมากกว่า เช่น การออกกำลังกายหรือเล่นกีฬา เพื่อให้เด็กรู้จักความสามัคคี รู้แพ้ รู้ชนะ การออกไปเรียนรู้หรือทดลองปฏิบัตินอกห้องเรียน รวมไปถึงกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ต่างๆ โดยมองว่าวิชาการอื่นๆ สามารถเรียนรู้ในภายหลังได้
“ในต่างประเทศทั้งประเทศแถบสแกนดิเนเวีย หรือญี่ปุ่น ต่างสอนเด็กของเขาในเรื่องนี้ตั้งแต่ยังเล็ก เพราะต้องการให้พื้นฐานของเด็กดีก่อน มีสุขภาพแข็งแรงและรู้จักสังคม ตนเห็นด้วยหากจะปรับลดจำนวนคาบการเรียนการสอน โดยหันไปเน้นเรื่องคุณธรรม จริยธรรม การเรียนจากของจริงนอกห้องเรียนมากกว่าเรียนในกระดาษ รวมไปถึงการออกกำลังกาย เล่นกีฬาบ่อยๆ สอนวิธีการเรียนรู้ ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญกว่ามานั่งท่องจำเยอะๆในห้องเรียน” ปธ.ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์ฯ กล่าว
ศ.นพ.สมศักดิ์ กล่าวอีกว่า จะสังเกตได้ว่า ประเทศที่พัฒนาแล้ว การเรียนการสอนจะน้อย ไม่อัดแน่นเหมือนประเทศไทยที่เด็กนั่งเรียนกันจนไม่มีเวลาคิดอะไรที่สร้างสรรค์ ซึ่งในต่างประเทศให้เด็กเรียนเพียงครึ่งวัน จากนั้นจึงให้ไปเรียนรู้ด้วยตนเอง เพื่อพัฒนาสมอง และวิธีการเรียนรู้
หากประเทศไทยจะปรับลดจำนวนคาบเรียน ควรมีการหากิจกรรมให้เด็กทำ ซึ่งจะช่วยลดการที่เด็กคลายเครียดด้วยการเล่นเกมได้ นอกจากนี้ควรเน้นการอ่านเพื่อสร้างจินตนาการให้เด็กด้วย เชื่อว่าจะช่วยพัฒนาให้เด็กเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีศักยภาพที่ดีได้
ฟังดูแล้วเหมือนจะไม่มีอะไรมาก แต่ถ้าแก้กันจริงๆ ก็คงเป็นเรื่องใหญ่ทีเดียวล่ะ เพราะต้องรื้อชั่วโมงเรียนกันตั้งแต่อนุบาลเลย พี่มิ้นท์จำได้ว่าสมัยเรียนมัธยมก็มีคาบว่างนะคะ แต่สุดท้ายคาบว่างก็มีอาจารย์ขอคาบสอนเพิ่ม สุดท้ายก็ไม่ได้พักอยู่ดี - -!!
พี่มิ้นท์มาขอไอเดียน้องๆ ชาว Dek-D ดีกว่าว่า ถ้าลดชั่วโมงเรียนได้จริง อยากลดวิชาอะไรบ้าง มาแชร์กันๆ
ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพประกอบจาก
www.nationmaster.com, www.manager.co.th, www.whereisthailand.info

เด็กมัธยมควรดู 5 วิธีเอาเกรด 4 มาครอบครอง

วิธีเรียกสมาธิง่ายๆ ที่ช่วยให้การเรียนดีขึ้น

เกมทายใจ : คุณเหมาะกับตำแหน่งไหนในห้องเรียน (แม่นมาก)







76 ความคิดเห็น
เช้าไปเรียน 8.00-16.00 น. บางคนมีเรียนพิเศษอีก กลับมากทำการบ้านต่อ วันๆก็ไม่ต้องทำอะไรละครับ นอนโรงเรียนไปเลยดีกว่ามั้ย
เห็นน้อง ๆประถมเดี๋ยวนี้เรียนกันหนักมาก ๆ ยิ่งกว่ารุ่นเราเมื่อหลายปีก่อน
ตอนนี้เราเรียนแบบ เสาร์ - อาทิตย์แทบไม่มีเวลาไปทำอย่างอื่นเลย
จะว่างพักหายใจก็ครึ่ง - 1 ชม. ระหว่างรอเปลี่ยนวิชาเรียน
เมื่อก่อนเสาร์ - อาทิตย์ เคยไปซื้อของเป็นเพื่อนคุณแม่ กินข้าวเที่ยงด้วยกัน นั่นนี่โน่นด้วยกัน
แต่ตอนนี้ แค่จะหาเวลานั่งพักอยู่บ้านเฉย ๆยังแทบไม่มีเลย :(
โดยส่วนตัวคิดว่าเรียนหนักจริงๆ แต่พอมาดูแล้ว...ไม่มีวิชาไหนที่ควรตัดออกไปเลย แม้แต่วิชาที่ไม่ชอบอย่างศิลปะหรือการงาน เพราะบางครั้งวิชาเหล่านี้ก้ช่วยเราได้ในบางเรื่องเหมือนกัน ถ้าอยากให้ลดก็คงเป็นเรื่องเนื้อหาของวิชาวิทย์(ทั้งวิชาหลัก เพิ่มเติมและโครงงาน)หรือคณิตมากกว่า เพราะบางเรื่องก็แทบจะเอาไปใช้ไม่ได้เลย ไม่รู้ว่าจะเอาไปทำอะไร
จากหลักสูตรของโรงเรียนบางที่มีการเพิ่มคาบที่เก้่าไปด้วย(ที่ร.ร.มีT^T) ทำให้เลิกเรียนเวลาห้าโมงเย็น ซึ่งจากประสบการณ์(ที่ไม่เคยพบคาบว่าง เจอแต่คาบเก้า)พบว่า...สมองล้า กลับมาบ้านก็หมดแรงทำการบ้านแล้ว (ที่พิมพ์อย่างนี้ไม่ได้หมายความว่าหลักสูตรที่จัดมาไม่ดีนะคะ แต่ว่าหนักไปไหม?? สำหรับเด็กคนหนึ่งที่ต้องตื่นไปโรงเรียนก่อนเจ็ดโมงครึ่ง การบ้านมาก เลิกเรียนช้า และต้องนอนดึก//ยังไม่นับเวลาที่บางคนต้องเอาไปเรียนพิเศษเพิ่มอีกนะคะ)
Ps. โรงเรียนอื่นๆเป็นยังไงกันบ้างค่ะ
- อย่าลืมหลักสูตร 2551 มีนโยบาย "ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง" เอาเข้าจริงๆ ทำไม่ได้
- การงานอาชีพ เพิ่มการปฏิบัติให้มากขึ้น ยกเลิก O-NET การงานฯ เพราะจะทำให้โรงเรียนเน้นทฤษฎีเกินไป และอีก 2 วิชาที่เหลือด้วย
- การเลือกแผนการเรียน ม.ปลาย คณะต่างๆ ไม่ควรเปิดรับเด็กวิทย์ทั้งๆ ที่เป็นคณะศิลป์ หรือไม่ก็รับทั้งหมดไม่มีข้อจำกัดเลย เพราะถ้าวิทย์เข้าคณะได้เยอะกว่าศิลป์ เป็นใครก็ต้องเลือกวิทย์ถูกไหม แล้วก็กลายเป็นไม่มีความสุขในการเรียน เพราะไม่ได้เลือกตามความถนัดจริงๆ
- ภาษาต่างๆ ควรนำเจ้าของภาษามาสอนโดยมีข้อจำกัดของครูต่างชาติให้น้อยๆ หน่อย เพราะปัจจุบันการเป็นครูต่างชาติที่ไทยมีข้อจำกัดเยอะมาก
- ลดวิชาเลข วิทย์ เหลือ 2 คาบ/สัปดาห์ วิทย์ให้ทำแลปทุกคาบ เพราะการเรียนรู้จะเกิดจากการทดลอง
- วิชาสังคม คัดครูดีๆ ถ้าคัดดีๆ วิชานี้จะน่าสนใจมาก 2 คาบ / สัปดาห์
- ประวัติศาสตร์ควรเป็นคาบศึกษาค้นคว้าทำโครงงานโดยใช้เทคโนโลยีต่างๆ เช่นเทอม 1 ทำโครงงานเรื่องท้องถิ่นของเรา แล้วก็ให้ทำมาแบ่งกลุ่ม จากนั้นก็เอามาให้ Present แล้วก็ออกข้อสอบจากในนั้น เพราะเด็กจะเกิดการเรียนรู้มากกว่ามาบ่นๆๆๆ ในคาบ
- ลดการศึกษาภาคบังคับเหลือ ป.6 แล้วไปเน้นเนื้อหาตอน ม.1-3 เพราะจะได้ไม่มีข้ออ้างเพราะมันไม่ใช่การศึกษาภาคบังคับ
- ภาษาไทย ไม่ควรเน้นเรื่องวรรณคดีมากนัก ควรเน้นไปทางการพูด การโฆษณาแบบนี้ดีกว่า เพราะจะทำให้เด็กพูดเป็น มีวาทศิลป์ในการพูด การอ่านจับใจความ ฯลฯ
ฯลฯ ยังมีอีกเยอะ เหล่านี้เคยอธิบายไปแล้วกับหัวหน้าฝ่ายวิชาการโรงเรียน เขาเข้าใจเรา แต่กระทรวงนี่สิิ!!
แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 21 พฤศจิกายน 2555 / 21:00
แล้วจะได้รู้ว่าการที่ให้มีวิชาเสริมมาเยอะๆ มันไม่มีประโยชน์อะไรเลย
อยากให้นักเรียนได้เรียนตามความถนัดหรือความสนใจของตัวเองมากกว่าอ่ะ
คหสต. หน่ะนะ
รร.ผมเป็นรร.ใหญ่มาก เรียนบางวิชาก็ต้องใช้เวลาในการเดินข้ามตึกข้ามสนามแถมยังหลายชั้นอีก
บางคาบ(ส่วนใหญ่)เรียนผลัดเปลี่ยนที่เรียนใช้เวลาเดิน+ทำธุระส่วนตัว ก็เกือบ10นาทีแล้ว
กว่าจะได้เรียนก็คาบนั้นก็หายไป10นาทีแล้วแล้วอ.ก็ต้องดุว่าเป็นธรรมดาเพราะเนื้อหาที่มีเรียนเยอะ
และแล้วบางทีก็สอนไม่ทัน+เด็กเครียดอีกเพราะเรียนไม่ทัน
เอ้ออ...บางคาบปล่อยช้ากินคาบวิชาอื่นอีก ผลเสียก็อยู่ที่เราอีก -.-* บางอ.ก็เลยต้องสอนเร็วเพื่อจะได้สอนไปตามเป้าที่กำหนดไว้ จะได้เรียนแล้วสอบทัน แต่ไวเกินก็เรียนงงมึน?!?
หลายคนจึงต้องไปเรียนพิเศษมาก่อนเพราะว่าแบบนี้แหละ
ถึงยังไงก็เถอะ บางคนก็มีวิธีอื่นที่ดีกว่าไปเสียเวลากับการเรียนพิเศษ พอถึงเวลาว่างตอนเย็นก็ไปเรียนพิเศษกัน กลับบ้านกันก็มืด สุดท้ายก็เพลียการบ้านไม่ทำ
ดีจริงเลย-.- บางทีพวกเราก็เรียนกันมากเกินจนเรียกว่าเป็น"ค่านิยม" ใครไม่เรียนแลดูขี้เกียจ ไม่ฉลาด
ผมเคยถามเพื่อนเล่นๆเหมือนกันว่า "จะเป็นไปได้ไหม หากพวกเรา ไม่เรียนพิเศษ"
คำตอบของหลายๆคนก็ประมาณว่า ไม่เพราะคนอื่นอาจจะดูถูกว่าไม่ฉลาดและสู้ แข่งขันกับคนอื่นไม่ได้ ท้ายสุดกลายเป็นซะว่า ไปเรียนรร.เอาเกรด กวดวิชาเอาความรู้
ในความคิดผมคิดว่า หลักสูตรที่แน่นเกินไปในตอนนี้ก่อปัญหามากมาย ไม่ได้มุ่งสอนจริยธรรม
เรียกได้เลยว่าอะไรที่ถูกเรียกว่า"จริยธรรม"ในระบบการศึกษา ไม่เคยเป็นจริยธรรมจริงๆ!
แล้วยังมีมาบอกอีกว่าระบบการเรียนการศึกษาที่ดีต้องควบคู่กับจริยธรรม
การกระทำมันตรงข้ามผลมัน ก็ไม่เกิดหรอก แก้ระบบกันยังไงก็ไม่ดีขึ้น
ถ้าพวกผู้ใหญ่นอนยันพูดอย่างเดียวแต่มือไม่ทำ นั่นก็คือจริยธรรมในผู้ใหญ่ก็ไม่มีเลย
แล้วดันมาสอนให้รุ่นลูกหลานไม่มีจริยธรรมอีก อนาคตก็อาจจะเป็นอย่างแบบนี้อยู่ต่อไป
ในฐานะที่พวกเราจะไปเป็นผู้ใหญ่ในภายภาคหน้า พวกเราควรจะมีความคิดของตัวเอง
มีสติรู้ถึงการกระทำของตน ทำอะไรอย่างมีเหตุมีผล และไม่เห็นแต่ความเห็นแก่ได้ของตน
แท้จริงแล้วคุณธรรมและจริยธรรมนั้นเป็นพื้นฐานของความคิด การกระทำของเราทุกคน
พิมพ์มาซะยาวเลยหลายคนอาจจะคิดว่าตอนท้ายๆไม่เห็นจะเกี่ยวกันเลย จริงๆแล้วเกี่ยวสัมพันธ์กันทุก อย่าง ลองครุ่นคิดดูลึกๆนะครับ
แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 20 พฤศจิกายน 2555 / 19:40