พี่หมอแผน ติวสอบหมอกับหมออารมณ์ดี

จากที่แอบดูน้องๆ ชาว Dek-D.com ทั้งในบอร์ดการศึกษา แอดมิชชั่น
ก็ได้เห็นว่าอาชีพหมอ เป็นอาชีพในฝันยอดฮิตของน้องๆ กัน
ไม่ว่าจะกระทู้เกี่ยวกับการสอบเข้า การเตรียมตัว โดยเฉพาะการสอบเข้าที่จะต้องสอบคัดเลือก
ในระบบของ กสพท. ในวิชาเฉพาะแพทย์ ซึ่งมีข้อสอบ 2 ส่วน คือ พาร์ทจริยธรรมและพาร์ทเชื่อมโยง
น้องๆ ที่จะสอบหมอเลยต้องเตรียมฟิตทำข้อสอบตรงนี้หนักมาก โดยเฉพาะพาร์ทจริยธรรม
ที่ชอยส์ออกมาทำเอามึนตึ้บ เพราะเลือกไม่ถูกว่าจะตอบข้อไหน?

    วันนี้!!! พี่แนนขอเอาใจน้องๆ ที่ตั้งเป้าหมายอยากเรียนในคณะแพทยศาสตร์  พาไปคุยกับพี่หมอตัวจริงเสียงจริง ควบตำแหน่งติวเตอร์อารมณ์ดี สอนไม่มีเครียด นั่นก็คือ พี่หมอแผน นพ.เอกบุตร แจววณิชกุล แห่ง สถาบันกวดวิชา JIA  ที่จะมาพูดคุยแบบกันเอง แถมด้วยเคล็ดลับการสอบวิชาเฉพาะแพทย์ โดยเฉพาะพาร์ทจริยธรรม การเตรียมตัวสอบและอ่านหนังสือยังไงให้ได้ผล พี่หมอแผนนั่งรอพี่แนนอยู่แล้ว ไปคุยกับพี่หมอกันเลยค่ะ

     สวัสดีค่ะพี่หมอแผน ก่อนอื่นเลยขอทราบประวัติของพี่หมอสักนิดค่ะ ว่าเป็นยังไงมายังไง ถึงมาเป็นคุณหมอได้?

     พี่เป็นเด็กต่างจังหวัดครับ ตอน ม.1 ก็มาสอบเข้าที่โรงเรียนปทุมคงคา พอ ม. 3 ก็อยากเข้าเรียนโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ชีวิตพี่ตอน ม.3 นี่หล่ะ เตรียมตัวหนักมาก หนักกว่า ม.6 อีกนะครับ

     พอสอบเข้าเตรียมอุดมฯ ได้ ก็เรียนวิทย์-คอม ภาษา อังกฤษพี่ไม่เก่งเลยนะ เข้าได้เพราะเลขกับวิทย์ ก็เรียน ไปด้วยทำกิจกรรมไปด้วย เป็นนักกีฬาด้วย แต่ก็สามารถ ทำเกรดได้ 4.00 ซึ่งตอนนั้นก็มีความตั้งใจแล้วหล่ะว่า อยากเป็นหมอ เพราะคิดว่าเป็นอาชีพที่มีเกียรติ มั่นคง พ่อแม่ก็ภูมิใจด้วย

     โอ้โฮ้!! เรียนได้เก่งเทพมาก (ชาบู ชาบู)

     ถ้าถามว่าตอนนั้นพี่เรียนเก่งระดับเทพเลยไหม พี่คิดว่าความขยันสามารถเปลี่ยนอะไรในตัวเองได้ พี่อยากแนะนำน้องๆ ที่ฝันอยากเป็นหมอไว้นิดนึงครับ อย่างพี่จากเป็นคนที่ไม่รู้ว่าจะแก้โจทย์เลขยังไง  พอเจอบ่อยๆ เราก็จะมีแนวทางว่า  ต่อไปถ้าเจอแบบนี้เราจะแก้ยังไง

      ถามว่า จำเป็นต้องเรียนพิเศษไหม พี่ว่ามันแล้วแต่คนนะครับ อย่างตัวพี่ถนัดอ่านมากกว่า การเรียนรู้ในปัจจุบันเกิดขึ้นได้ทุกที่ ทั้งหนังสือในอินเทอร์เน็ต ในคอมพิวเตอร์ 

     ตอนที่พี่หมอแผนรู้ว่าอยากเข้าหมอแล้ว ตอนนั้นเตรียมตัวยังไงบ้างคะ ?

     ตอนนั้นพี่เลือกคณะแพทยศาสตร์ศิริราชเป็นอันดับหนึ่งครับ เรื่องการเตรียมตัวขอแนะนำน้องๆ ด้วยเลย คือ ช่วงปิดเทอม ม. 4 ให้น้องเตรียมตัวได้ทันที ช่วงเวลานี้พี่ว่าได้เยอะนะ บางทีไล่ไปจนจบวิชาของ ม. 6 ด้วยซ้ำ เริ่มจากวิชาที่น้องถนัดก่อน ส่วนวิชาภาษาไทย สังคม เก็บช่วงหลังได้ไม่ต้องรีบ ไปเก็บพวกเคมีบรรยาย หรือภาษาอังกฤษ เริ่มอะไรก็ได้ให้จบ ม. 6 ไปเลย หรือหัดทำข้อสอบไปเลย

     หลังจากนั้น  ให้เก็บวิชาที่เหลือทั้งหมดของ ม. 5 เป็นหลัก พอขึ้นม.6 ให้เริ่มเน้นทำข้อสอบได้แล้ว ทั้ง GAT PAT, ข้อสอบ O-NET, ข้อสอบย้อนหลัง, แนวข้อสอบตรงต่างๆ

     ด้วยระบบการสอบสมัยนี้ พี่แนะนำว่า ก่อนขึ้น ม. 6 น้องควรจะได้ครบทุกวิชาแล้ว เพราะตอนนี้สอบเร็วมากๆๆ ทั้ง GAT PAT , 7 วิชาสามัญ อย่างรับตรงของ ม.ขอนแก่น ช่วงเดือนสิงหาคม - กันยายนมาแล้ว ต้องสอบ 7 วิชาหลัก เพราะฉะนั้นก่อนขึ้น ม. 6 น้องควรจะจบ 7 วิชาหลักนี้แล้ว

     ขอถามสไตล์การอ่านหนังสือและเคล็ดลับการอ่านของพี่หมอแผนดีกว่า เผื่อน้องๆ Dek-D.com จะได้ลองนำไปใช้บ้าง

     พี่จะอ่านจับใจความเป็นหลัก รอบแรก  อ่านทำความเข้าใจก่อนยังไม่ต้องจำ  พอจบเรื่องหนึ่งก็หยุดแล้วมามาทวน  จำสิ่งที่เราเข้าใจ ถ้ารอบแรกไม่เข้าใจ ให้ลองพยายามหาว่าทำอย่างไรจึงจะเข้าใจ  อาจถามเพื่อน ถามอาจารย์  หรืออ่านซ้ำ หลังจากที่เข้าใจทั้งหมดแล้ว น้องค่อยกลับมาจำสิ่งที่เราเข้าใจ เช่น  ช็อตโน้ตสิ่งที่เราเข้าใจ  อย่างน้องอ่านมา 4 หน้า แต่ช็อตโน้ตเหลือไม่กี่บรรทัด พอกลับมาอ่าน น้องก็อ่านเฉพาะที่สรุปไปแล้ว ว่านี่คือสิ่งที่น้องเข้าใจ

     เป็นคุณหมอแล้ว แต่ว่ามาเป็นติวเตอร์ด้วย มายังไงไปยังไงคะ?

     พี่เริ่มรับติวน้องๆ ตั้งแต่ ม.6 แล้วก็ทำมาเรื่อยๆ แต่มาสอนจริงจังตอนเรียนปี 2 เพราะมีเพื่อนชื่อพี่ตู๋มาชวนไปสอน ตอนนั้นก็เป็นนักศึกษาแพทย์ศิริราช 4 คนมาช่วยกันเป็นทีมติว ทำไปเรื่อยๆ จนมาสอนที่สถาบันกวดวิชา JIA  รวมแล้วก็ 8 ปี และที่ทำเป็นทีมเพราะว่าตอนเราอยู่ปี 5 ปี 6 ก็มีอยู่เวรด้วย ก็จะได้สลับกันมา

     ตอนนี้ ทีมพี่ก็จะมีสอนคอร์สวิชาเฉพาะแพทย์และทันตะ , GAT เชื่อมโยง, Bio for doctor ชีววิทยา จะสอนรวม ม.ปลายทั้งหมด ในคอร์สเดียวกัน รวมทั้งสอนวิชาพื้นฐานคณิตศาสตร์ให้น้อง ป.5-6 ด้วยครับ

     มีน้องแอบกลัวไหมคะว่าเรียนกับหมอแล้วจะเครียด?

     พี่จะเน้นแบบพี่สอนน้อง เน้นเฮฮา  ถ้าน้องเริ่มเครียด ก็จะหาเรื่องประสบการณ์ต่างๆ มาเล่าให้ฟัง ทั้งเรื่องเกี่ยวกับหมอหรือการรักษาคนไข้ บางทีก็เป็นประสบการณ์ที่เคยเจอมีเล่าเรื่องผีบ้างครับ (ฮ่าๆ) ก็จะมีพี่สอน แล้วก็มีพี่ก้องเป็นคนช่วยเอนเตอร์เทน เช่น สร้างสถานการณ์ตามโจทย์จริยธรรม แล้วก็มาจำลองกัน น้องบางคนบอกจำเนื้อหาไม่ได้ แต่จำภาพที่พี่สอนได้ คือถึงดูดให้น้องๆ สนใจ และพร้อมที่จะเรียนตลอด

     คนเก่งเท่านั้น ถึงจะมีสิทธิ์เรียนหมอ จริงหรือไม่คะ?

     ตามความเข้าใจคนทั่วไป มองว่าคนจะเป็นหมอได้ ต้องเก่งเทพมาก แต่พี่ขอพูดสองเรื่องครับ อย่างเรื่องการสอบที่ ตอนนี้ที่แบ่งเป็น 70 : 30 พี่ว่าดีนะครับ คือ ถ้าเน้น 7 วิชาหลัก เด็กก็คงเน้นขยันอย่างเดียว คนที่เก่ง 70% ก็ได้ตรงนี้ไป แต่พอมีพาร์ทจริยธรรมแพทย์ 30% ตรงนี้เน้นคนที่มีทักษะการเรียนรู้ที่ดีเพราะมีการเชื่อมโยง มีการอ่านจับใจความ จับประเด็น ข้อสอบจริยธรรมจะเค้าจะสร้างสถานการณ์มา แล้วดูว่าเด็กคนนั้นจะตัดสินใจทำยังไง

     ในส่วน 70% แบ่งได้อีกเป็นพาร์ทคำนวณกับพาร์ท บรรยาย  ใครที่เก่งคำนวณก็เก็บพาร์ทนี้ไป  ส่วนคนที่ไม่เก่ง  ก็ทำวิชาเหล่านี้ให้ผ่านเกณฑ์ที่กำหนด  แต่ละคนถนัดและเก่งไม่เหมือนกัน  คนไม่เก่งก็ต้องอาศัยความขยัน ถ้าอยากเอาชนะคนอื่น  เอาชนะข้อสอบได้ เราต้องรู้ตัวว่าถนัดหรือเชี่ยวชาญอะไร ชอบอ่านวิชาอะไร ก็ไปเน้นวิชานั้นแล้วน้องจะได้คะแนนที่พาน้องเข้าคณะนั้นได้ครับ

     ส่วนของพาร์ทจริยธรรม พี่หมอมีเทคนิคหรือหลักการ
เลือกชอยส์ยังไงบ้างคะ?

     หลักในการคิดก็คือ ต้องดูจุดประสงค์ให้ออก ถ้าเป็นวิชาอื่นอ่านโจทย์ แล้วจะไปหาคำตอบ ช้อยส์จะผิดๆๆๆแล้วจะมีถูกข้อเดียว แต่อย่างโจทย์จริยธรรม น้องต้องรู้ว่า คนออกเค้าสร้างสถานการณ์ยังไง แล้วอยากให้เราทำอะไร

ตัวอย่างเช่น

     สมมติโจทย์กำหนดว่า "ท่านเป็นหมอ อยู่ในเขตสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ วันหนึ่งท่านเดินตลาด มีเหตุระเบิดเกิดขึ้น หลังจากนั้นก็มีคนบาดเจ็บมาก
มาย ถามว่าท่านจะทำอย่างไร"

     มีตัวเลือกมาให้ว่า  1.แจ้งตำรวจ  2.เรียกรถพยาบาล   3.หาอุปกรณ์บริเวณนั้นมาช่วยคนเจ็บ  4.หนี   5.ยืนดู

     สังเกตุว่าเค้าจะออกตัวเลือกตลกๆ มา จะตัดสองข้อหลังออกก็ได้ ก็เหลือข้อ 1  2  3 ถามว่า เรียกรถตำรวจ เรียกรถพยาบาลได้ไหม ได้  จะหาของแถวนั้นมาช่วยคนเจ็บหรือปฐมพยาบาล ได้  ซึ่ง 3 ชอยส์นี้ถูกหมด แต่โจทย์กำหนดให้คุณเป็นหมอ เค้าสมมติเหตุการณ์ขึ้นในขณะที่คุณเป็นหมอ ดังนั้น คุณควรทำหน้าที่ของหมอ คนตั้งโจทย์จะตั้งโจทย์ให้น้องไปเรียกตำรวจหรอ ดังนั้น โจทย์จงใจให้คุณเป็นหมอ ไม่ใช่เคนธรรมดาคนหนึ่ง คำตอบที่ถูก คือ หาอุปกรณ์บริเวณนั้นมาช่วยคนเจ็บ หรือการปฐมพยาบาล หลักง่ายๆ คือ เอาใจเขามาใส่ใจเรา ถ้าเราเป็นผู้บาดเจ็บ พอเห็นคนเป็นหมอ เราอยากให้เค้าทำอะไร ก็อยากให้ช่วยเหลือรักษาเรา หลักคิดก็จะประมาณนี้ครับ

     นอกจากเรื่องเรียนแล้ว สิ่งอื่นที่สำคัญสำหรับคนที่อยากเรียนหมอ คืออะไรคะ?

     อาชีพแพทย์เป็นอาชีพที่เหนื่อยครับ อันนี้พูดถึงหมอที่รับราชการใช้ทุน คือ  เวลาราชการน้องต้องทำงาน บางทีเสาร์-อาทิตย์  ก็ต้องทำ บางครั้งต้องอยู่เวรดึก ถ้าให้พี่เลือก พี่จะเลือกคนที่มีทัศนคติเสียสละก่อน  คือยอมเสียสละเวลาส่วนตัวให้กับคนไข้  ถามว่าต้องเก่งเทพไหม พี่เลือกข้อแรกก่อน  แล้วค่อยมาคัดเก่งระดับหนึ่ง และมีใจเรียนรู้ คือเข้าไปแล้วไม่ใช่ว่าจะเก่งเลข เก่งฟิสิกส์อย่างเดียว แต่อยู่ที่ว่า  คุณพร้อมที่จะเรียนรู้  พร้อมจะอ่าน  พร้อมจะศึกษา พร้อมดูแลคนไข้ นั่นก็เป็นหมอที่ดีแล้วครับ

     ท้ายนี้ อยากให้พี่หมอแผนฝากถึงน้องๆ ที่มีความฝันอยากเรียนหมอสักนิดค่ะ

     สำหรับน้องที่อยากจะเข้าหมอหรือทันตแพทย์ สิ่งหนึ่งที่
อยากให้รู้คือ วิเคราะห์ตัวเองก่อน ว่าชอบไม่ชอบวิชาอะไร
แล้วตั้งใจ มุ่งมั่น อ่านหนังสือ ตามสิ่งที่ตัวเองถนัด แต่ส่วนใหญ่จะท้อก่อน เพราะโดนความกดดันจากเพื่อน จากพ่อแม่
หรือเครียดจากคนรอบข้าง

     พี่แนะนำว่า ให้น้องเอาเวลาที่เราเครียด ท้อหรือกดดันตรงนี้ ไปอ่านหนังสือดีกว่าครับ ไม่ต้องคิดถึงมัน อ่านหนังสือไปตามลำดับที่น้อง วางแผนไว้ หากน้องไม่ท้อ มีความมุ่งมั่นตั้งใจ และพร้อมเสียสละเวลาส่วนตัว เพื่อทำงานที่มีเกียรติ เพื่อดูแลรักษาคนไข้ ก็ขอให้น้องๆ ทุกคนโชคดีครับ

พี่แนน
พี่แนน - Columnist พี่ใหญ่ฝ่ายกิจกรรมด้านการศึกษา และฝ่ายดูแลสุขภาพจิตของน้องๆ ในทีมให้เป็นปกติ

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

ืname 16 มี.ค. 56 15:47 น. 6
หนูเป็นหมอหนูจะไปเรียนกับพี่ค่ะ เพราะมีพี่ๆๆบอกว่าพี่สอนสนุกมาก ไม่เครียด ว่าแต่คอรส์พี่อยู่ที่กวดวิชาเจี๋ยใช่ไหมค่ะ
0
กำลังโหลด
พิมพ์พรรณ 10 มิ.ย. 57 08:00 น. 21
อ่านแล้วรู้สึกว่าคุณหมอแผนเป็นติวเตอร์ที่ดีคนนึงคะ และที่สนใจคือไม่สอนให้เด็กเครียด (ดิฉันเป็นแม่) ลูกสาวตั้งใจจะเป็นหมอคะ แต่ด้วยความที่ครอบครัวของแม่ไม่มีใครอยู่ในวงการหมอเลย แม่จึงไม่มีข้อมูลด้านนี้ ลูกสาวเรียนอยู่ muids คะ อยากช่วยลูกหาติวเตอร์ที่ตรงกับความหวังของเค้า ถ้าสนใจเรียนกับพี่หมอแผนต้องติดต่อที่ไหนคะ ปล.ลูกสาวอยู่ grade 10 คะ
0
กำลังโหลด

25 ความคิดเห็น

ฟอสซิลวิศวะเบนไปเป็นหมอ Member 15 มี.ค. 56 19:39 น. 1
โอ้ว ขอบคุณที่พี่หมอแผนแนะนำมากครับ ผมจะเอาเวลาที่เครียดไปอ่านหนังสือครับ
0
กำลังโหลด
√ พีพาย ๔๐ . Member 15 มี.ค. 56 20:20 น. 2
ขอบคุณหมอเเผนเเละพี่คอลัมนิสต์มากเลยนะคะ T T;
ที่เตือนใจให้เด็กที่กำลังจะขึ้นมอปลายได้เตรียมตัวรับมือ
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
ความพยายาม 16 มี.ค. 56 14:14 น. 5
ได้กำลังใจขึ้นมามากเลยค่ะ หลังจากที่มีคนบอกว่า หนูไม่น่าจะเป็นหมอได้ แต่จะพยายามค่ะ
0
กำลังโหลด
ืname 16 มี.ค. 56 15:47 น. 6
หนูเป็นหมอหนูจะไปเรียนกับพี่ค่ะ เพราะมีพี่ๆๆบอกว่าพี่สอนสนุกมาก ไม่เครียด ว่าแต่คอรส์พี่อยู่ที่กวดวิชาเจี๋ยใช่ไหมค่ะ
0
กำลังโหลด
Doctorphan 16 มี.ค. 56 16:38 น. 7
อ่านความเห็นที่1แล้วพี่ดีใจนะครับ น้องจับประเด็นสำคัญถูก
เอาเวลากังวล เครียด คิดนู่นนี่ พี่แนะนำ หยุดคิดตัดไปเลยครับ แล้วอ่านหนังสือครับ
เป็นกำลังใจให้นะครับ
ป.ล. ตอนนี้สอนอยู่ที่ JIA สยาม ซ.6 ครับ
0
กำลังโหลด
กอลฟ์ 16 มี.ค. 56 16:46 น. 8
สุดยอดดดดยิ่งทำให้อยากเป็นหมอมากขึ้นอีกครับ ขอบคุณครับ มีรุ่นพี่บอกมาว่าให้ไปเรียนกับพี่ครับ วันนี้ได้เห็นหน้าแล้วว่าเป็นไง เดียวผมจะไปเรียนกับพี่นะครับผมอยากติดหมอมาก
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
@ Aprodite & Kaji @ Member 16 มี.ค. 56 19:06 น. 10
ขอบคุณพี่หมอแผนมากๆเลยนะคะ ทำให้หนูได้เรียนรู้หลายอย่างเลย หนูจะเป็นหมอให้ได้ค่ะ ^^
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
Doctorphan 18 มี.ค. 56 16:26 น. 14
สู้ๆครับ ความขยันและตั้งใจจริง เปลี่ยนเราได้จริงครับ
มีอะไรปรึกษาได้น้า fb ทีมหมอแผน page พี่เองครับ
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด

ความคิดเห็นนี้ถูกลบเนื่องจาก

ถูกลบโดยทีมงาน เนื่องจากซื้อขาย / แลกเปลี่ยน คอร์สกวดวิชา กรุณาไปที่ www.dek-d.com/education/tutorcenter

กำลังโหลด
กำลังโหลด
Siwakon Charee Member 20 พ.ค. 56 23:07 น. 18
มีกำลังใจขึ้นมามากเลยครับ ที่เห็นมีคุณหมอไม่ค่อยเก่งอังกฤษ เหมือนผมเลย อยากเป็นมากกว่าเดิมแล้ววว
0
กำลังโหลด

ความคิดเห็นนี้ถูกลบเนื่องจาก

ถูกลบโดยทีมงาน เนื่องจากซื้อขาย / แลกเปลี่ยน คอร์สกวดวิชา กรุณาไปที่ www.dek-d.com/education/tutorcenter

กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด