สวัสดีค่ะน้องๆ ชาว Dek-D.com ตอนจะเขียนบทความนี้ก็สับสนเหมือนกันว่าเรื่องความงามแบบนี้ให้ทีม Nugirl เขียนดีกว่ามั้ย แต่สุดท้ายเชื่ออยู่เต็มอกค่ะว่าความงามและผิวพรรณก็เป็นเรื่องที่วิทยาศาสตร์อธิบายได้
ว่ากันด้วยเรื่อง "ริ้วรอย" น้องๆ อาจจะรู้สึกว่าอายุยังไม่ขึ้นเลขสามยังเป็นเรื่องไกลตัว แต่ความจริงแล้วริ้วรอยมีได้ตั้งแต่เด็กๆ ค่ะ เป็นได้ตามผิวหนัง เช่น เวลาโดนน้ำนานๆ นิ้วมือก็จะเหี่ยวย่น แต่นี่เป็นเพียงริ้วรอยที่เกดขึ้นตามกลไกของร่างกาย แต่ริ้วรอยตามผิวหนังดูเป็นเรื่องเล็กน้อยถ้าต้องเทียบกับริ้วรอยบนใบหน้า เพราะเป็นส่วนที่มองเห็นได้ง่ายและชัดที่สุด จนทุกวันนี้สถาบันเสริมความงามมีโปรโมชั่นลดริ้วรอยเพื่อให้สาวๆ มีผิวหน้าอ่อนกว่าวัยเกิดขึ้นมากมายเลยค่ะ
โครงสร้างผิวหนังของคนเราจะประกอบไปด้วย 3 ชั้นหลักๆ คือ ชั้นหนังกำพร้า(ชั้นอีพิเดอมีส) เป็นผิวชั้นนอกสุด ผิวชั้นนี้มีเซลล์อยู่เป็นจำนวนมาก เซลล์ที่อยู่ด้านล่างสุดจะทำหน้าที่สร้างเซลล์ใหม่และค่อยๆ ดันขึ้นไปอยู่ชั้นบนสุดและกลายเป็นเซลล์เก่าและหลุดออกมาเป็นขี้ไคล ชั้นหนังกำพร้านี้เกี่ยวข้องกับการเกิดสิว ฟ้าและกระค่ะ
ชั้นถัดมาคือชั้นหนังแท้(ชั้นเดอมิส) เป็นชั้นสำคัญของผิวหนังประกอบไปด้วยส่วนที่เป็นเส้นใย เช่น คอลลาเจน ไฟเบอร์ อีลาสติค ซึ่งทั้งหมดเป็นเส้นใยที่ทำให้ผิวหนังมีความยืนหยุ่น แข็งแรง และช่วยซ่อมแซมผิว นอกจากนี้ในชั้นหนังแท้ยังมีเส้นเลือด กล้ามเนื้อ เส้นประสาทรับความรู้สึกต่างๆ เช่น รับความรู้สึกร้อน เย็น เป็นต้น ผิวชั้นหนังแท้นี่แหละค่ะที่เกี่ยวข้องกับการเกิดริ้วรอยโดยตรง เมื่ออายุมากขึ้นชั้นหนังแท้จะบางลง คอลลาเจนและอิลาสตินก็จะเสื่อมลง ผิวก็ไม่ยืดหยุ่นเหมือนเดิมนั่นเอง ส่วนชั้นสุดท้ายคือชั้นไขมัน ประกอบไปด้วยเซลล์ไขมัน เส้นประสาท เส้นเลือดและท่อน้ำเหลือง ชั้นนี้เปรียบเสมือนเบาะรองกระแทกและเป็นที่สะสมพลังงานของร่างกายด้วย
จาก 3 ชั้นผิวหนังจะเห็นว่าชั้นที่เกี่ยวข้องกับการเกิดริ้วรอยก็คือชั้นหนังแท้ เมื่ออายุมากขึ้นร่างกายก็ผลิตคอลลาเจนได้น้อยลง รวมถึงการเสื่อมของเส้นใยอีลาสตินก็กักเก็บความชุ่มชื้นและน้ำมันใต้ผิวหนังได้น้อยลงด้วย จึงซ่อมแซมตัวเองได้ช้าลง โดยจะเริ่มเป็นริ้วรอยเล็กๆ น้อยๆ ที่เราแทบจะมองไม่เห็น แต่พอมารู้ตัวอีกทีก็เห็นริ้วรอยทั้งกว้างxยาวxลึกชัดเจน โดยเฉพาะบนใบหน้างามๆ ของเรา เช่น รอบดวงตา รอบปากและหน้าผาก ในทางกลับกันกลับมีการสะสมไขมันที่บริเวณอื่นแทน เช่น แก้มและคอ เป็นต้น-0- นี่เป็นปัจจัยอันดับแรกๆ ที่เกิดจากร่างกายเปลี่ยนแปลงไปตามวัยค่ะ
อย่างไรก็ตามริ้วรอยบนใบหน้ายังมีอีกหลายสาเหตุที่บอกได้ด้วยวิทยาศาสตร์ คือ เกิดจากการทำงานของกล้ามเนื้อใบหน้า แรงโน้มถ่วง การสูญเสียมวลกระดูกที่บริเวณใบหน้าและสภาพแวดล้อม
- เมื่อมีการแสดงสีหน้า กล้ามเนื้อใบหน้าของเราจะมีการหดตัว เช่น ยิ้ม, ขมวดคิ้ว, เลิกคิ้ว เนื่องจากการแสดงสีหน้ากล้ามเนื้อจะหดตัว ถ้าเราแสดงสีหน้าบ่อยๆ ก็เกิดการหดตัวบ่อยซึ่งกล้ามเนื้อนั้นจะไม่คลายออกมาเท่าเดิม จึงได้ยินอยู่บ่อยๆ ว่าอย่าทำหน้าเครียด เดี๋ยวตีนกาขึ้นนั่นเอง หรือใครที่เลิกคิ้วบ่อยๆ ก็จะมีเส้นประทับอยู่กลางหน้าผากเป็นแถบๆ
- แรงโน้มถ่วงของโลก ดูเป็นปัจจัยที่ไม่น่าจะเกี่ยวแต่มีผลจริงๆ ค่ะ เมื่อเส้นใยสำคัญๆ ในชั้นผิวหนังเสื่อมไปและสูญเสียไขมันไปด้วยทำให้ไม่มีอะไรมาคอยพยุงผิวหน้า ผิวจึงหย่อนคล้อย มุมปากตกลง เริ่มมีถุงตา เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดเป็นริ้วรอยชัดเจนขึ้น
- การสูญเสียมวลกระดูก โดยเฉพาะบริเวณกราม โหนกแก้มและหน้าผาก หากสูญเสียมวลกระดูกบริเวณนี้ก็เป็นปัจจัยที่ทำให้ผิวหน้าหย่อนคล้อยได้มากขึ้น เป็นอีกหนึ่งสาเหตุของการเกิดริ้วรอย เช่น แก้มย้อยก็ทำให้เกิดริ้วรอยที่ร่องแก้มเพิ่มขึ้น เจอเหตุผลข้อนี้ไปอยากกินนมให้ได้วันละ 10 ลิตรเลยทีเดียว
- สภาพแวดล้อม ยังมีอีกหลายอย่างที่ส่งผลให้เกิดริ้วรอยบนใบหน้าได้มากขึ้น อย่างเช่น แสงแดด เรียกว่าเป็นตัวการขั้นร้ายแรงที่ทำให้เกิดริ้วรอยเลยค่ะ เพราะรังสียูวีในแดดจะกระตุ้นให้ผิวสร้างอนุมูลอิสระและยังทำลายเนื้อเยื่อและคอลลาเจนใต้ผิวหนังให้เสื่อมสภาพเร็วขึ้นจากเดิมอีก พี่มิ้นท์ลองมานึกๆ ดูแล้วนอกจากจะทำลายเนื้อเยื่อในผิวหนังแล้ว เวลาเจอแสงแดดเรามักจะหยีตา ขมวดคิ้ว แสดงออกทางสีหน้า เรียกว่าทำให้พวกเราเข้าใกล้ริ้วรอย 2 ต่อเลยทีเดียว
ผลของริ้วรอยที่เกิดขึ้นบนใบหน้าไม่ใช่แค่ทำให้สาวๆ (รวมถึงหนุ่มๆ สมัยนี้) สูญเสียความมั่นใจบนใบหน้าเพียงอย่างเดียวนะคะ เพราะยังมีการวิจัยในทางจิตวิทยาเพิ่มเติมด้วยว่ารอยยับบนใบหน้าทำให้เราตีความอารมณ์คลาดเคลื่อนด้วย พูดง่ายๆ ก็คือ คนอื่นจะมองว่าเจ้าของใบหน้ากำลังโกรธหรือกำลังเศร้าอยู่ ทั้งๆ ที่เราแสดงสีหน้าปกติอยู่ ถือว่าเป็นงานวิจัยที่ผลออกมาน่าสนใจมาก แต่ก็ยังดีที่ไม่ได้ตีความว่าเป็นคนหยิ่ง ฮ่าๆ
เชื่อว่าน้องๆ ที่อ่านบทความนี้จบแทบจะวิ่งไปหากระจกมาส่องหน้าตัวเองเพื่อดูว่าหน้าเรามีกี่รอยแล้วใช่มั้ยคะ บางคนพกไม้บรรทัดเตรียมไปวัดเส้นกันเลยทีเดียว น้องๆ ยังอยู่ในวัยที่ร่างกายยังสามารถสร้างคอลลาเจนได้เต็มที่จึงดูแลไม่ยากมาก แค่ดูแลผิวไม่ให้โดนแสงแดดนานๆ จะออกแดดก็ทาครีมกันแดดบ้าง ทานอาหารที่มีประโยชน์ ทานน้ำเยอะๆ ก็ช่วยให้ผิวสดใสได้ค่ะ ถ้าไม่อยากให้คนอื่นมองว่าเราเป็นคนหน้าเศร้า(เพราะแก้มย้อยตามแรงโน้มถ่วง) ก็ดูแลตัวเองดันด้วยนะคะ :)
ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพประกอบจาก
ดร.นพ.เวสารัส เวสสโกวิท.www.inderm.go.th
www.nirundaclinic.com/th/service/Wrinkles.aspx
www.school.net.th/schoolnet/article/read.php?article_id=711
www.healthbeautyguide.net/forehead-wrinkles/
http://viotox.com/top-5-facial-enhancing-exercises/



6 ความคิดเห็น
นอกจากนี้ก็เป็นคนหัวเราะง่าย ตาหยีๆ บ่อย Crow's Feet ต้องพรึ่บก่อนวัยแหงๆ เลย
สุดยอดไปเลยค่ะ