อาจารย์ลิลลี่ สถาบันกวดวิชาพีนัคเคิล []

วิว
       สวัสดีค่ะ น้องๆชาวเด็กดีทุกคน เมื่อเร็วๆนี้พี่ผึ้งได้มีโอกาสไปเดินเล่นที่
  สยามสแควร์มาคะนอกจากจะมาชอปปิ้งเสื้อผ้าสวยๆเก๋ๆให้กับตัวเองแล้ว
  พี่ผึ้งก็ไม่ลืมที่จะสัมภาษณ์อาจารย์สอนภาษาไทยชื่อดังที่เข้าใจวัยรุ่น
  อย่างพวกเราเป้นอย่างดีถ้าแค่พี่ผึ้งพูดชื่อออกไปน้องๆ ก็ต้องร้องอ๋อ
  นึกออกกันทันทีจ๊ะ แล้วก็ไม่ใช่ใครที่ไหนครูลิลลี่แห่งสถาบันพีนัคเคิล
  นั่นเอง เพื่อไม่เป็นว่าการเสียเวลา เราไปพูดคุยกับ ครูลิลลี่ เลยดีกว่าจ๊ะ
 
  พี่ผึ้ง : อะไรคือแรงบันดาลใจ ที่ทำให้คุณครูลิลลี่เลือกมาสอนวิชาภาษาไทยคะ
  ครูลิลลี่:ที่ครูเลือกสอนวิชาภาษาไทย เพราะเป็นวิชาที่ครูถนัดชำนาญและมั่นใจ
  ที่สำคัญคือครูรักวิชาภาษาไทยมากคะ
จริงๆเริ่มมาจากตอนเรียนม.ปลายครูเป็น
  คนติวเพื่อนๆในวิชาภาษาไทย พวกวรรณคดี ให้กับเพื่อนๆ ในกลุ่ม ซึ่งเป็น
  ตัวจุดประกายให้เรามาสอนวิชาภาษาไทยในวันนี้ รวมทั้งคุณครูของคร
ู  ที่ร.ร.เตรียมอุดมฯ เห็นแววของครู ว่าน่าจะเป็นครูสอนวิชาภาษาไทยได้เลยชวนมา
 
  สอนที่นี่ (สถาบันกวดวิชาพีนัคเคิล) ซึ่งครูสอนมานานประมาณ 12 ปีได้แล้วคะ
 
  พี่ผึ้ง : ที่นี่มีทั้งสอนสดและวีดิโอ หรือเปล่าคะ
  ครูลิลลี่ : สำหรับคุณครูจะชอบการสอนสด เพราะเราเป็นครู เด็กจะต้องถามเรา
  และเจอเราได้ตลอดเวลา
ดังนั้นที่นี่จะมีแต่สอนสดเท่านั้นคะ อาจจะดูโบราณ
  แต่เพื่อให้เด็กสามารถเจอครูและสอบถามครูได้เวลาที่มีปัญหา อาจจะเป็นช่วง
  ตอนก่อนหรือหลังเลิกเรียน คือครูยังอยู่กับเขาตลอดเวลาคะ
 
  พี่ผึ้ง : ครูลิลลี่มีการใช้สื่อประกอบการสอนหรือไม่คะ
  ครูลิลลี่ : ครูจะใช้ตัวเองเป็นสื่อประกอบการสอนค่ะ ซึ่งครูคิดว่าเป็นสื่อที่ดีที่สุด
  ไม่จำเป็นต้องใช้วีดิโอเทป เพลง หรือสื่ออื่นๆ เพิ่มเติม เพราะตัวเราเองก็ถือเป็นสื่อ
  อย่างหนึ่งคะ อย่างบางวิชาอาจต้องใช้สื่อประกอบ แต่วิชาภาษาไทยจะใช้การเล่า
  เพราะบางอย่างอาจหาดูไม่ได้ก็ต้องเล่าให้เด็กฟัง ให้เด็กคิดภาพตาม หรือเอาความรู้
ู้  ในวิชาเลขมาประยุกต์ใช้กับการสอนวิชาภาษาไทยก็ได้ค่ะ เช่น สับเซต วิชาภาษาไทย
  ก็มีนะ อย่างความหมายแคบกว้าง เช่น ผลไม้ – ความหมายกว้าง , องุ่น - ความหมาย
  แคบ หรือ องุ่นเป็นสับเซตกับผลไม้ เด็กก็มีความสุขกับการเปรียบเทียบสองวิชา
  ทำให้เขาเข้าใจได้ง่ายขึ้น นี่แหละค่ะเป็นเทคนิคการสอนของครู
เด็กเขาก็จะ
  กรี๊ดกร๊าดกันว่าครูลิลลี่รู้จักวิชาเลขด้วยเหรอ และเวลาพูดกับเด็กเราก็ต้องใช้ภาษา
  ระดับเดียวกันกับเด็กจะได้สื่อสารกันรู้เรื่องค่ะ

 
พี่ผึ้ง : สาเหตุใดคะ ที่ทำให้ครูลิลลี่เลือกมาเป็นครูสอนภาษาไทยจนถึงปัจจุบันนี้
ครูลิลลี่ : อันดับหนึ่งก็คือ เด็กเรียนแล้วมีความสุข เขาทำข้อสอบได้ จำได้ และรักภาษาไทย นี่เป็นจุดที่ทำให้ครูมีทุกวันนี้ และความสุขตรงนี้ ครูสัมผัสได้จริงๆ จากเวลาที่ลูกศิษย์ประสบความสำเร็จ ซึ่งก็มีหลายระดับ เช่น เด็กมีความสุขในการเรียน แต่อาจจะไม่เก่งภาษาไทย หรือเก่งภาษาไทยไปเลย สามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ หรือถึงแม้เขาอาจจะสอบไม่ติด แต่ถ้าทำให้วิชานี้ติดตัวเขาไปตลอด และรู้สึกรักภาษาไทย สิ่งนี่แหละ ที่ทำให้ครูมีความสุขกับอาชีพและวิชานี้
 
พี่ผึ้ง : สไตล์การสอนของครูลิลลี่เป็นแบบไหนคะ
ครูลิลลี่ : ย้อนไปเมื่อ 10 กว่าปีก่อน ครูก็ไม่คิดว่าตัวเองจะต้องดัง ไม่มีใครรู้จุดหมาย
ไปทางของชีวิตหรอกคะ ว่าสอนแล้วจะเป็นอย่างไร ครูก็สอนตามแบบที่เป็นตัวของ
เราเอง คือภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า Edutainment ส่วนภาษาไทยเราเรียกว่า สารพัน
บันเทิง แปลว่า สาระเป็นพันบวกกับบันเทิง คือ Education + Entertainment
ครูเป็น
คนที่ว่า ถ้าสอนวิชาการหมด 100 % ครูจะไม่ถนัด ไม่ใช่แนว ตลกหมด 100 %
ก็ไม่ได้ เพราะครูไม่ใช่ตลกคาเฟ่ สรุปคือเอาวิชาการ 95 % เสริมความบันเทิงและ
มุขตลกเข้าไป 5 % แต่ก็ต้องรู้จักค่อยๆ หยอดมุขเข้าไปเป็นจังหวะ ให้เหมาะสมกับ
เรื่องที่สอน
เช่น เอาข่าวหรือเหตุการณ์ในชีวิตประจำวันที่สนุกๆ มาเล่าให้ฟัง โดยอาจ
 
พี่ผึ้ง : การนำเหตุการณ์ในชีวิตประจำวัน หรือข่าวมาประยุกต์ใช้กับการสอน
วิชาภาษาไทย มีส่วนช่วยหรือไม่ อย่างไรคะ

ครูลิลลี่ : มีส่วนช่วยมากคะ เพราะเด็กๆ จะรู้สึกว่าเป็นเรื่องใกล้ตัวเขา เขาก็จะให้
ความสนใจ เช่น เขากำลังคลั่งดาราเกาหลีคนนี้ หรือหนังแฮรี่ พอตเตอร์กำลังจะ
เข้าพอพูดถึงหรือเล่นมุขแซวตัวเองว่าเราเป็นแฮกริด เด็กก็จะชอบใจ หัวเราะกันใหญ่
พราะคุณครูช่างเหมือน
ทั้งรูปร่างหน้าตา ผมเผ้า แถมตัวใหญ่อีกด้วย เด็กก็มีความสุข
ซึ่งตรงนี้เราก็ต้องยอมเสียสละตัวเองกับการโดนกัด แต่เราก็ต้องเล่นกับเด็กๆ ให้อยู่ใน
กรอบถ้าลามปามเกินความเป็นครูเป็นศิษย์ ครูก็ไม่เล่นด้วยคะ
 
พี่ผึ้ง : ความคิดเห็นของครูลิลลี่ ต่อการใช้ภาษาไทยที่ผิดแบบแผนหรือวิบัต
ิของวัยรุ่นไทยในปัจจุบัน

ครูลิลลี่ : ครูคิดว่าเป็นเพราะเด็กไม่ระวังในการเขียน ไปยึดเอาเสียงวรรณยุกต์เป็นหลัก
และเขียนไปตามนั้น เช่น “ฉัน” เป็น “ชั้น”
คือเด็กจะยึดที่เสียง ไม่ยึดที่รูป บางทีเด็ก
อาจจะรู้แต่ขาดความระวัง ดังนั้นอย่าไปโทษเด็กหรือโจมตีว่าเด็กทำให้ภาษาวิบัติค่ะ
 
พี่ผึ้ง : อย่างนิยายที่น้องๆ เขียนลงเว็บไซต์ แล้วต้องการใช้คนอ่านออกเสียงแบบนั้น
เลยเขียนเพี้ยนไปจากแบบแผน ครูลิลลี่มีความเห็นอย่างไรคะ

ครูลิลลี่ : ใช้ไม่ได้คะ ถ้าเป็นอย่างนี้ถือว่า “ผิด” เพราะถ้าเป็นภาษาเขียนแล้ว
จะใช้รูปแบบนี้ไม่ได้ แต่ถ้าเป็นภาษาที่ใช้ออนเอ็ม(MSN) คุยกันกับเพื่อน Chat
กันระหว่าง 2 - 3 คน ใช้ไปเถอะ ไม่เป็นไร เพราะการเอ็มกัน ต้องใช้ความเร็ว
ในการโต้ตอบ บางทีพิมพ์เต็มคำ มันจะช้าแล้วอารมณ์ไม่ต่อเนื่อง แต่หากเป็น
งานเขียนที่ให้คนอื่นอ่านเป็นจำนวนมากๆ มันจำเป็นต้องให้ถูกต้อง เช่น “ฉัน”
“ เธอ” “เขา” จะใช้ “ชั้น” “เทอ” “เค้า” มาแทนไม่ได้ เพราะถือว่านิยายใน
เว็บไซต์นั้นได้ออกสู่สายตาของสาธารณชนแล้ว อันนี้ครูเห็นด้วยว่าไม่เหมาะสม
ที่จะใช้ภาษาที่ผิดเพี้ยนไปค่ะ
 
พี่ผึ้ง : ความสำคัญของวิชาภาษาไทยที่มีอิทธิพลต่อนักเรียนในปัจจุบัน
ครูลิลลี่ : อย่าไปมุ่งเน้นว่าจะเอาไปใช้สอบเข้ามหาวิทยาลัยอย่างเดียว อย่างน้อย
เลยเราต้องอยู่ในเมืองไทยใช่ไหมคะ ต้องติดต่อคนไทย ตราบใดที่เราไม่ได้มี
ภรรยาหรือสามีเป็น คนต่างชาติ เราก็ต้องใช้ภาษาไทย ทั้งพูด ฟัง อ่าน เขียน

นักเรียนอย่าลืมว่าพอสอบผ่านเข้าไปเรียนมหาวิทยาลัยแล้ว มันก็ต้องมีการ
เขียนตอบข้อสอบ ต้องอ่านหนังสือเป็นเล่มๆ ดังนั้นต้องอ่านให้เก่ง อ่านให้เป็น
และต้องเขียนได้ดีด้วย ไม่ว่าหนูจะเรียนคณะไหน มันต้องใช้ภาษาไทย เช่น
แพทย์ เภสัช บัญชี วิศวะ โดยเฉพาะนิติศาสตร์ที่ตอนนี้กำลังนิยม ยิ่งต้อง
แม่นภาษาไทยคะ ดังนั้นภาษาไทยจึงมีความสำคัญมากคะ

นี่แค่อ่านกับเขียนนะ แล้วยังการฟังกับพูดอีกละ ใครจะไปรู้ เผื่ออนาคตหนูจบ
ไปเป็นพิธีกร ครู นักแสดง ซึ่งทุกอาชีพก็ต้องมีติดต่อสื่อสารกับผู้คนตลอดเวลา
และมีบางอาชีพที่ต้องภาษาไทยโดยตรง เช่น นักเขียน และนักแต่งเพลง เป็นต้น
พูดง่ายๆ ต่อให้หนูจบการศึกษาไปแล้ว ก็ยังต้องเจอภาษาไทยอยู่ดี คือหนูหนี
ไม่พ้นอยู่แล้วคะ ดังนั้นตั้งใจเรียนให้มันได้ผลดีไปเลยเถอะค่ะ

และครูอยากจะฝากไว้อีกอย่างหนึ่งคือ ภาษาอังกฤษ หนูจะเรียนภาษาอะไร
เพิ่มอีกก็ตามครูไม่สนใจ แต่ภาษาอังกฤษหนูจะต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับที่
สองรองจากภาษาไทย และควรจะต้องให้เก่งทั้งฟัง พูด อ่าน เขียน ด้วย
เพราะถ้าหนูอยากก้าวหน้า จะต้องเก่งภาษาอังกฤษคะ
อันนี้ครูขอเชียร์ เพราะโลกเรา
เดี๋ยวนี้มันโลกาภิวัฒน์แล้ว เราจะต้องติดต่อค้าขายกับชาวต่างชาติ และทุกอย่างใช้
ภาษาอังกฤษหมด เพราะถือเป็นภาษาสากล ขนาดยุโรปชาติอื่นๆ ที่เป็นคู่แข่ง
กับอังกฤษ เช่น ฝรั่งเศส เยอรมัน หรืออิตาลี เขาก็ยังต้องพูดภาษาอังกฤษให้เป็นเลย
ไม่งั้นค้าขาย ติดต่อกับใครก้ลำบาก แม้พวกเขาจะไม่ชอบภาษาอังกฤษก็ตาม

 
 
  พี่ผึ้ง : ครูลิลลี่มีความคิดเห็นต่อระบบการสอบแอดมิชชั่น อย่างไรคะ
  ครูลิลลี่ : ครูคิดว่ามันทำให้เด็กต่างจังหวัดมีโอกาสเท่าเทียมกับเด็กในกรุงเทพฯ
  เพราะสมัยก่อนถ้าเป็นการสอบเอนทรานส์จะเห็นว่า เด็กโรงเรียนดังๆที่มีชื่อเสียง
  ส่วนใหญ่จะสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้เกือบหมด แต่เด็กเก่งๆ หรือเด็กหัวกะทิจาก
  ต่างจังหวัดอีก 70 กว่าจังหวัดจะไม่มีโอกาสสอบเข้าได้เลย ซึ่งครูเห็นว่าควรจะ
  ให้ครึ่งหนึ่งของคะแนนสอบเข้ามหาวิทยาลัยมาจากการเรียนในโรงเรียน ความ
  ตั้งใจเรียนในห้องเรียน การสอบเลื่อนระดับตอนเรียนม.4 – ม.6
เด็กจะได้สนใจ
  การเรียนในโรงเรียนมากขึ้น ไม่ใช่วัดกันทีเดียวจากการสอบเอนทรานส์แล้วจบเลย
  คุณครูว่าน่าเสียดายช้างเผือก(เด็กเก่งๆ จากต่างจังหวัด) และการสอบระบบแอดมิชชั่น
  ก็ทำให้เกิดความเท่าเทียมกันของระบบการศึกษา ทำให้เด็กหัวกระทิจากต่างจังหวัดได้
  เข้าเรียนมหาวิทยาลัยมากขึ้น มีที่นั่งแชร์ไปให้สำหรับนักเรียนที่ตั่งใจเรียนกันทุกคนค่ะ
 

   พี่ผึ้ง : แนวข้อสอบวิชาภาษาไทยของระบบแอดมิชชั่นเป็นอย่างไรค่ะ
  ครูลิลลี่ : ข้อสอบระบบใหม่นี้จะเป็นลักษณะมุ่งถามให้เราคิดวิเคราะห์ เช่น ผู้แต่ง
  คนนี้คิดอะไรอยู่ ประโยคนี้สมเหตุสมผลหรือไม่
ทัศนะของผู้แต่งเป็นอย่างไร
  อะไรคือสาระสำคัญของบทความนี้ ความรู้สึกของกวีตอนนี้เป็นอย่างไร หรือ
  ให้วิเคราะห์ความงามในวรรณคดี อะไรคือความงามที่เด่นที่สุด ประมาณนี้
  คือเขาจะไม่ถามความจำว่า ขุนแผนกับวันทองได้กันที่ไหน เป็นผัวเมียกันอย่างไร
  แต่เขาจะถามว่า ขณะที่ขุนแผนกับวันทองได้หนีเข้าไปในป่าเขารู้สึกอย่างไร ซึ่งก็

 
  จะมีหลายตัวเลือก เช่น รู้สึกทุกข์กาย ทุกข์ใจ หรือรู้สึกทุกข์ทรมาน ดังนั้นเด็กๆ
  ต้องรู้จักตีโจทย์ และตีคำประพันธ์ให้แตกออกมาให้ได้ รวมทั้งควรอ่านหนังสือพิมพ์
  อ่านบทความให้มากขึ้น เวลาดูหนังดูละครก็ให้พยายามคิดตามไปด้วยว่ามันจริงหรือ
  ไม่เป็นเหตุเป็นผลอย่างไร และให้เอาทฤษฎีการอ้างอิงเหตุผล ความน่าเชื่อถือ
  สมเหตุสมผลมากสอดแทรกเข้าไปด้วย
 
  พี่ผึ้ง : ข้อสอบแอดมิชชั่นจะเน้นที่ส่วนไหนเป็นพิเศษคะ
  ครูลิลลี่ : การอ่านตีความ จับใจความ และการคิดวิเคราะห์ค่ะ โดยอาจจะมีบทความ
  ข่าว โฆษณา หรือป้ายประกาศต่างๆมาให้ และให้นักเรียนตีความออกมา บางทีก็
  เป็นคำถาม 5 บรรทัด เป็นย่อหน้าบ้าง ซึ่งถ้าจะอ่านให้ทัน ก็จะต้องอ่านไปด้วยแล้ว
  คิดไปด้วยเลย ไม่ใช่สักแต่อ่านไปเรื่อยๆ เช่น นี่ประโยคขยายนะ ส่วนนี้เป็นประโยค
  หลัก และให้ดูด้วยว่าอะไรคือเมนไอเดีย คือเราจะต้องจับใจความไปด้วยเลยใน
  ขณะอ่าน อย่างอ่านนวนิยายเราคิดเป็นภาพตามไปด้วย เหมือนเป็นหนังเรื่องหนึ่ง
  แต่เป็นหนังในสมองค่ะ
 
  
  พี่ผึ้ง : อยากให้ครูลิลลี่ฝากถึงนักเรียนที่กำลังเตรียมตัวกับการสอบแอดมิชชั่นหน่อยคะ
  ครูลิลลี่ : การสอบจะระบบเก่าหรือระบบใหม่ ก็ต้องมีทั้งคนที่รู้สึกท้อแท้ เหนื่อย
  เสียใจ และดีใจทั้งนั้น แต่ครูจะฝากถึงเด็กๆว่า ชีวิตของหนูมันแค่เริ่มต้นเท่านั้น
  การสอบแอดมิชชั่น มันก็แค่ด่านแรกของชีวิตเท่านั้น หนูยังต้องผ่านและฝ่าฟัน
  กับอะไรอีกหลากหลาย อย่างตัวครูเองก็ผ่านชีวิตมาเยอะ จนบางครั้งลองกลับ 
  กลับไปคิดย้อนดู ก็พบว่าเรื่องการสอบเข้ามหาวิทยาลัยนั้น ไม่ได้เสี้ยวหนึ่งของ
  ปัญหาอื่นๆเลย  ให้ถือซะว่าเป็นแบบทดสอบอันหนึ่งของชีวิต เพราะถ้าแค่นี้หนูยัง
  ผ่านไม่ได้  แล้วในอนาคตหนูจะต้องรับผิดชอบอีกหลายชีวิต ทั้งครอบครัวและ
  ลูกน้องในที่ทำงาน แล้วหนูจะไหวหรือ  ดังนั้นตอนนี้ขอให้หนูๆ มีความรับผิดชอบ
  ต่อตัวเองก่อน ให้ตั้งใจเรียน  อ่านหนังสือ  ท่องศัพท์  ทำการบ้านและรายงานให้ดี
  ให้เต็มที่ก่อน  แล้วเชื่อครูว่าผลที่ออกมาจะเป็นที่ถูกใจของหนูเองค่ะ
  
   พี่ผึ้ง : อย่างเด็กที่เรียนอ่อนในวิชาภาษาไทย ครูลิลลี่มีข้อแนะนำอย่างไรคะ
 
   ครูลิลลี่ : ก่อนอื่นๆ ขอให้หนูรู้สึกว่าอยากเรียนรู้และรักในวิชาภาษาไทย รวมถึง
  เห็นความสำคัญของวิชาภาษาไทย อย่างคุณครูเองภาษาอังกฤษก็ไม่ค่อยดี
  แต่ถ้าวันใดวันหนึ่งต้องเดินทางไปต่างประเทศ หรืออีเมล์คุยกับเพื่อนฝรั่ง ครูต้อง
  ใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร ดังนั้นภาษาอังกฤษจึงสำคัญมาก ครูก็ต้องไปศึกษา
  หาความรู้เพิ่มเติม ดังนั้นหนูเองก็เหมือนกันต้องรักและพร้อมที่จะเรียนรู้วิชาภาษาไทย
  แล้วหนูก้จะประสบความสำเร็จเองค่ะ
 
  พี่ผึ้ง : คุณครูช่วยแนะนำเคล็ดลับการเรียนภาษาไทยให้ได้ผลดีหน่อยคะ
  ครูลิลลี่ : ครูคิดว่าพื้นฐานของเด็กต้องแม่นก่อน พวกสระ วรรณยุกต์ พยัญชนะ หรือ
  พวกคำประสม คำซ้ำ คำซ้อน คำเป็นคำตาย คำสมาส-สนธิ คำครุ-ลหุ ประโยค
  ความเดียว ความรวม ความซ้อน โคลง กลอน อะไรพวกนี้ โดยเอาหลักพื้นฐาน
  ง่ายๆ ให้มันแน่นและแม่ก่อน คือให้รู้สึกว่าเรียนแล้วรู้เรื่อง เข้าใจได้ง่าย ไม่งง
  แล้วค่อยต่อยอดสูงขึ้นไปเรื่อยๆ มันจะทำให้เรารักภาษาไทยมากขึ้นค่ะ เพราะหาก
  พื้นฐานไม่รัก ไม่ชอบแล้ว ก็จะรู้สึกเกลียดไปเลย คิดว่าภาษาไทยยาก จึงต้องเรียน
  จากง่ายๆ และให้มีความสุขกับการเรียนวิชาภาษาไทยก่อนค่ะ
 
  พี่ผึ้ง : นอกจากสอนภาษาไทยที่สถาบันพีนัคเคิลแล้ว ครูลิลลี่มีโครงการอื่นหรือไม่คะ
  ครูลิลลี่ : มีคะ เช่น โครงการติวเด็ก ม. 6 ให้กับเด็กต่างจังหวัด และสอนเด็กประถม
  และม.ต้น ให้รักภาษาไทย ซึ่งขึ้นอยู่กับโรงเรียนว่าเขาต้องการแบบไหนค่ะ และ
  โครงการสอนคุณครูภาษาไทยตามโรงเรียนต่างๆ เพื่อให้เขามีเทคนิคการสอนที่ดีขึ้น
 
   ที่สำคัญทั้งหมดนี้เป็นการกุศลคะ
 

  พี่ผึ้ง :ในฐานะที่เป็นครู สิ่งที่ทำให้คุณครูลิลลี่รู้สึกประทับใจ หรือภาคภูมิใจ คือสิ่งใดคะ
  ครูลิลลี่ : ความสำเร็จของลูกศิษย์ค่ะ และทำให้ลูกศิษย์รู้สึกรักในวิชาภาษาไทย
  สองสิ่งนี้แหละที่ทำให้ครูอยากจะสอนต่อไปเรื่อยๆ เพราะบางทีมันก็มีท้อถอย
  รู้สึกเบื่อ เหนื่อย หมดแรง หมดกำลังใจที่จะสอน ซึ่งเป็นกันทุกอาชีพ แต่มันยัง
  มีสิ่งหนึ่งที่ดังก้องในหูของเรา อย่างเช่น คำพูดของนักเรียนที่ว่า “หนูสอบติด” หรือ
  “ผมทำข้อสอบได้ครับ” คือทำให้เขาเรียนดีขึ้น หรือจากที่เขาไม่ชอบวิชานี้เลย
  กลับมาชอบได้ มันเป็นสิ่งที่สะกิดครูตลอดเวลาว่า นี่แหละคือรางวัลของที่เราได้รับมา
  ที่ครูรักในอาชีพครูก็เพราะสิ่งนี้ค่ะ

 
  พี่ผึ้ง : ครูลิลลี่อยากจะฝากอะไรถึงน้องๆ ชาวเด็กดีคะ
  ครูลิลลี่ : อยากให้ทุกคนเป็นเด็กดีตามชื่อเว็บ ซึ่งมันก็เป็นความหมายที่ดี และอย่า
  ให้เป็นเพียงแค่ชื่อว่าเด็กดี แต่อยากให้เตือนตัวเองว่าเราต้องเป็นเด็กดีตามชื่อเว็บนะ

  โดยส่วนตัว
ถ้าให้ครูเลือกระหว่างเด็กดีกับเด็กเก่ง ครูชอบเด็กดีมากกว่านะ เพราะ
  เด็กเก่งใครๆก็เก่งได้ แต่การเป็นคนดีนั้นเป็นยาก
และการรักษาความดีให้คงอยู่นั้นก็ยาก
  แต่ถ้าอยากเก่ง แค่อ่านหนังสือ ทบทวน ท่องตำรา หนูก็สามารถเก่งได้ คนดีกับคนเก่ง
  คนดีสำคัญกว่านะ เป็นเด็กดีในวันนี้ เมื่อโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่เขาก็จะจดจำ และคิด
  แต่สิ่งที่ดีๆ พูดจาดี ทำตัวดี ดังนั้นเราต้องฝึกเขาตั้งแต่วันนี้ ใส่แต่สิ่งที่ดีๆ กับเขา
  ให้เขาคิดเป็น คิดถูกต้อง เมื่อเขาโตเป็นผู้ใหญ่ก็ไม่กล้าทำผิดค่ะ
 

      

      
      น้องลมกรด จากโรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย

         “ชอบที่อาจารย์แกก็สอนด้วยความสนุกครับ สอดแทรกความฮาลงไปใน
     เนื้อหา แต่จริงๆแล้วสอนได้ละเอียดมากครับ คืออาจารย์ลิลลี่มักจะเล่นมุข
     อะไรลงไปหน่อยกับสูตรที่ท่องจําได้ ซึ่งก็ไม่เหมือนใครและจําได้ง่ายครับ
     ยิ่งตอนนี้ท่องสูตรของแกก็ยังนึกขําในใจเลยครับ เช่น อย่างคําตายก็
    "คำที่ลงท้าย ด้วย แม่ กบด  ก็เป็น กบด (กบฏ)  ใครเป็นกบฏ  มันต้องตาย" 
    หรือ   “คําเป็นก็คือคนที่ยังมีชีวิต”  ครับ

 


          น้องดิว จากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา
                “เรียนกับอาจารย์ลิลลี่สนุกดีคะ อย่างดิวเรียนห้องสอนสด อาจารย์จะให้
          นักเรียนมีส่วนร่วมในห้องเรียนมากๆ ประมาณว่า ตอนเรียนเรื่องภาษาท้องถิ่น
          ก็มีให้นักเรียนออกไปพูดด้วยคะ ซึ่งอันนี้ดิวเจอเองเลย ตอนนั้นแฮรี่เข้า
          วันแรกอาจารย์ลิลลี่บอกว่ามีตั๋วแฮรี่มาแจก ถ้าใครคิดว่าตัวเองสวยให้ลุกขึ้น
          ดิวก็ลุกเลย ซึ่งก็มีคนลุกขึ้นมาสามคนจากเกือบๆสองร้อย แล้วอาจารย์ก็
          แจกจริงๆ คะ ให้เป็นเงินสดไปซื้อตั๋วดูเองเลย ตอนนั้นดิวก็อายมากๆ คะ
          เพราะคิดว่าจะมีคนลุกเยอะกว่านั้น แต่ก็ดีใจที่ได้ตั๋วดูหนังมากกว่าคะ
          อันนี้เป็นรอบแรก

          ต่อมาอาจารย์ลิลลี่ก็มีให้ทำแบบฝึกหัด ถ้าใครทำได้ถูกมากที่สุดก็ได้จะได้
          ตั๋วไปเหมือนกัน โดยอาจารย์ลิลลี่บอกว่า เป็นโปรโมชั่น ให้นักเรียนจะได้
          ตั้งใจเรียนกันมากขึ้น และมีกำลังใจมาเรียน และรู้สึกตื่นเต้นเร้าใจมากกว่า
          มาเรียนในห้องเฉยๆ ซึ่งก็เห็นผลทันที เพราะตอนทำแบบฝึกหัดชิงตั๋ว
          ก็ตั้งใจทำกันใหญ่”

 



    น้องแน๊ต จากโรงเรียนสตรีวัดมหาพฤฒาราม
          “ชอบที่ครูลิลลี่สอนสนุกและรู้เรื่องด้วย อย่างคลาสที่แน๊ตเรียนครูเค้าเพิ่ง
    กลับมาจากอินเดียจ๊ะ ครูเขาก็จะเล่าเรื่องขำๆ เช่น ที่อินเดียจะมีที่หนึ่ง
    คล้ายๆ โรงแรม แต่เอาไว้สำหรับคนใกล้ตายอ่ะ แบบพอรู้ตัวว่าจะตาย ก็ไป
    อยู่ไปจองไว้เลย ซึ่งก็ตลกดี และครูลิลลี่ก็จะชอบหาขนมมาให้กินเป็นของว่าง
    พวกที่กล้าๆหน่อยจะขอแบบพิซซ่ามั่ง เงินมั่ง เอาโน่นเอานี่ อะไรที่ให้ได้
    ครูเขาก็จัดมาให้คะ

          อย่างแน๊ตก็เคยได้ของแจกจากครูลิลลี่ด้วยคะจริงๆก็ได้กันหมดทุกคน
    (ห้องสอนสด) เป็นใบโพธิ์จากต้นโพธิ์ที่ตกทอดมาจากต้นพี่พระพุทธเจ้า
    นั่งตรัสรู้คะ ครูลิลลี่แจกให้คนละใบคะ แน๊ตเห็นว่ามันขลังดี และเป็นมงคลด้วย
    แถมปลุกเสกมาเรียบร้อยแน๊ตก็เลยเก็บไว้บูชาคะ แน๊ตว่าครูลิลลี่เป็นเหมือน
    ร้าน 7/11เพราะครูรู้เยอะมากถามอะไรก็รู้หมดทุกอย่างและครูลิลลี่
    ก็จะมีสอนแทบจะตลอดเวลา 24 ชั่วไมง ถือว่าครูเขาทำงานหนักมากเลยคะ”


https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=pond

พี่ปอน - ผู้เขียน

เว็บมาสเตอร์เว็บไซต์ Dek-D.com

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#สถาบันการศึกษา

บทความที่นิยมอ่านต่อ

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป