/>
Dek-D.com ใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสบการณ์ของ
ผู้ใช้ให้ดียิ่งขึ้น เรียนรู้เพิ่มเติมที่นี่
ยอมรับ

6 เหตุผล(โลกไม่สวย) ที่การศึกษาไทยติดที่ "โหล่" อาเซียน []

วิว

          สวัสดีครับ.. จะช้ำใจและอายแค่ไหน หากเราสอบได้ที่โหล่ของห้อง เพราะนอกจากจะโดนเพื่อนล้อ ครูมองติดลบ ยังอาจถูกพ่อแม่สวดถึงเช้าเลยก็เป็นได้ แต่เชื่อไหมครับว่าเหตุการณ์น่าอายแบบนี้ได้เกิดขึ้นกับประเทศไทยแล้ว ??? ล่าสุดมีข้อมูลการประชุมของ World Economic Forum (WEF) - The Global Information Technology Report 2013 ได้จัดอันดับคุณภาพการศึกษาในกลุ่มประเทศอาเซียน ซึ่งประเทศไทยของเราถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 8 ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีคะแนนต่ำที่สุด รองจากประเทศเวียดนามที่ได้อันดับ 7 และประเทศกัมพูชาอันดับ 6 O_O"

         โดยประเทศที่มีคุณภาพการศึกษาดีที่สุดในกลุ่มอาเซียน เรียงตามลำดับที่ดีที่สุด ดังนี้ อันดับ 1 สิงคโปร์, อันดับ 2 มาเลเซีย, อันดับ 3 บรูไน ดารุสซาลาม, อันดับ 4 ฟิลิปปินส์, อันดับ 5 อินโดนีเซีย, อันดับ 6 กัมพูชา, อันดับ 7 เวียดนาม และอันดับ 8 ประเทศไทย

         เกิดอะไรขึ้นกับการศึกษาของประเทศไทย เห็นทีประโยคที่ถูกปลูกฝังว่า "การศึกษาบ้านเราไม่เป็นสองรองใครในอาเซียน" คงจะพูดได้ไม่เต็มปากซะแล้ว วันนี้เว็บ Dek-D เลยขอรวบรวม 7 เหตุผล(โลกไม่สวย) ที่ทำให้การศึกษาไทยเดินทางมาถึงวันนี้ วันที่ถูกจัดอันดับเป็นที่ "โหล่" ของอาเซียน มาจากเหตุผลอะไรได้บ้างไปดูกัน

1.คนเก่งไม่ชอบเรียนครู
          เป็นเรื่องจริงที่ปฏิเสธไม่ได้เลย ว่าการสอบเข้ามหาวิทยาลัยทุกวันนี้ เด็กเก่งจะไปกองอยู่ที่คณะแพทยศาสตร์ คณะทันตแพทยศาสตร์ หรือคณะวิศวกรรมศาสตร์ ส่วนทางด้านคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ ซึ่งเป็นคณะที่ปั้นคนไปเป็นครู ผู้ที่เป็นรากฐานของการศึกษาไทยนั้น กลับไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควร พี่ลาเต้ กล้าพูดได้เลยว่า 100% ของคนเรียนครู 30% คือคนที่อยากเรียนจริงๆ ส่วนอีก 70% คือคนตกหล่นจากคณะอื่นแล้วมาติดที่คณะครู พิสูจน์ได้แล้วจากแอดมิชชั่นแต่ละปีที่ผ่านมา

2.สอบมากสุด 28 วิชาเพื่อเข้ามหา'ลัย
          O-NET 8 วิชา , GAT PAT 13 วิชา, วิชาสามัญ 7 วิชา นี่เป็นข้อสอบพื้นฐานที่เด็ก ม.6 ต้องขวนขวายสอบเพื่อเข้ามหาวิทยาลัย นี่ยังไม่นับสอบกลางภาค ปลายภาค สอบเก็บคะแนน หรือการบ้านที่ต้องทำอีก เมื่อกฏเกณฑ์ทำให้เด็กต้องรับผิดชอบเยอะ เด็กหลายคนจึงต้องตัดใจทิ้งความรับผิดชอบบางอย่างไปเพื่อประคองตัวเองให้อยู่รอด พอถึงตรงนี้ก็คงตอบได้ว่า คงไม่มีเด็กคนไหนเลือกทิ้งการสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่เป็นอนาคตของตัวเอง และความหวังของพ่อแม่ ดังนั้นการที่เด็ก ม.6 หนึ่งคนต้องสอบมากสุดถึง 28 วิชาเพื่อเข้ามหาวิทยาลัย คงเดาได้ไม่ยากว่าจะส่งผลต่อการเรียนในโรงเรียนขนาดไหน และการจัดอันดับดังกล่าวก็เอาผลคะแนนจากการเรียนในโรงเรียนเป็นตัวชี้วัดซะด้วย อิอิ

3.ครูไทย นักเรียนไทย คนละ GEN กัน
          จะเกิดอะไรขึ้น ??? เมื่อวัยรุ่นสมัยนี้ผู้ที่โตมาพร้อมกับความอิสระและเทคโนโลยี ต้องมาอยู่ในกรอบของผู้เป็นวัยรุ่นเมื่อ 40 ปีที่แล้ว นอกจากการดำเนินชีวิตที่เปลี่ยนไป รูปแบบความสนใจก็เปลี่ยนตามด้วย ยกตัวอย่าง หากต้องการค้นหางาน 1 ชิ้น อาจารย์หลายท่านอาจจะวิ่งไปห้องสมุด แต่นักเรียนหลายคนอาจจะวิ่งกลับบ้านไปเปิดอินเทอร์เน็ต หรือมีคำสั่งให้ทำพานไหว้ครูประกวด นักเรียนหลายเลือกยึดเอาความคิดสร้างสรรค์แต่งพานเข้าสู้ แต่อาจารย์เน้นยึดความเป็นเอกลักษณ์สื่อความหมายในการตัดสิน ตราบใดที่ครูและนักเรียนยังพูดคนละภาษากันอยู่ การศึกษาไทยซึ่งเป็นตัวกลางของบุคคลทั้งสองก็คงยัง งง ไม่ต่างกัน

4.ภาษาที่ 2-3 ของเด็กไทยแพ้ราบคาบ
           เหตุผลนี้อาจเป็นสาเหตุอันดับต้นๆ เลยที่ทำให้การศึกษาไทยเรารั้งอันดับท้ายสุด เพราะต้องยอมรับว่าภาษาอังกฤษ หรือภาษาที่ 3 เด็กไทยเราความสามารถในการสื่อสารแพ้ประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่มอาเซียนอยู่หลายช่วงตัว หลายปีผ่านมาประเทศไทยเรามักจะเอาการศึกษาบ้านเราไปเปรียบเทียบกับประเทศสิงค์โปร์ หรือมาเลเซีย แต่ความจริงแล้วผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านภาษาอังกฤษของ 3 ปีล่าสุด เราเป็นรองประเทศลาวอยู่ ซึ่งในการจัดอันดับคุณภาพการศึกษาของ WEF ในครั้งนี้ ประเทศลาว และพม่า ไม่ได้เข้าร่วมในการจัดอันดับ

5.เรียนหนัก เน้นท่องจำ
            สมัยก่อนเด็กไทยเรียน 8 โมง - บ่าย 3 โมงครึ่ง แต่สมัยนี้มันไม่ใช่แบบนั้นซะแล้ว ยิ่ง ม.ปลาย บางแผนการเรียนเริ่มเรียน 7 โมง บางวันเลิกเรียน 5 โมง การเรียนเยอะไปของบางโรงเรียนเลยส่งผลให้นักเรียนล้าจนเกิดภาพติดลบในการเรียนในที่สุด ขณะที่การเรียนวิชาต่างๆ ก็จะเน้นการท่องจำ ท่องแล้วจำไปเรื่อยๆ ครูเคยจำมาแบบไหนก็ให้นักเรียนจำแบบนั้น ทั้งๆ ที่ความจริงนักเรียนอาจมีวิธีสร้างความเข้าใจในเรื่องนั้นได้ดีกว่า การท่องจำยังอยู่กับเด็กไทยเสมอวัดได้จากข้อสอบที่ออกมา ทั้งข้อสอบในชั้นเรียน และข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัย ที่หากใครเคยสอบจะบอกได้คำเดียวเลยว่า "ต่อให้มีความเข้าใจที่ดีเพียงใด ก็ต้องอาศัยการท่องจำอยู่ดี"

6.นักเรียนเร่งทำเกรด ครูเร่งทำผลงานวิชาการ
           เป็นเรื่องจริงปฏิเสธไม่ได้ เมื่อนักเรียนต่างเร่งทำเกรดทุกวิถีทางให้ได้มากที่สุด ขณะที่ครูอาจารย์ต่างก็ต้องเร่งทำผลงานทางวิชาการเพื่อปรับฐานวิทยาฐานะของตนเอง เมื่อทั้งคู่มีเป้าหมายส่วนตัว จนลืมหรือละเลยการศึกษาที่เป็นส่วนกลาง บางโรงเรียนถึงขั้น คาบแรกอาจารย์พูดทักทายอยู่ 2 ประโยค คือ 1.ไปทำงานชิ้นนี้มา และ 2.เจอกันอีกทีคาบสุดท้ายนะ พร้อมส่งเก็บคะแนน = ="

เด็กไทยคิดเห็นยังไงกับข่าวนี้ ?
สัมภาษณ์ : ปราญชลี บุญสงเคราะห์ หรือ เอิน
นักศึกษาคณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากร


           "การศึกษาไทยยัดความรู้ให้เด็กมากเกินไป อย่างน้องของหนูเรียนที่ประเทศสิงคโปร์ ที่นั้นเรียนกำลังพอดี นักเรียนแบ่งเวลาได้สบายๆ มีทั้งช่วงเรียน และช่วงเล่น ทำให้น้องเอินทั้งจัดเวลาเป็น แต่น้องคนเล็กเรียนที่ไทย ทุกวันเรียนเสร็จ เรียนพิเศษต่อ เรียนจนบางทีเบลอ กลายเป็นคนแบ่งเวลาไม่เป็น เพราะวันทุกวันมีแต่เรียน ทุกๆช่วงเวลามีเรียนเรียน เด็กกลายเป็นนกแก้วนกขุนทอง เพราะเรียนแบบท่องจำ วิเคราะห์และประยุกต์ใช้ไม่เป็น อีกอย่างเด็กได้รับความรู้ไม่เท่าเทียมกัน หรือไม่ได้มาตรฐาน บางโรงเรียนครูก็เก่งมากกก ขณะที่บางโรงเรียนนักเรียนเก่งกว่าครูอีก อาจารย์บางท่านก็สอนไม่ได้มาตรฐานไม่มีจรรยาบรรความเป็นครู สอนเพียงตามหน้าที่เท่านั้น"

            เอาล่ะครับ ทั้งหมดนี้เป็นความจริงที่พูดออกมาแบบตรงๆ คงสะท้อนการศึกษาไทยได้ในระดับหนึ่งนะครับ ถึงแม้ ณ ปัจจุบันการศึกษาเราจะอยู่อันดับสุดท้ายของอาเซียน แต่ประเทศไทยเราก็มีข่าวดีให้น่าชื่นใจเกี่ยวกับการศึกษาอยูบ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นน้องๆ ที่ได้ Top O-NET เต็ม 100 คะแนน , เด็กไทยที่ได้รางวัลชิงชนะเลิศวงโยธวาธิตระดับโลก หรือกลุ่มเด็กไทยคว้าเหรียญทองโอลิมปิกกลับมาแต่ปีละ ส่วนในระดับอาเซียนคงต้องให้เวลาแก้ไขซักนิด ช่วงนี้ก็เชียร์กีฬาไปก่อนแล้วกัน ประเภทนี้บ้านเรามือหนึ่งของจริงครับ ฮ่าฮา 555


            ลาเต้ลิขิต : น้องๆ ชาวเด็กดี คิดว่าอะไรคือสาเหตุ ตรงกันไหม มาแชร์กันนะ



ใครเล่นทวิตเตอร์มา Follow ตามข่าวรับตรงแอดมิชชั่นจากพี่ได้นะ @lataedekd

https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=latae

พี่ลาเต้ - ผู้เขียน

นักข่าวสายการศึกษา เกาะติดทุกข่าวแทนน้องๆ ตัวถีบ ตัวดันให้ ม.6 สอบติด

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#จัดอันดับการศึกษาของอาเซียน #การศึกษาไทยได้ที่ 8 อาเซียน #การศึกษา

บทความที่นิยมอ่านต่อ

ยอดถูกใจสูงสุด

  • ถูกลบเนื่องจาก:
    IP
    #107
    ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้
    ครูส่วนมากมักจะคิดว่านักเรียนเรียนกวิชาของเค้าอยู่แค่วิชาเดียว
    ครูฟิสิกส์ก็ให้จำสูตรฟิสิกส์
    ครูไทยให้จำกลอน
    ครูเคมีให้จำสมการ สูตร กฏ บลาๆ
    ครูชีวะก็ให้จำโครงสร้าง สูตรโครงสร้าง
    ครูสังคมก็ให้จำกฏหมาย พระราชบัญญัติ
    ครูพระพุทธก็ให้จำบทสวดมนต์
    ครูอังกฤษให้จำแกรมม่า
    ครูพละให้จำกติกา
    ครูประวัติให้จำ อารยธรรม แหล่งกำเนิดของประวัติชนชาติบลาๆ
    แถมสำหรับคนเรียนสายคอม

    จำแบบภาษษ C HTML เขียนโปรแกรม โปรแกรมสร้างเว็บสร้างบลาๆ
    แอคเซล บลาๆ

    ครูทุกวิชา พอเรียนจบจะบอกว่า นักเรียนต้องจำให้ได้นะ จำไม่ได้สอบไม่ได้ ได้ 0  กันอีก
    แล้ววันๆเรียน 10 คาบ แทบจะมีทุกวิชาใน 1 วัน
    ครูทุกคนก็บอกให้จำ โอเค เราก็ไปนั่งท่องนั่งจำ นั่งจำมันทั้งวันทั้งคืน จนจำได้
    จำได้เสร็จ พอรุ่งขึ้นครูถามจำได้ อาทิตย์ 1 ผ่านไป ยังพอได้อยู่
    ผ่านไปอีก อาทิตย์ บอกตามตรงว่าเลือนลาง
    แล้วการศึกษาไมย ไม่รู้ยังไง สมมติว่า เรียนม.1 จะเป็นพื้นฐานของม.3
    เรียนม.2จะเป้นพื้นฐานของ ม.4 จะข้ามทำเพื่อ ? ท่องจำสองอาทิตย์ยังแทบเลือนลาง
    แล้วสองปีจะเหลืออะไร พอจำไม่ได้ ครูก็บอก ลาออกไปดีกว่า
    ถามเราว่าเคยเรียนมามั๊ย แล้วทำไมจำไม่ได้ สูตรแค่สิบสูตร ง่ายๆ

    เราอยากจะอธิบายให้ครูเค้าจริงๆเลยว่า เราไม่ได้เรียนวิชาครูคนเดียว
    ครูคนอื่นก็สั่งให้จำเหมือนกัน แทบพื้นฐานเสือ ก เว้นปี
    แต่ก็ไม่ได้อธิบาย ถือคมแฝกขนาดนั้นคงกล้าหรอก

    จำได้เลยว่าสมัย ม.4 ม.5 ม.6 เรานั่งทำแบบฝึกหัดวิชา คณิต ฟิสิกส์ เกือบ 10 รอบทุกวัน
    ไม่งั้นตาย เละเรียบร้อยโรงเรียนนายก
    สอบเสร็จ วิชาที่ต้องคำนวณ เอามานั่งทำ ข้อไหนผิดทำเป็นสิบๆรอบ ข้อไหนถูกก็ ห้าหกรอบ

    ทำการบ้านอีกทำงานบ้านอีก แม่เราไปทำงานมาก็เหนื่อย เราก็ต้องช่วยงานบ้าน
    เพื่อนที่เก่งๆพื้นฐานแน่นก็เห็นแก่ตัวสุดๆ คนไอคิว 90 กว่าๆอย่างเราเลยซวยสุดๆ

    เรียนหนักเอ็นตัวแทบขาด แล้วช่วงม.ปลาย เราไม่พกโทรศัพท์เลย
    เราทุบทิ้ง แล้วไม่ใช้ โทรตู้เอา หนังสือนิยายก็มีนานๆครั้ง
    การ์ตูนก็แทบจะไม่ได้ดู (ตามอยู่สองสามเรื่องมั้ง)
    นั่งเรียนหน้าสุดตลอด

    แต่ขนาดตั้งใจเรียนแบบนี้ ขยันขนาดนี้ เราก็ยังสอบตกเลยจ้า
    ที่เราสอบตกเพราะ วิชานู้นวิชานี้ก็ต้องจำ พอจำไปจำมา เข้าห้องสอบไป
    หัวรวน สมองตีบตัน นึกอะไรไม่ออก นั่งมึนอยู่หน้าข้อสอบ
    จำสลับวิชานี้เราหนักสุดๆ คณิตเพิ่มคณิตพื้น วุ่นวายไปหมด

    เราว่า เด็กไทยเรียนหนักไปจริงๆ
    บางคนอาจจะไม่เป้นปัญหา นั่นเพราะคุณฉลาดอยู่แล้ว
    เรื่องสอบตกอะไรคุณคงไม่เครียดสินะ
    แต่สำหรับคนที่โง่ๆ ไอคิวต่ำๆ อย่างเรา
    มันเป็นปัญหาสุดๆ วิชานู้นวิชานี้
    จะไปเรียนสาย เกษตร สังคม ไทย หรืออะไร
    สายนั้นก็มีแต่พวกเกเร จะพาเราออกนอกลู่นอกทาง

    ถ้าลดตารางเรียนลงซักหน่อย คงจะส่งผลดีกับเด็กโง่ๆแบบเรามากมาก
    อย่างน้อยลดลงซักสามคาบ ให้เรามีเวลาไปนั่งทบทวน นั่งทำการบ้านให้มากกว่านี้
    ซักหน่อยก็คงดีไม่ใช่น้อย แถมยังมีเวลาไปรีแรกซ์อย่างอื่นให้ผ่อนคลาย


    แต่มันก็จะมีปัญหากับเด็กเกเร ในเมืองอาจจะไม่ค่อยเห็นภาพ
    เราเรียนอยู่ รร. ต่างจังหวัด
    เด็กที่ไม่เรียนหนังสือมีมากกว่าเด็กเรียนหนังสือ
    มี 11 ห้อง ห้อง 5 ลงไปก็มีแต่เด็กไม่ค่อยเรียนกันแล้ว
    พกสมุดมาวันละเล่ม จดเฉพาะครูคนที่โหดๆ
    วันๆก็โดดเรียน เราว่าตรงนี้แหล่ะที่เป็นปัญหา ซึ้งทางแก้ นี้ไม่รู้ว่ามีรึเปล่า
    เพราะเราคิดว่า ไอ่เรื่องขี้เกียจแม้แต่กระทั้งเข้าห้องเรียนนี้มันอาจจะเป้นสันดารมากกว่านิสัย
    อาจจะแก้ไม่ได้ หรือไม่ก็แก้ได้ยากมากๆ
    เด็กประเภทท้องก่อนแต่ง หรือ ออกไปแต่งงานก่อนเรียนจบ แถวต่างจังหวัด มีเยอะมาก
    เราเชื่อว่าจะโทษเรื่องเรียนอย่างเดียวที่ทำให้เราตกไปอยู่ที่ 9 อย่างเดียวก็ไม่ใช่ที่
    เราเชื่อว่า ถ้าเด็กที่ขี้เกียจ ขยันขึ้นว่านี้ การศึกษาไทยคงไม่แพ้ใครเหมือนกัน

    เด็กสมัยนี้เก่งจะตาย เราเห็นมาเยอะ เก่งกว่าครูมีเยอะมาก
    ถ้ามีผู้ใหญ่ในกนะทรวง มีนโยบายแก้ไขปัญหาเด็กเกเรไม่อยากเรียนขี้เกียจได้คงจะดีสินะ..

    ตอบกลับ
  • ถูกลบเนื่องจาก:
    1111111111
    Guest IP
    #6
    ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้
    เหตุผลที่คนไม่เรียนครู ง่ายๆเลยเงินเดือนน้อย จะมาอ้างเหตุผลโลกสวยว่าต้องทำให้ประเทศพัฒนาคนเก่งต้องมาเรียนครู แล้วผลตอบแทนล่ะ การใช้ชีวิตในโลกหล้านี้ใช้เงินทั้งนั้นแหละ เช่น คนในครอบครัวต้องผ่่าตัดไม่มีเงินก็ตายไปดิ ข้าวต้องซื้อและ อื่นๆๆๆๆ เป็นครูเงินเดือนไม่เยอะเท่า หมอ กับวิศวะไง คนเราอยากสบายทั้งนั้นแหละ
    ตอบกลับ
  • ถูกลบเนื่องจาก:
    chato
    Guest IP
    #5
    ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้
    ผมเชื่อว่า 90% ที่เข้ามาอ่านโพสน์นี้มีความสนใจในการศึกษาและเป็นเด็กนักเรียนที่มีคุณภาพการศึกษาที่ใกล้เคียงกับมาตรฐาน อาเซียนครับ เพราะว่าอยางน้อยพวกคุณก็ยังเข้ามาสนใจการศึกษาของไทยแล้วอาจกำลังน้อยใจที่ตั้งใจเรียนแต่การศึกษาไทยกลับตกต่ำ แต่เชื่อเถอะครับว่าพวกเราเป็นกลุ่มเล็กๆที่สามารถพัฒนาการศึกษาไทยต่อไปได้ด้วยการตั้งใจเรียนให้มากขึ้น ส่วนนักเรียนที่เขาไม่เรียนหนังสือส่วนใหญ่ที่ทำให้การศึกษาไทยแย่นั้นอาจเป็นเพราะระบบการศึกษาและจิตใต้สำนึกของเขาเองครับ พวกเราทุกคนควรตั้งใจเรียนต่อไป ส่วนเรื่องระบบการศึกษาก็ภาวนาว่าจะมีคนเข้าใจแล้วแก้ไขซะ ผมคิดแบบนี้ครับ:)
    ตอบกลับ
  • ถูกลบเนื่องจาก:
    IP
    #18
    ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้
    "อาจารย์บางท่านก็สอนไม่ได้มาตรฐานไม่มีจรรยาบรรความเป็นครู สอนเพียงตามหน้าที่เท่านั้น"
    ชอบประโยคนี้มาก ทำไมตรงเเบบนี้
    เบื่อเวลาครูพูดถึงตัวเองตอนสมัยเรียนที่สุด คือนั่นมัน40-50ปีมาเเล้ว กับตอนนี้เหมือนกันไหม- -? 
    เเละอะไรที่มันเเปลกใหม่ ครูจะชอบมองว่ามันคือสิ่งที่ไม่ได้เรื่องเสมอ เเล้วอะไรคือสิ่งที่สร้างสรรเเละเเปลกใหม่สำหรับครู- -?
    ข้อ6นี่ก็ยิ่งใช่ คือรู้ว่ายังไงการบ้านต้องมี ไม่เกี่ยงหรอก เเต่ที่ให้เหมือนให้ส่งๆ ให้งานเยอะไว้ก่อน เวลาเอาไปยื่นให้ทางโรงเรียนดูเขาก็จะได้คิดว่า อืม..ครูคนนี้ตั้งใจสอน ครูจะได้เลื่อนขั้นสูงๆ อารมณ์เหมือนครูรอด นักเรียนไม่รอด เเต่ความจริงเเล้วมันใช่หรอ?


    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 4 กันยายน 2556 / 17:36
    ตอบกลับ
  • ถูกลบเนื่องจาก:
    IP
    #1
    ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้
    ไม่มีอะไรมากไปกว่า 'เห็นด้วย'

    ปัจจุบันไทยอยู่ในอันดับ 9 ของการจัดอาเซียนไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ การศึกษา

    น่าภูมิใจมั้ยล่ะ รัฐบาลไทย
    ตอบกลับ

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป
ต้องการรับการแจ้งเตือนบทความใหม่ของหมวด ไหม?