น้องๆ เคยได้ยินสำนวน "หนูทดลอง" บ้างหรือเปล่าคะ ความหมายของมันก็คือ การที่คนถูกนำไปลองทดลองอะไรแปลกๆ ใหม่ๆ เสี่ยงตาย โดยที่มาของสำนวนนี้ ไม่ได้สร้างขึ้นเพื่อความน่ารักนะคะ หากแต่ว่าที่มาที่ไปของมันมาจาก "หนู" เป็นสัตว์ที่ใช้ทดลองทางวิทยาศาสตร์หรือทางการแพทย์จริงๆ นั่นเองค่ะ
แม้ว่าใครหลายคนจะมองว่าหนูเป็นสัตว์น่ารังเกียจ ติดกับภาพหนูเป็นสัตว์สกปรก ชอบรื้อเศษอาหารและเป็นตัวแพร่เชื้อโรค แต่ในทางการแพทย์หนูจัดว่าเป็นสัตว์ที่มีประโยชน์ต่อมนุษย์มากๆ เพราะก่อนที่นักวิทยาศาสตร์หรือนักเภสัชวิทยาจะนำยามาใช้กับคนได้ ต้องทดลองกับสิ่งมีชีวิตอื่นก่อนเป็นการพิสูจน์ว่าใช้ได้ ปลอดภัย รักษาหาย และ "หนู" นี่แหละค่ะ ที่เป็นสิ่งมีชีวิตที่ถูกทดลอง
ว่าแต่ว่า ทำไมเขาถึงต้องใช้ "หนู" เป็นสัตว์ทดลองล่ะ? ทั้งๆ ที่มันตัวเล็กนิดเดียว เอาสัตว์ชนิดอื่นไม่ได้เหรอ มาฟังเหตุผลกันค่ะ

ตามที่ได้มีการบันทึกไว้ "หนู" ถูกนำมาใช้ในการทดลองตั้งแต่ปี พ.ศ.2164 โดยนักสรีรวิทยาชาวอีตาเลียนสองคน ใช้เพื่อศึกษาอวัยวะภายในของหนู และเริ่มมีนักชีววิทยาชาวตะวันตกนำหนูมาเลี้ยงในห้องทดลองเพื่อศึกษาเรื่องการขาดอาหารและออกซิเจน หลังจากนั้นได้มีการทดลองโดยใช้หนูมากขึ้น เช่น ทดลองเพื่อศึกษาพฤติกรรม ทดลองหาสาเหตุมะเร็ง จนกระทั่งเริ่มใช้ "หนู" เป็นสัตว์ทดลองยา ในการศึกษาสาเหตุและรักษาโรคต่างๆ เช่น โรคความดัน โรคเยื่อสมองอักเสบ โรคผิวหนัง โรคตับ โรคไขข้อกระดูก การปลูกถ่ายอวัยวะ เป็นต้น
จริงๆ แล้วการทดลองในสัตว์สามารถทำในสัตว์ได้หลายชนิด จะว่าไป หมา หมู แมว ลิง กบ หรือแม้แต่สัตว์น้ำอย่างปลาก็เป็นสัตว์ทดลองได้ทั้งนั้น แต่เหตุผลที่หนูเป็นสัตว์ทดลองที่นิยมมากที่สุด เพราะหนูเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีจำนวนยีนส์ใกล้เคียงกับมนุษย์ ดังนั้นถ้านำมาทดลองแล้วก็จะได้ผลออกมาใกล้เคียงกับคนค่ะ
นอกจากนี้หนูเป็นสัตว์ที่มีประสาทสัมผัสไวมาก มีขนาดเล็ก ทำให้ใช้พื้นที่ในการเพาะเลี้ยงน้อย วงจรชีวิตสั้น เพาะพันธ์ได้ง่าย โตง่าย และให้ลูกในปริมาณมากด้วย เหตุผลเหล่านี้ "หนู" จึงเป็นตัวเลือกที่ถูกนำมาใช้ในการทดลองอยู่บ่อยๆ นั่นเอง โดยชนิดของหนูที่นิยมนำมาใช้ทดลองหรือวิจัยก็มีหลายพันธุ์ เช่น หนูเมาส์ หนูตะเภา หนูแรท เป็นต้น

หนูในการทดลองฉีดค็อกเทลยา หลังจากนั้นพักฟื้นและกระตุ้นด้วยกระแสไฟฟ้าที่ส่งผ่านเสื้อกั๊กที่สวมอยู่ เพื่อรักษาอาการอัมพาต
เห็นตัวเล็กๆ แบบนี้ แต่คุณประโยชน์ต่อวงการแพทย์และการศึกษาไม่ได้น้อยตามตัวไปเลยนะคะ ถ้าจะเรียกว่าเป็นผู้เสียสละก็ว่าได้ เพราะถ้าไม่มีหนู(หรือสัตว์ทดลองอื่นๆ) แล้วมาทดลองใช้กับมนุษย์โดยตรง อาจเกิดผลเสียตามมาได้มากกว่านี้ และวิทยาการต่างๆ ของมนุษย์ก็คงพัฒนาขึ้นไม่ได้ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์และนักศึกษาในกลุ่มวิทยาศาสตร์สุขภาพที่ต้องใช้สัตว์ในการทดลองจะนับถือสัตว์เหล่านี้กันว่าเป็นอาจารย์ใหญ่ด้วยค่ะ
อย่างไรก็ตาม แม้จะดูเหมือนว่าหนูต้องเกิดมามีหน้าที่เป็นสัตว์ที่ใช้เพื่อค้นคว้าทดลอง แต่การจะนำหนูเหล่านี้มาใช้ นักวิทยาศาสตร์ก็ควรใช้อย่างมีจรรยาบรรณ ควรรู้คุณค่าของชีวิตสัตว์ อย่างน้อยก็ต้องคิดอย่างรอบคอบแล้วว่าใช้ด้วยความจำเป็นและมีประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนและสัตว์อื่นๆ รวมถึงควรระลึกอยู่เสมอว่าสัตว์ก็มีชีวิตเหมือนกัน รู้สึกเจ็บปวดได้เหมือนกัน(แค่มันพูดไม่ได้) ดังนั้นควรปฏิบัติต่อสัตว์อย่างระมัดระวัง อย่าทารุณจนเกินขอบเขต เพียงคิดว่ามันเป็นแค่ "หนูทดลอง"
ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก




36 ความคิดเห็น
เล็กพริกขี้หนู น่าสงสารมันอย่างจัง!!
น่าสงสารจริงๆค่ะ.. ในการทดลองแต่ละอย่าง มันน่าจะเจ็บมากเลยนะคะ..
เสี่ยงและเสียชีวิต เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต
ของคนและสัตว์อื่นๆ
จรรยาบรรณ ...เปนคำที่คนเราเอามาหลอกตัวเองหรือเปล่า ว่ามันไม่ผิด
ทุกอย่างที่ทำไป เคยถามหนูไหม ว่า ยินดี และยืนยอมหรือเปล่า
#จากคนที่เคยใช้สัตว์ทดลอง
สิ่งเล็กๆที่เรียกว่า หนู รู้สึกขอบคุณลึกๆในใจ
อ่านแล้วหดหู่ใจจังเลย หนูเสียสละขนาดนี้
ขอบคุณค่ะ
น่าสงสารมากๆเลย
หนู...สัตว์ผู้เสียสละ
ถ้าไม่มีหนู ก็คงไม่มีเรา ขอบคุณนะที่เสียสละ เพราะถ้าไม่มีหนูวงการแพทย์คงไม่พัฒนาถึงขนาดนี้
ถ้าไม่มีสัตว์ตัวนี้มาทดลอง ก็คงไม่มีเรา ขอบคุณนะที่เสียสละ เพราะถ้าไม่มีหนูวงการแพทย์คงไม่พัฒนาถึงขนาดนี้
น่าสงสารมันอ่ะ...โตมาถูกจับฉีดยา แล้วทำอะไรต่อมิอะไรสารพัด ฮืออออ
ขอบคุณที่ให้เรามีวันนี้...ขอบคุณหนูทดลอง
รูปหนูใส่เสื้อกักที่ช๊อตไฟฟ้า หนูรู้สึกสงสารมันมากๆเลยคะ
โหดจุงเบย



































