น้องๆ รู้สึกกันไหมคะว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา บ้านเรามีความพยายามเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาให้การเรียนในห้องเรียนมีคุณภาพมากขึ้น เพื่อลดปัญหาเรื่องการเรียนพิเศษ แต่นับวันกลับยิ่งรู้สึกว่าได้ผลตรงข้ามยังไงไม่รู้ ทุกวันนี้น้องๆ เรียนพิเศษ "มากขึ้น" ไม่ใช่แค่เฉพาะรุ่นพี่ที่เรียนเพื่อเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัยเท่านั้น แต่กลายเป็นค่านิยมที่ต้องเรียนพิเศษกันตั้งแต่ประถม เด็กสุดที่พี่มิ้นท์เคยเจอก็ ป.1 ค่ะ (น้องเรียนอะไรคะเนี่ยยยยยยยย!!)
เมื่อเรียนกันจนเป็นกระแสและสถาบันกวดวิชาก็มีมากขึ้น กลายเป็นความลำบากใจของคนเรียนอย่างเรานี่แหละเพราะต้องมานั่งเลือกสถาบันกวดวิชา ที่นั่นก็น่าจะดี ที่นี่คนก็รีวิวไว้เยอะ แต่อีกที่ราคาถูกกว่าเยอะเลย สุดท้ายบางคนเลือกไม่ถูกก็เรียนมันหมดทุกที่นี่แหละ!! (แหม่ นี่เรียนหรือกำลังสะสมแสตมป์คะเนี่ย) แต่เอาล่ะ พี่มิ้นท์เชื่อว่าน้องๆ แต่ละคนมีวิจารณญาณในการเลือกสถาบันกวดวิชากันอยู่แล้ว ซึ่งวันนี้พี่มิ้นท์ได้สรุปแนวทางการเลือกเรียนพิเศษมา 6 แบบ ชาว Dek-D.com ลองไปเช็คกันดูว่า มีแบบไหนที่เหมือนเราหรือเปล่า หรือถ้าใครมีนอกเหนือจากนี้ก็มาแสดงความคิดเห็นกันได้เลยน้า
แบบที่ 1 : เน้นสะดวกแต่ได้ความรู้
แนวทางการเลือกเรียนพิเศษแนวทางแรก เน้นความสะดวกไว้ก่อน สะดวกในที่นี้คือ ใกล้บ้าน เป็นย่านที่เดินทางสะดวก มีของกินขายแถวนั้น ไม่ต้องไปเรียนแบบอดๆ อยากๆ หาข้าวกินไม่ได้ โดยไม่ซีเรียสเรื่องสถาบันเท่าไหร่ ขอแค่เรียนเข้าใจก็ฟินแล้ว ส่วนประเภทที่ว่าต้องเรียนรอบสด อาจารย์สอนดีเว่อร์ แต่ต้องตื่นตี 5 ไปเรียนพิเศษ นั่งรถไปกลับ 4 ชั่วโมง แถมค่ารถวันละสองร้อย แบบนี้คนกลุ่มแรกขอบายเลยค่ะ เพราะถ้าต้องลำบากไปเรียนขนาดนั้นก็คงเรียนแบบไม่มีความสุข สุดท้ายสู้นั่งอ่านอยู่บ้านยังได้ประโยชน์กว่าอีก
แบบที่ 2 : เพื่อนไปไหน ฉันไปด้วย (ว่าแต่แกจะพาฉันไปเรียนที่ไหนน่ะ)
วัยรุ่นจะเรียนจะเล่นต้องมีเพื่อน ไม่เว้นแม้กระทั่งไปเรียนพิเศษ มีน้องๆ ไม่น้อยเลยที่เลือกเรียนพิเศษตามเพื่อน เพื่อนเรียนอะไรก็ไม่รู้ล่ะแต่ขอไปด้วย อารมณ์ประมาณว่าเรียนกับเพื่อนแล้วมั่นใจกว่า ไม่อยากไปนั่งเรียนคนเดียว เดินเข้าห้องเรียนคนเดียว หรือเป็นคนเดียวที่เรียนไม่เหมือนเพื่อน ส่วนจะเรียนรู้เรื่องมั้ย ต้องไปพิสูจน์กันในห้องเรียนเอาเอง ^^
วัยรุ่นจะเรียนจะเล่นต้องมีเพื่อน ไม่เว้นแม้กระทั่งไปเรียนพิเศษ มีน้องๆ ไม่น้อยเลยที่เลือกเรียนพิเศษตามเพื่อน เพื่อนเรียนอะไรก็ไม่รู้ล่ะแต่ขอไปด้วย อารมณ์ประมาณว่าเรียนกับเพื่อนแล้วมั่นใจกว่า ไม่อยากไปนั่งเรียนคนเดียว เดินเข้าห้องเรียนคนเดียว หรือเป็นคนเดียวที่เรียนไม่เหมือนเพื่อน ส่วนจะเรียนรู้เรื่องมั้ย ต้องไปพิสูจน์กันในห้องเรียนเอาเอง ^^
แบบที่ 3 : ค่าเรียนมุ้งมิ้งน่ารัก
ต้องยอมรับเลยว่าตอนนี้ค่าเรียนพิเศษแต่ละคอร์สไม่ใช่น้อยๆ เลย คนที่เรียนหลายวิชายิ่งต้องจ่ายหนัก ลำพังตัวเองก็ยังไม่มีรายได้ จะเรียนพิเศษทีก็ต้องแบมือขอคุณพ่อคุณแม่ ดังนั้นน้องๆ หลายคนก็พยายามเซฟค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองด้วยการเลือกคอร์สที่ไม่แพง คืออาจารย์อาจจะไม่ดังมาก แต่สอนดีและราคาน่าคบ ก็เลือกเรียนได้อย่างสบายใจ บางทีงบประมาณเท่ากัน บางที่เรียนได้วิชาเดียว บางทีเรียนได้ 2 วิชาก็มีนะ
ต้องยอมรับเลยว่าตอนนี้ค่าเรียนพิเศษแต่ละคอร์สไม่ใช่น้อยๆ เลย คนที่เรียนหลายวิชายิ่งต้องจ่ายหนัก ลำพังตัวเองก็ยังไม่มีรายได้ จะเรียนพิเศษทีก็ต้องแบมือขอคุณพ่อคุณแม่ ดังนั้นน้องๆ หลายคนก็พยายามเซฟค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองด้วยการเลือกคอร์สที่ไม่แพง คืออาจารย์อาจจะไม่ดังมาก แต่สอนดีและราคาน่าคบ ก็เลือกเรียนได้อย่างสบายใจ บางทีงบประมาณเท่ากัน บางที่เรียนได้วิชาเดียว บางทีเรียนได้ 2 วิชาก็มีนะ
แบบที่ 4 : วิชาการต้องแน่น วิชามารต้องเป๊ะสำหรับน้องๆ กลุ่มนี้ไม่สนเรื่องค่าใช้จ่าย ค่าเดินทาง ไม่สนของแถมหรือโปรโมชั่น ขออย่างเดียวถ้าเสียเงินไปแล้วต้องได้คุณภาพกลับมาเน้นๆ ทุกคำพูดที่หลุดออกจากปากอาจารย์ต้องเอาไปทำข้อสอบได้หมด ได้วิชามาร เคล็ดลับทำข้อสอบที่หาจากที่ไหนไม่ได้อีก เป็นต้น โดยมาจากการพูดกันปากต่อปากว่าอาจารย์ท่านนี้สอนดี หนังสือดี เก็งข้อสอบแม่น ซึ่งน้องๆ ที่มีแนวทางการเลือกกวดวิชาแบบนี้มีค่อนข้างเยอะค่ะ เรียกว่าขอแค่บอกว่า "ดี" เท่านั้นแหละ ไปเรียนไกลลำบากแค่ไหน น้องๆ กลุ่มนี้พร้อมเสมอ
แบบที่ 5 : สอนสนุก เรียนเหมือนไม่ได้เรียน
หลายคนนั่งหลับในห้องเรียนมาทั้งอาทิตย์ก็ไม่อยากมานั่งหลับในห้องเรียนพิเศษอีก ก็เลยขอเลือกอาจารย์ที่สอนพิเศษได้สนุก เรียนกันแบบเพลินๆ เหมือนมานั่งฟังทอล์คโชว์ที่ได้ทั้งสาระเอาความรู้ไปใช้สอบได้ และยังได้ความบันเทิงไม่เบื่อกับการเรียน ซึ่งเดี๋ยวนี้อาจารย์สอนพิเศษที่สอนเก่งๆ สอนสนุกก็มีเยอะขึ้นด้วย
หลายคนนั่งหลับในห้องเรียนมาทั้งอาทิตย์ก็ไม่อยากมานั่งหลับในห้องเรียนพิเศษอีก ก็เลยขอเลือกอาจารย์ที่สอนพิเศษได้สนุก เรียนกันแบบเพลินๆ เหมือนมานั่งฟังทอล์คโชว์ที่ได้ทั้งสาระเอาความรู้ไปใช้สอบได้ และยังได้ความบันเทิงไม่เบื่อกับการเรียน ซึ่งเดี๋ยวนี้อาจารย์สอนพิเศษที่สอนเก่งๆ สอนสนุกก็มีเยอะขึ้นด้วย
แบบที่ 6 : เรียนทั้งทีต้องรู้ทุกอย่างที่สงสัย (ติวตัวต่อตัวซะเลย)
เรียนพิเศษในห้องใหญ่ๆ หลายคนไม่กล้าซักถามแม้จะสงสัย(มากๆ)ก็ตาม เพราะเกรงใจเพื่อนคนอื่น กลัวว่าถามไปแล้วจะทำให้คนอื่นเรียนช้า หรือบางทีอาจารย์ก็สอนไม่ตรงกับที่อยากรู้ ดังนั้นมีน้องๆ จำนวนไม่น้อยเลือกที่จะหาติวเตอร์แบบสอนตัวต่อตัว เสียค่าติวแพงหน่อย แต่ถามได้จนกว่าเราจะเข้าใจ และติวเตอร์ที่สอนตัวต่อตัวมักจะเป็นกันเอง ปรึกษานอกรอบได้ด้วย
เรียนพิเศษในห้องใหญ่ๆ หลายคนไม่กล้าซักถามแม้จะสงสัย(มากๆ)ก็ตาม เพราะเกรงใจเพื่อนคนอื่น กลัวว่าถามไปแล้วจะทำให้คนอื่นเรียนช้า หรือบางทีอาจารย์ก็สอนไม่ตรงกับที่อยากรู้ ดังนั้นมีน้องๆ จำนวนไม่น้อยเลือกที่จะหาติวเตอร์แบบสอนตัวต่อตัว เสียค่าติวแพงหน่อย แต่ถามได้จนกว่าเราจะเข้าใจ และติวเตอร์ที่สอนตัวต่อตัวมักจะเป็นกันเอง ปรึกษานอกรอบได้ด้วย
แบบที่ 7 : หาความรู้ไปด้วย หาแฟนไปด้วย
เป็นแนวทางเลือกเรียนกวดวิชาที่อาจจะแปลกไปหน่อยแต่ก็มีจริงๆ ค่ะ เพราะที่เรียนพิเศษเป็นแหล่งรวมนักเรียนจากหลายๆ โรงเรียนมารวมกัน แน่นอนว่าได้เจอคน(น่ารัก)เยอะขึ้น หลายๆ คนจึงยอมเลือกเรียนไกลๆ แต่ขอให้ได้เจอคนหน้าตาดีๆ ก็นั่งเรียนอย่างมีความสุขแล้ว >< ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่ามีจำนวนไม่น้อยเลยที่หาแฟนได้จากที่เรียนพิเศษ.. อ๊ะๆ อย่ามัวแต่หัวใจพองโต จนลืมจุดประสงค์หลักที่เราเสียเงินมาเรียนพิเศษนะคะ
เป็นแนวทางเลือกเรียนกวดวิชาที่อาจจะแปลกไปหน่อยแต่ก็มีจริงๆ ค่ะ เพราะที่เรียนพิเศษเป็นแหล่งรวมนักเรียนจากหลายๆ โรงเรียนมารวมกัน แน่นอนว่าได้เจอคน(น่ารัก)เยอะขึ้น หลายๆ คนจึงยอมเลือกเรียนไกลๆ แต่ขอให้ได้เจอคนหน้าตาดีๆ ก็นั่งเรียนอย่างมีความสุขแล้ว >< ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่ามีจำนวนไม่น้อยเลยที่หาแฟนได้จากที่เรียนพิเศษ.. อ๊ะๆ อย่ามัวแต่หัวใจพองโต จนลืมจุดประสงค์หลักที่เราเสียเงินมาเรียนพิเศษนะคะ
แนวทางการเลือกเรียนพิเศษทั้ง 7 แบบตรงกับชีวิตจริงของน้องๆ บ้างมั้ยคะ ไม่ว่าน้องๆ จะมีแนวทางยังไง แต่ก็อย่าลืมสิ่งสำคัญที่สุดของการเลือกเรียนพิเศษก็คือการวิเคราะห์ตัวเองก่อนว่าเราอ่อนวิชาไหน เพราะการเรียนหว่านแหทุกวิชาเราจะไม่เต็มที่สักวิชาค่ะ
แม้ว่าการเรียนเสริมนอกห้องเรียนอย่างการเรียนพิเศษจะช่วยให้เราเข้าใจบทเรียนมากขึ้น แต่ส่วนตัวพี่มิ้นท์ก็ยังมองว่าไม่จำเป็นขนาดนั้นนะคะ ถ้าเราขยัน ทบทวนเองบ่อยๆ ที่บ้านก็ได้ผลไม่แพ้กัน มีตัวอย่างให้เห็นมากมายเลย ส่วนคนที่สมัครเรียนพิเศษทุกวิชา ถ้าไปบ้างโดดบ้างก็ไม่ได้ผลอยู่ดี ดังนั้นใครที่คิดจะเรียนพิเศษอยู่ ถามตัวเองเยอะๆ ว่าต้องการอะไรจากคอร์สที่เราเรียน เรียนแล้วตั้งเป้าหมายไว้ยังไง แล้วถ้าไม่เรียนล่ะ? มีตัวช่วยอื่นๆ ที่ทำให้เกรดดีขึ้นได้มั้ย ลองคิดดูนะคะ^^
แม้ว่าการเรียนเสริมนอกห้องเรียนอย่างการเรียนพิเศษจะช่วยให้เราเข้าใจบทเรียนมากขึ้น แต่ส่วนตัวพี่มิ้นท์ก็ยังมองว่าไม่จำเป็นขนาดนั้นนะคะ ถ้าเราขยัน ทบทวนเองบ่อยๆ ที่บ้านก็ได้ผลไม่แพ้กัน มีตัวอย่างให้เห็นมากมายเลย ส่วนคนที่สมัครเรียนพิเศษทุกวิชา ถ้าไปบ้างโดดบ้างก็ไม่ได้ผลอยู่ดี ดังนั้นใครที่คิดจะเรียนพิเศษอยู่ ถามตัวเองเยอะๆ ว่าต้องการอะไรจากคอร์สที่เราเรียน เรียนแล้วตั้งเป้าหมายไว้ยังไง แล้วถ้าไม่เรียนล่ะ? มีตัวช่วยอื่นๆ ที่ทำให้เกรดดีขึ้นได้มั้ย ลองคิดดูนะคะ^^



37 ความคิดเห็น
แบบที่ 5 ค่ะ (เม้นแรก)

แบบที่ 5 ค่ะ เหมือนได้คลายเครียดไปด้วย
แบบที่5ค่ะ
เพราะว่าเรียนเพลินๆแต่ได้ความรู้ค่ะ
แบบ 4 =w= แบบ 7 แปลกๆแฮะ
แบบที่ 4 - แม่
แบบที่ 5 - เรา
เอิ่ม-*-
แบบที่สองกับสามคับ.
แบบที่สี่ค่ะ 555
แบบที่ 1 ค่ะ
เรียนทั้งทีต้องรู้ทุกอย่างที่สงสัย (ติวตัวต่อตัวซะเลย)
เราเเบบที่หนึ่งอ่ะ ง่ายดี
แบบที่6 ตัวต่่อตัวดีกว่า
แบบ7
มีด้วยเหรอ
แบบ 4 5 6 ค่ะ
เอิ่มเรียนมาหมดแล้ว
ชอบหลายแบบนะ แต่ถ้าจะดีขอแบบใกล้บ้านเดินทางสะดวก ราคาประหยัดเป็นกันเอง ได้เคล็ดลับต่างๆ ได้ความสนุกเหมือนฟังทอล์กโชว์เป็นพักๆ และอาจารย์ถามได้จนกว่าจะเข้าใจ อาจารย์เป็นกันเอง
ที่พูดมานี้มีอยู่จริงนะจ๊ะในที่เดียว เราเรียนมาแล้วแต่เสียดายเทอมนี้ครูไปเปิด
5 ค่ะ ถ้าเรียนเครียดๆ เราไม่พ้นคำว่าเฝ้าพระอินทร์ >
แปปนะ แบบที่7 แหม่ 5555 เออว่ะจิงด้วย ปล.หล่อกินไม่ได้หรอกน้อง ;)
1 3 5 ค่ะ
แบบที่ 1 ค่ะ เรื่องกินสำคัญนะ 55555555