สวัสดีค่า... ถ้าให้น้องๆ นึกถึงตัวปัญหาที่ฉุดให้เราไม่อยากอ่านหนังสือ เป็นอาการที่เหนียวแน่นหนึบยิ่งกว่ากาวตราช้าง เชื่อว่าคงตอบเป็นเสียงเดียวกันว่าปัญหาตัวนั้น คือ "ตัวขี้เกียจ" ตัวนี้หน้าตามันเป็นยังไงไม่รู้ รู้แต่ว่าเกาะเราทีไร ชีวิตไม่เป็นอันทำอะไรทุกที เท่านั้นไม่พอ ยังทำให้เราคะแนนแย่ เกรดตกอีก
ว่าแล้วหลายคนก็คงอยากได้วิธีเอาตัวขี้เกียจออกไปแบบถาวร เพราะช่วงเปิดเทอมแบบนี้ น้องๆ จะมาพร้อมกับอาการขี้เกียจคงไม่ดีเท่าไหร่ ดังนั้นวันนี้พี่มิ้นท์ขออาสาเอาน้ำยาฆ่าเชื้อขี้เกียจมาฝากน้องๆ เองค่ะ ดูแล้วให้นำไปใช้กันด้วยน้า
ว่าแล้วหลายคนก็คงอยากได้วิธีเอาตัวขี้เกียจออกไปแบบถาวร เพราะช่วงเปิดเทอมแบบนี้ น้องๆ จะมาพร้อมกับอาการขี้เกียจคงไม่ดีเท่าไหร่ ดังนั้นวันนี้พี่มิ้นท์ขออาสาเอาน้ำยาฆ่าเชื้อขี้เกียจมาฝากน้องๆ เองค่ะ ดูแล้วให้นำไปใช้กันด้วยน้า
1. อ่านหนังสือทั้งที ก็นั่งอ่านให้ถูกวิธี (อย่านอน)
บุคลิกในการอ่านถือว่าสำคัญมากเหมือนกันนะคะน้องๆ เคยสังเกตมั้ยว่า ถ้าเรานั่งอ่านจะอ่านได้นานกว่านอนอ่าน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า นอนอ่านมันสบายกว่าตั้งเยอะ!! นั่นแหละค่ะ ความสบาย จะทำให้เราขี้เกียจและหลับในที่สุด และในการนอนแต่ละครั้งก็จะกินเวลาเป็นชั่วโมง ดังนั้นถ้าไม่อยากเสียเวลาในการอ่านหนังสือโดยไม่จำเป็น ก็อย่านอนอ่านนะคะ ใครนอนอ่านแล้วไม่หลับถือว่าเทพมาก
สำหรับวิธีนั่งอ่านหนังสือที่ถูกต้องคือ นั่งหลังตรง วางหนังสือและเครื่องเขียนเท่าที่จำเป็นไว้บนโต๊ะค่ะ อย่าไว้เยอะเกิน เพราะจะทำให้เราเสียสมาธิ
บุคลิกในการอ่านถือว่าสำคัญมากเหมือนกันนะคะน้องๆ เคยสังเกตมั้ยว่า ถ้าเรานั่งอ่านจะอ่านได้นานกว่านอนอ่าน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า นอนอ่านมันสบายกว่าตั้งเยอะ!! นั่นแหละค่ะ ความสบาย จะทำให้เราขี้เกียจและหลับในที่สุด และในการนอนแต่ละครั้งก็จะกินเวลาเป็นชั่วโมง ดังนั้นถ้าไม่อยากเสียเวลาในการอ่านหนังสือโดยไม่จำเป็น ก็อย่านอนอ่านนะคะ ใครนอนอ่านแล้วไม่หลับถือว่าเทพมาก
สำหรับวิธีนั่งอ่านหนังสือที่ถูกต้องคือ นั่งหลังตรง วางหนังสือและเครื่องเขียนเท่าที่จำเป็นไว้บนโต๊ะค่ะ อย่าไว้เยอะเกิน เพราะจะทำให้เราเสียสมาธิ
2. เอาหนังสือไว้ใกล้ตัวที่สุด
สาเหตุหลักอย่างนึงที่ทำให้ขี้เกียจอ่านหนังสือคือ หนังสืออยู่ไกลตัว เช่น อยู่ในกระเป๋า หรืออยุ่ชั้นวางหนังสือในห้องนอน แต่ตัวไม่ได้อยู่บริเวณนั้น จะให้เดินไปเอาก็ขี้เกียจ ก็เลยไม่อ่านซะเลย ดังนั้นตัดสาเหตุที่ทำให้ขี้เกียจนี้ พี่มิ้นท์ว่าไม่ว่าจะอยู่บ้านหรือออกไปไหนก็ตาม พกหนังสือไว้กับตัวซัก 1-2 เล่ม มีเวลาว่างก็อ่าน อยู่หน้าทีวี ช่วงพักเบรกก็หยิบขึ้นมาอ่าน ช่วงไหนใกล้สอบ ก็พกหนังสือที่ต้องอ่านสอบไปด้วย อยู่ใกล้ตัวแบบนี้ ถ้ามีข้ออ้างอีก...จะฟ้องแม่เลยคอยดู อิอิ
สาเหตุหลักอย่างนึงที่ทำให้ขี้เกียจอ่านหนังสือคือ หนังสืออยู่ไกลตัว เช่น อยู่ในกระเป๋า หรืออยุ่ชั้นวางหนังสือในห้องนอน แต่ตัวไม่ได้อยู่บริเวณนั้น จะให้เดินไปเอาก็ขี้เกียจ ก็เลยไม่อ่านซะเลย ดังนั้นตัดสาเหตุที่ทำให้ขี้เกียจนี้ พี่มิ้นท์ว่าไม่ว่าจะอยู่บ้านหรือออกไปไหนก็ตาม พกหนังสือไว้กับตัวซัก 1-2 เล่ม มีเวลาว่างก็อ่าน อยู่หน้าทีวี ช่วงพักเบรกก็หยิบขึ้นมาอ่าน ช่วงไหนใกล้สอบ ก็พกหนังสือที่ต้องอ่านสอบไปด้วย อยู่ใกล้ตัวแบบนี้ ถ้ามีข้ออ้างอีก...จะฟ้องแม่เลยคอยดู อิอิ
3. จินตนาการสยดสยองถึงความล้มเหลวในการเรียน
ลิมิตความสยดสยองของแต่ละคนไม่เท่ากัน ลองถามตัวเองก่อนว่าผลแบบไหนที่เรารับไม่ได้ คนที่เรียนเก่งมาก การได้เกรดต่ำกว่า 3.00 อาจเป็นเรื่องคอขาดบาดตายชนิดที่ว่าถ้าไม่เห็นเลข 4 ต้องหลั่งน้ำตา แต่สำหรับคนที่เรียนๆ เล่นๆ อาจรู้สึกว่าสอบตก 3 วิชาถึงจะเริ่มเครียด เมื่อคิดได้แล้วก็เอาภาพเหล่านั้นมาคิดต่อว่า ถ้าเกิดเราต้องเป็นแบบนั้นจริงๆ ต้องได้เกรด 0 หรือสอบตกหลายวิชา หรือพ่อแม่โกรธที่ได้ใบเกรดแดงเถือก เราจะรู้สึกยังไง จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน จบไปเราจะมีที่เรียนมั้ย จบออกมาจะมีงานทำมั้ย ฯลฯ แน่นอนว่าถ้าน้องๆ ยังมีใจเป็นห่วงเรื่องอนาคตอยู่ จะมีความกระตือรือร้นเพิ่มมากขึ้น ไม่มากก็น้อยค่ะ
ลิมิตความสยดสยองของแต่ละคนไม่เท่ากัน ลองถามตัวเองก่อนว่าผลแบบไหนที่เรารับไม่ได้ คนที่เรียนเก่งมาก การได้เกรดต่ำกว่า 3.00 อาจเป็นเรื่องคอขาดบาดตายชนิดที่ว่าถ้าไม่เห็นเลข 4 ต้องหลั่งน้ำตา แต่สำหรับคนที่เรียนๆ เล่นๆ อาจรู้สึกว่าสอบตก 3 วิชาถึงจะเริ่มเครียด เมื่อคิดได้แล้วก็เอาภาพเหล่านั้นมาคิดต่อว่า ถ้าเกิดเราต้องเป็นแบบนั้นจริงๆ ต้องได้เกรด 0 หรือสอบตกหลายวิชา หรือพ่อแม่โกรธที่ได้ใบเกรดแดงเถือก เราจะรู้สึกยังไง จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน จบไปเราจะมีที่เรียนมั้ย จบออกมาจะมีงานทำมั้ย ฯลฯ แน่นอนว่าถ้าน้องๆ ยังมีใจเป็นห่วงเรื่องอนาคตอยู่ จะมีความกระตือรือร้นเพิ่มมากขึ้น ไม่มากก็น้อยค่ะ
4. อัดเสียงอาจารย์เวลาสอน ช่วยลดเวลาในการอ่าน
ตัวช่วยที่พี่มิ้นท์ทำบ่อยมากๆ สมัยเรียนก็คือ อัดเสียงตอนอาจารย์สอนไว้แล้วกลับมาเก็บตกเนื้อหาตอนใกล้สอบอีกที แต่อยู่ในห้องเรียนก็ตั้งใจเรียนตามปกตินะคะ ที่ทำแบบนี้เพราะว่าต่อให้เราเขียนไวแค่ไหนก็จดคำพูดของอาจารย์ไม่หมดแน่ๆ และยังเป็นการทวนเนื้อหาไปในตัวด้วย ซึ่งพี่มิ้นท์เอามาให้น้องๆ ที่ขี้เกียจอ่านหนังสือลองไปประยุกต์ใช้ดู เพราะมั่นใจว่าบางคนแค่เห็นกองหนังสือก็อยากหลับแล้ว เปลี่ยนมาใช้วิธีทบทวนเนื้อหาด้วยการฟังควบคู่กับการอ่านเลคเชอร์ จะช่วยลดเวลาในการอ่านหนังสือลงได้ดีทีเดียว
แต่ย้ำนิดนึงค่ะ อันนี้เป็นเทคนิคนึงเท่านั้น ยังไงซะก็ควรอ่านหนังสือด้วยตัวเองด้วย และถ้าให้ได้ผลที่สุด ต้องฝึกอ่าน ฝึกช็อตโน้ต ให้เป็นนิสัยค่ะ (ฝึกช้อตโน้ตบ่อยๆ ก็ช่วยให้หายขี้เกียจได้นะ)
5. ให้คำมั่นกับคนอื่นว่าจะ "ขยันแล้ว" แล้วจะไม่กล้าขี้เกียจ
หากกลัวว่าจะไม่เลิกนิสัยขี้เกียจ แนะนำว่าควรพูดกับตัวเองบ่อยๆ ว่าเราจะขยันแล้ว การย้ำตัวเองจะเป็นการกระตุ้นตัวเองไปในตัว แต่ถ้าพูดกับตัวเองไม่ได้ผล ให้พูดแบบนี้กับเพื่อน พ่อแม่ หรือคนอื่นๆ ที่พอจะเป็นสักขีพยานได้ว่าเราได้พูดวาจาศักดิ์สิทธิ์ไปแล้ว เหตุผลที่เชื่อว่าวิธีนี้จะลบล้างความขี้เกียจลงได้เพราะ เวลาเราได้ไปให้คำมั่นสัญญากับใคร โดยเฉพาะผู้ใหญ่ มักจะไม่กล้าทำผิดค่ะ ที่สำคัญคือหากทำไม่ได้ตามที่พูด คุณค่าของตัวเราจะลดลงทันที
ตัวช่วยที่พี่มิ้นท์ทำบ่อยมากๆ สมัยเรียนก็คือ อัดเสียงตอนอาจารย์สอนไว้แล้วกลับมาเก็บตกเนื้อหาตอนใกล้สอบอีกที แต่อยู่ในห้องเรียนก็ตั้งใจเรียนตามปกตินะคะ ที่ทำแบบนี้เพราะว่าต่อให้เราเขียนไวแค่ไหนก็จดคำพูดของอาจารย์ไม่หมดแน่ๆ และยังเป็นการทวนเนื้อหาไปในตัวด้วย ซึ่งพี่มิ้นท์เอามาให้น้องๆ ที่ขี้เกียจอ่านหนังสือลองไปประยุกต์ใช้ดู เพราะมั่นใจว่าบางคนแค่เห็นกองหนังสือก็อยากหลับแล้ว เปลี่ยนมาใช้วิธีทบทวนเนื้อหาด้วยการฟังควบคู่กับการอ่านเลคเชอร์ จะช่วยลดเวลาในการอ่านหนังสือลงได้ดีทีเดียว
แต่ย้ำนิดนึงค่ะ อันนี้เป็นเทคนิคนึงเท่านั้น ยังไงซะก็ควรอ่านหนังสือด้วยตัวเองด้วย และถ้าให้ได้ผลที่สุด ต้องฝึกอ่าน ฝึกช็อตโน้ต ให้เป็นนิสัยค่ะ (ฝึกช้อตโน้ตบ่อยๆ ก็ช่วยให้หายขี้เกียจได้นะ)
5. ให้คำมั่นกับคนอื่นว่าจะ "ขยันแล้ว" แล้วจะไม่กล้าขี้เกียจ
หากกลัวว่าจะไม่เลิกนิสัยขี้เกียจ แนะนำว่าควรพูดกับตัวเองบ่อยๆ ว่าเราจะขยันแล้ว การย้ำตัวเองจะเป็นการกระตุ้นตัวเองไปในตัว แต่ถ้าพูดกับตัวเองไม่ได้ผล ให้พูดแบบนี้กับเพื่อน พ่อแม่ หรือคนอื่นๆ ที่พอจะเป็นสักขีพยานได้ว่าเราได้พูดวาจาศักดิ์สิทธิ์ไปแล้ว เหตุผลที่เชื่อว่าวิธีนี้จะลบล้างความขี้เกียจลงได้เพราะ เวลาเราได้ไปให้คำมั่นสัญญากับใคร โดยเฉพาะผู้ใหญ่ มักจะไม่กล้าทำผิดค่ะ ที่สำคัญคือหากทำไม่ได้ตามที่พูด คุณค่าของตัวเราจะลดลงทันที
โอ้โห.. 5 ข้อนี้ไม่ได้ยากเลยถ้าคิดจะลองทำจริงๆ แต่ทุกอย่างมันอยู่ที่ใจค่ะ ถ้าใจน้องอยากจะขยันจริงๆ ตัวช่วยแทบจะไม่จำเป็นต้องใช้เลยก็ได้ แต่ใครที่คิดว่า 5 ข้อนี้ยังสลัดตัวขี้เกียจออกไปไม่ได้ มาตามดู 5 ข้อที่เหลือที่พี่มิ้นท์จะนำมาบอกต่อในสัปดาห์หน้า ยังเหลือวิธีเด็ดๆ อีกเพียบเลยค่ะ ห้ามพลาดนะคะ^^
ขอขอบคุณรูปภาพประกอบจาก
www.theguardian.com/law/2013/apr/17/ten-tips-lazy-law-student
www.washingtonpost.com/blogs/answer-sheet/wp/2013/06/11/
www.washingtonpost.com/blogs/answer-sheet/wp/2013/06/11/



แล้วอาจาร์ยจะยึดโทรศัพท์ไหมม!!!


45 ความคิดเห็น
มันได้จริงๆน่ะ
ขอบคุณสำหรับทริคดีๆค่ะ
ยิ่งข้อสามนะ คิดว่าได้ผลสุดอ่ะๆ
ข้อ 3 ทำเราผวา! เรากลัวข้อนี้
ถึงไม่มีหนังสือข้างๆตัว แต่ถ้าเจอข้อนี้ มันจะฮึดขึ้มมาทันทีเลยอ่ะ
ไม่ยากอะไร ยากจะตาย
แต่คราวนี้สอนได้เกรด 4 ทุกวิชาแหะ
ปกติได้ 3.5 เหอเหอ
แย่มากเลยใช่ไหม


ครูไม่ให้อัดเสียง บอกว่าเป็นสิทธิ์ส่วนบุคคล //มีการอ้างสิทธิ์ด้วยนะ -*-
ข้อ3พอคิดแล้วมันหมดกำลังใจ เหอๆ
ก็ใช่ได้นะ 555
แค่นี้มานจาได้ผลประโยชน์อย่างร้ายยยยยยยยยยยยยยยยยยยย บอกกระทรวงเลย การอ่านหนังสือที่มีแต่เนื้อหามันไม่สนุก เข้าใจยาก อยากให้มาทำเป็นการ์ตูนหน่อยๆ มีความบันเทิงซะบ้างงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง

ต้องทำให้ได้
ข้อ 3 น่ากลัวสุดๆ ไม่อยากจะคิดเลย แต่ก็ต้องทำนะเออ
รู้สึกว่าจะทำไม่ได้ตั้งแต่ข้อแรกละ
จะทำให้ได้คะ 55555
อื้มมม...แอบอัดเสียงเวลาตอนสอน
แล้วอาจาร์ยจะยึดโทรศัพท์ไหมม!!!
thank คะ