“เสก-นพชัย” จากเด็กสวนยาง สู่เส้นทางนักออกแบบระดับโลก

10 แรงบันดาลใจ จุดไฟแห่งฝัน
ตอนที่ 1 เอ - ศุภชัย จากหนุ่มวิศวะฯ โยธา มาเป็นนักปั้นมือทอง

เชื่อว่าหลายคนอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง แต่อุปสรรคสำคัญคือ ไม่กล้าฝัน เพราะคิดว่ากว่าจะมีธุรกิจเป็นของตัวเองได้เป็นเรื่องยาก ต้องมีเงินทุน ต้องบ้านรวย ต้องเป็นคนเก่ง ต้องเรียนต่างประเทศ ต้องจบเกียรตินิยม และอีกสารพัดเงื่อนไขที่ ทำให้ไม่กล้าฝันต่อ แต่สิ่งที่พี่มิ้นท์จะบอกกับน้องๆ คือ ในชีวิตจริง จุดเริ่มต้นที่ไม่ สวยงามก็ไม่ได้หมายความว่าจุดจบจะไม่สวยงามตามไปด้วย...

ไม่ต้องยกตัวอย่างที่ไหนไกล พี่มิ้นท์ขอพาน้องๆ ไปทำความรู้จักกับพี่เสก- นพชัย ภู่จิรเกษม ที่แต่เดิมเป็นเพียงลูกชาวสวนยางพารา กว่าจะค้นหาตัวเองเจอ ก็ต้องเปลี่ยนที่เรียนมาแล้ว 3 ที่ แต่ตอนนี้พี่เสกมีชีวิตพลิกผันกลายเป็นผู้สร้าง นวัตกรรมระดับโลกให้แก่วงการออกแบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมด้วยวัตถุดิบบ้านๆ อย่าง “ยางพารา” และที่สำคัญคือตอนนี้ธุรกิจเติบโตขึ้นเรื่อยๆ มีรายได้มากกว่า 50 ล้านบาทต่อปี ฟังแค่นี้ก็น่าสนใจแล้วใช่มั้ยคะ อย่ารอช้าไปดูกันว่ากว่าจะเดินเข้ามา ในเส้นทางนักออกแบบผลิตภัณฑ์ระดับโลกได้ ต้องผ่านอะไรมามากขนาดไหน

  • Q : สวัสดีค่ะพี่เสก ก่อนอื่นอยากให้แนะนำตัวให้น้องๆ ชาว Dek-D.com รู้จักหน่อยค่ะ
  • A : สวัสดีครับ พี่ชื่อ นพชัย ภู่จิรเกษม หรือเรียกว่าพี่เสกก็ได้ครับ เป็นศิษย์เก่าสาขาวิชาการออกแบบผลิตภัณฑ์ คณะศิลปะและการออกแบบ มหาวิทยาลัยรังสิต ปัจจุบันนี้มีบริษัท เป็นของตัวเอง ชื่อ บริษัท ลูกยางดีไซน์ จำกัด ครับ
  • Q : ทำไมพี่เสกถึงตั้งชื่อว่าบริษัท ลูกยางดีไซน์ และเริ่มต้นธุรกิจมาได้อย่างไรคะ
  • A : ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่า ครอบครัวของพี่ทำธุรกิจสวนยางพาราอยู่ที่ จ.ตรัง อยู่แล้ว ซึ่งก็เหมือนกับคนส่วนใหญ่ในจังหวัดที่สวนยางเป็นอาชีพหล่อเลี้ยง ครอบครัว แต่พอพี่เรียนในระดับมหาวิทยาลัยจะต้องมีโครงการสารนิพนธ์ก่อนเรียนจบก็ได้นำยางพารามาออกแบบเป็นเฟอร์นิเจอร์ขึ้นมา หลังจากนั้นก็เริ่มจับ เป็นธุรกิจก็เลยใช้ชื่อนี้ครับ ผลิตภัณฑ์ที่นี่ทุกชิ้นเป็นผลผลิตที่มาจากสวนยางพาราของพี่เองครับ
  • สำหรับจุดเริ่มต้นธุรกิจ พี่ไม่ได้เริ่มต้นจากเงินจำนวนมากเลยครับ จริงๆ มาจาก การค่อยๆ สะสม ส่วนหนึ่งขอยืมมาจากที่บ้าน เราใช้เงินลงทุนน้อยมาก เพราะทำเอง แทบทั้งหมด พี่มองว่าธุรกิจจะโตได้ต้องทำทุกอย่างให้ได้ก่อน ถ้าวันหนึ่งขาดใครไป เราก็ยังสามารถดูแลธุรกิจได้โดยไม่เกิดผลกระทบ ดังนั้น บริษัทของพี่ในวันนี้ แม้พี่จะ อยู่ในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ แต่พี่ก็ยังต้องไปเป็นพนักงานบัญชี เป็นพนักงานการ ตลาด เป็นนักออกแบบ เป็นพนักงานรับโทรศัพท์ ไปจนถึงเป็นพนักงานทำความสะอาด เรียกว่า จุดเริ่มต้นธุรกิจ พี่ต้องลงมือทำเองหลายอย่างเลยครับ
  • Q : แค่ฟังจุดเริ่มต้นยังสนุกขนาดนี้ ชีวิตสมัยเรียนของพี่เสกต้องสนุกมากแน่ๆเลยใช่มั้ยคะ
  • A : ไม่เลยครับ จริงๆ ชีวิตสมัยเรียนของพี่ก็ผ่านอะไรมาค่อนข้างเยอะ เส้นทางไม่ได้ โรยด้วยกลีบกุหลาบเลย หลังจากที่พี่เรียน กศน. ที่ จ.ตรัง จบ ก็ตัดสินใจมาเรียนต่อที่วิทยาลัยก่อสร้างดุสิตในกรุงเทพฯ แต่ก็รู้สึกว่าไม่ชอบ ปีต่อมาพี่จึงหักโหมอ่านหนังสือ อยู่ 3-4 เดือนเลยครับ ผลก็คือพี่เอนทรานซ์ติดที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า ลาดกระบัง แต่น้องๆ เชื่อมั้ยเรียนได้เกือบ 1 เดือน พี่รู้สึกว่าเรียนไม่ทันเพื่อนก็เลยมอง หาจุดหมายใหม่ สุดท้ายพี่มาเรียนที่มหาวิทยาลัยรังสิต คณะศิลปกรรม (ปัจจุบันเป็น คณะศิลปะและการออกแบบ) สาขาวิชาออกแบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม
  • Q : โอ้โห กว่าจะค้นหาตัวเองเจอ ใช้เวลาถึง 3 ปีเลยนะคะ แล้วพี่เสกลองเรียน มาตั้งหลายที่ ทำไมถึงหยุดอยู่ที่นี่คะ
  • A : พี่มองว่าอาจารย์ที่นี่สอนประสบการณ์ ไม่ได้ตีกรอบความคิดของนักศึกษา เช่น คำตอบของอาจารย์คือ 10 แต่จะใช้เลขอะไรคูณก็ได้เพื่อให้ได้คำตอบนั้นมา สิ่งนั้นทำให้นักศึกษาไปค้นหาวิธีที่แตกต่างกันไปเพื่อให้ได้คำตอบเดียวกัน ทำให้เรากว้างและ กล้าที่จะคิดครับ เมื่อเราไปแข่งขันกับคนอื่นแล้ว สิ่งที่เราแตกต่างคือ สมองซีกซ้ายเรา โตมาก มีจินตนาการสูง เวลาเราออกไปทำงาน นายจ้างจะรู้เลยว่าเด็กที่จบจาก ม.รังสิต จะบ้าและกล้าในเรื่องความคิดสร้างสรรค์ ส่วนเรื่องชีวิตการเรียนที่นี่สนุกมาก พี่มีเพื่อน ตั้งแต่คนจนถึงคนรวย แต่ทุกคนสนิทสนมกันหมดและช่วยเหลือกันทุกด้าน และทุกคน ก็มีความเก่งในตัวเองครับ
  • Q : จากที่พี่เสกเล่าตอนแรกเกี่ยวกับสารนิพนธ์ เรียกว่าเป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจนี้เลย อยากให้พี่เสกเล่าให้ฟังหน่อยค่ะ
  • A : ครับ ในปีสุดท้ายของการเรียน จะมีโครงการสารนิพนธ์ โครงการที่พี่ทำคือ โครงการสารนิพนธ์ในการทำเฟอร์นิเจอร์ ตอนแรกพี่ก็พยายามคิดหาวัตถุดิบสำหรับ มาใช้ในการออกแบบ ออกเดินทางไปหลายจังหวัดเลย แต่ก็ไม่เจออะไรที่ใช่ จึงกลับมามองสิ่งที่ใกล้ตัวที่สุดคือ น้ำยางพาราในสวนของที่บ้าน เราก็เห็นว่าปัญหาของน้ำยางพารามันมีขึ้นลง เครื่องจักรที่ใช้กับยางพาราก็มีราคาสูง ทำให้เกิดโจทย์ว่า ทำอย่างไรถึงจะเพิ่มมูลค่าให้กับยางพาราได้บ้าง สุดท้ายก็ปิ๊งไอเดียทำเฟอร์นิเจอร์จากน้ำยางพาราครับ
  • หลังจากเรียนจบที่คณะก็ได้ส่งผลงานของพี่เข้าประกวดโครงการนวัตกรรมแห่งประเทศไทยครั้งที่ 5 (Thailand Innovation Awards) ก็ได้รับรางวัลรอง ชนะเลิศอันดับ 1 (แต่ว่าในปีนั้นไม่มีใครคะแนนถึงเกณฑ์อันดับ 1 พี่เสกจึงเหมือนเป็นผู้ชนะในเวทีนั้น) หลังจากนั้นผลงานคงเข้าตาผู้ใหญ่ สำนักงานนวัตกรรม แห่งชาติก็ได้ติดต่อเข้ามาและมอบทุนให้ 1 ล้านบาทให้ทำวิจัยต่อ และให้นักวิทยาศาสตร์พอลิเมอร์เข้ามาช่วย เพื่อให้สินค้าสามารถใช้ได้ในเชิงพาณิชย์ ซึ่งจุดด้อยของพี่คือ เรื่องวิทยาศาสตร์ แต่เรามีความคิดสร้างสรรค์ ดังนั้นเมื่อสองอย่างมาเจอกันก็เกิดเป็นโปรดักส์ที่สามารถผลิตเพื่อขายได้ครับ
  • Q : อะไรคือสิ่งที่พี่เสกภูมิใจที่สุดคะ
  • A : ถ้าถามถึงชิ้นงานที่ภูมิใจที่สุด ก็คงจะเป็น สไปเดอร์แชร์ครับ เพราะใช้เวลาเกือบ 5 เดือน เพื่อทำการศึกษาการเดินเส้นใยของแมงมุมจริงๆ ตั้งแต่เส้นหนึ่งเดิน ไปอีกมุมหนึ่งจนถึงดึงล้อมรอบตัวเอง กว่าจะจินตนาการออกแบบออกมาเป็นชิ้นงานได้ก็ค่อนข้างเหนื่อย แต่เมื่อเราคิดจะสร้างโปรดักส์ให้คล้ายกับธรรมชาติ เราก็ต้องไปอยู่กับธรรมชาติจริงๆ เพื่อเรียนรู้ธรรมชาติครับ

แต่ถ้าไม่มองตัวโปรดักส์ พี่ภูมิใจในวัสดุ ซึ่งก็คือ น้ำยางพารา เพราะได้นำสิ่งที่บรรพบุรุษสร้างไว้มาบวกกับความรู้ที่เรามีในปัจจุบันมารวมกันทำให้เกิดธุใหม่เกี่ยวกับยางพารา ซึ่งผลิตภัณฑ์ในธุรกิจของพี่ มีตั้งแต่เฟอร์นิเจอร์ต่างๆ เก้าอี้ โคมไฟ ผนัง ทุกชิ้นจะมีส่วนผสมของน้ำยางพารา

  • Q : การเปลี่ยนตัวเองจากเด็กออกแบบสู่เส้นทางสายธุรกิจ ยากมั้ยคะ
  • A : หากถามว่ายากมั้ยก็ต้องตอบว่าไม่ง่าย แต่ทั้งหมดเป็นเรื่องของกำลังใจในการต่อ ยอดชิ้นงาน ไม่มีอะไรราบรื่นร้อยเปอร์เซ็นต์ เมื่อเราทำเชิงพาณิชย์แล้ว ดีไซน์ไม่ใช่คำตอบทั้งหมด เพราะมันต้องมีกลยุทธ์ ถ้ามีโอกาสพี่ก็อยากไปเรียนต่อด้านการตลาดเหมือนกัน พี่เคยกลับมาตั้งคำถามกับตัวเองเหมือนกันว่า ทำไมธุรกิจถึงโตเร็ว ก็ได้คำ ตอบมาว่า สิ่งที่เราคิดไม่ได้มาจากความต้องการที่จะทำในเชิงพาณิชย์ แต่เราคิดในภาพรวมของประเทศ สร้างงาน สร้างรายได้ให้แก่ชาวสวน และเพิ่มมูลค่าให้กับวัตถุดิบจากน้ำยางพาราที่เคยขายได้กิโลกรัมละ 60-100 บาท เมื่อเราใส่ความคิดเข้าไปทำให้สามารถเพิ่มมูลค่าเป็นหลายพันบาทได้ นั่นคือ คำตอบที่ทำให้ประสบความสำเร็จ
  • Q : สุดท้ายแล้ว อยากให้พี่เสกฝากข้อคิดกับน้องๆ ชาว Dek-D.com ทั้งในด้านการเรียนและการทำงานให้ประสบความสำเร็จค่ะ
  • A : ความล้มเหลวไม่ได้เป็นสิ่งการันตีว่าเราจะไม่มีวันประสบความสำเร็จนะครับ เมื่อเราขึ้นบันไดขั้นที่หนึ่ง เราล้ม... ขั้นที่สองเราล้มอีก... ขั้นที่สามที่สี่เราก็ล้ม แต่ถ้าทุกครั้งที่เราล้มแล้วเราลุก วันนึงเราก็มีโอกาสก้าวข้ามไปยืนขั้นที่หนึ่งพันได้ ดังนั้น “อย่าท้อ” ครับ
  • และอีกข้อคิดที่น่าจะเหมาะกับน้องๆ วัยเรียนคือ เราไม่จำเป็นต้องมีเพื่อนเต็มคันรถสิบล้อ แต่มีเพื่อนที่รู้ใจยามเราสุขเราทุกข์ 1 คนก็พอแล้ว เพื่อนเยอะไม่ได้หมายความว่าจะดี สู้มีน้อยแต่มีคุณภาพดีกว่าครับ
อ่านจบ น้องๆ คงเห็นแล้วว่านอกจากความคิดสร้างสรรค์ที่ฉายแววมาตั้งแต่สมัยเรียนแล้ว พี่เสกยังมีคุณสมบัติที่สำคัญอีกอย่างก็คือ “ความจริงจัง”
ทุกก้าวที่พี่เสกก่อร่างสร้างตัวทำธุรกิจนั้นแฝงไปด้วยความมุ่งมั่นและไฟเกินร้อย พี่มิ้นท์จึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมผลิตภัณฑ์เป็นที่ยอมรับไปทั่วโลก
และที่สำคัญยังเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับในแวดวงนักออกแบบผลิตภัณฑ์อีกด้วย หากไม่เชื่อน้องๆ ลองเสิร์ชหาชื่อพี่เสก "นพชัย ภู่จิรเกษม"
ใน Google ดูสิ แล้วจะรู้ว่า ความสามารถของพี่เขามีมากกว่าในบทสัมภาษณ์นี้หลายเท่าเลยล่ะ
พี่มิ้นท์
พี่มิ้นท์ - Columnist พี่สาวใจเย็น ผู้เกิดมาในแอดมิชชั่นยุคแรก แต่เข้าใจ TCAS มากกว่า

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

สู้ โว๊ยยยยยยยย Member 8 พ.ค. 57 17:21 น. 1

ความล้มเหลวไม่ได้เป็นสิ่งการันตีว่าเราจะไม่มีวันประสบความสำเร็จ   จริงค่ะ

เยี่ยมเยี่ยมเยี่ยม

0
กำลังโหลด

4 ความคิดเห็น

สู้ โว๊ยยยยยยยย Member 8 พ.ค. 57 17:21 น. 1

ความล้มเหลวไม่ได้เป็นสิ่งการันตีว่าเราจะไม่มีวันประสบความสำเร็จ   จริงค่ะ

เยี่ยมเยี่ยมเยี่ยม

0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
Ray_11 Member 12 พ.ค. 57 17:30 น. 4

ขอบคุณมากครับที่มาบอกเล่าประสบการณ์ น่านับถือมากเลยครับ ขอชื่นชมความพยายามและความสามารถของคุณจริงๆ  เยี่ยม

0
กำลังโหลด
กำลังโหลด