

สวัสดีครับ น้องๆ คุ้นหน้าของสุภาพสตรีด้านบนนี้ไหมครับ ? สำหรับ พี่ลาเต้ แล้วไม่ใช่แค่คุ้น แต่รู้จักเลย เพราะทุกเช้าก่อนออกจากบ้านจะเห็นพี่ผู้หญิงคนนี้ยืนรายงานข่าวทางช่อง 3 ทั้งข่าวน้ำท่วม การเมือง ดินถล่ม เธอเหมาหมด 5555 ชักจะอยากรู้แล้วซิว่าเธอได้เงินเดือนเท่าไหร่กันนะ เพราะทำงานคุ้มมาก 555 พี่คนนี้คือ พี่ยิ้ว วารุณี ซื่อสัตย์สกุลชัย นักข่าวภาคสนาม ของสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ซึ่งผลงานสร้างชื่อของพี่เขาคือ การทำข่าวช่วงเหตุการณ์สำคัญอย่าง "ม็อบเสื้อแดง" และ "มหาอุทกภัยครั้งใหญ่ เมื่อปี 2554" ที่ผ่านมา พี่ลาเต้ สืบทราบมาว่า.. กว่าพี่ยิ้วคนนี้จะมายืนในตำแหน่ง "ผู้สื่อข่าว" ที่ประสบความสำเร็จอย่างทุกวันนี้ ได้ผ่านเรื่องราวที่ชวนถอดใจไปหลายครั้ง T T ทั้งเรื่องการสมัครงาน ความลังเลในอาชีพที่ชอบ รวมไปถึงสายตาคนอื่นๆ ที่มองในฐานะนักศึกษาจบใหม่จาก ม.เอกชน พี่ยิ้ว เขาผ่านจุดวิกฤตในชีวิตนั้นมาได้อย่างไร และผ่านมาด้วยอะไร ไปติดตามบทสัมภาษณ์แบบ Excusive ที่พี่เขาได้ให้สัมภาษณ์ไว้กับเว็บ Dek-D กันเลยครับ

- Q : เห็นว่าชีวิตพี่ดราม่ามาก ในช่วงสมัครงาน มันเกิดอะไรขึ้นเหรอครับ ?
- A : ใช่เลย เป็นช่วงเปลี่ยนแปลงของชีวิตพี่เลยนะ ตอนนั้นหลังเรียนจบจาก ม.รังสิต พี่ก็เดินสายสมัครงาน เริ่มแรกที่คือ นสพ.มติชน แต่ก็ต้องกินแห้ว เพราะเขารับเฉพาะผู้ชายไม่รับผู้หญิง เลยไปสมัครที่รถไฟฟ้าบีทีเอสและสำนักข่าวเนชั่นไว้ด้วย ซึ่งตอนนั้นบีทีเอสก็ยังอยู่ระหว่างการก่อสร้างแล้วก็ต้องสอบเยอะมาก แต่สุดท้ายเขาเรียกสัมภาษณ์พี่นะ ผลออกมาคือผ่าน โดยส่วนตัวพี่รู้สึกว่าเราไม่ได้ชอบงานด้านนี้ พี่ไปอบรมบีทีเอสแค่ชั่วโมงเดียวก็เดินออกมาเลย ก็เลยมีความรู้สึกว่า เรารู้แล้วว่าตัวเองชอบอะไร เลยตัดสินใจ เลือกสำนักข่าวเนชั่น เพราะว่ามันไม่ใช่สไตล์เรา แต่ก่อนที่มาทำงานที่เนชั่น พี่ก็เคยไปทำนิตยสารมาประมาณ 2 เดือน เป็นนิตยสารเกี่ยวกับกอล์ฟ เขียนเรื่องปกิณกะ ตอนนั้นก็รู้สึกว่าตัวเองไม่ได้ถนัดด้านนิตยสาร ชอบที่จะเขียนข่าวมากกว่า พอพี่ได้ที่เนชั่น ตอนนั้นในใจมันบอกมาว่า "ที่นี่แหละ ใช่เลย เป้าหมายของเรา"

- Q : เห็นว่าตอนไปอยู่สำนักข่าวเนชั่น ก็มีดราม่าเรื่องเปรียบเทียบสถาบันกันด้วยเหรอครับ ?
- A : ต้องเกริ่นก่อนว่าตอนเข้ามาอยู่ที่สำนักข่าวเนชั่น มันจะมีการสอบคัดเลือก ซึ่งพี่ผ่านการสอบข้อเขียนและสัมภาษณ์ด้วยคะแนนสูงสุดเป็นอันดับ 1 จากผู้สมัครนับร้อยคน พี่ผ่านการอบรมในฐานะนักข่าวที่จัดขึ้นโดยสำนักข่าว CNN ตอนนั้นก็มีประโยคหนึ่งที่ผู้ใหญ่ในกองบรรณาธิการถามพี่ว่า เด็กที่ จบม.รังสิต มีคะแนนเป็นอันดับ 1 ได้อย่างไร เพราะเดิมสังคมในวงการสื่อ โดยเฉพาะหนังสือพิมพ์ กองบรรณาธิการเขาจะเลือกเด็ก ม.รัฐบาลชื่อดังไว้ก่อน ซึ่งน้อยมากที่จะเลือกมหาวิทยาลัยเอกชน แต่วันนี้ เราในฐานะเด็ก ม.เอกชน ถูกเลือก พี่โชคดีที่สามารถสอบแล้วผ่านมาได้ มันก็เลยทำให้เขาอยากรู้ว่า ตอนพี่เรียนนิเทศที่ ม.รังสิต พี่ทำอะไร และจบมาทำอะไรได้บ้าง แล้วทำไมถึงชนะ ซึ่งเป็นการชนะที่ได้คะแนนมากกว่ามหาวิทยาลัยที่เป็นอันดับต้นๆ ของประเทศซะด้วย เรียกได้ว่าล้มล้างความเชื่อเดิมๆ ของผู้ใหญ่หลายคนไปเลย อีกอย่างโชคดีที่บรรธิการของสำนักข่าวเนชั่นไม่ได้มีจิตใจที่คับแคบ ให้วัดคนที่ความสามารถจริงๆ พี่อยู่ที่เนชั่นมาเกือบสิบปี ตลอดเวลาที่ผ่านมาพี่ต้องขอขอบคุณเนชั่นที่สร้างพื้นฐานที่ดีให้กับพี่จนถึงทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นการเคี่ยวเข็ญ การฝึกฝน การทำงานค่อยข้างหนัก ทำให้พี่สนุกกับการเขียนสกู๊ปที่มีความหลากหลาย จะเรียกว่าพี่ได้ดีเพราะเนชั่นเลยก็ไม่ผิดค่ะ
- Q : ย้อนไปที่ตอนพี่ยิ้วเรียนหน่อยครับ เรียนวารสารฯ แต่ทำไมถึงมาทำงานด้านทีวีได้ครับ ?
- A : พี่เรียนวารสารฯ มาก็ถือว่าตรงกับงานที่ทำนะ เพราะวารสารศาสตร์ จะสอนด้านข่าว การเขียนข่าว การกำหนดประเด็นข่าว แม้ว่าเราจะมาทำงานทีวีก็ตาม แต่ก็เป็นงานในทีวี การเรียนวารสารฯ มีประโยชน์มากสำหรับการทำข่าว เพราะว่าอย่างน้อยก็ทำให้จับประเด็นได้ดี สามารถรู้แนวทางในการติดตามแหล่งข่าว และก็เชื่อมโยงประเด็นได้ค่อยข้างดี และตรง จริงๆ อาจจะไม่ต้องเรียนวารสารฯ ก็ทำได้ แต่ก็จะแตกต่างตามความรู้พื้นฐานที่มี เพราะว่าการเขียนข่าวมันอยู่ที่ทักษะในการฝึกฝน และประสบการณ์มากกว่า มองกลับกับแม้ตัวพี่เองไม่ได้เรียนด้านวิทยุโทรทัศน์มา แต่ก็สามารถเป็นนักข่าวภาคสนามในทีวีได้ ทุกอย่างมันเกิดจากการฝึกฝน ความตั้งใจ และความมุ่งมั่นที่เราจะทำมันค่ะ

- Q : แล้วจากสำนักข่าวเนชั่น พี่ยิ้วมาทำงานที่ช่อง 3 ได้ยังไงครับ ?
- A : ตอนทำงานที่สำนักข่าวเนชั่น มีช่วงหนึ่งที่ธุรกิจครอบครัวของทางบ้านพี่มีปัญหา เลยทำให้ต้องตัดสินใจลาออกแล้วหันมาดูแลธุรกิจเอง ซึ่งนับเป็นจุดหักเหของชีวิตก็ว่าได้ พี่เออรี่ออกมาจากเนชั่นด้วยปัญหาธุรกิจครอบครัว แต่กลับรู้สึกว่าไม่อยากทำ ซึ่งตอนที่เออรี่ก็ยังเป็นพรีแลนซ์ให้แก่เนชั่นด้วย จนกระทั่งพี่นีน่า (กุลธิดา ปัจฉิมสวัสดิ์) พิธีกรรายการผู้หญิงถึงผู้หญิง บอกว่าทางช่อง 3 กำลังหาผู้ประกาศข่าวอยู่ จึงลองมาสมัครดู ตอนนั้นไม่ได้คาดหวังอะไรว่าจะได้นะ แต่ปรากฏได้ ทางช่อง 3 ติดต่อกลับมาก็เลยได้เริ่มต้นงานใหม่ที่นี่ พอมาทำแล้วก็เห็นความแตกต่างขององค์กร ซึ่งมีความแตกต่างกันพอสมควร ทั้งเรื่องของคอนเทนต์และเวลา อย่างเนชั่นทำสกู๊ปมาขนาดไหนก็ออนแอร์ได้เต็มที่ แต่พอมาช่อง 3 จะต้องเป๊ะๆ สองนาทีก็ต้องสองนาที เนื่องจากมีเรื่องของโฆษณาและปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้เราต้องปรับตัวพอสมควร แต่ก็ไม่ยากเพราะเมื่อเราเข้ามาทำงานแล้วโชคดีที่เพื่อนๆ พี่ๆ ที่โต๊ะให้คำปรึกษาได้ดี ด้วยความที่พี่เป็นคนลุยๆ ยังไงก็ได้เลยทำให้เราเป็นคนปรับตัวได้ง่าย"
- Q : เห็นพี่ไปทำข่าวแต่ละอย่าง น้ำท่วม การเมือง ดินถล่ม เป็นผู้หญิงด้วย ลำบากไหมครับ ?
- A : ถามว่าลำบากไหม ? ไม่เลย เพราะใจมันอยากทำ แต่มันก็ต้องดูตามความเหมาะสมด้วย ไม่ใช่ว่าจะไปทำข่าวได้ทุกอย่าง จริงๆ มันก็อาจจะมีความแตกต่างบ้างในเรื่องของการทำงานสำหรับผู้หญิงและผู้ชายนะ แต่มันจะมีเฉพาะบางด้านมากกว่า เช่น ข่าวที่ดูเสี่ยงเกินไปสำหรับผู้หญิง หรือข่าวที่ต้องไปอยู่ในกลุ่มคนที่มีผู้ชายเยอะๆ เขาก็ไม่อยากให้ทำ อย่างกรณีที่ต้องไปกับทหารเรือในตะวันออกกลาง เราต้องอยู่เรือสามเดือน ถามว่าเราอยากไปไหม เราอยากไปมากเลยนะ แต่ว่าเราเป็นผู้หญิงคนเดียวในเรือก็คงไม่ได้ เลยมีข้อจำกัดอะไรบ้างอย่างเท่านั้นเอง
- Q : นอกจากเป็นผู้สื่อข่าว ทราบมาว่าพี่ยิ้ว ยังเป็น "DJ" อีกด้วย ?
- A : ใช่จ้า เป็นดีเจอยู่ที่คลื่น FM.106.5 เป็นคลื่นของครอบครัวข่าว 3 พี่มีโอกาสได้เข้ามาจัดรายการ "ตั้งวงชงข่าว" ซึ่งเป็นรายการที่พูดคุยเกี่ยวกับเรื่องของข่าวตลอดทั้งวันที่ผ่านมา เวลาพี่ไปทำข่าวสำคัญๆ มาก็จะเล่าให้ฟังว่ามันมีอะไรที่น่าสนใจบ้าง เป็นการจัดรายการที่ดูสบายๆ เวลาพี่ออกทีวี คนดูก็จะเห็นพี่แค่สองสามนาที ต้องพูดด้วยความมั่นใจและเป็นทางการ แต่พอมาจัดรายการวิทยุก็จะเป็นอีกแบบหนึ่ง จะมีความเป็นตัวของตัวเอง เป็นรายการสบายๆ และต้องการคอนเทนต์ที่ไม่ซีเรียส สามารถที่จะโต้ตอบกับคนฟังที่ส่ง SMS หรือว่าโทรศัพท์เข้ามาได้ ซึ่งค่อนข้างสนุกและเป็นตัวของตัวเองสูง ถามว่าชอบบทบาทไหนมากกว่ากัน จริงๆ ชอบทั้งสองบทบาท เพียงแต่บทบาทหนึ่งของการทำทีวีมันค่อนข้างท้าทาย เพราะว่ามันสดทุกครั้ง ต้องใช้สมาธิค่อนข้างมาก ตาต้องมองกล้องพลาดไม่ได้ ทุกคำพูดคือความผิด เพราะต่อให้อะไรผิดก็ตาม คนดูไม่ได้โทษคนอยู่ข้างหลัง คนดูจะโทษว่าเรารายงานข่าวยังไง ทั้งที่จริงๆ แล้วมันมีองค์ประกอบหลายอย่างมากกว่าที่จะเป็นข่าว แต่เรารู้สึกว่ามันต้องมีสติสมาธิ แล้วอีกอย่างก็คือ ข้อจำกัดของการออนแอร์นั้นค่อนข้างเยอะ แต่พอมาจัดรายการวิทยุทำให้เรารีแลกซ์มากขึ้น เกร็งน้อยลง แล้วก็มีความหลากหลายของการทำงาน เช่น มีการเปิดสายเข้าเพื่อคุยกับแหล่งข่าว เปิดสายให้คนฟังร่วมแสดงความคิดเห็น นับป็นมุมของงานข่าวที่สนุกมากๆ
- Q : พี่ยิ้ว มีไอดอลในการทำงานไหมครับ ?
- A : (ยิ้มมุมปาก) พี่กิตติ สิงหาปัด ค่ะ ไม่ใช่เพราะว่าอยู่ช่องเดียวกันนะ แต่เพราะว่าพี่กิตติ เริ่มต้นจากคนที่ไม่ได้มีพื้นฐานการเป็นนักข่าวมาก่อนเลย แต่เขามุ่งมั่นว่างานข่าวมันท้าทาย แล้วก็ทำให้เห็นว่ามีพัฒนาการที่ดีขึ้น เราเลยรู้สึกว่าพี่เขาเป็นไอดอล เพราะมีความมุ่งมั่น ตั้งใจ และมีบุคลิกที่น่าสนใจ สบายๆ สนุกสนานเป็นกันเอง อย่างพี่กิตติเอง อาจจะเป็นไอดอลให้น้องๆ หลายคนที่อยากทำงานข่าว แต่ไม่ได้จบสายนิเทศมาก็ได้นะ ทุกอย่างอยู่ที่การฝึกฝนมากกว่า

- Q : ให้พูดถึงชีวิต "นักข่าว" ของพี่ยิ้วหน่อยครับ
- A : ตลอดเวลาการทำงาน 5 ปีที่ผ่านมาในฐานะที่เป็นหนึ่งในสมาชิกครอบครัวข่าว 3 ซึ่งนับเป็นบ้านหลังที่ 2 ของพี่ก็ว่าได้ พี่ต้องขอบคุณพี่ๆ ทุกคนที่ให้โอกาสให้ได้มาทำงานตรงจุดนี้ ช่อง 3 มีการเปลี่ยนแปลงในเชิงข่าวอย่างเห็นได้ชัด จากเดิมที่เน้นละครอย่างเดียว แต่พอระยะหลังจะเน้นในเรื่องข่าวมากขึ้น พัฒนาด้านคุณภาพของข่าวมากกว่า ทุกวันนี้เราก็มุ่งเข้าสู่ความเป็นอาเซียนมากขึ้น ครอบครัวข่าว 3 พยายามที่จะมองอะไรที่ไปข้างหน้า ทำอะไรที่มีประโยชน์แล้วเกิดการพัฒนา เราจะไม่ได้ทำแค่ข่าวอย่างเดียว แต่เราจะมีความแปลกใหม่ และมีการแบ่งประเภทของข่าวอย่างชัดเจน จะเห็นว่ามีข่าวให้ดูทุกช่วง ตื่นเช้ามาตี 4 ก็มีข่าวให้ดูแล้ว สำหรับอาชีพนักข่าวของพี่ถึงจะทำมาหลายปี แต่พี่ยังมองว่ามันเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้นเอง ที่ยังต้องค้นหาเก็บเกี่ยวประสบการณ์ต่อไป ข่าวแต่ละยุค แต่ละวันไม่เหมือนกัน เราในฐานะคนทำข่าวก็ต้องปรับตัวตามให้ทันด้วย ที่สำคัญต้องหนักแน่นกับวิชาชีพนักข่าวอย่างแท้จริง

- Q : สุดท้ายให้ พี่ยิ้ว อะไรถึงน้องๆ ชาวเว็บ Dek-D หน่อยครับ
- A : ชีวิตคนเราผ่านอะไรมาที่ไม่เหมือนกัน แต่เราสามารถมีปลายทางที่ดีเหมือนกันได้ พี่ขอพูดในส่วนของพี่ที่เป็นนักศึกษา ม.เอกชน นะ ตอนทำงานพี่ทำทุกอย่าง สั่งสมประสบการณ์ให้มากที่สุด และสิ่งที่พี่สัมผัสได้ และทำให้คนอื่นได้เห็นนั้นก็คือ พี่ได้ทำทุกอย่างที่อยากทำ ได้เรียนรู้ว่าเด็กที่จบมหาวิทยาลัยเอกชนก็สามารถทำงานได้ไม่แตกต่างจากเด็กที่จบจากมหาวิทยาลัยรัฐ ดังนั้นไม่ว่าน้องๆ จะเรียนที่ไหน ขอให้ตั้งใจ ความมุ่งมั่นจะทำให้เราประสบความสำเร็จตามที่เราตั้งใจไว้ค่ะ สู้ๆ
และพี่ก็รู้ว่าพี่ได้ทำทุกอย่างที่อยากทำ" อ่านแล้วฮึดเลย ทำให้ พี่ลาเต้ คิดได้ว่าคนเราก่อนจะประสบความสำเร็จ
ไม่มีใครไม่เหนื่อยไม่ท้อมาก่อน ดังนั้นน้องคนไหนที่กำลังท้อแท้หรือหมดไฟในตอนนี้
สู้กันอีกซักตั้งนะครับ รางวัลแห่งความพยายามรอเราอยู่ สู้ๆ ครับ

5 ความคิดเห็น
ใช่ค่ะคนเราจะประสบความสำเร็จได้ไม่จำเป็นต้องจบสถาบันอะไร ส่วนหลักขึ้นตัวเรานั่นเองความตั้งใจและมุ่งมั่นประสบความสำเร็จได้แน่นอน
ปล.เตือนตัวเองด้วยอะ
สู้ค้ะ ถึงจะไม่ได้ดังที่หวังแต่เราก็จะทำให้เต็มที่
