คณะมาแรงรับ AEC!! "จอยส์ ลษิดา" เรียน 4 ปี สู่ธุรกิจสปาระดับโลก

10 แรงบันดาลใจ จุดไฟแห่งฝัน
ตอนที่ 8 เอ - ศุภชัย จากหนุ่มวิศวะฯ โยธา มาเป็นนักปั้นมือทอง

สวัสดีครับ เริ่มได้ยินคนพูดจนคุ้นหูซะแล้ว สำหรับชื่อของ "คณะการแพทย์แผนตะวันออก" คณะน้องใหม่ที่เพิ่งมีการเปิดการเรียนการสอนในระดับมหาวิทยาลัยได้ไม่นานนักโดยเฉพาะคณะนี้เปิดมาเพื่อรองรับเทรนด์การดูแลสุขภาพโดยเฉพาะ สำหรับธุรกิจด้านสปาหรือธุรกิจเสริมความงามต่างๆ อีกด้วย ว้าววว ฟังชื่อแล้วน่าเรียนนะครับ ว่าแล้ววันนี้ พี่ลาเต้ จะพาไปรู้จักกับรุ่นพี่คนหนึ่งที่อ่าน Story แล้วหาตัวจับได้ยากมาก ด้วยเหตุผล 2 ประการ คือ 1.เป็นคนที่อยากเรียนคณะนี้ตั้งแต่ ม.ปลาย (เหตุผลนี้หาได้เยอะแยะครับ แต่ส่วนใหญ่จะไม่ใช่คณะนี้) และ 2.เป็นคนที่ก้าวกระโดดมาก เรียนจบทำงานไม่กี่ปี ได้ทำงานในสปาระดับโลกเลย (เป็นสปาในเรือสำราญด้วยนะ)

พี่คนนี้คือ พี่จอยส์ ลษิดา ศรีสวัสดิ์ สาวคนเดียวของไทย ที่มีโอกาสไปทำงานในสปาอันดับ 1 ของโลก ว้าวววว อย่ารอช้าไปอ่านบทสัมภาษณ์ของเขากันเลย

  • Q : คณะที่ชื่อไม่คุ้นหูแบบนี้ พี่ได้ยินหรือมีจุดกำเนิดในการอยากเรียนตอนไหนครับ ?
  • A : ใพี่เริ่มมีความสนใจด้านการแพทย์แผนตะวันออกตั้งแต่ตอนเรียน ม.ปลาย เพราะคุณพ่อพี่ทำงานที่โรงพยาบาล และพี่ได้เข้าๆ ออกๆ โรงพยาบาลบ่อยเพื่อไปหาคุณพ่อ เลยทำให้มีโอกาสได้รู้จักกับแพทย์แผนตะวันออก แต่ตอนนั้นก็ไม่ได้ทราบข้อมูลอะไรมากมายเท่าไร หลังจากเรียนจบ ม.ปลาย ที่โรงเรียนสตรีราชินูทิศ จังหวัดอุดรธานี และตอนนั้นทราบข่าวว่า มหาวิทยาลัยรังสิต กำลังจะเปิดคณะการแพทย์แผนตะวันออกในปีนั้นพอดี เป็นคณะน้องใหม่ เลยปรึกษาคุณพ่อ เพราะอยากเรียนมาก ท่านก็เห็นด้วย เพราะมองว่าในอนาคต แพทย์แผนตะวันออกจะเป็นอีกทางเลือกยอดนิยมศาสตร์หนึ่งของโลก อีกทั้งในประเทศไทยยังมีบุคลากรด้านนี้น้อยมาก พอได้ยินแบบพี่ก็ตัดสินใจสมัครเรียนในคณะนี้เลย ถือเป็นนักศึกษารุ่นแรกของคณะเลยด้วย 555
  • Q : เนื้อหาที่เรียนเกี่ยวกับอะไรครับ ?
  • A : เนื้อหาวิชาที่เรียนนั้น เป็นวิชาที่ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ ได้เรียนรู้ถึงศาสตร์แต่ละแขนงอย่างลึกซึ้งที่สามารถนำไปใช้ได้จริง ส่วนคณาจารย์ที่สอนล้วนแต่เป็นสุดยอดในแต่ละด้าน ที่พี่ชอบคือ มันมีการทำกิจกรรมนอกห้องเรียนบ่อยๆ เช่น การออกไปเยี่ยมชม ทัศนศึกษา การออกไปตรวจคนไข้ ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้ทำให้เราได้ทำงานจริงๆ เราสามารถนำประสบการณ์จากการทำกิจกรรมของคณะกลับมาศึกษาต่อเพื่อให้เข้าใจหรือแก้ไขปรับปรุงในห้องเรียนอีกครั้ง อีกอย่างคือประทับใจอาจารย์ด้วย เพราะอาจารย์ทุกท่านดูแลลูกศิษย์เป็นอย่างดี คณะนี้เรียนจบแล้วมีสิทธิ์สอบใบประกอบโรคศิลปะ ด้านการแพทย์แผนไทย และสามารถออกไปประกอบธุรกิจได้เลยนะ เป็นคณะตามที่ฝันไว้เลย
  • Q : ขอข้ามไปตอนเรียนจบเลยดีกว่า เรียนจบแล้ว พี่ทำงานอะไรครับ ?
  • A : หลังจากเรียนจบปริญญาตรี ก็มีเพื่อนคนหนึ่งแนะนำให้ทำงานที่ C-Wellness ค่ะ ในตำแหน่ง Business Development Staff ซึ่งงานนี้ได้ใช้ความรู้ที่เรียนมาส่วนหนึ่ง ไปประยุกต์กับการทำงาน เพราะเราต้องแนะนำผลิตภัณฑ์ของบริษัทให้แก่ลูกค้าก่อนการใช้ และยังรับผิดชอบด้านการขายผลิตภัณฑ์เพื่อให้ลูกค้าประทับใจและกลับมาใช้ผลิตภัณฑ์อีกครั้ง ทำได้ 1 ปี ก็ได้ไปศึกษาต่อด้าน Beauty Therapy ในหลักสูตร Diploma of Beauty Therapy, Australasian College of Natural Therapy ที่ประเทศออสเตรเลีย 1 ปี เพราะมีความสนใจด้านนี้เป็นพิเศษและ Beauty Therapy นั้นก็เป็นอีกแขนงหนึ่งซึ่งต้องใช้รากฐานจากแพทย์แผนตะวันออก ซึ่งหลักสูตรครอบคลุมทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นสปา การแต่งหน้า ทำเล็บ การนวดและบำรุงผิว
  • เมื่อเรียนจบแล้วจึงลองไปสมัครงานในตำแหน่ง Beauty Instructor ที่ชีวาศรม เพราะเป็นAcademy ที่เป็นที่ยอมรับของต่างประเทศ และเมื่อได้เข้ามาทำงานที่นี่แล้วก็ได้ทำตั้งแต่การสอนเบสิกพื้นฐานของสปา ความงามและการนวดให้แก่ลูกค้าที่ต้องการเรียน ซึ่งส่วนมากจะเป็นชาวต่างชาติ เมื่อเรียนจบจากที่นี่จะได้ใบประกาศนียบัตร ซึ่งสามารถทำงานได้ทั่วโลก หลังจากทำงานที่ชีวาศรมได้ 1 เดือนเท่านั้น ก็มีจุดเปลี่ยนที่ทำให้ตนต้องตัดสินใจไปทำงานที่สหรัฐอเมริกาเพื่อเดินตามความฝันของตนเองที่จะทำงานในบริษัทในดวงใจ เป็นบริษัทสปาอันดับที่ 1 ของโลก ซึ่งเป็นความใฝ่ฝันสูงสุดของคนเรียนด้าน Beauty Therapy นั้นก็คือ บริษัท Steiner (One Spa World) ในตำแหน่ง Beauty Therapist ซึ่ง บริษัท Steiner เป็นสปาที่อยู่บนเรือสำราญที่เดินทางรอบโลก น่าตื่นเต้นไหมล่ะ
  • Q : แอบถามหน่อย เขาว่าคนต่างชาติทำงานกันดุมาก จริงไหมครับ ?
  • A : แน่นอนว่าการทำงานที่ประเทศไทยมีความแตกต่างเป็นอย่างมาก หากเทียบกับการทำงานที่ต่างประเทศในสายงาน Beauty Therapist เพราะการทำงานในต่างประเทศนั้นแข่งขันสูง ทุกคนล้วนแต่เป็นมืออาชีพกันทั้งนั้น ทุกคนต้องพยายามพัฒนาการทำงานของตนเองอยู่ตลอดเวลา เพราะถ้าเมื่อไรที่เราหยุดนิ่งก็จะเท่ากับตัวเราถอยหลังทำให้คน อื่นแซงหน้าเราไป จึงมีความกดดันสูงมากเมื่อเทียบกับการทำงานที่เมืองไทย และที่สำคัญเรื่องของการปรับตัว การที่เป็นคนไทยคนเดียวที่ทำงานตำแหน่งนี้ เรื่องของภาษาวัฒนธรรมหลากหลายเชื้อชาติที่อยู่บนเรือนี้ทำให้เราจะต้องพยายามเรียนรู้ที่จะปรับตัวเพื่อรับและแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้ได้
  • Q : เป็นคนไทยไปอยู่ต่างถิ่นแบบนี้ พี่ปรับตัวยากไหมครับ? ไม่คิดถึงพ่อแม่เหรอ?
  • A : ต้องปรับตัวทุกวันเลย แต่ในอาชีพ Beauty Therapist คุณลักษณะของคนไทยถือว่ามีความโดดเด่นและได้เปรียบมากกว่าชาวต่างชาติมาก เพราะคนไทยจะได้เปรียบในเรื่องของความเป็นมิตร รอยยิ้ม และความอ่อนน้อมถ่อมตน ยิ่งในสายอาชีพที่ทำอยู่นั้นจะต้องทำให้ลูกค้ามองเห็นถึงความจริงใจและความใส่ใจในลูกค้า ดังนั้น คุณลักษณะเหล่า นี้จะทำให้คนไทยได้เปรียบชาติอื่นๆ เลยแหละ แต่ก็ต้องยอมรับในการทำงานก็ต้องมีช่วงเหนื่อยใจ ท้อใจบ้าง บางครั้งทำให้หมดกำลังใจที่จะสู้ต่อ แต่พี่มีแรงบันดาลใจสำคัญคือ คุณพ่อและคุณแม่ เวลามีปัญหาอะไรหรือเวลาท้อใจ ก็จะโทรปรึกษาท่านตลอด ท่านก็จะคอยให้คำแนะนำในการทำงาน และท่านจะบอกตลอดเวลาว่าต้องอดทน และอีกอย่างเวลาที่เห็นลูกค้าแฮปปี้ หลังจากที่เขาได้รับบริการจากเราไปแค่นี้มันทำให้เรามีกำลังใจและมีความสุขในการทำงานแล้ว การไปอยู่ต่างแดน ไม่ได้อยู่ใกล้ครอบครัว พี่จึงยึดคติประจำใจในการดำเนินชีวิตเพื่อให้ดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุขและสนุกคือ "ทำวันนี้ให้ดีที่สุดและอย่าหยุดที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เพราะชีวิตเราต้องเรียนรู้ตลอดเวลา"
Q : จากเด็ก ม.ปลาย ธรรมดาๆ แต่วันนี้พี่เรียนจบ และได้ไปทำงานในองค์กรอันดับ 1 ด้านนี้ พี่ว่ามันสูงสุดของพี่ยังครับ ?
  • A : ถ้าให้มองว่าตอนนี้ชีวิตประสบความสำเร็จแล้วหรือยัง? บอกได้เลยว่า ไม่มีอะไรคือ ตัวชี้วัดคำว่าประสบความสำเร็จ ยากที่จะให้ความหมายของคำว่าประสบความสำเร็จในชีวิต แต่ถ้าถามว่าตั้งเป้าหมายไว้อย่างไร ก็ตอบว่า มาถึงเป้าหมายสุดท้ายแล้วคือความต้องการที่จะนำความรู้จากประสบการณ์ที่เราเก็บเกี่ยวกลับมาสอนหรือเผยแพร่ในเมืองไทย และสร้างฐานะให้ตัวเองได้อยู่อย่างมีความสุข
  • Q : เขาว่ากันว่า พอประเทศเปิดประชาคมอาเซียน(AEC) อาชีพเหล่านี้ จะแข่งขันกันดุเดือดมากจริงไหมครับ ?
  • A : ในอนาคตอีก 3 ปีข้างหน้าที่จะมีการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ทำให้การแข่งขันในตลาดธุรกิจสปาคึกคักและดุเดือดแน่นอน ดังนั้นการผลักดันให้ธุรกิจสปาไทยพัฒนาสู่เกณฑ์มาตราฐานคุณภาพสากลยังเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายต้องพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น จะบอกว่าธุรกิจสปาไทย เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่มีศักยภาพและแนวโน้มการเติบโตสูงมากนะ การมีอัตลักษณ์ในการให้บริการที่โดดเด่นและเป็นเลิศจะทำให้ได้รับการยอมรับจากผู้ใช้บริการทั้งในและต่างประเทศมาโดยตลอด ยิ่งในปัจจุบันการที่ประเทศไทยเป็นตลาดใหญ่ด้านการทำสปาและเสริมความงาม พี่มองว่า วิชาชีพ Beauty Therapist มีความเติบโตเพิ่มขึ้นมากทั้งนี้ตลาดธุรกิจสปาและเสริมความงามทั้งปัจจุบันและอนาคตแน่นอนว่ายังคงเป็นที่ต้องการอยู่มาก
  • Q : แล้วหากเรียนคณะนี้ ทำงานด้านอื่นๆ ได้ไหมครับ ?
  • A : สบายมากค่ะ สาขาวิชานี้ถือว่าเป็นสาขาที่เปิดกว้างในการทำงานอย่างแท้จริง หากไม่ได้ทำในสายอาชีพ Beauty Therapist ยังสามารถประยุกต์ความรู้ไปใช้ทำอาชีพด้านอื่นได้เยอะแยะ เช่น Acupuncturist , Naturopath , Consultant และ Adviser ต่างๆ มากมายเลยค่ะ
  • Q : สุดท้ายนี้ให้ พี่จอยส์ ฝากอะไรถึงน้องๆ หน่อยครับ ?
  • A : การทำงานในชีวิตจริงและการเรียนในห้องเรียนนั้นต่างกันโดยสิ้นเชิง หากเปรียบเทียบชัดๆ มันเหมือนกันกับการลงมือทำกับการวางแผนที่บางครั้งมันจะไม่ค่อยไปด้วยกันสักเท่าไหร่ ดังนั้น การทดลองลงมือทำอย่างตั้งใจและจริงจังด้วยความรู้ที่เรียน นำมาประยุกต์ใช้ในสไตล์ของแต่ละคนก็จะทำให้เราสนุกกับการทำงาน เพราะการทำงานไม่มีแบบแผนตายตัว อยู่ที่เราจะแสดงศักยภาพของตนเองออกมาวิธีไหนเท่านั้นเอง ขอให้น้องๆ ทุกคนตั้งใจความสำเร็จจะอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมแน่นอนค่ะ
โอ้โห... ไม่ใช่ทุกคนที่ทำได้นะครับแบบนี้ หากไม่รักจริง เก่งจริง หรือมุ่งมั่นแบบสุดชีวิตจริงๆ
น้องๆ คนไหนที่คิดว่าบางครั้งภูเขาสูงเราอาจปีนไปไม่ไหว อ่านบทความนี้แล้วคงเปลี่ยนความคิดใหม่ได้เลยครับ
"คนที่ปีนไม่ไหว มีอยู่จริง แต่คนที่ปีนไหว ไม่ใช่เขาไม่เหนื่อย แต่เขามีภูมิไว้เอาตัวรอดระหว่างปีนเขานั้นเอง" สู้ต่อไปนะครับ
พี่ลาเต้
พี่ลาเต้ - Columnist นักข่าวสายการศึกษา เกาะติดทุกข่าวแทนน้องๆ ตัวถีบ ตัวดันให้ ม.6 สอบติด

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

1 ความคิดเห็น

Suppaiy Member 24 พ.ค. 57 05:01 น. 1

 "ถ้าเมื่อไรที่เราหยุดนิ่งก็จะเท่ากับตัวเราถอยหลังทำให้คน อื่นแซงหน้าเราไป " 

ชอบประโยคนี้มากๆ

0
กำลังโหลด
กำลังโหลด