นายแพทย์ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้แถลงข่าววันนี้ เมื่อเวลา 15.00 ที่สถาบันทดสอบการทางการศึกษาแห่งชาติว่า "ทาง สทศ.จะดำเนินการปรับการออกข้อสอบใหม่ ตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ โดยจะเริ่มนำร่องใช้กับวิชาภาษาไทยของข้อสอบ O-NET ระดับประถมศึกษา โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
1.นำร่องในวิชาภาษาไทย ในสัดส่วนอัตนัยไม่เกิน 20% และ 2.แต่ละวิชาข้อสอบอัตนัยจะไม่เกิน 20% ซึ่งในการสอบ สทศ.จะแบ่งข้อออกออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ข้อสอบปรนัย 80% และข้อสอบอัตนัย 20% ทั้งนี้ข้อสอบอัตนัยจะเป็นข้อสอบที่เขียนสั้นๆ ไม่ถึงกับเรียงความย่อความ และออกใกล้เคียงกับข้อสอบ PISA โดยจะเริ่มใช้ปีการศึกษา 2559 นี้ทันที"
"ส่วนข้อสอบ O-NET ม.3 และ ม.6 อาจจะยังไม่เริ่มใช้ทันที เพราะคิดว่าไม่ยุติธรรมกับเด็ก ม.ปลาย ที่เตรียมตัวมาแล้ว ทั้งนี้ต้องรอดูผลก่อนว่าใช้กับระดับ ป.6 สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ไหม แต่หากมีใช้กับ ม.3 และ ม.6 จะประกาศแจ้งให้ทราบล่วงหน้าแน่นอน"
เอาล่ะครับ มารอติดตามว่าการปรับรูปแบบข้อสอบใหม่ "ลดปรนัย เพิ่มอัตนัย" ในครั้งนี้ตามนโยบายการทรวงศึกษาธิการจะเข้ากับเด็กไทยมากแค่ไหน โดยน้องๆ ป.6 จะเป็นระดับชั้นแรกที่ถูกนำร่องในครั้งนี้ ส่วน ม.3 และ ม.6 รอติดตามผลต่อไปครับ



24 ความคิดเห็น
ที่จริงน่าจะให้คนที่ทำข้อสอบเสร็จแล้วออกจากห้องสอบก่อนนะคะ
ทั้ง O-NET GAT-PAT และ 9 วิชาสามัญ
ตอนเราสอบ A-NET มีนา 52 วิชาภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และสังคมศึกษา
เราออกห้องสอบก่อนเวลาได้ (กรรมการคุมสอบใจดีมาก) ยกเว้น ตอนสอบวิชาภาษาจีน
คือไรร
ทำไมต้องลด เชรดดดดดด
คิดหรอว่านักเรียนไทยต้องการเเบบนี้เด็กสมัยนี้เขาไม่เอาอัตนัยกันเเล้ว
เเต่กลับมาเพิ่ม
รอดูผลที่ได้ตามมาเถอะ
ขนาดปรนัยเยอะยังตกแล้วถ้าลดอีก
ตกแน่ๆ
เด็กสมัยนี้ติดสบายเยอะเกินไป จนบางคนอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ ทั้งๆที่เป็นภาษาไทย บางคนก็เขียนผิดในคำที่ไม่ควรเขียนผิด หลายคนก็ไม่ตั้งใจเรียนทั้งๆที่มีโอกาศได้เรียน กฏหมายหลายอย่างก็เข้าข้างเด็กเยอะจนเด็กไม่ตั้งใจเรียน เช่น ห้ามให้นักเรียนสอบตก ห้ามตีเด็ก เคยได้ยินครูหลายคนบ่นเหมือนกันว่า ไม่รู้จะเอาคะแนนที่ไหนไปให้เด็กเพราะเด็กไม่ตั้งใจเรียน จะขู่ด้วยไม้เรียวก็ไม่ได้ จะลงโทษเล็กๆน้อยๆ เด็กมันก็ไม่ตั้งใจเรียนขึ้น เวลาสอบก็สอบไม่ได้ทั้งๆที่เป็นข้อกาแทบไม่ได้คิดอะไรเลย พอให้งานเพือจะเก็บคะแนนให้ เด็กก็บ่นว่างานเยอะเกินไปจนทำไม่ทัน อันนี้ก็น่าเห็นใจทั้งครู ทั้งคนที่ตั้งใจเรียน ปัญหาอีกอย่างคือ มีการสอบบ่อยเกินไป คนออกสอบก็ไม่ใช่คนสอน มันจึงทำให้เกิดช่องว่างระหว่างความรู้ที่นักเรียนได้รับกับความรู้ที่จะต้องใช้สอบ จนทำให้เด็กต้องไปเรียนกวดวิชาเพิ่ม ซึ่งกินเวลาของเด็กเข้าไปอีก และปัญหาอีกอย่างคือ ผู้ปกครองไม่ค่อยมีเวลาให้กับเด็กเอะอะอะไรก็ให้เด็กไปเรียนพิเศษอย่างเดียว ทั้งๆที่บางอย่างตัวเองก็สอนได้
บ่นมาซะยาวเลย หึหึ
สุดท้ายอยากจะบอกทั้งกับผู้หลักผู้ใหญ่และกับเด็กๆที่ยังไม่ได้เข้ามหาลัยว่า ความรู้ทางวิชาการต่างๆที่ได้ยัดเยียดให้กับเด็ก เวลาเข้ามหาลัยไปแล้ว แทบจะไม่ได้ใช้เลย จะใช้ก็เฉพาะบางสาขาวิชาที่จำเพาะเจาะจงเท่านั้น ความรู้ส่วนมากโยนเข้ากรุหมด ฉะนั้นควรเน้นเรียนวิชาที่เรามีความสนใจและสามารถนำไปประกอบวิชาชีพได้ ส่วนที่เหลือก็เรียนไปให้เฉพาะรู้พอสอบได้ ไม่ต้องเอาให้เก่งทุกวิชาหรอก ที่สำคัญที่สุดคือประสบการณ์ต่างหากไม่ใช่ความรู้ บางคนเรียนเก่งทุกวิชา แต่พอจบออกมาดันทำงานไม่เป็นสักอย่าง ดังคำที่ว่า"ความรู้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด"
ขอเข้าเรื่องเกี่ยวกับกระทู้นี้อีกนิด
ส่วนตัวเห็นด้วยกับการเพิ่มข้ออัตนัยเข้าไปในข้อสอบของเด็ก โดยเฉพาะวิชาภาษาไทย แต่ก็ควรเพิ่มเวลาสอบให้เด็กด้วย เพราะปรนัยกับอัตนัยมันใช้เวลาคิดแล้วตอบต่างกันมากโข