สวัสดีครับ พี่ลาเต้ มาแล้ว..........เคล็ดลับเทคนิคการเรียนในวันนี้ พี่ลาเต้ ขอเอาใจคนที่มีปัญหาเรื่องการเขียนเรียงความภาษาอังกฤษ โดยเฉพาะเลยหนะครับ.....ซึ่ง พี่ลาเต้ เชื่อว่าหลายๆคนจะต้องเจอปัญหาเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างแน่นอน........อย่าง พี่ลาเต้ ถ้าได้ให้เขียนเรียงความภาษาอังกฤษ 1 เรื่องแล้วหละก็ต้องขอเวลาอย่างน้อง 1 พรรษาเลยทีเดียว......555....ซึ่งขั้นตอน และเคล็บลับการเขียนเรื่องภาษาอังกฤษนั้น พี่ลาเต้ หยิบยกมาจาก “วิชาการดอทคอม” ซึ่งก็ต้องขอขอบพระคุณด้วยนะครับ......เอาเป็นว่าไม่ต้องเสียเวลาเราไปอ่านบทความนี้กันเลยครับ........

 

คำถาม อยากจะขอคำแนะนำว่าทำยังไงจึงจะเก่งภาษาอังกฤษได้ โดยเฉพาะการเขียน ช่วยแนะนำหน่อยนะครัย พอดีอยู่เมืองไทยขอบคุณครับ

 

คำตอบ หวัดดีครับ ตอบเรื่องการเขียนนะครับ ผมแน่ใจว่าคุณจะต้องเคยอ่านเคยฟังวิธีฝึกมาหลายแง่หลายมุม แล้วแต่ละที่ก็แตกต่างกันไป แต่สำหรับผมเองผมฝึกแบบนี้ครับ

 

ข้อศูนย์เลย และสำคัญมากๆๆ คือต้องรักก่อนครับ ต้องรักที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เรียนรู้ภาษาใหม่ๆ ถ้าไม่รักด่านแรก (คือข้อถัดจากนี้) ก็ไม่ผ่านหรือว่าผ่านไปได้ยากมากครับ ผมชอบวิธีที่ครูเคทเขียนในหนังสือเกี่ยวกับจุดนี้คือ สร้างแรงบันดาลใจก่อนว่าเราจะเรียนภาษาเพื่ออะไร เพื่อให้ได้งานที่ดีกว่า เพื่อพัฒนาตัวเอง เพื่อให้โก้เก๋ แล้วเก็บแรงบันดาลใจไว้ตลอดเวลาครับ

 

ข้อแรก เริ่มจากแกรมม่าร์และศัพท์ครับ ผมถือว่าเป็นหัวใจหลักในการเขียน แต่ไม่ได้หมายถึงว่าต้องรู้แกรมม่าร์แบบนักภาษาศาสตร์ (แต่แน่นอนถ้าได้ก็ดีครับ) ผมหมายถึงพอรู้ในระดับหนึ่ง (ม. ปลายเมืองไทย) และศัพท์ก็ควรรู้บ้าง ในระดับม. ปลายอีกเช่นกัน

 

แต่รู้แกรมม่าร์อย่างเดียว ให้ตายยังไงก็เขียนไม่ได้(ดี)ครับ ผมเจอปัญหานี้มาก่อน ผมเรียนแกรมม่าร์มา (จนสอบเอนท์ติด--ไม่ได้อวดนะครับ - -* ผมแค่จะบอกว่าแกรมม่าร์ต้องดีระดับหนึ่งเท่านั้น ถ้าอยากเขียนได้ดี) แต่พออาจารย์ให้เขียน ผมกลับเขียนไม่ออก แล้วยังเขียนผิดแกรมม่าร์อีกเยอะมาก

 

ที่เป็นแบบนี้เพราะว่า ระหว่างเขียนแกรมม่าร์ไม่ใช่เรื่องเดียวที่นักเขียนเป็นห่วง ดังนั้นนักเขียนอาจจะเสียสมาธิไปกับเรื่องอื่นๆ จนไม่ได้สนใจแกรมม่าร์เลย (นี่แหละครับสาเหตุที่ผมว่าทำไมแกรมม่าร์ต้องดี ถ้าแกรมม่าร์ดีแล้ว คุณก็ตัดความกังวลไปได้หนึ่งอย่างระหว่างเขียน เหมือนเวลาเราเขียนภาษาไทยครับ คุณไม่เคยกังวลว่าจะเขียนถูกหลักไวยกรณ์หรือเปล่า (เพราะว่าคุณมีความรู้เรื่องไวยกรณ์ไทยแล้ว) แต่สิ่งที่คุณกังวลคือ สิ่งที่คุณส่งให้คนอ่าน ดังนั้นในการเขียนอังกฤษเช่นกัน ฝึกแกรมม่าร์ให้แม่น เพื่อที่คุณจะได้ไปกังวลกับตัวสารที่คุณต้องการส่งให้คนอ่านครับ)

 

ข้อสอง อ่านเยอะๆ ครับ แต่อย่าอ่านเปล่า ต้องอ่านแบบนักเขียน นั่นคือ เวลาอ่านก็สังเกตว่าศัพท์ตัวไหนใช้ยังไง นักเขียนคนนี้จบย่อหน้ายังไง นักเขียนคนนี้เปลี่ยนเรื่องคุยระหว่างย่อหน้ายังไง เป็นต้น

 
 

ข้อสาม ไปเรียนครับ การเขียนเป็นเรื่องที่ฝึกได้ แต่หลังจากที่เราพอมีพื้นฐานมาแล้วเท่านั้น ถ้าเรายังไม่มีพื้นฐาน เราต้องเรียนเพื่อให้รู้ถึงเทคนิคต่างๆ และอีกอย่างการเรียนหมายถึง การมีคนตรวจงานเขียนให้ เรียนที่ไหน? ผมต้องบอกว่า “ต้องถามตัวคุณเองว่าคุณอยากเขียนได้แบบไหน”

 

เขียนได้แบบสอบผ่าน -- ก็เรียนตามสถาบันกวดวิชาเพื่อเตรียมตัวสอบทั่วไป
เขียนได้แบบใช้งานได้จริง -- เรียนในที่ที่เข้าสอนให้ใช้งานได้จริงๆ (คือ ไม่ใช่พวกคอร์สเตรียมตัวสอบ)

 

ข้อสี่ ฝึกคิด งานเขียนที่ดี เกิดจากความคิดที่ดี นักเขียนต้องคิดเยอะครับ คิดแล้วต้องฝึกประมวล/สรุปความคิด เช่น เพื่อนคุณสามคนไปดูหนังมาเรื่องเดียวกัน แต่ว่าแต่ละคนมารีวิวให้คุณฟังต่างกันหมด แล้วผมถามคุณว่าไหนคุณบอกผมหน่อยดิว่า review หนังเรื่องนี้เป็นยังไง? สังเกตนะครับผมไม่ได้ถามคุณว่า "เพื่อนแต่ละคน review หนังยังไง" ทีนี้แหละครับ คุณต้องประมวลรีวิวทั้งสามออกมาเป็นเรื่องๆ เดียว (สาม เป็น หนึ่ง) นี่แหละครับ เป็นงานหนึ่งของนักเขียน

 

ข้อห้า ข้อนี้ดูเหมือนจะไกลตัว และเป็นอุดมคติไปหน่อย แต่ผมก็แนะนำทุกคนที่มาปรึกษาผมเสมอว่า ต้องอ่านทฤษฎีการเขียน (theory of composition) ผมเชื่อว่าตัวผมเองพัฒนาการเขียนได้ค่อนข้างเร็วกว่าคนอื่นก็เพราะว่าผมอ่านทฤษฎีการเขียน ทั้งๆ ที่ผมเริ่มเขียนเรียงความภาษาอังกฤษครั้งแรกเมื่อ 7 ปีก่อน (จริงๆ ครั้งแรกสุดเมื่อ 9 ก่อน แต่อย่าเรียกว่าเรียงความเลย เพราะว่าครั้งนั้นเขียนแค่ 10 ประโยค) ตอนนั้นถูกอาจารย์บอกว่าอย่าไปเรียนอะไรที่เกี่ยวกับการเขียนอีกนะ เพราะว่าจะทำให้ผมคะแนนตกได้ง่ายๆ แต่ 3 ปีหลังจากวันนั้น ผมก็ได้รับคำชมที่ทำให้รู้สึกว่าการเขียนผมดีขึ้นมากๆ แล้ว (คำชมจากอาจารย์ฝรั่ง ชมว่าดีกว่านักเรียนอเมริกันปี 2 ในห้องที่เหลืออีก 15 คน) ซึ่งผมว่าผลนี้มาจากการอ่านทฤษฎี เพราะมันทำให้ผมรู้ว่านักเขียนคิดหรือว่ามองโลกยังไง มองการเขียน (writing process) ยังไง เป็นต้นครับ

 

ข้อหก เป็นคำแนะนำจากพี่อีกคน บอกว่า ถ้าอยากเก่ง ก็ต้องเรียนเอกอังกฤษ ผมเห็นด้วยครับ แต่ก็รู้ว่าความชอบแต่ละคนไม่เหมือนกันแน่นอน แต่ถ้าคุณเรียนเอกอังกฤษอยู่แล้ว ก็ถือว่าเป็นโชคดีครับ

 

            ดีมากๆเลยครับ.....ถือว่าเป็นคำแนะนำที่เข้ากับปัญหาโดยแท้จริงเลยหละครับ....น้องๆคนไหนที่อยากจะนำไปประยุกต์ใช้ ก็ไม่ว่ากันนะครับ......ว่าแต่ได้ผลออกมาเป็นอย่างไรอย่าลืมมาเล่าให้ พี่ลาเต้ ฟังด้วยครับ............

 

พี่ลาเต้
พี่ลาเต้ - Columnist นักข่าวสายการศึกษา เกาะติดทุกข่าวแทนน้องๆ ตัวถีบ ตัวดันให้ ม.6 สอบติด

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

40 ความคิดเห็น

กำลังโหลด
กำลังโหลด
thanks 5 ต.ค. 50 12:00 น. 3
ขอบคุณค่ะ ตอนนี้อาจารย์ที่ร.รก็สอนให้เขียนแบบนี้เลย มีทั้งให้เขียน review หนังและหนังสือ ตอนนี้อยู่ม.2 แล้วเรียนอีพีด้วยก็เลยต้องเขียนเยอะมากๆ เรียงความประมาน1-2เรื่อง/อาทิตย์
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
JANE* Member 6 ต.ค. 50 07:51 น. 20

ขอบคุณค่ะพี่ลาเต้ ><
อยากทำได้บ้าง T^T เพราะตอนนี้ก็อยู่ ตปท.
แล้วอาจารย์ให้เขียน paragraph ทุกเดือนเลย
ปล. แค่ paragraph จะไม่ไหวแล้วค่ะ ฮ่าฮ่า

0
กำลังโหลด
กำลังโหลด