9 ข้อนี้ นักเขียนไม่ควรทำ
ใครอยากเป็นนักเขียน เข้ามาดูสิ่งที่ไม่ควรทำกันดีกว่า
สวัสดีชาวไรเตอร์ทุกคนจ้า พี่ตินเจ้าเก่าหน้าเดิมกลับมาอีกแล้ว สำหรับวันนี้ เราก็จะมาพร้อมคอลัมน์ “ห้ามๆ” ... ^ ^ ใช่แล้ว หัวข้อของเราคือ “สิ่งที่นักเขียนไม่ควรทำ” นั่นเอง ถามว่า มีด้วยเหรอ เรื่องที่นักเขียนไม่ควรทำ... ส่วนตัวพี่ตินคิดว่าอาชีพนักเขียน เป็นอาชีพที่มีคุณค่า เพราะเราเขียนงานออกสู่วงกว้าง คนหลายคนอ่านงานของเรา หน้าที่ของเรา ก็จะต้องรับผิดชอบกับสิ่งที่จะเขียนด้วย... เรื่องที่ “ไม่ควรทำ” ก็มีอยู่มากพอสมควร พี่ตินลองรวบรวมมาให้ 9 ข้อ แต่ว่า... น่าจะมีมากกว่านี้แหละ ถ้าหากว่าใครนึกออกอีก ก็เมนต์เสริมมาได้เลยนะ
ใครที่อยากเป็นนักเขียน ลองมาอ่านกันดูนะ จะได้รู้สิ่งที่นักเขียนไม่ควรทำไปพร้อมๆ กัน
อย่าพยายามเป็นเจ. เค. โรว์ลิ่ง หรือจอร์จ อาร์. อาร์. มาร์ติน คนที่สอง
เจ. เค. โรว์ลิ่ง ผู้เขียนแฮรี่ พ็อตเตอร์ และจอร์จ อาร์. อาร์. มาร์ติน ผู้เขียนเกมออฟโธรน ต่างก็เป็นนักเขียนชื่อดัง มีชื่อเสียงหนักมาก แน่นอนว่าเราอ่านผลงานของพวกเขาแล้วก็ชอบ แอบปลื้ม รู้สึกว่าถ้าเขียนแบบเขา งานเขียนของเราก็คงประสบความสำเร็จ แต่ว่า... ในความเป็นจริงแล้ว การพยายามเลียนแบบงานเขียนของคนอื่นๆ ไม่มีสไตล์ของตัวเอง นั่นเท่ากับความหมดหวังในอาชีพนักเขียน การเริ่มต้นจากการตามรอยความสำเร็จของคนอื่น เป็นเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้น นักเขียนที่ดีควรเริ่มจากการสร้างความสำเร็จของตัวเองให้คนอื่นๆ ทำตามมากกว่า
ชอบทำทุกอย่าง ยกเว้นอ่านหนังสือ
ถ้าอยากเป็นนักเขียน หน้าที่ของคุณคือต้องอ่านหนังสือ ถ้าไม่ชอบอ่านแล้วอยากเป็นนักเขียน เราว่าคุณมาผิดทางแล้ว ต้องรีบปรับทัศนคติด่วนๆ การอ่านผลงานของคนอื่นๆ โดยเฉพาะผลงานที่ดีและมีคุณภาพ จะช่วยเปิดโลกของคุณ ก็เหมือนการเรียนรู้นั่นแหละ ยิ่งอ่านมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งได้รู้ว่าคนอื่นๆ เขาทำอะไรอยู่ และสามารถนำวิธีการของเขามาปรับใช้กับงานของเราได้อย่างไรบ้าง
เสพติดการทำตามกฎเกณฑ์
กฎเกณฑ์สำคัญในเบื้องต้น แต่ว่า... การเขียนหนังสือ ไม่ใช่แค่ทำตามกฎทำตามหลักการแล้วงานจะออกมาดี มันเป็นเรื่องของศิลปะที่เหมาะสม บางที การเสพติดหลักการมากเกินไป ก็อาจทำให้งานเขียนของคุณทื่อและขาดเสน่ห์ ควรหาตัวตนของตัวเองให้พบ หาเทคนิคการเล่าเรื่องที่แตกต่างและไม่เหมือนใคร แล้วเขียนงานออกมาอย่างเหมาะสม ไม่ใช่เอาแต่ทำตามหลักการอยู่ร่ำไป
ทุกครั้งที่คนบอกว่างานไม่ดี คุณจะหวั่นไหวและปรับเปลี่ยน
คอมเมนต์เป็นเรื่องสำคัญ เราเข้าใจอยู่ แต่ไม่ได้หมายความว่าคุณจะต้องเชื่อในทุกสิ่งทุกอย่าง เพราะคนที่รู้จักตัวเองดีที่สุดไม่ใช่คนอื่น แต่เป็นตัวคุณ คุณรู้ดีว่า... ควรเขียนงานแบบไหนถึงจะเหมาะสม และสบายใจที่สุด การที่คุณเปลี่ยนการเขียนงานเพราะได้ฟังคำวิจารณ์จากคนอื่น เท่ากับว่า... คุณกำลังบั่นทอนตัวตน และงานเขียนของคุณก็จะลดทอนความน่าสนใจลง หาสไตล์ของตัวเองให้เจอ แล้วก็ยึดมันเอาไว้ นั่นแหละ คือสิ่งที่ควรทำ
รับฟังคำวิจารณ์ไม่ได้ หรือฟังแล้วก็นอยด์
ข้อเมื่อครู่ เราบอกว่าไม่ควรเปลี่ยนแปลงตามคำวิจารณ์ แต่ไม่ได้หมายความว่าคุณไม่ยอมรับฟังคำวิจารณ์ของใครเลย หนึ่งในคุณสมบัติดีๆ ที่นักเขียนทุกคนต้องมีก็คือ การเปิดใจรับฟังความเห็นของคนอื่น เพราะเราไม่ได้เขียนงานไว้อ่านคนเดียว เมื่องานของเราเผยแพร่สู่วงกว้าง ก็ต้องมีผู้อ่าน และผู้อ่านก็มีความคิดที่แตกต่างจากเรา ดังนั้น ไม่แปลกอะไรที่พวกเขาจะแสดงความคิดเห็น หน้าที่ของเราคือยอมรับ และคัดกรองสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อนำมาปรับใช้กับงานของตัวเอง ไม่ใช่ปิดหูปิดตาไม่ยอมรับฟังอะไรเลย
เชื่อทุกอย่างที่คนพูดถึงงานของเรา
ความเห็นที่หนึ่งบอกว่า พระเอกของเราหล่อมาก ความเห็นสองบอก นางเอกเจ๋งสุดๆ ความเห็นสามบอกว่า... ตอนจบของเรานี่แหละ หักมุมที่สุดแล้ว ความเห็นสี่บอกว่า งานของเราไม่ได้เรื่อง อ่านแล้วอารมณ์เสีย ขอบอกว่า... ไม่จำเป็นต้องเชื่อทุกอย่างนะ ทั้งสี่ความเห็น ต่างก็เป็นคนอ่านที่แตกต่าง ทุกคนมีสิทธิ์แสดงความเห็น หน้าที่ของเราคือรับฟัง แยกแยะ และทำงานของเราต่อไป
เปิดเรื่องไว้เลย 10 เรื่อง แต่ไม่จบสักเรื่อง
อีกหนึ่งปัญหาหลักของนักเขียนทุกคนคือ... การขาดสมาธิใจจดใจจ่ออยู่กับผลงานเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เคยเป็นไหม เขียนเรื่องนี้อยู่ เอ้าเบื่อแล้ว อยากจะไปเขียนเรื่องอื่นแทน เออ พักไว้ก่อนแล้วกัน ไปเปิดอีกเรื่องไว้ แล้วก็เบื่ออีก เอ้า ไปเปิดเรื่องใหม่อีก ถ้าหากคุณเป็นคนหนึ่งที่ทำแบบนั้น เราขอห้ามและขอให้คุณปรับปรุง คำแนะนำคือ อย่าเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา พยายามบังคับจิตใจให้จดจ่อและมีสมาธิอยู่กับงานเขียนเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แล้วก็เขียนให้มันจบสักที
เอาแต่พูด เอาแต่เล่า แต่ไม่ลงมือเขียน
อันนี้เป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญ หลายคนอยากเป็นนักเขียน มีเรื่องในหัว พูดถึงมัน บอกเล่าให้ทุกคนฟัง เฮ้ย ฉันว่าจะเขียนเรื่องเกี่ยวกับนี่ๆๆๆ แต่... กลับไม่เคยลงมือเขียนจริงเลย ก็แค่เล่าไปเรื่อยๆ เอาแต่ทำแบบนี้ เมื่อไหร่ล่ะที่คุณจะได้เป็นนักเขียนจริงๆ สักที ทางที่ดีหยุดพูด เปิดคอม แล้วเริ่มพิมพ์นิยายดีกว่านะ
ไม่อยากเขียนก็ไม่เขียน เขียนแค่ตอนอยากหรืออารมณ์มานี่แหละ เก๋สุดแล้ว
ก็พอจะเข้าใจนะไอ้เรื่องเขียนไม่ออก เวลาไม่มีอารมณ์แล้วเขียนงานยาก งานฝืด หรืออะไรก็แล้วแต่ สิ่งเหล่านั้นมันเกิดขึ้นได้เสมออยู่แล้ว หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ถ้าอยากเป็นนักเขียนอาชีพ จะมัวรอแต่อารมณ์อยากเขียน คงไม่ได้หรอกนะ การเขียนนิยายเป็นเรื่องที่ต้องฝึกฝน และต้องทำสม่ำเสมอ ถ้าเขียนๆ หยุดๆ เชื่อเราสิว่า พอเขียนใหม่อีกครั้งมันก็จะกลายเป็นเรื่องยากไปแล้ว เพราะงั้น เราแนะนำว่า... ต้องเขียนเป็นประจำ อย่าได้หยุดไปนานๆ ต่อให้ไม่อยากเขียน ไม่มีอารมณ์เขียน ก็เปลี่ยนมาเป็นเขียนระบายลงไปเลยว่า... เพราะอะไรถึงไม่อยากเขียน ฝืดตรงไหน อย่างไร ตันตรงไหน เขียนไม่ออกนี่มีเหตุผลอะไร ทำยังไงก็ได้ พยายามเขียนให้ได้ทุกวัน
อตินเอง
.jpg)


31 ความคิดเห็น
"เปิดเรื่องไว้เลยสิบเรื่อง แต่ไม่จบสักเรื่อง"
จี้ใจดำจนจุกเลย 5555555 โอยยย ไตพัง
จะจดใส่กระดาษติดไว้ผนังห้องนอนเลยแหละค่ะ
ไม่มีสักข้อ...(มั้ง) lol เรายังเปิดนิยายไม่ถึงสิบเรื่องนา กำลังดันเรื่องนึงให้จบด้วย ตอนไม่มีอารมณ์เขียนเราเขียนแบบหยาบๆไว้(หยาบมากๆ) แล้วมาแก้ตอนอยากเขียน lol
พยายามไปด้วยกันนะทุกคน
เปิดค้างเอาไว้ 3 เรื่อง
แฟนฟิค 2 เรื่อง (สลับกันอัพ) และรวมเรื่องสั้น 1 เรื่อง (เพิ่งเปิดเมื่อวันที่ 5 ธันวาคมที่ผ่านมา)
ส่วนนิยายอยู่ในแฟลชไดรฟ์หมดจ้า
เปิดเรื่องไว้เลยไปปี 60 โน้น
เเต่เรื่องที่จะจบปีหน้าก็ไม่จบ
ดันวางไว้เยอะเเยะ
#ตีหัวตีหัว
5555555555.
ข้าพเจ้าว่าแล้ว มันต้องมีสักข้อที่อ่านแล้วเจ็บราวกับมีดแทงเข้ามาในจิตใจ..
" เปิดเรื่องไว้เลย 10 เรื่องแต่ไม่จบสักเรื่อง " เอิ่ม.... หมดคำสิเว้า
ข้อ7ข้อ8นี่แหละครับ โดนแบบหมัดฮุกเลย จุก!
เราพึ่งเริ่มเขียนเหมือนกันขอบคุณมากนะคะ
เปิดเรื่องไว้เป็นสิบเหมือนกันคะ แต่มีไม่กี่เรื่องที่เขียน ดองงานไว้เป็นปี เขียนไปเรื่อยๆ แต่ไม่อัพสักที กลัวคนไม่อ่าน พอมีเรื่องโดนใจเลยฮึด แต่งก่อนสัก 10 กว่าตอนเลยเริ่มอัพ เช็คเกือบชั่วโมงว่ามีคนอ่านไหม ปรากฏว่ามี ดีใจเวอร์ ถึงจะไม่เยอะมาก แต่ก็มาเรื่อยๆ ทีนี้ปั่นงานเลยคะ ขอบคุณสำหรับกำลังใจนะคะ


เปิดไว้สิบเรื่องเขียนไม่จบสักเรื่อง
เหมือนโดนไม้หน้าสามฟาดใส่หน้าล้านที T^T
เปิดไว้สิบเรื่องแต่ไม่จบซักเรื่อง อันนี้จริง55555555555+ เจอข้อนี้ข้อเดียว5555555555555+