|
เมื่อเร็วๆ นี้ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) จัดเสวนาเรื่อง "การท่องเที่ยวเชิงกรรมกร : ตีแผ่ปรากฏการณ์นักศึกษาไทยไปเป็นแรงงานต่างชาติ" ทั้งนี้ น.ส.ปานพิมพ์ เชื้อพลากิจ ผู้อำนวยการวิทยาลัยนานาชาติเพื่อศึกษาความยั่งยืน กล่าวว่า นิสิตนักศึกษาทุกมหาวิทยาลัยใฝ่ฝันที่จะเข้าร่วมโครงการ Work & Travel ถึงกับมีเยาวชนจำนวนมากยอมจ่ายเงินประมาณ 1 แสนบาท เพื่อเข้าร่วมโครงการ เพราะมองว่าไปแล้วได้ท่องเที่ยว มีงานทำและมีเงินกลับมา แต่การเดินทางเข้าร่วมโครงการนั้น นิสิตนักศึกษาต้องผิดหวัง ถูกหลอก แต่ก็มีบางส่วนที่ได้รับสิ่งดีๆ กลับมา สถานบันการศึกษาจึงจำเป็นต้องให้ข้อมูลแก่นิสิตนักศึกษาว่าโครงการนี้มีประโยชน์จริงหรือไม่
น.ส.ธัญญาภรณ์ จันทรเวช ผู้ทำวิจัยและเขียนหนังสือเรื่อง Work &Travel เสี่ยงบริสุทธิ์: ขุดคุ้ยเส้นทางท่องเที่ยวเชิงกรรมกร กล่าวว่า โครงการ Work&Travel หรือ WAT เป็นโครงการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกา เยาวชนที่เข้าร่วมโครงการจะได้วีซ่า J-1 ระยะเวลา 4 เดือน ได้ไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางวัฒนธรรม ได้ทำงานและท่องเที่ยว โดยหลักการฟังดูสวยหรู น่าสนใจ แต่ความฝันกับความจริงบางครั้งไม่ตรงกัน ความจริงแล้วมีอุปสรรคปัญหาเกิดขึ้นมากมาย หาใครรับผิดชอบไม่ได้ รัฐบาลไทยไม่รับรู้ กระทรวงต่างๆ ก็มองว่าไม่ใช่หน้าที่ตัวเอง
"บางคนโดนนายหน้าทิ้ง ไม่ประสานงานให้เมื่อไปถึงสหรัฐ หลายคนเจอปัญหาเฉพาะหน้าให้ต้องตามแก้อยู่ตลอด ทั้งเรื่องไม่มีงานทำ โดนเปลี่ยนงาน โดนไล่ออก ต้องออกจากที่พัก บางคนเสียชีวิตขณะทำงาน เข้าโรงพยาบาลยากเพราะติดปัญหาระบบประกันชีวิต ปัญหาดังกล่าวหาคนรับผิดชอบไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นบริษัทตัวแทนหรือบริษัทในต่างประเทศ นับเป็นโครงการที่รัฐบาลควรต้องหันมาดูแลให้เกิดความรอบคอบ หากยังนิ่งเฉยจะแก้ปัญหาไม่ทัน ทั้งนี้ปัจจุบันยังหาเจ้าภาพไม่ได้ ทุกกระทรวงระบุว่าไม่มีอำนาจดูแล" น.ส.ธัญญาภรณ์กล่าว
น.ส.ภัททิยา เตโชนานนท์ ตัวแทนจากบริษัทส่งเยาวชนไปร่วมโครงการ WAT กล่าวว่า พ่อแม่บางคนกู้เงินเพื่อให้ลูกเข้าร่วมโครงการนี้ จากประสบการณ์พบว่าผู้ปกครองและนักศึกษาร้อยละ 70-80 ยังเข้าใจวัตถุประสงค์โครงการผิด คิดว่าเพื่อไปทำงาน หาเงิน บางคนหวังหาเงินกลับมาดาวน์รถ ใฝ่ฝันอยากไปหาคู่ครองหาสามี หรืออยากได้สัญชาติอเมริกัน ซึ่งเป็นทัศนคติที่ไม่ถูกต้อง อย่างไรก็ตาม ผู้เข้าร่วมโครงการเองก็ต้องปรับตัว อย่าคิดว่านายจ้างและสังคมต่างแดนจะดูแลเอาใจใส่ดี ส่วนการหาบริษัทตัวแทนที่น่าเชื่อ แนะนำว่าควรเลือกที่กระทรวงพาณิชย์รับรอง และอาจสอบถามข้อมูลจากเพื่อนที่มีประสบการณ์ ทั้งนี้ อยากให้ภาครัฐกวดขันให้บริษัทจดทะเบียนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพราะยังมีบริษัทเถื่อนจัดตั้งขึ้นเพื่อหลอกเงินผู้ปกครอง บางบริษัทโฆษณาเกินจริง จูงใจแบบผิดๆ ทุกวันนี้บริษัทต่างๆ เปรียบเหมือนเจ้าไม่มีศาลเพราะไม่มีหน่วยงานภาครัฐกำกับ ทำให้บริษัทที่ทำผิดยังลอยนวล
นายสิทธิเดช จันทรศิริ ผู้ปกครองนักศึกษามหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า เข้าใจผิดคิดว่าเป็นโครงการความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลสหรัฐอเมริกาตลอด จึงส่งลูกสาวเข้าร่วมโครงการ แต่เมื่อไปถึงถูกคนร้ายจี้ระหว่างแยกเดินทางท่องเที่ยวกับเพื่อน หนังสือเดินทางหาย บริษัทนายหน้าไม่รับผิดชอบ จนถึงตอนนี้ลูกสาวยังไม่ได้กลับไทย เพราะถูกกักตัวโดยบริษัทนายจ้างซึ่งตนไม่ทราบว่าเป็นบริษัทใด คุยกับลูกผ่านทางโทรศัพท์ครั้งล่าสุดมีคนคุมลูกอยู่ ได้ยินเสียงลูกก็รู้ว่าลูกยังสบายดี แต่ลูกบอกไม่ได้ว่าอยู่บริเวณไหน ถามไปที่บริษัทตัวแทนของไทยบอกว่าถ้าอยากรู้ว่าลูกอยู่ที่ไหนให้ไปจ้างนักสืบเอกชนเอง ตนได้ติดต่อกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงแรงงาน เป็นต้น ก็หาผู้รับผิดชอบเรื่องนี้ไม่ได้ ตอนนี้ได้ศึกษาข้อมูลพบว่าโครงการนี้มีความเสี่ยงและอาจมีกระบวนการค้ามนุษย์ร่วมด้วย ตนอยากเตือนคนที่จะเข้าร่วมโครงการว่าควรจะหาบริษัทที่วางใจได้ และโครงการนี้ไม่ใช่ความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เกิดปัญหาขึ้นหาผู้รับผิดชอบไม่ได้
พี่ลาเต้ขอขอบคุณข้อมูลจากหนังสือพิมพ์มติชน
|
16 ความคิดเห็น
เห่อๆ แอบน่ากลัวนะเนี่ย ไม่ใช่ซิ น่ากลัวมากๆเลย ถ้าไปไม่ดูตาม้าตาเรือก็ซวยไป ไม่มีหน่วยงานไหนรับรองอีก
อย่าบอกนะว่าใช่! ไม่งั้นตอนขึ้นม.เค้าจาปายประทุมวัน = =;;
มันอยู่ที่การปรับตัว มันก็คือการไปหางานนั่นแหละ แล้วเรื่องเที่ยวคือ เขาปล่อยเรา ได้กลับมาเยอะหรือน้อยแล้วแต่คน
แต่ที่เราจะไป เราถือว่าอยากไปเิปิดโลกบ้าง ไม่ต้องการเที่ยวอะไรทั้งนั้นอะ ขอแค่ไปให้ได้รู้ พิสูจน์ตัวเองว่าเราสามารถอยู่รอดได้ด้วยตัวเอง ก็แค่นั้น
คนที่หวังไปโกยแต่ไม่สู้งานน่ะ อย่าไปเลย ทำในไทยให้รอดก่อนเถอะ
น่ากลัวเหมือนกันนะนิ =___=