วรรณกรรมยุคคลิกเดียว...นักเขียนทำงาน “มักง่าย” หรือ “สบายขึ้น”

 

นิรันด์ศักดิ์ บุญจันทร์
       ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ได้เกิดมีปรากฏการณ์ใหม่ในวงการนักวรรณกรรมบ้านเราอย่างเห็นได้ชัดคือ มีนักเขียนหน้าใหม่แจ้งเกิดบนถนนสายนี้อย่างมากล้น เมื่อวัดจากตัวเลขของนวนิยายรักหวานซึ้งโรแมนติก ที่รอจ่อคิวเพื่อตีพิมพ์มากถึง 400 -500 เรื่อง เลยทีเดียว ซึ่งได้เกิดการตั้งคำถามตามมาโดยผู้เฝ้ามองความเคลื่อนไหวของวงการวรรณกรรมอย่างน่าเป็นห่วงว่า นักเขียนที่ผุดขึ้นมามากมายราวกับดอกเห็ดในทุกวันนี้ สะท้อนถึง “คุณภาพ” หรือว่า “ปริมาณ” กันแน่
       
       ผ่านมาเมื่อไม่นานนี้ ในเวทีสัมมนาแลกเปลี่ยนความคิด ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ภายใต้หัวข้อการเสวนา “สถานการณ์นักเขียนไทยวันนี้ : คุณภาพหรือปริมาณ” อันเป็นส่วนหนึ่งของโครงการสัมมนานักเขียน 4 ภูมิภาค ซึ่งจัดโดย
สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย, สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม และสายการบินแอร์เอเชีย
       

       มีวิทยากรบางท่านหยิบยกประเด็นดังกล่าวขึ้นมาพูดคุยแลกเปลี่ยนกันอย่างดุเด็ดเผ็ดมัน ท่ามกลางเหล่าบรรดานักเขียนมากหน้าหลายตาที่เข้าร่วมรับฟังการสัมมนา เกิดเป็นมุมมองคิดเห็นต่างขั้ว ที่นักเขียนหลายท่านมีต่อวงการวรรณกรรมไทย โดยเฉพาะ การทำงานของนักเขียนไทย ในโลกยุคดิจิตอล
       


ลักขณา ปันวิชัย ภาพจาก www.prachatai.com
       ซึ่งขณะที่อีกฝ่ายเห็นว่าเทคโนโลยีอันทันสมัยได้นำมาซึ่งความสะดวกสบายในการสร้างงานเขียน อีกฝ่ายกลับเห็นว่ามันได้สร้างความมักง่ายให้กับการทำงานมากกว่า ส่งผลถึงผู้อ่านที่จะได้อ่านงานที่ด้อยคุณภาพลงไปเรื่อยๆ
       
       นิรันด์ศักดิ์ บุญจันทร์ บรรณาธิการเซคชั่นจุดประกายวรรณกรรม แห่งหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ หนึ่งในวิทยากรผู้ร่วมเสวนา เริ่มเปิดฉากจุดประเด็นเกี่ยวกับการทำงานของนักเขียนไทยในทุกวันนี้ว่า
       
       
ปัจจุบันวรรณกรรมในบ้านเราส่วนใหญ่มักจะเน้นไปที่ปริมาณของงานเขียน เขียนตามความต้องการของนายทุน ถ้าพูดถึงเมื่อ 30 ปีก่อน งานเขียนแทบทุกชิ้นมีความละเมียดละไมในการใช้ภาษามากกว่าในปัจจุบัน
       

       แต่พอถึงในยุคนี้ที่การสื่อสารแฝงตัวอยู่ในทั่วทุกอณูขุมขนของสังคมอย่างรวดเร็ว ทำให้กระแสบริโภคนิยมเข้ามาครอบงำความคิดของนักเขียนและสำนักพิมพ์ จนต้องผลิตหนังสือออกมาเพื่อสนองความต้องการของตลาดซึ่งเป็นผู้บริโภคกลุ่มหลัก อันเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้นักเขียนละเลยถึงความสละสลวยในการใช้ภาษา และคุณภาพหลายๆ ด้านของงานเขียนไป
       
       
“ยุคนี้นักเขียนไม่ค่อยสนใจที่จะประดิดประดอยภาษาในการสร้างงานเขียน เนื่องมาจากนักเขียนหลายรายที่เกิดขึ้น อยู่ในยุคที่ผู้คนล้วนแต่ส่ง SMS ถึงกันได้อย่างง่ายดาย คิดแต่จะมีบล็อกเพื่อไว้ใช้โต้ตอบซึ่งกันและกัน จึงทำให้ความคิดของเขาอ่อนแอหรือลดความประณีตน้อยลงไปด้วย”
       

       นี่คือเสียงสะท้อนต่อความห่วงใยในสถานการณ์งานเขียนในบ้านเรา ในฐานะนักเขียนรุ่นเก๋าผู้คร่ำหวอดในวงการวรรณกรรมไทยมาอย่างยาวนาน
       


ชมัยพร แสงกระจ่าง
       ด้านนักเขียนสาวฝีปาก (กา) กล้า ลักขณา ปันวิชัย เจ้าของนามปากกา “ฮิมิโตะ ณ เกียวโต” และ “คำ ผกา” ในฐานะตัวแทนนักเขียนรุ่นใหม่ ผู้เคยประกาศกร้าวผ่านบทสัมภาษณ์คราหนึ่งว่า “ทำไมนักเขียนไม่กล้าออกจากกรอบเดิมๆ” กลับเห็นต่างออกไป
       

       เธอเห็นว่าการที่นักเขียนรุ่นเก่าเป็นห่วงกับสถานการณ์ของการเกิดใหม่ของงานเขียนว่า จะมีแต่ปริมาณมากเกินไปนั้น เป็นการกังวลที่เกินกว่าเหตุ ทั้งที่ก่อนหน้านี้หลายคนต่างต้องการเห็นการเกิดใหม่ของนักเขียน เพื่อมาสร้างสีสันให้กับวงการวรรณกรรม
       
       
“เราต้องไม่ลืมว่าในอดีตบรรณาธิการจะเป็นผู้คัดเลือกเรื่องสั้น นวนิยาย ฯลฯ ที่จะมาลงตีพิมพ์ในนิตยสารหรือในหนังสือพิมพ์ของตน ว่ามีคุณภาพเพียงพอหรือไม่ แต่ทุกวันนี้สังคมได้เปลี่ยนแปลงไป ผู้ที่มีอำนาจในการตัดสินใจว่าวรรณกรรมเรื่องใดดีหรือไม่ดีคือผู้บริโภค ซึ่งเป็นคนกลุ่มใหญ่ของสังคม"
       

       นักเขียนรุ่นเก่าหลายๆ ท่านต้องทำความเข้าใจด้วยว่า นวนิยายบ้านเราทุกวันนี้ไม่ได้สูงส่งอีกต่อไป ทุกคนสามารถเข้าไปจับและแตะต้องงานเขียนได้ทั้งหมด การที่ผู้ใหญ่ออกมาพูดว่านักเขียนบ้านเราทุกวันนี้เน้นแต่ปริมาณนั้น คงเกิดมาจากความกังวลที่มีมากเกินไป การที่มีนักเขียนเกิดขึ้นในเว็บไซต์มากมายนั้นควรเป็นเรื่องที่ต้องจับตามอง และนั่นถือได้ว่าเป็นนิมิตรหมายอันดีในวงการวรรณกรรมที่จะมีนักเขียนหน้าใหม่มาประดับวงการนี้ให้สวยงาม”
       
       ด้าน ชมัยพร แสงกระจ่าง นายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยมีมุมมองต่อเรื่องนี้ว่า ถ้ามองในภาพรวมของสถานการณ์งานเขียนในสังคมทุกวันนี้จะสะท้อนให้เห็นว่า งานเขียนในรูปแบบของนวนิยายรักนั้น มีปริมาณที่มากขึ้นตามความต้องการของท้องตลาด แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้งานเขียนที่มีคุณภาพเน้นถึงคุณค่าทางชั้นเชิงวรรณศิลป์ได้ลดน้อยถอยลงไป
       
       การที่มีนักเขียนหน้าใหม่เพิ่มขึ้นมานั้นถือได้ว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่นักเขียนจะต้องคำนึงถึงงานของตัวเองในเรื่องของคุณภาพด้วย เพราะไม่เช่นนั้นงานเขียนของเขาก็คงจะไม่ต่างอะไรกับเสื้อผ้าที่มาตามยุคสมัย แต่พอถึงยุคที่ต้องเปลี่ยนรสนิยมงานเขียนชิ้นนั้นก็ต้องตกกระป๋องตามไป
       
       
“เพราะฉะนั้น สิ่งสำคัญที่สุดนักเขียนควรต้องปรับปรุงและทำงานเขียนของตัวเองให้มีคุณภาพ เพื่อให้ผลงานคงอยู่ได้ในทุกยุคทุกสมัย”
       
       บรรดาหนอนหนังสือและนักเขียนท่านอื่นๆ ได้ฟังแล้วไม่ทราบว่าคิดเห็นกันอย่างไร ?

พี่ผึ้ง : ขอขอบคุณข้อมูลจาก ผู้จัดการออนไลน์

Dek-D Team ทีมคอลัมนิสต์ Dek-D

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

35 ความคิดเห็น

ลมหวัง Member 12 ก.ย. 50 11:42 น. 1
ไม่ว่าอะไรก็ตาม..พบกันตรงกลางจะดีที่สุดนะ หลายคนก็หลายมุมมอง ถ้าลองนำแต่ละมุมมองมาปรับใช้ให้ลงตัว คงเป็นอะไรที่ดีมากๆ
0
กำลังโหลด
Rinslet Member 12 ก.ย. 50 12:31 น. 2
มันก็มีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา อย่างในสมัยก่อน อิเหนา(เก่าไปป่ะ?) ก็ถูกยกย่องเป็นวรรณกรรมที่ดีเลิศ สำนวนสวย เรื่องสนุก ฯลฯ แต่พอมาถึงสมัยนี้ ถ้าไม่ได้อยู่ในตำราเรียนก็ไม่มีใครอ่านแล้ว สมมติว่า หัวขโมยแห่งบารามอส ที่ได้รับความนิยมมาก แบบสุดๆ ในสมัยนี้ อีก 100ปีข้างหน้า มันก็อาจจะกลายเป็นแบบอิเหนาก็ได้ มันก็แล้วแต่ว่าเรื่องใหนจะอยู่ในใจได้นานแค่ไหน บ้างก็ไปเร็ว บ้างก็อยู่นาน
0
กำลังโหลด
Hypertonic Member 12 ก.ย. 50 12:48 น. 3

มันก็ต้องแล้วแต่มุมองแหละค่ะ โดยส่วนตัวคิดว่าการที่มีคนมาสนใจในเรื่องวรรณกรรมงานเขียนมากขึ้นก็เป็นเรื่องที่ดี แต่ก็ต้องขอยอมรับเรื่องความประณีตที่เสื่อมไปค่ะ นิยายสมัยนี้ออกมาส่วนมากมักจะเป็นเนื้อหาที่ตามสมัยคล้ายกับแฟชั่น นิยมใช้สื่อถึงพล็อตมากกว่าการใช้ภาษา ดังนั้นจึงไม่ค่อยจะมีการประดิษฐ์ใช้ภาษาให้สละสลวยเท่าไรนัก จึงมีลักษณะห้วนกระด้างอยู่

ป.ล. ขอค้านความคิดเห็นที่สองหน่อยนะคะ ถึงจะไม่อยู่ในบทเรียนแต่อิเหนาก็ยังมีคนอ่านอยู่นะคะ อิเหนาเองก็เป็นวรรณคดีชิ้นเอกค่ะ มันเป็นของคลาสสิกและยังคงความงามทางภาษาให้เห็นจนถึงยุคปัจจุบัน วรรณคดีชิ้นนี้ไม่ใช่วรรณกรรมที่เป็นค่านิยมดังนั้นจึงไม่เรียกว่า "ตกยุค" หรอกนะคะเพียงแต่พวกคนรุ่นใหม่ "ส่วนมาก" เห็นว่ามันเป็นของเก่า เฉย ไม่เป็นที่นิยมตามสมัยจึงขาดความสนใจเท่านั้นเอง

0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
Ma Rie-Ange Member 12 ก.ย. 50 15:46 น. 5
อืม สำหรับตัวผมเองนั้นเห็นว่า งานเขียนในปัจจุบันนั้นเริ่มมีการใช้ภาษาที่ผิดสำแดงมากขึ้น (ใช้คำนี้คงไม่ผิดนะครับ) คือมีการนำเอาสัญลักษณ์หน้าตาหรือที่วัยรุ่นเรียกว่า อีโมชั่น มาใส่ในนวนิยายของตนเอง ความงดงามของภาษาเริ่มลดน้อยถอยลงอย่างเห็นได้ชัด เน้นความฉับไวจนลืมสนใจถึงรสชาติแห่งวรรณกรรม เรื่องปริมาณนักเขียนที่มากขึ้นผมไม่เครียดหรอกนะครับ เพราะถือว่าเป็นสิ่งที่ดีว่าวงการนักเขียนจะได้มีแนวทางหรือผลงานที่หลากหลาย แต่ที่สนใจและน่าเป็นห่วงกลับเป็นผลงานการเขียนที่ออกมาอย่างที่เรียกว่าไม่มีคุณภาพต่างหาก เช่นนั้นเองสิ่งที่ควรมีควรทำก็คือ จะทำอย่างไรให้นักเขียนที่มีมากมายเขียนงานที่มีคุณภาพมาประชันกัน นั่นเองคือการแข่งขันที่สมน้ำสมเนื้อและสมเกียรติจริงๆ
0
กำลังโหลด
BlackMonSterX Member 13 ก.ย. 50 00:31 น. 6
เออ..... -*-

ถ้าเทียบกับวรรณกรรมสมัยโบราณแล้ว อาจจะเรียกได้ว่า สมัยนี้มันขาดเรื่องการใช้ภาษาจริงๆ

แต่ว่ากาลเวลาที่เปลี่ยนไป มันก็ทำเอายุคสมัยและความนิยมก็เปลี่ยนไปด้วย

ลองหาดูว่าจะเจอมั้ยกับคนที่มานั่งอ่านพวกวรรณกรรมภาษาสระสลวยแต่ต้องมานั่งแปลเนี่ย (ถ้ามีก็คงมีนิดเดียวแหละ)
0
กำลังโหลด
windsay Member 13 ก.ย. 50 13:50 น. 7
เห็นด้วยตรงที่ว่า ปริมาณนักเขียนยิ่งเพิ่มขึ้นยิ่งดี เหมือนต้นไม้ที่แตกกิ่งแผ่ร่มเงาไปเรื่อยๆ มุมมองใหม่ๆจะเกิดขึ้นมา วรรณกรรมใหม่ๆจะหลุดจากกรอบเดิม

และที่เห็นด้วยอีกอย่างคือ วงวรรณกรรมในยุคนี้ ปริมาณนักเขียนแปรผกผันกับคุณภาพงานจริงๆ หมายความว่า คุณภาพงานเสื่อมไป เคยได้ยินคนที่อ่านงานเก่าๆแล้วบอกว่า "ไม่คิดจะอ่านนวนิยายสมัยนี้เลยสักนิด" พอได้ยินแล้วรู้เลยว่า คนอ่าน(ผู้บริโภค) เริ่มมองเห็นแล้วว่า งานเขียนสมัยนี้ลดคุณค่าทางวรรณศิลป์ลงจริงๆ

โดยส่วนตัวแล้วคิดว่า นักเขียนที่ดีควรจะศึกษางานเขียนสมัยเก่า เพื่อสร้างงานเขียนสมัยใหม่ จะได้เป็นที่จดจำและเพื่อให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาต่อไปในอนาคต เหมือนการต่อยอด คนรุ่นหนึ่งสร้างงานให้คนรุ่นต่อไปศึกษา 

แนวทางหนึ่งที่ละทิ้งไม่ได้ คือการใช้ภาษาของนักเขียน และอีกแนวทางที่ควรนำมาใช้คือการประยุกต์ภาษาให้เข้ากับยุคสมัย ลองนึกดูเถิดว่าในอีก 50 ปีข้างหน้า นวนิยายที่มีอีโมติคอน ปรากฏในหนังสือแบบเรียน สังคมวรรณกรรมของไทยจะเป็นอย่างไร การใช้ภาษาของนักเขียนควรถูกต้องและให้คุณค่าเชิงวรรณศิลป์แต่ก็ควรจะตามยุคตามสมัยไปด้วยจึงจะเหมาะสม

เพราะในขณะเดียวกัน คนในยุคดิจิตอล มีกิจกรรมให้ทำมากมายนอกจากการอ่านหนังสือ ฉะนั้นนวนิยายที่มัวแต่พร่ำรำพัน ชมนกชมไม้ด้วยคำสละสลวยมากจนเกินพอดี ย่อมไม่เหมาะที่จะเป็นงานเขียนสมัยใหม่แน่นอน ซึ่งงานเขียนที่ห้วนเกินไป กระชับจนไม่น่าอ่าน ก็ย่อมที่จะหาคนจดจำได้ยาก

สำหรับผม ทุกวันนี้ยังคงอ่านงานเก่าๆ สัก30 - 80 ปีก่อน แล้วนำภาษามาประยุกต์ใช้เป็นของผมเอง แม้จะยังทำได้ไม่ดีนัก แต่ผมก็คิดว่า นี่อาจจะเป็นหนทางที่ดี มันยังมีความเป็นไปได้ ที่จะเปลี่ยนความคิดของคนอ่านที่ว่า 

"ไม่คิดจะอ่านนวนิยายสมัยนี้เลยสักนิด" 

ให้เป็น

"อืม นวนิยายสมัยนี้รสชาติแปลกๆ แต่ก็อร่อยแฮะ"

พูดง่ายๆว่านักเขียนรุ่นใหม่ ต้องรู้จักปรุงรสงานเขียนของตัวเองนั่นล่ะนะ
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
- มิริน - Member 16 ก.ย. 50 14:18 น. 9

แล้วแต่คนและเวลาแหละเจ้าค่ะ    ทุกอย่างมันก็เปลี่ยนไปตามเวลา...อย่างตอนนี้จะให้มาเขียนร้อยกรองเป็นเล่ม ๆ แบบเมื่อก่อนก็คงจะไม่ค่อยมีคนอยากอ่านกันแล้ว ทั้ง ๆ ที่เมื่อสักสองร้อยปีก่อนมันเป็นอะไรที่ดูเหมือนจะเป้นเรื่องปกติสุด ๆ แล้ว   แต่ทุกวันนี้ถ้านักเขียนคนไหนเขียนเรื่องออกมาเป็นร้อยกรองยาว ๆ คงจะถูกมองว่า   แปลก ๆ เพี้ยน ๆ เหมือนกัน -*-

สรุปแล้วข้าน้อยคิดว่า   เราน่าจะยอมรับการเปลี่ยนแปลงดีกว่า   เพราะวรรณกรรมที่เกิดใหม่ ๆ ก็ไม่ได้เลวร้ายทุกเรื่องไป   เรื่องดี ๆ บางเรื่องก็มีเหมือนกัน (แต่คงต้องสแกนหากันนานสักหน่อย) และการที่มีนักเขียนเกิดใหม่นั้น   ข้าน้อยก็คิดว่า...มันเป็นการดีที่จะมีสิทธิ์คัดกรองนักเขียนฝีมือดี ๆ ได้มากขึ้นนะเจ้าคะ ^ ^

สุดท้าย   สิ่งที่จะตัดสินว่าหนังสือเรื่องไหนดีหรือไม่ดีคงจะไม่ได้อยู่ที่บรรณาธิการแต่อยู่ที่ผู้อ่านและเวลามากกว่าเจ้าค่ะ   อย่างเมื่อสักสองร้อยปีก่อนก็คงจะไม่ได้มีแค่เรื่องอิเหนาเรื่องเดียวที่โด่งดัง   แต่คงจะมีหลาย ๆ เรื่องที่ออกมาให้คนสมัยนั้นอ่านกัน   แล้วทำไมอิเหนาถึงอยู่ยงคงกระพันมาถึงพวกเราได้ ? อันนี้ก็คงจะเป็นเครื่องตัดสินที่ดีอันนึงว่า   วรรณกรรมเรื่องนั้นดีหรือไม่ดีแค่ไหน ^ ^

ขอให้นักเขียนทุกคนแข่งขันกันพัฒนาฝีมือให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไปและสร้างสรรค์ผลงานดี ๆ ขึ้นมาให้อ่านกันนะเจ้าคะ ^O^

0
กำลังโหลด
Newtron...ZaZ Member 17 ก.ย. 50 13:30 น. 11
เดี๋ยวนีสังคมมันเปลี่ยนไป สิ่งที่สำคัญตอนนี้คือ กระแส ถ้าไม่มีคุณภาพหรือไม่ตรงกระแสผู้บริโภค งานเขียนชิ้นนั้นก็ตกกระป๋องไปไม่ใช่หรอคะ ตอนนี้เราต้องคำนึงถึงหลายๆด้านสิ และส่วนใหญ่เดี๋ยวนี้ผู้อ่านก็ใช่มีแต่พวกป้าแก่ๆนี่คะ วัยรุ่นที่ชอบอ่านนิยายก็มีถมไป ถ้าให้พวกวัยรุ่นอ่าน อิเหนา อะไรทำนองนี้ ถามหน่อยสิคะว่าจะมีวัยรุ่นกี่คนกันที่จะอ่าน นิยายในสมัยนี้คงเรียกได้ว่าจำกัดวัยไปแล้วมั๊งคะ
0
กำลังโหลด
Mewa-Meaw★~ Member 17 ก.ย. 50 14:41 น. 12
ก็แล้วแต่คนจะคิดอะ ความคิดควงามอ่านของคนเรามันไม่เหมือนกัน แต่สมัยนี้พวกเราก็อ่านกันหลากหลายแนว ทั้ง รักๆ กุ๊กกิ๊กๆ แฟนตาซี ไซไฟ และอื่นๆอีกมากมายนับไม่ถ้วน -*-

ยิ่งตอนนี้ภาษาเป็นสื่อสำคัญด้วย การใช้ลูกเล่นของคำให้มันดูดี แบบ... อ่านแล้วฮาอะไรประมาณนั้น คนก็ชอบอ่านกัน ยิ่งวัยรุ่นยิ่งชอบ*-*

เราก็เป็นนักอ่านคนนึงอะนะ-*- และตอนนี้ก็ลองเขียนๆดูบ้าง แต่ข้อความสุดท้ายก็เป็นสิ่งที่นักเขียนทุกคนพึงมีนะ
0
กำลังโหลด
งุงิ 17 ก.ย. 50 15:01 น. 13
"มันก็มีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา อย่างในสมัยก่อน อิเหนา(เก่าไปป่ะ?) ก็ถูกยกย่องเป็นวรรณกรรมที่ดีเลิศ สำนวนสวย เรื่องสนุก ฯลฯ แต่พอมาถึงสมัยนี้ ถ้าไม่ได้อยู่ในตำราเรียนก็ไม่มีใครอ่านแล้ว สมมติว่า หัวขโมยแห่งบารามอส ที่ได้รับความนิยมมาก แบบสุดๆ ในสมัยนี้ อีก 100ปีข้างหน้า มันก็อาจจะกลายเป็นแบบอิเหนาก็ได้ มันก็แล้วแต่ว่าเรื่องใหนจะอยู่ในใจได้นานแค่ไหน บ้างก็ไปเร็ว บ้างก็อยู่นาน" --->>> ค.ห.2 ถูกต้องที่สุด
0
กำลังโหลด
ผมผิดไปแล้ว~~อภัยให้ผมเถอะ!! Member 17 ก.ย. 50 15:35 น. 14

ใดใดในโลกล้วนอนิจจัง

แต่ว่า....ขอให้บารามอสยั่งยืน ได้รับความนิยม เป็นแฟนตาซีอมตะ ไปอีก นานๆ   (เห็น ค.ห. 13 แล้วนึกได้)

0
กำลังโหลด
นายเท้าปุย 17 ก.ย. 50 16:02 น. 15
ครับมันก็แล้วแต่คนคิด สำหรับผมผมก็เห็นด้วยที่งานเขียนนั้นออกจากกรอบเดิมๆ แต่งานเขียนที่มันออกมาในปริมานมากๆแบบนี้ เท่าที่ผมเคยอ่านดูแล้ว โครงเรื่องมันเหมือนๆกัน เรื่องหลังๆที่ออกมามันมีแนวเรื่อง ที่เหมือนกับพวกเรื่องที่ออกมารุ่นๆแรกๆ ซึ่งในมุมมองของผม เหมือนผมได้กลับไปอ่านเรื่องเดิมแต่ก็แค่ เปลี่ยนชื่อตัวละคร และเปลี่ยนเนื้อเรื่องแค่นิดหน่อย
0
กำลังโหลด
~#KAYAHIRAZAKI#~ Member 17 ก.ย. 50 17:20 น. 16

นั้นสินะแต่มือใหม่(อย่างข้าน้อยอิอิ)ก็อยากจะลองฝีมือ อืม...ยังไงก็แล้วแต่ความคิดของคน

0
กำลังโหลด
♀กระดุ๊กกระดิ๊ก ♂ Member 17 ก.ย. 50 17:40 น. 17
มันก็จริงนะคะ ที่ว่านักเขียนผุดเป็นดอกเห็ด -__-'' แต่ถ้ามองอีกมุมหนึ่ง เราคิดว่า 1 ใน 5ของดอกเห็ดเหล่านี้อาจเป็นนักเขียนคุณภาพเลยก็ว่าได้ เดี๋ยวนี้กระแสเกาหลีฟีเวอร์มาแรงมาก (รวมทั้งเราด้วย ^O^) นวนิยายรักกุ๊กกิ๊กก็ตามมาเช่นกัน ต่างคนต่างความคิดนะคะ เราไม่มีสิทธิไปดูถูกความคิดใคร แตในคววามคิดเรา เราคิดว่าจินตนาการปิดกั้นกันไม่ได้ค่ะ
0
กำลังโหลด
||-HeDw!g & P!gw!Dgeon-|| Member 17 ก.ย. 50 17:44 น. 18
ก็คิดว่าวรรณกรรมเดี๋ยวนี้มันไม่ประณีต ไม่ละเอียดอ่อน ละเมียดละไมเหมือนสมัยเก่าๆแล้วนะ
ไม่ต้องดูไกล..ดูแค่ในคอลัมน์ไรท์เตอร์ในนี้ก็พอ บทความมันผุดขึ้นมาเยอะมากๆ บางคนเขียนด้วยความตั้งใจ มุ่งมั่นว่าจะเป็นนักเขียนให้ได้ แต่บางคนเขียนแต่เอาสนุก เขียนๆไปก็ไม่สนใจหรอกว่าเขียนอะไรลงไป แล้วก็เขียนแบบสักแต่ว่าอัพไปแล้วมีคนอ่าน..ไม่ชอบแบบนี้เท่าไหร่ มันดูไม่ตั้งใจน่ะ พอไปคอมเม้นแนะนำว่าให้ปรับปรุงสำนวนหรือการบรรยายหรืออย่างอื่นก็มาโกรธอีก ทำไมเดี๋ยวนี้นักเขียนดูใจแคบลงนะ คิดแต่ว่าตัวเองทำดีแล้ว คนอื่นห้ามวิจารณ์..ห้ามวิจารร์แล้วมันจะเกิดความก้าวหน้าได้ยังไงล่ะเนี่ย...-*-

วรรณกรรมเดี๋ยวนี้ไม่เห็นมีอะไรแปลกใหม่เลย ก็เพราะมัวแต่ยึดติดกรอบเดิมๆว่าพล็อตมันต้องเป้นแบบนั้น แบบนี้ถึงจะมีคนอ่าน แล้วก็เลยเป็นแบบนี้มาเรื่อย สิ่งที่ได้ออกมาเลยไม่มีคุณค่าทางวรรณกรรม แต่มีคุณค่าเชิงปริมาณ

แนววรรณกรรมที่ได้รับความนิยทก็ไม่ค่อยหลากหลายอย่างที่ควรจะเป็น แล้วเส้นคั่นระหว่าคำว่า ลอก กับ แรงบัลดาลใจ ก็ดูจะไม่ห่างกันนัก สำหรับวรรณกรรมสมัยนี้


ไม่ได้คาดหวังว่าหนังสือใหม่ๆที่ออกมาจะต้องไทยจ๋า หรือใช้สำนวนโบร่ำโบราณ แต่อยากให้หนังสือที่ออกมามันมีความปราณีต สละสลวยในการใช้คำ ใช้คำให้ถูก บรรยายให้เป็น ไม่ใช้คำฟุ่มเฟือย หรือไม่คำหรูๆมายัดลงไปในหนังสือ(ซึ่งกองบก.มักจะบอกให้ยัดลงไป)ทั้งๆที่ไม่ไปด้วยกันกับเนื้อหาและสไตล์การเขียนของนักเขียนเลยซักนิด

ยินดีที่จะให้มีนักเขียนเกิดใหม่มากๆ วงการหนังสือบ้านเราจะได้มีอะไรใหม่ๆ ไม่น่าเบื่อ 



แต่ขอให้คุณภาพมันแปรผันตรงนะ..ไม่ใช่แปรผกผัน
0
กำลังโหลด
Honhonjang Member 17 ก.ย. 50 18:19 น. 19

เราก้อว่าตอนนี้หนังสือ

 บางเรื่องไม่มีความสนุก

และยังใช้พล็อตแนวเดียวกานอีก

 แต่ถ้าพูดถึงเรื่องภาษา 

ถ้าใช้แบบเมื่อก่อนมันก้ออาจไม่ดึงดูดเท่าไร(มั้ง)
 
เพราะเด๋วนี้ยุคสมัยเปลี่ยนไป 

วัยรุ่นคือผู้แต่ง-ผู้อ่าน

 เขาก้อจะแต่งตามแบบที่เขาชอบ

0
กำลังโหลด
กำลังโหลด