|
เมื่อวันที่ 12 กันยายน ที่โรงแรมบางกอกพาเลส กทม. สำนักพัฒนากิจการนักเรียน นักศึกษาและกิจการพิเศษ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) จัดประชุมปฏิบัติการเรื่อง "การจัดระบบความปลอดภัยในการเดินทางของนักเรียน นักศึกษา" มีผู้แทนสถานศึกษาและสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) เข้าร่วม โดยจากเอกสารประกอบการประชุมที่สนับสนุนข้อมูลโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ได้สุ่มสำรวจความคิดเห็นนักเรียนโรงเรียนรัฐและเอกชนจำนวน 17,499 คน พบว่านักเรียนเดินทางด้วยรถส่วนตัวประเภทต่างๆ มากที่สุด ได้แก่ รถจักรยาน จักรยานยนต์ และรถยนต์ รวม 6,952 คน คิดเป็น 39.73% รองลงมาคือ รถรับจ้างประเภทต่างๆ ได้แก่ รถโดยสารประจำทาง รถจักรยานยนต์รับจ้าง รถสองแถว รถสี่ล้อและสามล้อเล็กสาธารณะ รถตู้สาธารณะ รถแท็กซี่ เรือ รถไฟ รถไฟฟ้า รวม 5,548 คน นอกจากนี้ เดิน 2,692 คน และรถรับส่งนักเรียน 2,307 คน
นายบุญรัตน์ วงศ์ใหญ่ รองปลัด ศธ. กล่าวว่า จากการสำรวจข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ตำรวจ และกรมการขนส่ง พบว่า สาเหตุที่ทำให้นักเรียนประสบอุบัติเหตุระหว่างเดินทางไป-กลับโรงเรียน เรียงตามลำดับความอันตรายมากสุดไปน้อยสุดดังนี้ รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคลอันตรายมากสุด รองลงมาคือ รถโดยสารประจำทาง รถจักรยานยนต์รับจ้าง รถจักรยาน รถสองแถว รถยนต์ส่วนบุคคล และรถรับส่งนักเรียน โดยอุบัติเหตุที่เกิดจากรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคลเป็นเพราะไม่ปฏิบัติตามกฎจราจร ส่วนรถโดยสารเกิดจากนักเรียนมักห้อยโหน หรือขึ้นไปนั่งบนหลังคารถ ทั้งนี้ แม้ว่ารถรับส่งนักเรียนจะมีความปลอดภัยที่สุด แต่พบว่าไม่คุ้มค่ากับการลงทุน เพราะไม่สามารถนำรถไปรับจ้างประเภทอื่นๆ ได้ ทำให้โรงเรียนของรัฐไม่ค่อยใช้รถรับส่งนักเรียน ยกเว้นโรงเรียนเอกชนบางแห่งที่ยังคงมีอยู่
ด้าน นพ.อนุรักษ์ อมรเพชรสถาพร ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์นเรนทร สธ. กล่าวว่า จากการเก็บข้อมูลพบว่า โดยเฉลี่ยแต่ละปีนักเรียน นักศึกษาจะประสบอุบัติเหตุจราจรประมาณ 250,000 คน หรือ 1 ใน 4 ของผู้ประสบอุบัติเหตุจราจรทั้งหมดประมาณ 1 ล้านคน โดยผู้เสียชีวิตที่อายุน้อยกว่า 15 ปี ซึ่งอยู่ในวัยเรียนมีประมาณ 2,000 คน จากผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทั้งหมด 13,000 คน โดยการเกิดอุบัติเหตุสูงสุดคือรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล 70% ถือเป็นเรื่องน่าตกใจ เพราะเป็นช่วงอายุที่ยังไม่มีใบขับขี่ ดังนั้น อยากฝากสถานศึกษาจัดทำหลักสูตรการเรียนการสอนเกี่ยวกับความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงอายุ 14-15 ปี นอกจากนี้ พบว่าที่ผ่านมามีการปล่อยให้เด็กอายุยังไม่ถึงเกณฑ์สอบใบขับขี่ใช้รถจักรยานยนต์ โดยหัดขับขี่ด้วยตนเอง
"การจัดหลักสูตรสอนให้เด็กใช้รถจักรยานยนต์ก่อนวัยอันควร ไม่ถือเป็นการส่งเสริมให้มีมากขึ้น เพราะปัจจุบันเด็กวัยนี้ก็ใช้รถจักรยานยนต์กันอยู่แล้ว ดังนั้น หากสอนอย่างถูกต้องตั้งแต่วันนี้ ต่อไปเด็กเหล่านี้ก็จะใช้รถจักรยานยนต์ได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย" นพ.อนุรักษ์กล่าว
พี่ลาเต้ขอขอบคุณข้อมูลจากหนังสือพิมพ์มติชน
|
0 ความคิดเห็น