หากน้องๆ เคยเปิด Youtube ดูคลิปเด็กฝรั่งเล่นพิเรนทร์ๆ กันมาบ้าง ต้องเคยเห็นคลิปคนเอาไฟแช็คจ่อที่ก้น พอตดออกมาแล้วไฟลุก จนเกิดคำถามมากมายว่า ตดติดไฟจริงๆ เหรอ แล้วเป็นไปได้ยังไงกัน
 

 

       ขอตอบสั้นๆ ว่า "ตด" สามารถติดไฟได้จริงค่ะ ล่าสุดก็มีเหตุการณ์ยืนยัน ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากความไม่ตั้งใจกลางห้องผ่าตัดเลยทีเดียว โดยเกิดขึ้นที่วิทยาลัยทางการแพทย์โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ขณะทำการผ่าตัดโดยใช้เลเซอร์ส่องปากมดลูกผู้ป่วยรายหนึ่ง จู่ๆ ผู้ป่วยก็ผายลมออกมา จนเกิดประกายไฟลุกไหม้ และลุกลามไปตามร่างกายของผู้ป่วย ผิวหนังเกิดรอยแผลไหม้พุพองอย่างหนัก ซึ่งในรายงานได้ระบุไว้ว่า "เมื่อมีแก๊สออกมาจากผู้ป่วยเข้ามาอยู่ในห้องผ่าตัด ทำให้เกิดปฏิกิริยากับรังสีของเลเซอร์ จนเกิดประกายไฟและลุกไหม้"

       สาเหตุที่เป็นแบบนี้ ก็เพราะว่าลมตดเป็นแก๊สที่เกิดจากแบคทีเรียที่มาจากกระบวนการย่อยสลายในระบบย่อยอาหารของร่างกาย และถูกปล่อยจากความดันออกมาผ่านทางทวารหนัก ซึ่งกลิ่นที่ตามออกมาด้วยแต่ละคนก็ไม่เหมือนกันด้วยนะคะ ขึ้นอยู่กับว่าเรากินอะไรเข้าไป -*-  ซึ่ง "ตด" ของมนุษย์ไม่ใช่แค่ลมธรรมดาที่ฝากแค่กลิ่นไว้แล้วก็ผ่านไปในอากาศ แต่มันประกอบไปด้วยสารเคมีหลักๆ คือ แก๊สไฮโดรเจน, แก๊สไฮโดรเจนซัลไฟด์ หรือ แก๊สไข่เน่า และแก๊สมีเทน ซึ่งเป็นแก๊สที่ติดไฟได้

       ทีนี้กลไกมันเกิดขึ้นได้ก็เพราะว่า เมื่อตดที่เต็มไปด้วยแก๊ส (ที่ติดไฟได้) ออกมาสู่อากาศภายนอกที่มีออกซิเจนอยู่  เรารู้อยู่แล้วว่าออกซิเจนนั้นมีคุณสมบัติเป็นตัวนำทำให้เกิดการติดไฟ พอเกิดประกายไฟขึ้นมา มันก็เลยเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันได้ ดังนั้นจะว่าไปแล้ว ตด ก็นับเป็นแก๊สธรรมชาติอย่างนึงค่ะ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น พี่มิ้นท์เอามาเล่าเป็นความรู้ ไม่สนับสนุนให้น้องๆ ไปพิสูจน์ด้วยตัวเองนะ ฟืนไฟไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ที่จะทดลองกันเองค่ะ มันอันตรายจริงๆ รวมถึงอย่าไปทดลองเอาไม้ขีดไปจุดที่ส้วมด้วย ไม่งั้นอาจเกิดจิตรกรรมฝาผนังจากโศกนาฏกรรมส้วมระเบิดได้  
 
       จะว่าไปแล้ว แนวคิดเรื่องตดติดไฟ ก็ทำให้นึกถึงพลังงานทางเลือกที่มีอยู่ตอนนี้ ที่เอามูลสัตว์พวกโค-กระบือมาทำเป็นแก๊สชีวภาพ เอามูลสัตว์ไปหมักจนได้แก๊สมีเทนออกมา แล้วนำแก๊สนั้นไปใช้นั่นเอง น่าดีใจมากๆ ว่าตอนนี้เกษตรกรก็ใช้แนวคิดนี้ไปผลิตแก๊สชีวภาพใช้ในครัวเรือนมากขึ้นด้วย

 

 

       อ่านมาถึงตรงนี้ น้องๆ อย่าเพิ่งกลัวไฟไหม้จนถึงขั้นยอมเก็บยอมกลั้นตดเลยนะคะ หากปวดก็ปล่อยออกมา จะปู้ดจะป้าดก็เอาตามสบาย จำไว้ว่าการผายลมเป็นเรื่องธรรมชาติ เป็นการกำจัดแก๊สที่เกิดขึ้นในร่างกายให้ออกไป ยิ่งกลั้นยิ่งไม่ดีต่อลำไส้ ทำให้มีการสะสมไว้ในทางเดินอาหาร จะอึดอัด แน่นท้องค่ะ ลองคิดดูว่า วันๆ นึงเราสามารถปล่อยแก๊สออกมาได้ถึง 0.5-1 ลิตร ถ้าปล่อยให้มันค้างอยู่ในลำไส้มันจะอึดอัดขนาดไหนน้า เอาเป็นว่าเดินทางสายกลาง ปล่อยเพื่อระบายแก๊สในร่างกายแต่อย่าไปรบกวนคนรอบข้างมากนะคะ อิอิ

 
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
http://chemistry.about.com/od/firecombustionchemistry/fl/How-Fart-Lighting-Works.htm,
www.sc.mahidol.ac.th/usr/?p=428,
www.siamchemi.com/มีเทน/
พี่มิ้นท์
พี่มิ้นท์ - Columnist พี่สาวใจเย็น ผู้เกิดมาในแอดมิชชั่นยุคแรก แต่เข้าใจ TCAS มากกว่า

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

กำลังโหลด
KaraKuRi aiKana Member 2 พ.ย. 59 18:47 น. 1

นี่คือสถานะการที่ไม่มีมีใครอยากเจอ ตดได้แต่ห้ามทำในที่ๆมีผู้คนเยอะ ไม่งั้น...อย่าว่าแต่กลัวจะไฟไหม้เลย น่าจะกลัวจะไปตดใส่ใครคนอื่นมากกว่า เอ่อ..

0
กำลังโหลด
กำลังโหลด

5 ความคิดเห็น

KaraKuRi aiKana Member 2 พ.ย. 59 18:47 น. 1

นี่คือสถานะการที่ไม่มีมีใครอยากเจอ ตดได้แต่ห้ามทำในที่ๆมีผู้คนเยอะ ไม่งั้น...อย่าว่าแต่กลัวจะไฟไหม้เลย น่าจะกลัวจะไปตดใส่ใครคนอื่นมากกว่า เอ่อ..

0
กำลังโหลด
กำลังโหลด

ความคิดเห็นนี้ถูกลบเนื่องจาก

ถูกลบโดยเจ้าของ

กำลังโหลด

ความคิดเห็นนี้ถูกลบเนื่องจาก

ถูกลบโดยทีมงาน เนื่องจากงดตั้งกระทู้วิจัย โครงงาน หรือใช้พื้นที่เว็บบอร์ดเพื่อการส่งการบ้าน เนื่องจากเป็นการรบกวนผู้ใช้บอร์ดท่านอื่นๆ ขออภัยในความไม่สะดวก

กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด