อ.ปุ๋ม สถาบัน AMP 7200

     สวัสดีจ๊ะ น้องๆ ชาวDek-D ที่น่ารักของพี่ผึ้งทุกคน กลับมาพบกันอีกครั้ง ในคอลัมน์
  Hot Tutor แนะนำสถาบันกวดวิชาชื่อดังของเมืองไทย โดยครั้งนี้ พี่ผึ้ง จะพาน้องๆ
  ไปทำความรู้จักกับติวเตอร์หนุ่มหล่ออารมณ์ดี ที่กำลังได้รับความนิยมจากนักเรียน
  อย่างมากในขณะนี้ แถวย่านสยามสแควร์ ฝั่งถนนอังรีดูนังค์ เพื่อไม่เป็นการเสียเวลา
  ขอเชิญน้องๆพบกับ อาจารย์ภูษิต เจียรภาสวร หรือ อ.ปุ๋ม แห่งสถาบันกวดวิชา
  AMP7200
ติวเตอร์ฟิสิกส์สุดฮ่าคู่ใจวัยรุ่นค่ะ
 
  พี่ผึ้ง : ขอให้อาจารย์ช่วยแนะนำตัวหน่อยคะ
  อ.ปุ๋ม : ครูมีชื่อจริงว่า ภูษิต เจียรภาสวร หรือ อ.ปุ๋ม ที่เด็กๆ เรียก จบการศึกษา
  ระดับปริญญาตรี จากคณะวิศวกรรมศาสตร์บัณฑิต (โยธา)จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยครับ
  ปัจจุบันเป็นผู้อำนวยการและอาจารย์สอนวิชาฟิสิกส์ คณิตศาสตร์ และพื้นฐานวิศวกรรม
  ของสถาบันกวดวิชา AMP 7200
 
  พี่ผึ้ง : แรงบันดาลใจสำคัญที่ทำให้อาจารย์เลือกมาสอนวิชาฟิสิกส์ คือสิ่งใดคะ
  อ.ปุ๋ม : พอดีครูสอบเทียบได้และเอนทรานซ์ติดสถาปัตย์ จุฬาฯ แล้วได้กลับไปช่วยติว
  เพื่อนๆ ที่ยังเรียนอยู่ม.6 อยู่ ซึ่งเพื่อนก็เข้าใจบทเรียนมากขึ้น ทำให้รู้สึกดีและมี
  ความสุขที่ได้สอนพวกเขา และคิดว่าเราก็สอนหนังสือใช้ได้นะ หลังจากนั้นที่โรงเรียน
  วัดรางบัว อยู่แถวภาษีเจริญ อาจารย์ก็ให้ได้ช่วยสอนรุ่นน้องรุ่นต่อๆ ไปในช่วงวันเสาร์
  หลังจากเรียนสถาปัตย์ได้ปีหนึ่งก็เลือกเอนทรานซ์ใหม่ เข้าวิศวะ จุฬาฯ ตอนนั้นก็ได้
  มีสอนน้องๆ ม.ปลายเป็นกลุ่มๆ ในมหาวิทยาลัยมาเรื่อยๆ และได้มีโอกาสสอนใน
  สถาบันกวดวิชาแห่งหนึ่ง ก็สอนมาตลอดตั้งแต่เรียนจนกระทั่งจบแล้วก็ยังสอนอยู่
  จนถึงจุดหนึ่งก็มีความคิดว่า เราน่าจะลองมาเปิดสถาบันกวดวิชาของตัวเองดูก็เลยมา
  เปิดสถาบัน AMP 7200 ขึ้นครับ
 
  พี่ผึ้ง : ชื่อของสถาบันกวดวิชา AMP 7200 มีที่มาอย่างไร
  อ.ปุ๋ม : เมื่อตอนเริ่มตั้งสถาบันนั้น วงโมเดิ้นดอค (Moderndog) กำลังดัง กระแสเพลง   alternative กำลังมาแรง ตอนนั้นก็เริ่มคิดว่าชื่อของสถาบันจะเอาชื่ออะไรดี
เลย
  ตัดสินใจคิดชื่อภาษาอังกฤษขึ้นมาก่อน และตอนเริ่มตั้งเรามีสอนอยู่ 2 วิชาคือ
  คณิตศาสตร์ และฟิสิกส์ เลยตั้งชื่อขึ้นมาว่า alternative of math and physics
  เพื่อเป็นทางเลือกให้กับนักเรียนที่อยากเรียนสองวิชาน
ี้
ส่วนตัวย่อ คือ AMP
  ซึ่งเด็กส่วนใหญ่มักเรียกว่าแอม จริงๆ แล้วมองไปจะเหมือนกับ แอมพลิจูด
 
  (Amplitude) หรือจุดสูงสุดก็เป็นความหมายที่ดี จึงตั้งชื่อนี้ครับ
 
  พี่ผึ้ง : สถาบันกวดวิชา AMP 7200 ก่อตั้งมาตั้งแต่เมื่อไรคะ
  อ.ปุ๋ม : ตั้งแต่ตัวครูเองอายุ 25 ก็ประมาณ 13 ปีแล้วครับ
 
  พี่ผึ้ง : ประวัติความเป็นมาของการก่อตั้งสถาบันกวดวิชา AMP 7200
  อ.ปุ๋ม : หลังจากที่เราสอนในสถาบันอื่นมาจนถึงจุดหนึ่งแล้ว เรามาตั้งสถาบันของตัวเอง
  ก็น่าจะกำหนดแนวทางของเราได้ ซึ่งคอนเซปต์ของเรา คือ ทุ่มเทให้กับการสอนอย่าง
  เต็มที่ และไม่เอาเปรียบผู้เรียนจนเกินไป
 
  พี่ผึ้ง : สีประจำสถาบันกวดวิชา AMP 7200 คือสีอะไรคะ
  อ.ปุ๋ม : สีขาว สีดำ และสีแดงครับ
 
  พี่ผึ้ง : ตอนนี้สถาบันกวดวิชา AMP 7200 มีทั้งหมดกี่สาขา ที่ไหนบ้างคะ
  อ.ปุ๋ม : มีทั้งหมด 2 สาขา คือ สาขากรุงเทพฯ ที่ตั้งอยู่บริเวณสยามสแควร
์  ฝั่งถนนอังรีดูนังค์ กับ สาขาอุดรธานี
 
  พี่ผึ้ง : ที่นี่เปิดสอนเป็นระบบแบบไหนคะ
  อ.ปุ๋ม : ที่นี่จะเปิดสอนทั้งหมด 3 ระบบ คือ จะมีรอบสอนสด และ สอนแบบดีวีดี แต่
  เมื่อเร็วๆ นี้ เราพึ่งเปิดระบบการเรียนแบบใหม่ขึ้นมา เนื่องจากคอรส์ที่เราจัด ไม่สามารถ
  ตอบสนองความต้องการของน้องๆ ที่มาเรียนได้ทุกคน เพราะบางโรงเรียน เช่น เรียน
  ม. 4 เหมือนกัน แต่บทเรียนไม่เหมือนกัน ซึ่งตัวครูเองก็ไม่สามารถสอนได้ครบทุกแบบ
  ดังนั้นวิธีการแก้ปัญหาก็คือ เปิดการเรียนรูปแบบใหม่ขึ้นมา โดยจะเอาดีวีดีที่ครูสอน
  ไปใส่ไว้ใน ฐานข้อมูล (Data Base) และนำไปใส่เซฟเวอร์ แล้วเวลาเรียนก็ให้น้องๆ
  มาเรียนกับคอมพิวเตอร์ส่วนตัว โดยเรียกข้อมูลจากเซฟเวอร์ขึ้นมาดู ซึ่งมีชื่อเรียกว่า
  AMP BY MYSELF ดังนั้นแทนที่จะซื้อคอร์สเรียนก็ซื้อชั่วโมงเรียนแทนครับ
โดยใน
  1 ชั่วโมงน้องสามารถเลือกเรียนบทไหนก็ได้ วิชาไหนก็ได้ และเวลาไหนก็ได้แล้วแต่
 
  น้องๆสะดวก (ต้องมาเรียนที่สถาบัน) ซึ่งเรามีให้เลือกได้ทั้งหมด 4 วิชา คือ วิชาฟิสิกส์
  วิชาคณิตศาสตร์ วิชาพื้นฐานวิศวกรรม และวิชาเคมี ในอนาคตคาดว่า จะมีโปรเจ็คเปิด
  สอนแบบออนไลน์ แต่ต้องดูด้วยว่าเทคโนโลยีมารองรับตรงนี้เพียงพอหรือเปล่าครับ
 
  พี่ผึ้ง : แนวการสอน หรือสไตล์การสอนของอาจารย์เป็นอย่างไรคะ
  อ.ปุ๋ม : เน้นที่พื้นฐานเป็นหลักก่อน และสร้างทัศนคติที่ดีว่า วิชาฟิสิกส์และคณิตศาสตร์
  ไม่ใช่วิชาที่ยากจนเกินไป และก็ไม่ต้องจำสูตรอะไรมากมาย อีกทั้งยังเป็นวิชาที่น่า
  ศึกษาด้วย
โดยหลักๆ คือที่นี่เราต้องสอนพื้นฐานให้เด็กก่อน จากนั้นเราจะเน้นทำโจทย์
  เยอะ เพื่อให้เขามองภาพเห็นว่า ด้วยหลักการเดียวกัน โจทย์จะมารูปแบบไหนเราก็
  สามารถทำได้ โดยที่ใช้หลักการเดิมๆ ทำครับ
 
  พี่ผึ้ง : ที่นี่มีเปิดสอนทั้งหมดกี่วิชาคะ อะไรบ้าง
  อ.ปุ๋ม : ที่นี่จะมีเปิดสอนทั้งหมด 4 วิชา คือ วิชาฟิสิกส์ คณิตศาสตร์ และพื้นฐาน
  วิศวกรรม 3 วิชานี้ ครู(อ.ปุ๋ม) เป็นคนสอนเองครับ ส่วนวิชาเคมี จะเป็น อ.แจ็ค
  (อ.ชวลิต หล่อสิงห์คำ) ซึ่งเป็นรุ่นน้องเข้ามาช่วยสอนด้วยครับ
 
   
 
  พี่ผึ้ง : ปัจจุบันมีคอร์สที่เปิดสอนทั้งหมดเท่าไร อะไรบ้างคะ
  อ.ปุ๋ม : แบ่งใหญ่ๆ ได้ 2 ส่วน คือ คอร์สพื้นฐาน สำหรับน้องๆม.4 – ม.5 ที่เรียนไปเพื่อ
  ทำเกรดที่โรงเรียน ดังนั้นเต็มที่คือ เรียนคอร์สละ 3 บท ตามที่เรียนในแต่ละเทอมของ
  โรงเรียน และคอร์สเอนทรานส์ สำหรับน้องที่เตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัย ซึ่งคอร์สนี้
  จะเรียนครบทุกบทที่ใช้ในการสอบเข้า
 
  พี่ผึ้ง : ความสำคัญของวิชาฟิสิกส์ ที่มีอิทธิพลต่อนักเรียนและบุคคลทั่วไปในยุค
  ปัจจุบันอย่างไร

  อ.ปุ๋ม : จริงๆ แล้ววิชาฟิสิกส์มีอิทธิพลเยอะมาก แต่พอพูดถึงวิชาฟิสิกส์ เด็กมักนึกถึง
  การคำนวณที่สุดยาก เลยทำให้การเข้าถึงวิชานี้ของคนทั่วไปมันยาก แต่ถ้าลองมอง
  ดูดีๆ แล้วจะพบว่าสิ่งต่างๆ รอบตัวของเราสามารถใช้ฟิสิกส์อธิบายได้ทั้งหมด
ดังนั้น
  ควรเรียนให้มันสนุก อย่างที่นี่เวลาเราสอน ไม่ว่าหัวข้อไหนก็ตาม เราก็จะพูดถึง
  เหตุการณ์ที่อยู่ใกล้ๆ ตัว เพื่อให้เขานึกภาพออก เช่น อย่างเด็กผู้ชายชอบเล่นฟุตบอล
  เราก็จะอธิบายว่า เตะฟุตบอลให้ไซด์โค้งได้อย่างไร ด้วยหลักการตามบทเรียนนั้นๆ
  ที่เราสอนอยู่ ฯลฯ จะเห็นได้ว่า เรื่องเกี่ยวกับฟิสิกส์มีเยอะมากและอยู่รอบตัวเราทั้งนั้น
  เลย ดังนั้นวิชาฟิสิกสจึงสำคัญ ถ้าคนที่เรียนไปแล้วและรู้จักนำไปใช้กับชีวิตประจำวัน
  ก็จะไม่เป็นคนงมงาย เพราะฟิสิกส์มีคำตอบที่สามารถอธิบายปรากฏการณ์ต่างๆ ได้ครับ
 
  พี่ผึ้ง : สาเหตุใดที่ทำให้นักเรียนทั่วไปคิดว่า วิชาฟิสิกส์เป็นวิชาที่ยากคะ
  อ.ปุ๋ม : คนสอนเลยครับ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เด็กรู้สึกหรือมีทัศนคติว่า “ฟิสิกส์ยาก”   ซึ่งก็เป็นมาตั้งแต่สมัยครูเรียนแล้ว ซึ่งเป็นการพูดต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น พอเราเริ่มจะเข้าสู่
  สายวิทย์ปั๊บ รุ่นพี่พูดแล้วว่า “ฟิสิกส์มันยาก” พอเข้าไปเรียน อาจารย์ผู้สอนก็พยายาม
  พูดว่า “มันยากนะ” พอพูดบ่อยๆ ซ้ำๆ เข้ากับเด็ก เขาก็จะรู้สึกไปเองว่ามันยาก สมมุติ
  ว่ามันยากนิดหนึ่งเขาก็จะไม่เอาแล้ว ดังนั้นผู้สอนมีส่วนสำคัญอย่างมาก แทนที่ผู้สอน
  จะไปบอกว่ามันยาก ก็ให้เปลี่ยนมุมเขาซะใหม่ว่า จริงๆ มันไม่ยากและค่อยสอนเขาไป
  ถ่ายทอดให้ดีๆ มันก็จะเป็นผลดีมากกว่า ซึ่งถามเด็กได้เลยว่า คนสอนเป็นแรงบันดาล
  ใจในการเรียน ถ้าคนสอนทำตัวเป็นแรงบันดาลใจให้เขาอยากจะเรียน ยากแค่ไหนเขา
  ก็เรียน
แต่ถ้าคนสอนทั้งทำตัวไม่เป็นแรงบันดาลใจแล้วยังไปทำลายขวัญและกำลังใจ
  เขาด้วยเขาก็จะรู้สึกเซ็ง เช่น มีเด็กตั้งเยอะแยะที่อยู่ ม. 4 ไม่ชอบฟิสิกส์ พอขึ้นม.5
  กลับชอบฟิสิกส์ พอม.6 เปลี่ยนกลับไปไม่ชอบฟิสิกส์อีกแล้ว ถามว่าเหตุการณ์อย่างนี้
  เป็นเพราะอะไร ก็ต้องเป็น “ผู้สอน” อย่างแน่นอน
 
  พี่ผึ้ง : เคล็บลับในการเรียนวิชาฟิสิกส์ให้เข้าใจและได้ผลดี มีวิธีการอย่างไรคะ
  อ.ปุ๋ม : อย่างฟิสิกส์ กุญแจสำคัญที่จะทำให้เราเรียนได้ดี ไม่ได้อยู่ที่การท่องสูตร แต่
  อยู่ที่เราต้องฝึกทำโจทย์เยอะๆ และเจอโจทย์หลายรูปแบบซึ่งคำว่า “ฝึกทำโจทย์”
  เด็กบางคนเข้าใจผิดคิดว่า ฝึกทำโจทย์ 100 ข้อแล้วเราต้องทำถูกทั้ง 100 ข้อ ซึ่งมัน
  ไม่ใช่ เพราะถ้าเราฝึกทำโจทย์ 100 ข้อแล้วถูกทั้งหมด นั่นเราเป็นพวกสุดยอดอัจฉริยะ
  เราก็ไม่ต้องมาเครียดแล้วล่ะ ที่ถูกต้องก็คือ เราฝึกทำโจทย์ 100 ข้อ อาจทำผิดมา
  80 ข้อ แต่ที่ทำผิดมานั้นมันสอนอะไรเรามาตั้งเยอะ ส่วน 20 ข้อที่เราทำถูกก็ไม่ได้
  แปลว่า เราจะต้องเข้าใจมันจริงๆ แล้วเสียหน่อย เพราะฉะนั้นยิ่งเราฝึกทำโจทย์บ่อย
  และเจอโจทย์หลากหลายแค่ไหน เราจะยิ่งอินกับมันมากขึ้น และก็จะมีเด็กอีกประเภท
  หนึ่งที่ชอบถามมากว่า ผมต้องอ่านทฤษฏีเยอะไหม ซึ่งครูจะตอบว่าคุณจะไม่ต้องอ่าน
  ทฤษฎีเยอะเลย ถ้าคุณทำโจทย์มาพอสมควร

     อย่างตัวครูสมัยที่เรียนก็ไม่ได้มานั่งอ่านทฤษฎีอะไรจริงจังมากมาย ก็จะฝึกทำโจทย์
  แล้วโจทย์พวกนั้นก็จะเป็นตัวสอนเราเอง ซึ่งจะมีคนเรียนอยู่ 2 แบบ คือ แบบแรก ฝึก
  ทำโจทย์เยอะจนมันอินเข้าไป ทฤษฎีอะไรก็จะได้ไปด้วย ส่วนแบบที่ 2 จะเน้นอ่าน
  ทฤษฎีเลย เอาให้เคลียร์แล้วค่อยไปฝึกทำโจทย์ ซึ่งมันก็แล้วแต่ว่าเราชอบรูปแบบไหน
  แต่จากประสบการณ์เรียนและการสอนที่ผ่านมาของครูพบว่า แบบที่ฝึกทำโจทย์เยอะ
  เข้าไว้น่าจะดีกว่า คือมันไม่น่าเบื่อด้วยไง ที่ต้องมานั่งอ่านทฤษฎีให้เก็ท เพราะฝึกทำ
  โจทย์มันยังมีคำว่า ”จบ” เช่น วันนี้เราจะฝึกทำโจทย์ 5 ข้อนะ มันมีคำว่า จบ 5 ข้อไป
  แล้ว และเราก็สามารถเรียนรู้จากตรงนั้นได้ครับ
 
 
 
  พี่ผึ้ง : แนวข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัยระบบแอดมิชชั่นแตกต่างกับระบบ
  เอนทรานส์หรือไม่ อย่างไรคะ

  อ.ปุ๋ม : ไม่ได้แตกต่างเลยนะ เพียงแต่แยกออกมาเป็น A-NET กับ O-NET โดย
  O-NET คือ สิ่งที่เป็นพื้นฐานมากๆ เบสิก ซึ่งเด็กสายศิลป์ก็ต้องมาสอบข้อสอบฉบับนี้
  ด้วย จริงๆเด็กสายศิลป์จะรู้สึกว่ามันเป็นวิบากกรรมของพวกเขาที่ต้องมาสอบ ทำให้ต้อง
  มาเรียนฟิสิกส์พื้นฐานเพิ่มขึ้นมาอีก เพราะตัวข้อสอบ O-NET จะเป็นข้อสอบที่วัด
  พื้นฐานจริงๆ ส่วนข้อสอบ A-NET ก็คล้ายๆกับ ข้อสอบEntrance ในสมัยก่อน ความ
  เข้มของมันก็ประมาณเดียวกันนี้แหละครับ
 
  พี่ผึ้ง : แนวข้อสอบจะออกมาเน้นเป็นแนวประยุกต์หรือบทไหนที่เน้น
  อ.ปุ๋ม : ไม่หรอก เพราะถ้าดูจากฟิสิกส์ เคมี ชีวะแล้ว จะพบว่าวิชาฟิสิกส์
  เป็นวิชาที่เก็บคะแนนได้ง่ายที่สุดสำหรับเด็กวิทย์ แต่ว่าอย่างที่บอกไปตั้งแต่ต้น
 
   
 
  คือ คนรุ่นก่อนๆ สืบทอดกันมาว่า “ฟิสิกส์มันยาก” ก็เลยสั่งสมความเชื่อนั้นต่อๆ กันมา
  ทั้งที่จริงๆ แล้วอย่างที่บอกคือ วิชาฟิสิกส์นั้นเก็บคะแนนได้ง่ายที่สุดแล้วครับ
  เพราะมันค่อนข้างจะได้คำตอบตรงแป๊ะๆ
 
  พี่ผึ้ง : ข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัยสำหรับวิชาฟิสิกส์เน้นการคำนวณอย่างเดียว
  เลย หรือเปล่าคะ

  อ.ปุ๋ม : คำถามบรรยายก็มีแต่ว่ามันออกน้อยมากๆ เน้นการคำนวณเป็นหลัก
  แต่ส่วนคำนวณของวิชาฟิสิกส์ก็ไม่ได้ซับซ้อนอะไร
ไม่ใช่ว่าโจทย์ข้อหนึ่งต้องคิด
  3 ขั้นเสียหน่อย จริงๆ แล้วส่วนใหญ่ คิดแค่ขั้นตอนเดียวก็ได้คำตอบแล้วครับ
 
  พี่ผึ้ง : ข้อสอบฟิสิกส์มีการออกทวนซ้ำไปซ้ำมาบ้างไหมคะ
  อ.ปุ๋ม : แน่นอนว่า ออกซ้ำไปซ้ำมา เพราะฉะนั้น วิธีการเตรียมตัวของเด็กที่เหลือเวลา
  น้อยมากๆ ที่เข้าตรงประเด็นที่สุดก็คือการทำข้อสอบเก่าเนี่ยแหละ ทำย้อนหลังไปสัก
  ประมาณปี 2540 ก็พอกับความเข้มในช่วงทศวรรษนี้ เพราะข้อสอบแบ่งออกเป็น
  ทศวรรษ ถ้าเราทำข้อสอบของปี 2530- 2539 ก็จะเข้มขึ้นมาอีกนิดนึง ถ้ามองของ
  ปี 2520 ก็ยิ่งเข้มมากเข้าไปอีก สรุปก็คือ แนวโน้มข้อสอบฟิสิกส์จากอดีตถึงปัจจุบัน
  จะออกง่ายขึ้นครับ
 
  พี่ผึ้ง : อาจารย์คิดว่า จำนวนข้อสอบกับเวลาที่นักเรียนต้องใช้ทำข้อสอบม
ี  ความสัมพันธ์กัน หรือไม่คะ

  อ.ปุ๋ม : เท่าที่ดูเด็กบอกว่ามันเยอะไป ที่จริงข้อสอบก็ไม่ได้ยากอะไร แต่ต้องเร่งนิด
  หนึ่ง เพราะจำนวนข้อสอบมันเยอะ ซึ่งถ้าใครเตรียมตัวมาไม่ดีก็จะเสียเวลาคิดนาน
  ไปหน่อยก็จะทำไม่ทันครับ แล้วก็เป็นความโหดร้ายต่อเด็กสายวิทย์มากที่ต้องมาสอบ
  วิชาฟิสิกส์ เคมี และชีวะในฉบับเดียวกัน โหดพอสมควรสำหรับพวกเขา แต่ว่าในยุค
  ปัจจุบันนี้วิชาฟิสิกส์ เคมี และชีวะ ถ้าเด็กเก็บได้สัก 2 วิชา จาก 3 วิชา ก็OK แล้ว คือ
  แบบแม่นๆ มาเลยสัก 2 วิชา ส่วนวิชาที่เหลือก็ไม่ใช่ว่าทิ้งนะครับ คือก็ต้องดูมาบ้าง แต่
  อาจไม่ต้องเข้มข้นเท่ากับสองวิชาหลัก ผมคิดว่าแค่นี้ก็น่าจะทำคะแนนได้ดีพอแล้วครับ
 
  พี่ผึ้ง : การเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัยในวิชาฟิสิกส์มีแนวทางอย่างไรคะ
  อ.ปุ๋ม :ต้องพยายามทำโจทย์ครับ คือมีเด็กที่ทำคะแนนได้ไม่ค่อยดีหลายคน อย่างเช่น
  เด็กมาเรียนกวดวิชา ตอนเรียนก็ฟังเข้าใจดี ซึ่งก็เหมือนกับการหาหนังสือคู่มือตัวอย่าง
  มาอ่านก็เข้าใจแล้วก็จบ คิดว่าแค่นั้นก็พอที่ทำข้อสอบได้แล้ว ซึ่งจริงๆ มันไม่ใช่
  คือวิชาฟิสิกส์จะต่างจากคณิตศาสตร์ตรงที่ว่า พอเราอ่านโจทย์ฟิสิกส์เสร็จแล้วไม่ใช่ให้
  เรานึกว่าจะต้องใช้สูตรอะไร ที่ถูกต้องก็คืออ่านโจทย์เสร็จแล้ว เราต้องเข้าใจก่อนว่า
  โจทย์พูดถึงอะไร โดยยังไม่ต้องไปนึกถึงสูตรเลยก็ได้ คือให้นึกว่าโจทย์พูดถึงอะไรบ้าง
  พูดถึงเหตุการณ์อะไร เขาพูดถึงอะไรบ้างที่อยู่ในนั้น แล้วหลังจากนั้นถึงจะเลือกใช้สูตร
     เด็กส่วนใหญ่ที่ไม่ประสบความสำเร็จคือ นึกถึงสูตรก่อน ซึ่งสูตรมันก็มีเยอะมาก

  ทำให้ไม่รู้จะเลือกสูตรไหนมาใช้ดี จับต้นชนปลายไม่ถูก การทำโจทย์นั้นพออ่านโจทย์
  เสร็จแล้ว ต้องดูว่าในโจทย์พูดถึงอะไรบ้างแล้วถึงนำเอาสูตรมาใช้ นี่ต่างหากที่เป็น
  เทคนิคการทำโจทย์ และเวลาทำโจทย์ ที่เราทำได้แล้วก็อย่าผ่านมันไปเลย แต่ให้ดู
  ด้วยว่ามันสอนอะไรเราบ้าง ส่วนข้อไหนที่ทำไม่ได้ ก็ไม่ใช่หมายความว่า “เรามันโง่”
  แต่ให้กลับมาดูสิว่า เราบกพร่องตรงไหนบ้างครับ
 
  พี่ผึ้ง : สถาบันกวดวิชา AMP 7200 มีโครงการตอบแทนสังคมในรูปแบบอื่นๆ หรือไม่
  อ.ปุ๋ม : เราไม่ได้ทำออกมาในรูปแบบชัดเจน ส่วนใหญ่แล้วก็จะให้เงินสนับสนุนกิจกรรม
  ของนักเรียนและนักศึกษาในส่วนของกิจกรรมที่มีประโยชน์ต่อส่วนรวมมากกว่าครับ
  ซึ่งที่นี่จะถูกขอสปอนเซอร์บ่อยมาก
ครับ ถ้าเป็นเด็กมัธยมก็จะมีกิจกรรมเสริมเยอะ
 
  เช่น จัดโต้วาที ไปเลี้ยงข้าวน้อง และไปเข้าค่าย ฯลฯ ส่วนเด็กมหาวิทยาลัย เช่น
  ไปออกค่ายอาสาชนบท ไปสอนหนังสือเด็ก เราก็จะให้การสนับสนุน แต่ถ้าขอไปทำ
  สมุดโน้ตส่วนใหญ่จะไม่ค่อยให้ เพราะมันไม่เป็นประโยชน์ต่อสังคม แต่หากว่าต้องการ
  ไปทำประโยชน์ต่อสังคมจริงๆ เราก็ให้เต็มที่เหมือนกันครับ
 
  พี่ผึ้ง : ในฐานะที่เป็นครู สิ่งที่ทำให้รู้สึกภูมิใจและประทับใจ คืออะไรคะ
  อ.ปุ๋ม : การได้เห็นเด็กๆ ที่เราสอนไปประสบความสำเร็จ และเขาได้ในสิ่งที่เขาต้องการ
  อย่างขั้นแรกก็เข้าไปศึกษาในมหาวิทยาลัยได้ตามที่เขามุ่งหวัง ขั้นต่อมาคือเขาได้
  ทำงานทำแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่พอได้งานแล้วก็จะแวะมาหาครูบอกว่า “ผม/หนู ได้งานแล้ว
  นะ ครับ/คะ ขอบคุณอาจารย์มากๆ เลย” หรือบางคนได้ทุนไปเรียนต่อเมืองนอก ตัวครู
  เองก็จะมีความรู้สึกยินดีและร่วมดีใจไปกับเขาด้วย บางครั้งเวลาสอนมาเหนื่อยๆ ก็จะ
  เดินไปอ่าน comment ของพวกนักเรียนก็จะรู้สึก happy มาก อันนี้ก็เป็นความภาค
  ภูมิใจอย่างหนึ่งครับ
 
  พี่ผึ้ง : อาจารย์อยากฝากอะไรถึงน้องๆ ชาวเด็กดีที่กำลังศึกษาอยู่คะ
  อ.ปุ๋ม : อยากให้พวกเขาทำหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มที่ แต่อย่าไปเครียดกับมันมาก
  นัก คือคำว่า “ทำเต็มที่” กับ ”เครียด” มันต้องแยกออกจากกัน เพราะแค่เราอ่านหนังสือ
  เราก็ต้องเครียดอยู่แล้ว ในที่นี้หมายความว่า อย่าไปนึกถึงเป้าหมายจนกลายมาเป็น
  ความกดดันตนเอง แต่ให้ทำหน้าที่ของเราอย่างเต็มที่ โดยในแต่ละวันที่ผ่านไปสมมุติ
  ว่า วันนี้เราเหลวไหลนะ พรุ่งนี้เราก็ดึงตัวเองกลับมา ขอให้สนุกกับมันอย่าไปเครียด   แล้วครูเชื่อว่าถ้าเราทำแต่สิ่งที่ดีๆ เราก็จะได้ผลลัพธ์ที่ดีกลับมา สุดท้ายขอให้ชาวเด็กดี
  ทุกคนเรียนเก่ง และสอบติดในคณะที่ตนเองหวังไว้นะครับ
 
 



       น้องแม้ว จากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา

               ตอนแรกไม่ได้คิดว่าจะเรียนที่นี่ เพราะคิดว่าน่าจะไม่สนุก แต่ว่า
        เพื่อนชวนมาเรียนเลยเรียนตามเพื่อนดู ปรากฏว่าสนุก สอนดี มีเรื่องขำๆ
        มาเล่าให้ฟังที่เป็นเรื่องที่กิดขึ้นจริงไม่ใช่แต่งขึ้นมา ไม่เครียดและผู้สอน
        เป็นกันเองมากกว่าที่อื่น ทำให้กล้าที่จะถามมากขึ้น ส่วนตัวคิดว่าฟิสิกส์
        ยากมาก ไม่ชอบเลย แต่มาเรียนที่นี่ก็รู้สึกดีขึ้นค่ะ เพราะโจทย์มีเยอะดี
        ถ้าเปรียบพี่ปุ๋มกับสีคิดว่า เป็นสีแดง เพราะว่าร้อนแรงดี และพี่ปุ๋มก็ตลกดี
 




     น้องแพน จากโรงเรียนอัสสัมชัญ

           ผมเลือกเรียนที่นี่ เพราะพี่ชายเคยเรียนเลยลองมาเรียนดู แล้วก็พบ
    ว่าฟิสิกส์ไม่ยากอย่างที่คิด เพราะพี่ปุ๋มสอนดีครับ เรียนแล้วไม่เครียด
    แต่มันรู้เรื่องนะครับ และผมชอบที่พี่ปุ๋มเขาเป็นคนขำๆ ดีครับ แล้วก็สอน
    รู้เรื่อง เข้าใจง่าย และดึงดูดใจดีครับ วิธีการสอนก็ไม่น่าเบื่อ ให้ความ
    เป็นกันเอง ส่วนคำพูดติดปากของพี่ปุ๋มคือ อารมณ์เปลี่ยว /ดับอนาถ ครับ
 
เมาท์เท่ๆกับอาจารย์ภูษิต
  คำพูดติดปาก   “โจทย์ข้อนี้ตัวเลขเถื่อนมากๆ” “เอาล่ะนะ”
  มุขเด็ดประจำตัว   เอาเหตุการณ์ปัจจุบันมาล้อเลียน
  เรื่องขำๆ ในคลาส   น้องๆ นั่งบนเก้าอี้หนัง แล้วเลื่อนก้นไปมา   ทำให้เกิดเสียง
  เหมือนตด
  วิธีแก้เผ็ดเด็กกวน   สอนด้วยคำพูด เรียกมาบนเวทีเดินไปหาถึงที่นั่ง
  เสื้อผ้าตัวเก่ง   เสื้อยืด กางเกงยีนส์ รองเท้ากีฬา
  ของที่พกติดตัวเป็นประจำ   มือถือ
  นิสัยแบบนี้ใช่เลย   ตรงไปตรงมา จริงใจมากๆ
  คติประจำใจ   “ทำหน้าที่ของตนให้เต็มที่” “ไม่เบียดเบียนผู้อื่น”
  อาหารที่ชอบ   ผักทุกชนิด อาหารญี่ปุ่น
  สีที่ชอบ   ขาว ดำ แดง
พี่ปอน
พี่ปอน - Webmaster Chief Commercial Officer (CCO)

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

32 ความคิดเห็น

กำลังโหลด
น้องม.2 6 ต.ค. 50 16:29 น. 2
คุ้นๆ อ่ะคับ อยู่ข้างๆ Anopco 3 ปะคับ กะจะไปเรียนเหมือนกันอ่ะ เห็นข้างใน แต่งโคดมีสไตล์ น่าเรียน กะไปเรียนม.ปลาย อิอิ รออีกปี 1 ครึ่ง
0
กำลังโหลด
Fallenleaf 6 ต.ค. 50 23:09 น. 3
เรียนแล้วรู้สึกได้เลยว่า นี่น่ะหรอ สถาบันกรวดวิชา นี่มันบ้านชัดๆ พี่ปุ๋มเป็นกันเองมาก สอนสนุกด้วย บรรยากาศในห้องเรียนก็ดี พี่ปุ๋มมักสอดแทรกความรู้ทั่วไปในเนื้อหาทำให้เข้าใจดีขึ้น และ ที่สำคัญ ไม่ต้องกลัวว่าแสงสว่างในห้องจะไม่เพียงพอ เพราะมี ดวงอาทิตย์ทั้งดวงอยู่ในห้องด้วยนั่นเอง ^ ^
0
กำลังโหลด
e-Meeh-SeehFah 6 ต.ค. 50 23:13 น. 5
ผมเด็กเก่าที่นี่ครับ ชอบมากๆ บอกได้คำเดียวว่า พี่เค้าเกิดมาเพื่อสอนฟิสิกส์จริงๆ 555+ ที่ชอบฟิสิกส์ที่นี่เพราะ ถ่วงน้ำหนักระหว่าง ทฤษฎี กับ การทำโจทย์ ได้สมดุลมากๆ คือ ไม่เสียเวลากับการเกริ่นทฤษฎีมากเกินไป แต่ก็จะไม่ให้ทำโจทย์ โดยไม่มีพื้นอะไรเลย ที่สำคัญ...บรรยากาศที่นี่ เป็นกันเองสุดๆ ผมเรียนฟิสิกส์สถาบันดังๆมาหลายที่ ชอบที่นี่ที่สุดครับ
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
หมีน้อย 6 ต.ค. 50 23:29 น. 7
เรียนกะพี่แล้วรู้สึกผมอ่อนแอลงไปเลย(กล้ามสู้พี่ไม่ได้จิงๆอ่ะ หัวแหน่งด้วย) แต่เรียนแล้วรู้สึกดีมากเลย ผมก็เรียนหลายรอบ 555+ อยากฟังพี่เล่าเรื่องมากเลย แต่ที่ดีจิงๆ คือ พี่ปุ๋มสอนดีมากๆอ่ะ แม้ว่าจะโม้มากไปหน่อยก็เหอะ มันทดแทนกันได้ อิอิ (^_^)
0
กำลังโหลด
eiei 6 ต.ค. 50 23:48 น. 8
ผมเคยเรียนที่นี่ พี่ปุ๋มสุดยอดมาก สอนรุเรื่อง เข้าจัยง่าย เปนกันเองกะนร.มากๆ มีเรื่องโม้ฮาๆตลอด '..' ~
0
กำลังโหลด
เด็กAMP 7 ต.ค. 50 11:41 น. 9
พี่ปุ๋มสอนสนุกมาก ขนาดนั่งเรียนเป็นวิดีโอ พี่ปุ๋มยังทำเด็กทั้งห้องหัวเราะได้เลยยยย 55 อีกอย่าง พี่ปุ๋มกล้ามใหญ่มากๆ (เกี่ยวมั้ยนั้น?) แต่ที่แน่ๆ พี่ปุ๋มให้ค.อบอุ่นสนิทสนมกับเด็กได้ดีมากเลยอะอะ เลยทำให้เด็กไม่ค่อยกลัวที่จะตอบคำถามสักเท่าไร ^^
0
กำลังโหลด
SM .. 7 ต.ค. 50 18:05 น. 10
ฮ่าฮ่าาา า พี่ปุ๋มสอนดี ๆๆ พี่ปุ๋มเปนกันเองมาก ๆๆ พี่ปุ๋มตลก ๆๆ พี่ปุ้มกล้ามไหย่ ๆๆ 55 55 5 รักพี่ปุ๋มและพี่ที่แอมป์ ค๊า =)
0
กำลังโหลด
SM .. 7 ต.ค. 50 18:06 น. 11
ฮ่าฮ่าาา า พี่ปุ๋มสอนดี ๆๆ พี่ปุ๋มเปนกันเองมาก ๆๆ พี่ปุ๋มตลก ๆๆ พี่ปุ้มกล้ามไหย่ ๆๆ 55 55 5 รักพี่ปุ๋มและพี่ที่แอมป์ ค๊า =)
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
เด็กปี 1 มหิดล 8 ต.ค. 50 01:19 น. 14
เราเรียนที่นี่ เพราะหนีจากที่ดังๆอ่ะ เพราะว่าเราเรียนไม่รู้เรื่อง มาเรียนที่นี่เราเรียนรู้เรื่องอ่ะ พี่ๆดี เคยนั่งคุยกะเค้าเรื่องปัญหาชีวิตด้วย ถึงแม้คนตรวจบัตรจะดูโหดไปนิสสส เหงสถาบันเล็กๆแบบนี้ เค้ามีจัดเลี้ยง จัดปาร์ตี้ แจกเสื้อตอนปีใหม่ ค่าเรียนก้อถูกก่าที่อื่น แจกสมุดสีแจ่มๆ ไม่รู้จะบรรยายยังไง โคดรักที่นี่เรยอ่ะ ปล.เสียดายไม่ได้ไปร่วมฉลอง freshy อ่าค่ะ เพราะบ้านอยุ่ไกล
0
กำลังโหลด
yuki 8 ต.ค. 50 09:28 น. 15
โอ้ว พี่ปุ๋มอายุสามสิบแปดหรอค่า ไม่น่าเชื่อ นึกว่ายี่สิบกว่าซะอีก เคยเรียนฟิสิกด้วยตอนสามปีที่แล้วอะ ดีมากๆค้า
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
+*~*เจ้าฮาจิ vs. ท่านพญายม*~*+ Member 8 ต.ค. 50 21:25 น. 17

ดูไม่รู้เลยอ่ะว่า38แลว นึกว่า ยี่สิบก่าๆ

ว่าวๆ

พี่ปุ๋มสอนสนุก เข้าใจ ไม่ยาก เริ่มด้วยโจทย์ง่ายๆ และเน้นทำโจทย์

ทำให้เข้าใจง่ายขึ้น

เอาถ้วยไปเล้ย

555+

งป่องง............

0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
ศิษย์เก่า 11 ต.ค. 50 16:00 น. 19
ศิษย์แอมป์ฮับ ร๊ากกกแอมป์ที่สุด ร๊ากกกกพี่ปุ๋มแระก้อทุกคนที่แอมป์มากกกๆ เราแนะนำให้น้องเราเรียนที่นี่ด้วย เพื่อนๆก้อเหมือนกานน้า มาฮากานเถอะ หนุกหนานจิงๆ พี่เค้าใช้คำศัพท์ง่ายๆ อธิบายให้เหงภาพอ่า มานจาเข้าใจไปเอง แร้วก็ฮามากๆ พี่ปุ๋มมีทัศนคติที่ไม่เหมือนครายเรยจิงๆ 555+ ศิษย์แอมป์ฮับ
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด