เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา พี่ลาเต้ ได้หยิบเอาข่าวการหารือเรื่องการบรรจุวิชาเพศศึกษาในหลักสูตรมาบอกเล่าให้ฟังนะครับ...ซึ่งก็ได้รับความสนใจจากน้องๆเป็นอย่างมากเลย...จนวันนี้ พี่ลาเต้ ก็ขอต่อด้วยเรื่องราวความกลุ้มใจของอาจารย์ที่เขาได้รับรางวัล ครูเพศศึกษาดีเด่น ซึ่งจะมีปํยหาอะไรให้อาจารย์ทั้ง 2 ท่านต้องกลุ้มนั้น...เราไปอ่านพร้อมกันเลยครับ....

 

“เราเคยพบเด็กผู้ชาย เอาน้องหนูไปถูกับต้นไม้ หรือบางคนไปจับหน้าอกเด็กผู้หญิง แต่พอถามเขาว่าทำไมทำแบบนั้น เขาจะตอบไม่ได้ว่าเพราะอะไร เด็กจะบอกแต่เพียงว่า เขารู้สึกว่าอึดอัด อยากสัมผัส จับต้อง แต่ไม่รู้ว่าอาการที่เกิดกับตัวเขาเองนั้น เป็นอารมณ์ทางเพศที่เป็นเรื่องปกติของมนุษย์ทุกคน”

 
 

          อ.หทัยชนก ง๊ะสมัน อาจารย์วิทยาศาสตร์ ร.ร.คณะราษฎรบำรุง 2 จ.ยะลา ซึ่งได้รับรางวัลนวัตกรรมการเรียนรู้เพศศึกษา ระดับดีเด่น เปิดเผยถึงประสบการณ์การสอนเพศศึกษาในโรงเรียนด้วยความเข้าใจ
       
            “เรามักจะมองว่าเด็กๆ มีความรู้เรื่องเพศมากเกินตัว หรือรู้พอๆ กับครูผู้สอน และคงไม่จำเป็นต้องสอนเพศศึกษาเขาในห้องเรียนอีกแล้ว แต่สิ่งที่เด็กเรียนรู้มานั้น ส่วนใหญ่รู้มาแบบผิดๆ และเรียนรู้โดยขาดการแนะนำที่ถูกต้อง นั่นเป็นปัญหาสำคัญที่สุด และเป็นจุดที่เราใช้การเรียนการสอนในชั้นเรียนให้ความรู้และทักษะชีวิตที่ถูกต้องกับเขา”
       
           
อ.หทัยชนก และ อ.กรรณานุช มูลคำ อาจารย์แนะแนวจาก ร.ร.ธีรกานท์ บ้านโฮ่ง จ.ลำพูน เป็นอาจารย์ 2 ท่าน ที่ได้รับรางวัลนวัตกรรมการเรียนรู้เพศศึกษาดีเด่น จากสถาบันรามจิตติ โดย อ.หทัยชนกได้จากแผนการสอน “วัยทีนเท่าทันอารมณ์เพศ” ส่วน อ.กรรณานุช ได้จากแผนการสอน “ไม่รู้ตัว” โดยอาจารย์ทั้งคู่ได้พัฒนาแผนการสอนจากการเข้าร่วมโครงการ “ก้าวย่างอย่างเข้าใจ” ขององค์การแพธ(PATH) ภายใต้ความร่วมมือระหว่างกระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงสาธารณสุข เพื่อส่งเสริมการจัดกระบวนการเรียนรู้เรื่องเพศศึกษา และการป้องกันเอดส์ในกลุ่มเยาวชนในสถานศึกษา
       
            สำหรับ อ.หทัยชนก เธอสอนเพศศึกษาในระดับ ม.1- ม.3 โดยจะใช้วิธีแจกกระดาษให้กับเด็กทุกคน คนละ 5 แผ่น และให้เขียนคำถามลงในกระดาษในหัวข้อเกี่ยวกับเรื่องเพศโดยไม่ลงชื่อ จากนั้นจะยกเอาคำถามที่เด็กเขียนมานั้น ขึ้นมาอภิปรายร่วมกันในชั้นเรียน
       


            “เราก็จะได้รู้ว่าเด็กๆ เขาอยากรู้เรื่องอะไรจากคำถามที่เขาถามขึ้นมา ซึ่งความอยากรู้ของเด็กผู้หญิง เด็กผู้ชายจะไม่แตกต่างกันนัก เด็ก ม.1 จะอยากรู้เรื่องสรีระของตนเองที่กำลังเปลี่ยนแปลงเข้าสู่วัยรุ่น เด็กหญิงมักจะถามเรื่องการมีประจำเดือน ส่วนเด็กชายจะถามเรื่องฝันเปียก ซึ่งบางครั้งเขาไม่รู้ว่าคืออะไรด้วยซ้ำ คิดว่าฉี่รดที่นอน ส่วนเด็กในระดับ ม.2-3 จะสนใจเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนต่างเพศ เช่น จะทำอย่างไรให้แฟนไม่นอกใจ หรือจะถามว่ามีวิธีป้องกันเอดส์ หรือคุมกำเนิดอย่างไร ซึ่งคำถามที่เด็กถามมา จะทำให้เรารู้ด้วยว่า เด็กนักเรียนของเรา พัฒนาไปไกลถึงขั้นไปมีอะไรกันแล้ว และเราควรให้อะไรกับเขา แต่ต้องทำด้วยความเข้าใจ ไม่ใช่การตำหนิ ไม่เช่นนั้นเด็กจะไม่กล้าพูดความจริงกับเราอีก และจะยิ่งดูแลยากขึ้น โอกาสเสี่ยงที่จะพลาดพลั้ง ตั้งครรภ์ ติดเชื้อยิ่งมีมากขึ้น”

 

อ.หทัยชนก เปิดเผยอีกว่า เด็กในวัยกำลังเจริญเติบโตเข้าสู่วัยรุ่นหลายคน มีโอกาสเข้าถึงสื่อลามกอนาจารได้อย่างง่ายดาย แต่กลับไม่เข้าใจภาวะอารมณ์ทางเพศของตนเอง จึงมีบางคนที่แสดงพฤติกรรมอย่างที่เธอยกตัวอย่างมา
       
            “สิ่งที่เราต้องทำคือ ทำความเข้าใจกับเขาว่า ความรู้สึกที่เกิดขึ้นในตัวเขาไม่ใช่สิ่งผิดปกติ ใครๆ ก็เกิดขึ้นได้ แต่จะมีวิธีจัดการกับมันอย่างไร เราก็จะแนะนำให้เด็กไปเล่นกีฬา ออกกำลังกาย หรือหากิจกรรมอื่นๆ ทำ รวมถึงพูดคุยกับเขาถึงวิธีการช่วยตัวเอง แต่เราเป็นครูเด็กจะไม่กล้าพูดคุยเปิดเผย ก็จะให้เขาได้คุยกับรุ่นพี่ตามลำพัง ซึ่งเขาจะสื่อสารกันได้เข้าใจมากกว่า ที่สำคัญเราต้องสอนให้เด็กรู้ด้วยว่าอะไรที่เขาต้องไม่ทำ ปลูกฝังเรื่องการเคารพสิทธิและต้องไม่ล่วงละเมิดผู้อื่นไปพร้อมๆ กันด้วย”
       
            ขณะที่
อ.กรรณานุช ซึ่งสอนระดับชั้น ม.ปลาย ใช้วิธีการทำแผ่นพับเกี่ยวกับเพศศึกษาใส่ตะกร้าไปวางไว้ตามโต๊ะหินอ่อนใต้ร่มไม้ ซึ่งวิธีการนี้ไม่เพียงแต่ได้กลุ่มเป้าหมายที่เป็นนักเรียนเท่านั้น แต่พ่อแม่ผู้ปกครองที่เข้ามารอรับลูกในช่วงหลังเลิกเรียนก็มีโอกาสได้หยิบเอาแผ่นพับเหล่านี้ขึ้นมาอ่าน สร้างความเข้าใจไปพร้อมๆ กับลูกด้วย นอกจากนี้ อ.กรรณานุช ยังสร้างแกนนำในกลุ่มนักเรียนเพื่อสร้างละครเพศศึกษา สื่อสารเชิงสร้างสรรค์ไปยังนักเรียนในโรงเรียน
       
            “ผู้ปกครองมีความเข้าใจเรื่องเพศศึกษาค่อนข้างดี แต่ปัญหาของผู้ปกครองคือการเข้าไม่ถึงเด็กๆ ในครอบครัว ไม่กล้าพูด ไม่กล้าสอน ซึ่งการที่เราจะทำให้เด็กกล้าปรึกษาเรื่องเพศ ผู้ปกครองต้องทำให้ลูกๆ ไว้ใจ เพราะเด็กในวัยเรียนนั้น เมื่อมีปัญหาจะคุยกับเพื่อน ขณะที่เพื่อนก็รู้ถูกบ้างผิดบ้าง ดังนั้น หากพ่อแม่อยากให้ลูกไว้ใจ ก็ต้องทำตัวให้เหมือนเพื่อนของลูก ต้องไม่ตำหนิหรือทำให้เด็กรู้สึกว่าการพูดคุยเรื่องเพศเป็นเรื่องผิด รวมถึงต้องเข้าใจพัฒนาการของเด็กวัยรุ่นที่กำลังให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์กับเพื่อนต่างเพศด้วย จึงต้องปลูกฝังเรื่องทักษะชีวิตเกี่ยวกับการปฏิบัติต่อเพื่อนต่างเพศ การรู้จักปฏิเสธ การเอาตัวรอดในสถานการณ์ต่างๆ”

 
 

สิ่งหนึ่งที่อาจารย์เจ้าของรางวัลนวัตกรรมการเรียนรู้เพศศึกษาดีเด่นทั้งคู่ พูดเป็นเสียงเดียวกัน คือ ชั่วโมงสอนวิชาเพศศึกษาในโรงเรียนมีน้อยไป ซึ่งในแต่ละภาคเรียนเด็กๆ ควรมีเวลาเรียนเพศศึกษาไม่น้อยกว่า 16 คาบต่อ 1 ภาคเรียน แต่ปัจจุบันวิชาเพศศึกษากลับไปฝากไว้กับวิชาพลศึกษาบ้าง สุขศึกษาบ้าง ทำให้ไม่มีเวลาในการพูดคุยกับเด็กอย่างเต็มที่
       
            “เรามักได้ยินหลายๆ คนพูดว่า ปัญหาเรื่องท้อง แท้ง ทิ้งในวัยเรียน หรือเด็กมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร กำลังเป็นเรื่องใหญ่ในสังคม แต่เรากลับไม่มีเวลาให้ความรู้เด็กๆ เกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ เราปล่อยให้เด็กเรียนรู้เอาเองในช่วงเวลาที่วุฒิภาวะยังไม่มากพอ การเรียนการสอนเรื่องเพศศึกษาไม่เหมือนการเรียนวิชาอื่นๆ ที่เราจะสอนตามหลักสูตร ตามแบบเรียนได้ แต่เรื่องเพศศึกษา เรื่องทักษะชีวิตเราต้องอาศัยการพูดคุย การใกล้ชิดกับเด็ก ซึ่งสถานศึกษาควรให้ความสำคัญกับวิชานี้มากๆ”อ.หทัยชนกกล่าว
       
            ขณะที่
อ.กรรณานุช เสริมว่า การจัดชั่วโมงเพศศึกษาในโรงเรียนนั้น สถานศึกษาสามารถจะกำหนดเวลาเรียนได้เอง เนื่องจากหลักสูตรปัจจุบันเปิดช่องให้โรงเรียนกำหนดหลักสูตรของสถานศึกษาได้เอง
       
            “แต่ปัญหาคือ พ่อแม่ ผู้ปกครองส่วนใหญ่ ไม่อยากให้ลูกเข้าเรียนในโรงเรียนที่มีผลงานดีเด่นเรื่องหลักสูตรเพศศึกษา แต่อยากให้ลูกเข้าเรียนในโรงเรียนที่เป็นเลิศด้านวิชาการ ดังนั้น โรงเรียนส่วนใหญ่จึงไม่ค่อยให้ความสำคัญกับหลักสูตรดังกล่าว แต่ไปมุ่งพัฒนาการสอนวิชาการแทน ทั้งๆ ที่เรื่องเพศศึกษาเป็นทักษะชีวิตที่ลูกๆ ต้องใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวัน”

 

แหม....บางเรื่องก็น่าขำ บางเรื่องก็น่าคิดนะครับ....แต่ไม่ว่าจะเป็นแนวไหนก็ตาม พี่ลาเต้ ยังเชื่อว่าเรื่องเพศยังเป็นสิ่งที่น่าอยากรู้อยากเห็น....และเป็นเรื่องราวธรรมชาติที่ไม่ได้น่ากลัวน่าอายอย่างที่คิดนะครับ...ขึ้นอยู่กับว่า...ทุกคนเข้าใจในเรื่องเพศศึกษามากน้อยแค่ไหน....ซึ่งท้ายที่สุดนี้..พี่ลาเต้ และน้องๆชาวเด็กดีทุกคนก็ขอแสดงความยินดีและเป็นกำลังใจให้อาจารย์ทั้ง 2 ท่านด้วยนะครับ...ก็ขอให้อาจารย์ทั้ง 2 ท่านมีกำลังใจในการทำงานพร้อมที่จะเติมเต็มความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องเพศศึกษาอย่างถูกต้องให้กับน้องๆเยาวชนไทยต่อไปครับ.....

 

พี่ลาเต้ขอขอบคุณข้อมูลจากผู้จัดการออนไลน์

 

พี่ลาเต้
พี่ลาเต้ - Columnist นักข่าวสายการศึกษา เกาะติดทุกข่าวแทนน้องๆ ตัวถีบ ตัวดันให้ ม.6 สอบติด

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

4 ความคิดเห็น

กำลังโหลด
สายเลือดบริสุทธ์ Member 8 ต.ค. 50 18:43 น. 2
เอ๊ะ เราหลงมาอ่านแบบนี้ เยี่ยงไรน้อ ฮ่าๆ แต่ก็สนับสนุนค่ะ ใช่แล้วล่ะ เด็กสมัยนี้อะไรๆมันก็เร็วมาเกินไปไม่เหมือนสังคมไทยสมัยก่อน รู้และยอมรับค่ะ ถ้าเข้าใจ ส่วนตัวหนูเองนะคะ หนูพยายามเข้าใจและรับรู้ทุกอย่างด้วยจิตสำนึกและมโนสำนึกที่มีอยู่ รู้ว่าอะไรควร ไม่ควร อาจจะหัวโบราณไปหน่อย แต่หนูก็คิดว่ามันดีที่สุดเลยล่ะ ถึงบางครั้งจะทำตัวแตกต่างสิ้นเชิงก็เถอะ (เอ๊ะยังไง)
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด