สวัสดีครับน้องๆ ชาว Dek-D.com เมื่อไม่นานมานี้ พี่วุฒิ มีโอกาสได้ไปเยี่ยมชมแหล่งเรียนรู้แห่งใหม่ใจกลางถนนราชดำเนินอย่าง “หอสมุดเมืองกรุงเทพมหานคร” … ได้เข้ามาใช้บริการหอสมุดเปิดใหม่ทั้งที พี่เลยเก็บภาพบรรยากาศมาฝากน้องๆ ให้ได้ชมกันครับ
แรกเริ่มเดิมทีแล้ว ‘หอสมุดเมืองกรุงเทพมหานคร’ นั้นเคยเป็นอาคารสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ก่อนจะได้รับการปรับปรุงให้เป็นห้องสมุดสำหรับประชาชน โดยได้เริ่มทำการปรับปรุงมาตั้งแต่ต้นปี 2559 ตัวอาคารนั้นมี 4 ชั้น การออกแบบตัวอาคารนั้นมีสไตล์ที่คลาสสิกมากๆ อีกทั้งยังผสมผสานรูปแบบสถาปัตยกรรมตะวันตกและตะวันออกเข้าไว้ด้วยกันได้อย่างลงตัว น่าจะถูกใจใครหลายๆ คนแน่นอน และเมื่อวันที่ 7 -11 เมษายนที่ผ่านมา ก็ได้มีการเปิดเพื่อทดสอบระบบต่างๆ ของหอสมุด และจะเปิดเป็นทางการอีกทีก็วันที่ 28 เมษายน 2560 เลยครับ
อ้อ! ลืมบอกไป หอสมุดเมืองกรุงเทพฯ นี้ ตั้งอยู่บริเวณถนนราชดำเนิน สี่แยกคอกวัว ถ้าใครรู้จักถนนข้าวสารก็น่าจะมาถูกเลยครับ เอาจริงๆ ก็ไม่น่าหลงแน่นอน เพราะว่าตั้งอยู่หัวมุมเลย และถ้าใครสงสัยว่า ตกลงแล้วเปิดให้บริการเป็น 24 ชม. แข่งกับร้าน 7-11 หรือเปล่า? ทางเจ้าหน้าที่ได้บอกว่ายังไม่เปิดนะครับ ส่วนวันเวลาทำการก็ตามข้างล่างนี้เลยครับ
วันอังคาร- วันเสาร์ 08.00 - 21.00 น.
วันอาทิตย์ 09.00 - 20.00 น.
ปิดทุกวันจันทร์และวันหยุดนักขัตฤกษ์
เอาล่ะ เรามาเริ่มกันเลยดีกว่า.. พอเข้ามาในตัวหอสมุดแล้ว ใครที่พกสัมภาระมาเยอะๆ ก็สามารถฝากของไว้ที่ตู้เก็บของได้เลย ส่วนการเข้าไปในหอสมุดนั้น ไม่เสียค่าบริการครับ ฟรี! แต่จะใช้บัตรประจำตัวประชาชนเสียบเข้าไปสแกนที่ตู้ (อารมณ์คล้ายๆ ตอนจะขึ้นรถไฟฟ้า BTS) สำหรับชาวต่างชาติก็ใช้พาสปอร์ตในการสแกนเข้า ส่วนลูกเล็กเด็กแดงที่ยังไม่มีบัตรประชาชน ผู้ปกครองก็จะต้องเป็นคนพาเข้าไปครับ ถ้าใครงงๆ กลัวทำถูกทำผิด ก็ถามเจ้าหน้าที่ได้เลยครับ มีอยู่รอบหอสมุดเลย รับรองไม่เด๋อแน่นอน ฮ่าๆ
ด้วยความที่ว่าตอนนี้ยังเปิดทดสอบระบบต่างๆ ยังไม่ได้เปิดอย่างเป็นทางการ พวกหนังสือก็ยังไม่ได้มีมากนัก อย่างชั้น 1 ก็จะมีหนังสือหลากหลายหมวด แบ่งเป็นตามโซนต่างๆ เช่น นิตยสาร, หนังสือคู่มือท่องเที่ยว, สุขภาพและอาหาร, หนังสืออิเล็กทรอนิกส์, หนังสือพิมพ์ เป็นต้น
นอกจากนี้แล้ว ภายในหอสมุดก็ยังมีห้องสมุดสำหรับคนพิการ มีหนังสือเสียง หนังสืออักษรเบรลล์ให้ได้อ่านกันด้วย อีกทั้งรอบๆ หอสมุดก็มีการจัดนิทรรศการน้อมนำพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เกี่ยวกับการอ่านและการเรียนรู้อีกด้วยครับ
และบริเวณชั้น 1 ยังมี 'ห้องฉายภาพยนตร์' ไว้ให้บริการอีกด้วย สามารถบรรจุได้ประมาณ 40 คน แต่น่าเสียดาย ตอนที่พี่ไปยังไม่เปิดใช้บริการ เลยอดนำภาพบรรยากาศในห้องฉายภาพยนตร์มาฝากน้องๆ ครับ
นอกจากนี้แล้วบริเวณชั้น 1 ก็ยังมีร้านกาแฟอีกด้วยนะ แต่ก็นั่นแหละ ตอนที่พี่ไปยังไม่เปิด นกแล้วนกอีก! จะเปิดแบบเต็มรูปแบบก็วันที่ 28 เมษายนนี้แหละครับ (รอบหน้าเราจะไม่นก!)
ชั้นต่อไปเป็นชั้น M ครับ สำหรับชั้นนี้ บอกเลยว่าเหมาะสำหรับเด็กๆ เพราะว่ามีหนังสือสำหรับเด็ก นิทานทั้งไทยและเทศได้รวบรวมไว้ในชั้นนี้ อ้อ! แล้วก็ยังมีห้องสมุดเด็กปฐมวัยอีกด้วยนะ สำหรับผู้ปกครองท่านไหนที่พาเด็กๆ มาก็ช่วยกันเตือนน้องๆ ไม่ให้ส่งเสียงดังด้วยนะครับ เดี๋ยวไปรบกวนคนอื่นเอา ><
ถัดจากชั้น M ก็จะเป็นชั้น 2 ซึ่งเป็นชั้นที่รวบรวมหนังสือนานาประเทศเอาไว้ที่นี่ เช่น หนังสือความรู้ของประเทศต่างๆ ในอาเซียน หนังสือประวัติศาสตร์ หนังสือวรรณกรรมโลกที่ได้รับรางวัลซีไรต์ นิยายต่างๆ วรรณกรรมรางวัลแว่นแก้ว เป็นต้น เรียกได้ว่ามีหนังสือครบทุกรสชาติ หลากหลายแนวให้ได้อ่านกันไม่มีเบื่อแน่นอน
นอกจากหนังสือที่กล่าวมาแล้ว บริเวณชั้น 2 ยังมีสารานุกรมจีน ซึ่งได้รับมาจากนายกเทศมนตรีนครกวางโจว ที่ได้มอบให้แก่กรุงเทพมหานคร จำนวน 550 เล่ม พร้อมตู้ไม้ใส่สารานุกรม เนื่องในโอกาสเข้าร่วมโครงการ Bangkok Sister City Youth Program 2015 เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2559 เป็นการแสดงไมตรีจิตและกระชับความสัมพันธ์เมืองพี่เมืองน้องของนครกวางโจว และเพื่อเผยแพร่ให้ประชาชนได้รับความรู้และใช้ประโยชน์ บอกเลยว่าดีงามมากๆ
ความดีงามยังไม่หมดแค่นี้ ณ บริเวณชั้น 2 นี้ยังมี ‘ห้องนักเขียน’ ซึ่งจะเป็นห้องที่ให้นักเขียนเข้ามาใช้บริการ ‘ห้องค้นคว้า’ จะเป็นห้องที่ผู้คนสามารถเข้ามาใช้ และทำงานกลุ่มได้ ‘ห้องอเนกประสงค์’ ห้องนี้สามารถจัดทำกิจกรรมได้หลากหลายรูปแบบ สามารถจัดการประชุมก็ได้ครับ และนอกจากนี้แล้ว ยังมีบริการถ่ายเอกสารอีกด้วยนะ ซึ่งจะมีจุดบริการเฉพาะเลยล่ะ
ถัดมาเป็นชั้นที่ 3 ซึ่งถือว่าเป็นแหล่งเรียนรู้สาสน์จากพระราชาที่ได้รวบรวมองค์ความรู้ในด้านต่างๆ และโครงการพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 เอาไว้ เช่น เอกสารจดหมายเหตุ นิทรรศการพระราชา โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชที่กรุงเทพมหานครน้อมมาปฏิบัติ เป็นต้น นอกจากนี้ก็ยังมีหนังสือประวัติศาสตร์ ศาสนา เศรษฐกิจ สถาปัตยกรรม ได้รวบรวมไว้ในชั้นนี้อีกด้วยครับ
ส่วนตัวพี่เองชอบการออกแบบของที่นี่มากๆ ดูใส่ใจทุกรายละเอียดดีครับ ขนาดโต๊ะนั่งทำงานยังดูคลาสสิกเลยอ่ะ และยิ่งชอบมากๆ เลยที่ทุกโต๊ะมี 'ปลั๊กไฟ' จะไม่แปลกใจเลยที่หลายคนจะยกคอมพิวเตอร์มาทำงานที่นี่ พร้อมตากแอร์ฉ่ำๆ อ้อ! มีอินเตอร์เน็ตให้ใช้ฟรีด้วยนะ แต่ต้องไปขอรหัสกับเจ้าหน้าที่ก่อนนะครับ เห็นแบบนี้ดูท่าแล้วเข้าทางฟรีแลนซ์หลายคนเลยล่ะ กรี๊ดๆ >___<
ข้อดีของที่นี่อีกอย่างที่พี่ประทับใจก็คือ การตกแต่งภายในที่เน้นโทนสว่าง จึงทำให้รู้สึกว่ามีความปลอดโปร่งมาก ไม่อึดอัดเหมือนหอสมุดทั่วไป ความรู้สึกเหมือนไม่ได้อยู่หอสมุด แต่เหมือนอยู่บ้านมากกว่า และก็มีโซฟาให้นั่งอ่านหนังสือแบบสบายๆ แถมถ่ายรูปสวยด้วย ฮ่าๆ ต่อไปคงได้แลนด์มาร์กใหม่แล้วล่ะ
และสำหรับใครที่ต้องการยืมหนังสือ ที่นี่จะไม่มีบรรณารักษ์ครับ แต่จะมี ‘เครื่องยืมหนังสือ’ ไว้ให้บริการ วิธีการใช้ก็ไม่ยากเลยครับ แต่ก่อนจะยืมหนังสือได้ จะต้องสมัครสมาชิกก่อน สำหรับค่าสมัครรายปีก็แสนจะถูกมากกก! สำหรับน้องๆ ที่อายุไม่เกิน 15 ปี จ่ายปีละ 5 บาท ค่าประกันหนังสือ 20 บาท แต่ถ้าอายุเกินแล้ว ก็จ่ายปีละ 10 บาท ค่าประกันหนังสือ 40 บาทครับ แต่ทางหอสมุดก็ขอสงวนหนังสือที่หายากๆ บางเล่มก็ไม่สามารถให้ยืมได้ครับ แต่มีบริการถ่ายเอกสารครับ
ไหนๆ ก็พาชมทุกซอก ทุกมุมแล้ว งั้นเรามาขอชมอีกหนึ่งอย่าง นั่นก็คือ ‘ห้องน้ำ’ ก็ไม่มีอะไรจะพูดนอกจากจะบอกว่า สะอาดมากกกกก มีสายชำระด้วยนะ 555 ไม่ใช่แค่ห้องน้ำที่สะอาด สะอาดทั้งหอสมุดเลยครับ มีแม่บ้านคอยทำดูแลความสะอาดตลอดเวลาเลยล่ะ
อาจจะเป็นเพราะว่ายังไม่เปิดแบบเป็นทางการ หนังสือเลยไม่เยอะมาก อีกทั้งบริการอื่นๆ ยังไม่เปิดให้ใช้ น่าเสียดายมากๆ เลยครับ TT แต่โดยส่วนตัว มารอบนี้ก็รู้สึกว่าชอบหอสมุดเมืองกรุงเทพฯ มากๆ เลยล่ะ และคิดว่าถ้าหลายคนได้ใช้บริการก็น่าจะชอบเหมือนกัน สำหรับใครที่มาโดนรถส่วนตัว ต้องบอกไว้ก่อนว่าไม่มีที่จอดรถนะครับ แต่สามารถจอดรถได้ที่วัดชนะสงคราม (เสีย 10 บาท) หรือจอดบริเวณใกล้เคียงอื่นๆ แล้วเดินมาที่แยกคอกวัวได้เลยครับ

















2 ความคิดเห็น
รถเมล์จากบ้านผมผ่านพอดีเลย ตรงแยกนั้น
มีสายอะไรผ่านบ้างคะ