|
ในปัจจุบันนี้โรงเรียนต่างๆได้มีการเปิดการเรียนการสอนแบบสองภาษา หรือบางที่ก็เปิดแบบโรงเรียนอินเตอร์เลย ซึ่งจะพบว่ามีจำนวนมากขึ้นกว่าแต่ก่อน ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะว่า ปัจจุบันนี้ผู้ปกครองนิยมส่งบุตรหลานเข้าเรียนในหลักสูตรอินเตอร์กันมากขึ้น แต่ก่อนที่จะเข้าเรียนในหลักสูตรแบบอินเตอร์นี้ เรามาดูกันก่อนดีกว่าว่าควรทำยังไง วันนี้พี่ปอนำข่าวดีๆมาฝากครับ
โดย เป็นเรื่องธรรมดาสามัญ เมื่อคุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่ที่มีหัวคิดทันสมัยต่างพิจารณามองหา "หลักสูตรอินเตอร์เนชั่นเเนล" ให้ลูกรักได้เข้าเรียนในรั้วมหาวิทยาลัยของประเทศไทยกันมากขึ้น เพราะไม่เพียงสามารถดูแลลูกรักได้อย่างใกล้ชิดบวกรวมกับไม่ต้องปล่อยลูกรักให้ห่างจากอกเดินทางข้ามน้ำไปศึกษาต่อยังต่างแดนแล้ว การเรียนในหลักสูตรอินเตอร์ของมหาวิทยาลัยไทย ยังมีค่าใช้จ่ายต่ำกว่าการไปศึกษาต่อต่างประเทศอยู่พอสมควรเลยทีเดียว เพราะสามารถตัดเรื่องค่าเครื่องบิน ค่าที่พัก ค่าอาหาร ฯลฯ อีกหนึ่งมูลเหตุสำคัญที่ทำให้หลักสูตรอินเตอร์ฯ ยังคงเป็นเรื่องของ "ภาษาอังกฤษ" ที่หลักสูตรปกติ (ภาษาไทย) มักไม่ให้ความสนใจมากนัก เห็นได้ชัดจากรายวิชาภาษาอังกฤษที่นักศึกษาจะต้องเรียนในมหาวิทยาลัยว่ามีค่อนข้างน้อย ส่งผลให้นักศึกษาไทยส่วนมาก ไม่สามารถพัฒนาความรู้ความสามารถด้านภาษาอังกฤษได้เท่าที่ควร สวนทางกับความต้องการของตลาดแรงงานที่มองว่าภาษาอังกฤษเป็นสิ่งจำเป็นอันดับต้น ๆ หรือเป็นคุณสมบัติพื้นฐานที่องค์กรทั้งเล็ก - ใหญ่ต่างคาดหวังว่าเหล่าบัณฑิตใหม่ควรจะต้องมีเลยทีเดียว ดังนั้น เมื่อโลกเข้าสู่ยุคโลกาภิวัฒน์ ไม่ใช่เรื่องแปลกอีกต่อไปหากคุณพ่อคุณแม่หลายท่านกำลังเตรียมลงทุนก้อนใหญ่อีกครั้งให้บุตรหลานด้วย "หลักสูตรอินเตอร์ฯ" พร้อมกับความหวังว่า หลักสูตรฮอตฮิตนี้จะสามารถสร้างอนาคตดี ๆ ให้กับลูกรักได้ ทั้งนี้ทั้งนั้น เรามีเสียงของนักวิชาการจากหลากหลายสถาบันออกมาให้เสนอแนะ และบอกเล่าวิธีเตรียมความพร้อมก่อนตัดสินใจย่างเท้าเข้าสมัครหลักสูตรอินเตอร์กันด้วย ขอเริ่มต้นที่ ดร. จุลพจน์ จิรวัชรเดช ผู้อำนวยการโครงการนานาชาติ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ซึ่งอาจารย์ได้ให้หลักในการพิจารณาเลือกหลักสูตรอินเตอร์ไว้อย่างน่าสนใจ อันประกอบด้วยข้อมูลสำคัญทั้งสิ้น 3 ประการ ได้แก่ "ศิษย์เก่า, ปรัชญาการสอน และองค์ประกอบของความเป็นหลักสูตรนานาชาติ" "เมื่อตัดสินใจเลือกหลักสูตรที่ต้องจ่ายแพงกว่าแล้ว ผู้ปกครองควรพิจารณาโอกาสในการทำงานของศิษย์เก่าที่สำเร็จการศึกษาออกไป เป็นข้อมูลประกอบว่ามีสถิติในการได้งานทำเป็นอย่างไร การพิจารณาตัวเลขเหล่านี้สามารถบ่งบอกได้ถึงคุณภาพของหลักสูตร คุณภาพของสถานศึกษาได้ส่วนหนึ่ง หากสามารถพิจารณาจากความก้าวหน้าในงานที่ทำด้วยได้ก็จะเป็นการดี เพราะจะเป็นอีกหนึ่งข้อมูลที่พิสูจน์ได้ถึงรูปแบบการเรียนการสอน หากนักศึกษาที่จบจากหลักสูตรอินเตอร์แต่ไม่สามารถพัฒนาตนเองให้มีศักยภาพในการทำงาน หรือสร้างความแตกต่างจากผู้สำเร็จการศึกษาในหลักสูตรปกติได้ ก็ไม่มีความจำเป็นใด ๆ ที่จะต้องจ่ายแพงกว่า" ดร.จุลพจน์กล่าวต่อไปว่า "อันดับที่สองที่ควรพิจารณา เป็นเรื่องของ ปรัชญาการสอน ของทางสถาบันว่ามีทิศทางอย่างไร มีการนำปรัชญาการสอนใหม่ ๆ ที่ผ่านการวิจัยแล้วว่าได้ผลดีมาใช้ร่วมด้วยหรือไม่ หรือเป็นเพียงหลักสูตรที่สอนด้วยภาษาอังกฤษเท่านั้น ส่วนข้อมูลอันดับสุดท้ายคือ "องค์ประกอบของความเป็นนานาชาติ" หมายรวมถึงตัวอาจารย์ผู้สอนเอง บรรยากาศในการเรียน มีการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษในทุกวิชาหรือไม่ เพราะทั้งหมดนี้เป็นประโยชน์ที่เด็กควรได้รับจากหลักสูตรครับ" หันมาฟังมุมมองของ ดร.การดี เลียวไพโรจน์ กรรมการหลักสูตรของโครงการ IMBA มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในการแนะนำวิธีพิจารณากันบ้าง โดยดร.การดีเปิดเผยว่า "หลักสูตรอินเตอร์ฯควรจะเป็นหลักสูตรใหม่ที่มีจุดมุ่งหมายในการเตรียมความพร้อมผู้เรียนให้ก้าวไปสู่ระดับนานาชาติได้จริง ๆ ไม่ใช่แค่เรียนด้วยภาษาอังกฤษแล้วเรียกว่าหลักสูตรอินเตอร์ฯ นอกจากนั้น ยังต้องพิจารณาถึงคอนเน็คชั่นของทางสถาบันกับมหาวิทยาลัยต่างแดนด้วยว่ามีความร่วมมือกันมากน้อยเพียงใด ถ้าหากมีการแลกเปลี่ยนอาจารย์ - นักศึกษาระหว่างกัน องค์ความรู้ที่ได้รับก็จะเปิดกว้างมากกว่า" ดร.การดีกล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า "บรรยากาศของความเป็นนานาชาติเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ต้องพิจารณา จริงอยู่ว่าในชั้นเรียนอาจมีนักศึกษาไทยเป็นส่วนมาก แต่หากทางสถาบันจัดให้มีกิจกรรม หรือจัดบรรยากาศให้เหมาะแก่การใช้ภาษาอังกฤษ ก็จะช่วยนักศึกษาไทยในการปรับตัวได้มากขึ้น นอกจากนั้น ในแง่ของจำนวนนักศึกษาในห้องเรียนควรจะไม่มากนัก ประมาณ 25 - 30 คนถือเป็นตัวเลขที่เหมาะสม โดยเฉพาะในวิชาที่ต้องมีการแสดงความคิดเห็น เพราะเด็กจะสามารถมีส่วนร่วมในชั้นเรียนได้อย่างทั่วถึงค่ะ" ด้าน Mr. Jeroen Schedler ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายการต่างประเทศและคณบดีวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยรังสิต ให้คำแนะนำว่า "ผู้ปกครองควรจะต้องมองที่ระบบการศึกษาที่สามารถให้ความรู้และสามารถฝึกฝนให้เด็กสามารถใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีคุณภาพ อย่างไรก็ดี การศึกษาในระบบนานาชาติมีส่วนช่วยให้มุมมองและทัศนคติของเด็กนั้นกว้างไกลมากขึ้น กล่าวคือ หลักสูตรนานาชาติเล็งเห็นถึงความสำคัญในการเตรียมความพร้อมให้แก่เด็ก โดยเชื่อว่าการที่เด็กได้ศึกษาจากประสบการณ์จริง จะสามารถปรับตัวได้อย่างมีความสุข เมื่อเข้าไปอยู่ในสังคมโลกยุคใหม่ได้หลังจากจบการศึกษา ขณะที่การศึกษาแบบบอกให้ทำ และถูกควบคุมอย่างเคร่งครัดทำให้เด็กไม่กล้าที่จะแสดงความคิดเห็น และอาจไม่สามารถนำความรู้จากบทเรียนมาประยุกต์ใช้ในโลกปัจจุบันได้"
นอกจากนั้น Mr.Jeroen ยังเห็นพ้องกับ ดร.จุลพจน์ และดร.การดีในประเด็นเรื่อง การสร้างสภาพแวดล้อมที่เป็นนานาชาติเป็นสิ่งสำคัญ พร้อมยกตัวอย่าง การจัดส่งนักศึกษาไปฝึกงานหรืออบรมหลักสูตรต่าง ๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ว่าเป็นสิ่งที่ควรมีในหลักสูตรด้วย เพราะเป็นการผลักดันให้เด็กได้รับประสบการณ์ตรงจากภายนอก สุดท้าย ก็คือรูปแบบการเรียนการสอน Mr.Jeroen เชื่อว่าการเน้นการเรียนการสอนแบบ Self Assess และ Problem based learning ในหลักสูตรนานาชาติ จะช่วยฝึกฝนให้เด็กรู้จักค้นคว้าหาข้อมูลและนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อไปในอนาคตได้ด้วยตัวเอง ทิ้งท้ายกับมุมมองของ ดร.การดี ที่ฝากไว้ว่า "หากมองอย่างลึกซึ้งแล้ว การเปิดหลักสูตรนานาชาติ นักศึกษาจะได้ประโยชน์จากความหลากหลายทางเชื้อชาติในห้องเรียน เป็นการเปิดโลกทัศน์ของเด็กให้กว้างมากขึ้น และเป็นการเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่โลกแห่งการทำงาน เพราะจากยุคนี้เป็นต้นไป บัณฑิตของเราควรจะมีความสามารถในการทำงานในระดับนานาชาติได้แล้วค่ะ"
ก็เป็นข้อมูลที่ดีมากๆเลยนะครับ น้องๆคนไหนที่อยากเรียนในระบบอินเตอร์ก็ลองอ่านข่าวนี้ดูก่อนนะครับ เพื่อเป็นข้อมูลในการตัดสินใจไงครับ
พี่ปอขอขอบคุณข้อมูลข่าวและรูปภาพจากผู้จัดการออนไลน์ |
3 ความคิดเห็น
โอ้ว ประเทศไทย จะเจริญกะเขามั๊ยเนี่ย