กว่าจะหลุดพ้นสถานะ "ว่างงาน" มาได้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะคะ เพราะน้องๆ ต้องไปเจอคู่แข่งในสาขาเดียวกันอีกเยอะมาก ยังไม่นับคนอายุงานสูงๆ ที่ออกมาหางานใหม่ทำด้วย ลำพังแค่ยื่นวุฒิการศึกษาจึงอาจไม่พออีกต่อไป น้องๆ ต้องพยายามโชว์จุดเด่นลง Resume หรือ Portfolio ให้เตะตากรรมการให้ได้ แต่...ปัญหาที่พี่เห็นส่วนใหญ่คือหลายๆ คนไม่รู้จะเขียนอะไรใส่ลงไป เพราะตอนอยู่มหา'ลัยก็เรียนอย่างเดียว ไม่ได้ทำอะไรเลย (แฟ้มตัวเองเบาบางอย่างโล่ง แต่พอมองคนอื่นผลงานหนาเป็นปึกๆ T_T) ตื่นค่ะ! พี่จะไม่ปล่อยให้น้องเจอเหตุการณ์น่าเศร้าแบบนั้น ไม่ว่าน้องๆ จะเป็นเฟรชชี่หรือเด็กปีสุดท้ายก็ไม่มีคำว่าสายเกินไป เวลายังมีเหลืออยู่ เรามาดูไปพร้อมๆ กันทีละข้อเถอะค่ะ ^^
1. เตรียมฝันแล้วเดินให้ตรงสาย
ก่อนจะไปว่าด้วยเรื่องกิจกรรม ต้องพูดถึงความรู้ที่ได้จากมหา'ลัยก่อน หากเราเลือกลงรายวิชาที่สนับสนุนงานของเราในอนาคตแล้วอธิบายไว้ในพอร์ตฯ เขาก็จะเชื่อมั่นว่าเรามีพื้นฐานมากพอจะทำให้งานออกมาดีได้ อีกทั้งเรายังมีแรงบันดาลใจทำคะแนนวิชานั้นให้ดีด้วย ดังนั้นพี่แนะนำให้น้องๆ พยายามค้นหาตัวเองให้ได้ตั้งแต่เนิ่นๆ อย่าเลือกจะไม่ลงวิชาสำคัญๆ แค่เพราะได้ยินว่าวิชานั้นอาจารย์ให้เกรดยาก หรือไม่มีเพื่อนสนิทเรียนเด็ดขาด มองการณ์ไกลเข้าไว้ค่ะ
2. ทำชิ้นงานส่งอาจารย์ให้เนี้ยบ
บางคนคิดว่าผลงานที่ใส่พอร์ตได้ต้องเป็นงานที่เราส่งไปประกวดแข่งขันได้รางวัลกลับมาเท่านั้น แต่จริงๆ แค่ชิ้นงานที่เราได้ใช้ทักษะหรือทฤษฎีมาปฏิบัติจริงก็สามารถใส่ลงไปได้แล้ว เช่น งานศิลปะ, งานเขียน, งานแปล, บทประพันธ์, คลิปเสียง, คลิปจัดรายการ, ภาพถ่าย รวมถึงงานวิจัยที่เราผ่านการคิดวิเคราะห์แบบลากเลือดด้วย ดังนั้น ไม่ว่าอาจารย์จะสั่งงานชิ้นเล็กๆ หรือโปรเจคใหญ่ๆ ประจำรายวิชา อย่าทำแบบขอไปทีให้พอผ่าน แต่ให้ตั้งใจทำให้ดีที่สุด แล้วเก็บไฟล์ไว้อย่าให้หาย! ถึงเวลาน้องจะได้หยิบออกมาปัดฝุ่นเก็บเข้าพอร์ตได้สวยๆ แบบไม่ต้องเปลืองแรงนั่งทำใหม่ให้เหนื่อยเลยค่ะ
3. ล่ารางวัลจากการประกวดแข่งขัน
มหา'ลัยเป็นสังคมเปิดกว้าง และเป็นโอกาสทองให้เราได้ล่ารางวัลตามสายที่เราถนัด ซึ่งส่วนใหญ่จะมีงานประกวดแข่งขันตลอดทั้งปีอยู่แล้ว โดยเฉพาะช่วงใกล้โอกาสสำคัญๆ อย่างวันแม่ วันครู วันเกิดผู้มีชื่อเสียงในอดีต ฯลฯ สเกลงานก็มีทั้งเล็กทั้งใหญ่ นับตั้งแต่ระดับคณะจนถึงนานาชาติ พี่จึงแนะนำให้น้องๆ ติดตามแหล่งข่าวไว้หลายๆ แหล่ง ทั้งเพจ ป้ายประกาศในคณะ และต้องไม่ลืมเงี่ยหูฟังข่าวจากเพื่อนและอาจารย์ไว้ด้วย ถ้าเห็นโอกาสเมื่อไหร่รีบคว้าไว้เลย เพราะแทนที่จะพยายามโน้มน้าวให้เขาเชื่อว่าเราเก่งยังงั้นยังงี้ สู้เอารางวัลไปการันตีดีกว่าว่าเราเจ๋งจริง!
4. เข้าร่วมสโมฯ/เป็น Staff ค่ายหรือกิจกรรม
การได้ทำงานใดก็ตาม นับตั้งแต่ Staff กิจกรรมหรือค่าย และสโมสรนิสิตนักศึกษาประจำคณะหรือมหา'ลัย ทำให้เราได้ฝึกรับมือกับคนหลากหลาย ทำงานกับคนหลายประเภท เจอสารพัดงานภายใต้ความกดดัน และปลุกความกระตือรือร้นในตัวแทนที่ความเฉื่อยชา สิ่งที่ได้จึงมีทั้งการพัฒนาความสามารถ ทักษะการทำงานเป็นทีม และการรับมือกับคนรูปแบบต่างๆ ซึ่งเป็นคุณสมบัติของคนทำงานที่นายจ้างมองหาในตัวผู้สมัคร ถ้ามีลิสต์กิจกรรมเหล่านี้ เขาจะเชื่อมั่นในระดับนึงว่าคุณมีความอดทน ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ และไม่เหยาะแหยะจนงานเสีย
4. เป็นสมาชิกชมรม
"ชมรม" เป็นพื้นที่ที่เปิดกว้างให้เราได้ฝึกฝนสิ่งที่เราสนใจหรือถนัด ได้ทำอะไรที่ไม่เคยทำ และช่วยต่อยอดความสามารถด้านต่างๆ จากการได้ออกไปแสดงฝีมือสู่สายตาคนภายนอก ไม่ว่าจะเป็นด้านวิชาการ ภาษา ดนตรี กีฬา การแสดง ถ่ายภาพ คอมพิวเตอร์ แมกกาซีน นาฏศิลป์ ศิลปะ หนังสั้น ฯลฯ ถ้านายจ้างเห็นว่าเราทำกิจกรรมชมรมสม่ำเสมอ ย่อมมั่นใจได้ว่าเราสนใจด้านนั้นจริงๆ และพยายามพัฒนาฝีมือให้ดีขึ้นตลอดเวลา
5. ฝึกทักษะที่ต้องใช้ในสายงาน
เรื่องยอดฮิตที่เด็กจบใหม่เครียดมากๆ คือไม่มีของติดตัวเลยนอกจากความรู้ที่เรียนมาในห้อง แต่ประเด็นคือหลายๆ อาชีพต้องพึ่งความสามารถอื่นควบคู่ด้วย เช่น งานนักเขียนหรือคอลัมนิสต์ของบางบริษัท ต้องถ่ายรูปและใช้โปรแกรมแต่งภาพเป็นด้วย, งานบัญชีต้องเชี่ยวชาญ Microsoft Excel และ "เกือบทุกงาน" ต้องพึ่งภาษาอังกฤษ (หลายแห่งต้องการคะแนน TOIEC, TOEFL หรือ IELTS) หรือบางงานอาจต้องใช้ภาษาที่สาม เช่น จีน ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส ฯลฯ ดังนั้นน้องๆ ควรไปเปิดประกาศรับสมัครงานเพื่อดูคุณสมบัติที่เขาต้องการ แล้วรีบมาสปีดตัวเองตั้งแต่เนิ่นๆ ไว้ สุดท้ายถ้าบริษัทเห็นว่าเรามีทุกอย่างที่เขาต้องการ โอกาสสำเร็จย่อมสูงกว่าเดินเข้าไปตัวเปล่าๆ ค่ะ
6. ฝึกงาน/ทำงานพิเศษ
น้องหลายๆ คนอาจสงสัยที่เห็นบางบริษัทต้องการ "ประสบการณ์" (เอ่อ...แล้วถ้าผมเพิ่งจบจะไปเอามาจากไหนอะครับพี่!!) ยอมรับว่าคำนี้น่ากลัวจริงๆ แต่สิ่งที่พอช่วยได้คือประสบการณ์ฝึกงานและทำงานพิเศษขณะเรียน เพราะเท่ากับว่าเราเคยไปลองใช้ชีวิตแบบคนทำงานมาแล้ว ได้ลองประยุกต์ใช้ความรู้ที่เรียนมา และเจอโลกแห่งความจริงที่ไม่เหมือนกับในห้องเรียน พี่แนะนำว่าถ้าใครมีช่วงว่างยาวๆ ลองไปสมัครฝึกงานกับบริษัทต่างๆ ดู ถ้าจะให้ดีก็ให้เกี่ยวข้องกับอาชีพในฝันของเราด้วยยิ่งดีไปใหญ่ แล้วน้องๆ จะได้เปรียบกว่าคนที่ไม่มีประสบการณ์เยอะเลยค่ะ
ทั้งหมดนี้เป็นหนทางรอดจากการว่างงานสำหรับวัยเรียนทุกคน หลายๆ คนยังมีเวลาเตรียมตัวอีกนานมาก คราวนี้ก็เป็นหน้าที่ของน้องๆ แล้วว่าจะปล่อยเวลาเหล่านั้นให้ผ่านไปแบบไร้ประโยชน์ หรือจะลุกมาเตรียมพร้อมก้าวสู่ชีวิตใหม่ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้ ช่วงเวลาในมหา'ลัยจะมีค่าขนาดไหน และภาพการสมัครงานในอนาคตของน้องจะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับเราแล้วนะคะ ^^







0 ความคิดเห็น